กงสุล (ฝ่ายเกษตร) ประจำกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า

คงต้องยอมรับว่ามีเสียงสะท้อนมาจากหลายหน่วยงานกล่าวถึงคุณภาพข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ผลิตจากประเทศไทยมีคุณภาพดี ถึงแม้ว่าจะมีราคาที่สูงกว่าข้าวชนิดอื่น แต่ก็สามารถจำหน่ายได้นั้น จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดการปลอมปนข้าวขาวดอกมะลิ 105 จากประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวสารที่ส่งมายังประเทศจีน กระสอบละ 50 กิโลกรัม และมารีแพ็กเกจจิ้งเป็นถุง ถุงละ 5 กิโลกรัม ที่ประเทศจีนมีโอกาสถูกนำมาผสมข้าวชนิดอื่นที่มีคุณภาพต่ำและราคาถูกกว่าได้ง่าย ซึ่งสามารถลดต้นทุนได้มาก

“เป็นสิ่งที่ดิฉันเป็นห่วงถึงภาพลักษณ์ข้าวหอมมะลิของไทยมาก ถ้าหากชาวจีนที่ไม่เคยรับประทานข้าวหอมของไทย แล้วพึ่งเคยรับประทานเป็นครั้งแรกแล้วเจอกับข้าวหอมมะลิที่ถูกปลอมปนมาจะเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี จะถูกเหมาไปหมดว่าข้าวหอมมะลิไทยไม่ดี ตรงนี้เราคงต้องหาวิธีช่วยกัน” นางสาวอัจฉริยา กล่าว

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ทางฝ่ายเกษตรประจำกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้ร่วมมือกับกรมการข้าว ได้ร่วมเจรจากับ Anhui Provincial State Fams Group เพื่อหาความร่วมมือกันที่จะให้ทาง Anhui Provincial State Farms Group รับซื้อข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่บรรจุพร้อมขายมาจากเมืองไทย มาวางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตในเครือข่ายของบริษัท จะได้ช่วยแก้ปัญหาข้าวปลอมปนได้ โดยประเทศไทยจะมีการแนะนำผู้ประกอบการที่น่าเชื่อถือให้ โดยทางบริษัทยินดีให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือ ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในโอกาสต่อไปจะได้เชิญผู้บริหารของทางบริษัทเยี่ยมดูงานการผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพดีจากประเทศไทย

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนสิงหาคม 2560 ติดลบ 2.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรติดลบ 16.41% ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ความต้องการใช้ทรงตัว ปาล์มน้ำมันจากที่มีโรงกลั่นและผู้ผลิตไบโอดีเซลมีสต๊อกจำนวนมาก ต้องระบายน้ำมันปาล์มออกโดยจำหน่ายในราคาต่ำลง ลำไย สุกร ไข่ไก่ เป็นต้น ส่วนดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรปรับเพิ่มขึ้น 17.08% โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลำไย มังคุด สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ทั้งนี้ เดือนกันยายนดัชนีรายได้ของเกษตรน่าจะยังติดลบต่อเนื่อง จากดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลง

“ดัชนีราคาและรายได้ของเกษตรกรลดลงอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 2 เดือน ซึ่งเป็นไปตามการพยากรณ์ก่อนหน้านี้ เพราะสินค้าเกษตรหลายชนิดเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ราคาจะลดลง คาดว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนกันยายนจะแผ่วลงประมาณ 1-2% แต่ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่าราคาสินค้าเกษตรจะปรับเพิ่มขึ้นและ สศก.ยังหวังว่าจะผลักดันให้สภาวะเศรษฐกิจการเกษตรหรือจีดีพีในปีนี้ขยายตัวอย่างน้อย 3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ติดลบ 2.39%” นางสาวจริยา กล่าว

เรืออากาศเอก มนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนา อย่างยั่งยืน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน การบินไทยได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือแล็บประชารัฐ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นระยะเวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่มกราคม 2561 เพื่อให้ตรวจสอบรับรองมาตรฐานวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่ใช้ภายในครัวของการบินไทย เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินของการบินไทย และสายการบินลูกค้ามากกว่า 60 สายการบิน รวมวันละประมาณ 80,000 ชุด “แล็บประชารัฐจะตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนในผักและผลไม้สดที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร เชื่อว่าในอนาคตการบินไทยอาจจะมีลูกค้าสายการบินเพิ่มขึ้นอีก” เรืออากาศเอกมนตรีกล่าว

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (กสอ.) นำร่องคัด 30 ผู้ประกอบการ OTOP ต้นแบบ จากทั่วประเทศ ที่มีศักยภาพด้านระบบการผลิต พร้อมสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรองรับการแข่งขันระดับสากล พร้อมมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติให้กับผู้ประกอบการต้นแบบ ณ ศูนย์การแสดงสินค้า อิมแพค เมืองทองธานี

นายเพทาย ล่อใจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวข้ามผ่านการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้ระดับสูงในอนาคต ด้วยนโยบาย Thailand 4.0 ของภาครัฐ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น วิสาหกิจขนาดใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงวิสาหกิจชุมชน (OTOP) ล้วนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถือเป็นกลไกหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เกิดการขยายตัว ทั้งการเพิ่มรายได้ของประเทศ สนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน การพัฒนาทักษะของบุคลากร รวมถึงการส่งเสริมการพัฒนาทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมในระดับสูง

และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งมีพันธกิจหลักในการพัฒนา ส่งเสริมผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ด้านทักษะการผลิต ได้เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการ OTOP ที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากขาดความรู้ในการลดของเสียในกระบวนการผลิตและกระบวนการนำของเหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ใหม่ จึงได้จัดทำ “โครงการพัฒนาการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2560” ขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการ OTOP สามารถพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและยกระดับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างโอกาสในการแข่งขันและเข้าถึงและได้ประโยชน์จากกลไกตลาดสีเขียวมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน

โครงการพัฒนาการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ ได้เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดย กสอ. ได้ลงพื้นที่จัดอบรมให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กับผู้ประกอบการ OTOP ทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 500 ราย คัดเลือกเหลือ 200 ราย และลงพื้นที่ดูกระบวนการผลิต พร้อมให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกครั้ง จนได้เป็นผู้ประกอบการ OTOP ต้นแบบ 30 รายในวันนี้ โดยแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ อาหาร, เครื่องดื่ม, ผ้าและเครื่องแต่งกาย, ของใช้ของประดับตกแต่งและของที่ระลึก, สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร

สำหรับเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ประกอบการ OTOP นั้นจะต้องผ่านเกณฑ์การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 5 ตัวชี้วัด คือ (1.) การดำเนินการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม, (2.) การจัดทำแผนด้านสิ่งแวดล้อม, (3.) การนำแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิผล, (4.) การติดตามประเมินผล และ (5.) การทบทวนและรักษาระบบ โดยผู้ประกอบการจะได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก กสอ. ดังนี้

รางวัลผู้ประกอบการดีเด่นด้านการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของกลุ่มผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท จำนวน 5 รางวัล ดังนี้

ประเภทอาหาร : วิสาหกิจชุมชนบ้านเนินดินแดง จังหวัดชลบุรี
ประเภทเครื่องดื่ม : วิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหารและน้ำผลไม้ท่ามะขาม จังหวัดกาญจนบุรี
ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย : กลุ่มผ้าบาติกตำบลวัดสุวรรณ จังหวัดชลบุรี
ประเภทของใช้ของประดับตกแต่งและของที่ระลึก : จักสานไม้ไผ่กลุ่มโรงเรียนวังหลังวิทยาคม จังหวัดสระแก้ว
ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร : อนัญญามะพร้าว จังหวัดตราด
– รางวัลผู้ประกอบการดีมากด้านการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของกลุ่มผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท ประเภทละ 2 รางวัล รวมจำนวน 10 รางวัล

– รางวัลผู้ประกอบการดีด้านการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของกลุ่มผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท ประเภทละ 3 รางวัล รวมจำนวน 15 รางวัล นอกจากรางวัลดังกล่าวแล้ว ผู้ประกอบการ OTOP ทั้ง 30 รายนี้ ยังมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในความดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ การฝึกอบรม สัมมนา การให้คำปรึกษา แนะนำเชิงลึก และยังได้สิทธิพิเศษในการออกบูธ แสดงสินค้าร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมอีกด้วย

อย่างไรก็ดี สำนักพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน ยังจะเดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชน (OTOP) ซึ่งมีมากกว่า 40,000 รายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการที่มีอยู่แล้วให้มีความเข้มแข็ง และยังต้องสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีคุณภาพในภูมิภาคต่างๆ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นแนวนโยบายมุ่งเน้นการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ ภายใต้งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรร และที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกอุตสาหกรรมจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากล โดยปรับตัวเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) สอดคล้องกับการลงทุนในปัจจุบัน คือต้องเป็น “การลงทุนสีเขียว” (Green Investment) นายเพทาย กล่าวในที่สุด

โซ่คุณค่าของข้าว : กำไรของกลุ่มเกษตรกรและอุตสาหกรรมข้าวไทย โดยผศ.ดร. เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์ และคณะภาควิชาเกษตกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาดภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

ในอดีตที่ผ่านมา การค้าสินค้าเกษตรยังไม่มีความซับซ้อนมากนัก เกษตรกรไทยมักเลือกปลูกพืชที่ขายได้ราคาดี ณ ช่วงเวลาที่เริ่มทำการเพาะปลูก การขึ้นลงของราคาจะเป็นไปตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในแต่ละฤดูกาลภายในประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตมีเพียงแค่ปัจจัยด้านภัยธรรมชาติและโรคระบาดเท่านั้น

แต่ ณ ปัจจุบันการค้าสินค้าเกษตรมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการเชื่อมโยงตลาดขยายออกไปนอกชุมชน ต่างจังหวัด และต่างประเทศ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรผันแปรตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด ราคาสินค้าเกษตรของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องฤดูกาล ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดในประเทศแต่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจากทั่วโลกด้วย

ปัญหาความขาดแคลนความรู้ด้านการตลาด สถานการณ์ และทิศทางการค้าสินค้าเกษตร รวมทั้งอุปสงค์ อุปทานโดยรวมของทั้งโลก เป็นปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุนของเกษตรกร รวมทั้งการกำหนดนโยบายและการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการค้าสินค้าเกษตรของหน่วยงานภาครัฐไทย สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินโครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาด เพื่อกำหนดต้นแบบ และยุทธศาสตร์ในการเพิ่มพูนข้อมูลความรู้ทิศทางการตลาดการค้าสินค้าเกษตรที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันต่อสถานการณ์ ให้ถึงมือเกษตรกร ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการวางแผนการผลิตในแต่ละฤดูกาล เพื่อให้การลงทุนในปัจจัยการผลิตเกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด และทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ปรับวิถีแห่งการเป็นเกษตรกร ให้เป็น Smart Farmer ในการก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 และเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนและพอเพียง

บทความนี้จะขอนำเสนอถึงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของข้าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษาและการดำเนินโครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาดดังกล่าวข้างต้น โดยเนื้อหาจะเป็นการอธิบายถึงกระบวนการสีข้าว ผลผลิตและผลพลอยได้ที่ได้จากกระบวนการสีข้าว พร้อมทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงมูลค่าของผลผลิตและผลพลอยได้ที่ได้จากกระบวนการสีข้าว ซึ่งผลผลิตและผลพลอยได้ดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่จะเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวและนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าในการขายต่อไป

ข้าว จัดเป็นอาหารหลักที่มีความสำคัญต่อประชากรโลก มีผู้คนกว่าครึ่งโลกที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ประเทศไทยเรานั้นมีการบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก นานมาแล้วจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีการบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักอยู่ และที่สำคัญประเทศไทยเราก็ยังเป็นประเทศผู้ค้าข้าวรายใหญ่ของโลกอีกด้วย

ข้าวที่เรารับประทานจะต้องผ่านกรรมวิธีสีเอาเปลือกข้าวออกก่อน โดยในกระบวนการสีข้าวจะเกิดผลิตภัณฑ์ ต่างๆ แสดงดังภาพที่ 1

สำหรับการสีข้าว (Rice Milling) นั้นเป็นขั้นตอนการแปรรูปเบื้องต้นของข้าวเปลือกให้ได้เป็นข้าวสาร หรือข้าวกล้อง เพื่อนำไปรับประทานหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อไป โดยการสีข้าวประกอบด้วยขั้นตอนหลักดังนี้

การทำความสะอาดข้าวเปลือก เป็นการแยกสิ่งแปลกปลอม เช่น ฟาง เศษพืช ฝุ่น ผง กรวด ทราย ออกจากข้าวเปลือก ตะแกรงร่อนจัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดข้าวเปลือก เป็นการทำความสะอาดแบบแห้ง โดยจะช่วยแยกสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดต่างจากข้าวเปลือก เช่น ฝุ่น ฟาง กรวด ทราย และสิ่งเจือปนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีตะแกรงแยกเมล็ดซึ่งจะใช้ลมมาช่วยเป่าสิ่งเจือปนที่มีขนาดใกล้เคียงกับข้าวเปลือก แต่มีน้ำหนักเบากว่าข้าวเปลือกออกไป คืออาศัยหลักการแยกด้วยความหนาแน่นหรือความถ่วงจำเพาะ รวมทั้งในการทำความสะอาดข้าวเปลือกจำเป็นต้องมีเครื่องแยกกรวดหิน (Destoner) ด้วยเพื่อทำหน้าที่แยกกรวดหินและโลหะที่อาจติดมากับข้าวเปลือก

การกะเทาะเปลือก เป็นการแยกเอาเปลือกหุ้มเมล็ด ซึ่งเรียกว่า แกลบ (husk) ออกจากเมล็ดข้าว ในขั้นตอนนี้จะใช้เครื่องกะเทาะ (Huller) ซึ่งเป็นลูกยางสองลูกหมุนเข้าหากันด้วยความเร็วรอบที่ต่างกัน หรือใช้เครื่องกะเทาะที่ทำด้วยแผ่นโลหะสองแผ่นบุด้วยหินหยาบ เพื่อให้เกิดการเสียดสี กะเทาะให้แกลบหลุดออกจากตัวเมล็ดข้าว ข้าวที่ได้จากขั้นตอนนี้เรียกว่า ข้าวกล้อง ซึ่งข้าวกล้องจะยังคงมีเยื่อหุ้มเมล็ดและคัพภะติดอยู่ จากนั้นจึงแยกแกลบและข้าวเปลือกยังไม่ถูกกะเทาะออกจากข้าวกล้อง ซึ่งแกลบซึ่งเป็นผลพลอยได้จาการสีข้าว อาจนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง หรือใช้ในงานรองพื้นโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

การขัดขาวและขัดมัน (Whitening and Polishing) เป็นการขัดชั้นรำ (Rice Bran) ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มเมล็ดออกจากข้าวกล้อง ให้เหลือเฉพาะส่วนของเอนโดเสปอร์ม และขัดมัน เพื่อให้ผิวเรียบเป็นเงาสะอาด รำข้าวซึ่งเป็นผลพลอยได้จากขั้นตอนนี้ประกอบด้วยเยื่อหุ้มเมล็ด คัพภะ มีไขมันสูง สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันรำข้าวได้

การคัดขนาดข้าวสาร ใช้ตะแกรงขนาดที่มีรูเปิดที่มีความยาวแตกต่างกัน เพื่อแยกข้าวสารเต็มเมล็ดต้นข้าว (Head Rice) ออกจากข้าวหัก และปลายข้าว โดยปลายข้าวนั้นจะมีความยาวประมาณน้อยกว่าหรือเท่ากับ 6/8 ของความยาวเมล็ดเต็ม

สำหรับข้าวที่ได้จากการสีแล้วสามารถนำมารับประทานได้โดยตรง หรือนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าในการขาย โดยการเพิ่มมูลค่าของข้าวได้แสดงไว้ด้วยภาพโซ่คุณค่าของข้าว ดังภาพที่ 7

จากภาพที่ 7 จะเป็นตัวอย่างการนำส่วนที่ได้จากข้าวมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การนำปลายข้าว (ราคา 12.50 บาทต่อกิโลกรัม) มาทำเป็นแป้งข้าว จะได้รับราคาเพิ่มขึ้นเป็น 32 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 156

หากมีการนำรำข้าว (ราคา 7.50 บาทต่อกิโลกรัม) มาทำน้ำมันรำข้าว จะได้รับราคาเพิ่มขึ้นเป็น 57.55 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 667

และหากมีการนำแกลบ (ราคา 1.20 บาทต่อกิโลกรัม) มาทำเป็นเชื้อเพลิงจะได้รับราคาเพิ่มขึ้นเป็น 1.46 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 21 บทความนี้นำเสนอเพื่อให้เห็นว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรชาวนาไทยมักจะขายเฉพาะข้าวเปลือก ซึ่งหมายความว่าตลอดทั้งปีเกษตรกรชาวนาไทยมีเพียงสินค้าเพียงชนิดเดียวที่นำมาขายได้ ซึ่งหากพิจารณาถึงโซ่คุณค่าของข้าวแล้ว หากเกษตรกรชาวนาไทยรวมกลุ่มกัน มีการลงทุนต่างๆร่วมกัน เช่น ลงทุนเครื่องสีข้าวขนาดเล็กร่วมกัน ก็จะเป็นโอกาสให้เกษตรกรสามารถนำสินค้าหลายอย่างที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาขาย (เช่น ปลายข้าว รำ แกลบ) เพื่อสร้างกำไรและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรและครอบครัวให้ดีขึ้นได้

ในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2560 (18 ก.ย.60) ณ ห้องประชุมพึ่งบุญ อาคารสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นพยานในการลงนามความร่วมมือระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติและสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภาค โดยมีว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ลงนามกับ ผู้แทนสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร นายพรณรงค์ วรศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายประจักษ์ ทาสี ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคเหนือ นายคัมภีร์ สายะสนธิ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง นายวิศวะ คงแก้ว

ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ ภายหลังการลงนาม นายประพัฒน์ได้กล่าวว่า จากสภาพการณ์ของประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ คือการมีประชากรสูงอายุ 20% ของประชากรทั้งหมด ส่วนตั้งแต่ปี 2579 ประชากรไทยจะมีน้อยกว่าปัจจุบันและจะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ 30% เป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด ซึ่งจะเกิดการสร้างภาระพึ่งพิงต่อวัยแรงงานและภาครัฐ ที่ต้องจัดสวัสดิการให้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ และขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในภาคการเกษตรจากผลการศึกษาของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เรื่อง “ปัญหาและความต้องการของเกษตรกร “

เมื่อปี 2557 พบว่า เกษตรกรมีอายุเฉลี่ย 54 ปี และเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งสอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทยที่ศึกษาเรื่อง “แรงงานกับการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตรไทย”พบว่าแรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แรงงานรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตรน้อยลงเนื่องจากทัศนคติของแรงงานรุ่นใหม่เห็นว่าอาชีพเกษตรกรรมเป็นงานที่หนัก ราคาผลผลิตไม่แน่นอน ต้องพึ่งพาธรรมชาติ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงสูง ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของแรงงานภาคเกษตรสูงขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตในอนาคตมีแนวโน้มลดลง

ดังนั้นในปี 2560 สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กำหนดโครงการยุวเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้คนไทยรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การเกษตรในสถานศึกษาและสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อการคงไว้ซึ่งประเทศเกษตรกรรม โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการ 101 โรงเรียน นักเรียน 7,000 คนได้เรียนรู้และลงมือทำการเกษตร รวมทั้งมีเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวน 932 คนร่วมโครงการ ซึ่งเห็นว่าหากมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาจำนวนเกษตรกรในอนาคต นอกจากนั้นเพื่อการส่งเสริมเพิ่มความสำเร็จให้คนไทยรุ่นใหม่สนใจทำการเกษตร จึงได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศ 47 แห่ง วัตถุประสงค์เพื่อ ร่วมมือกันสนับสนุนให้สถาบันอาชีวศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ อบรม เพื่อพัฒนาเกษตรกรและบุตรหลานให้ได้พัฒนาวิชาชีพ และการศึกษาด้านอาชีวเกษตรระยะเวลา 4 ปี ซึ่งหากทั้งภาครัฐและภาคเกษตรกรร่วมมือกัน จะสามารถดำรงรักษาอาชีพการเกษตรให้ไทยยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรมต่อไป

บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด (BPIN) cykno.com ผู้ให้บริการด้านการวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร One Stop Service ด้วยเทคโนโลยีที่สะอาดและทันสมัย ภายใต้แนวคิด “Go Green Together” ประกาศการลงทุนครั้งสำคัญ ด้วยการเข้าซื้อหุ้นผ่านบริษัทลูก BPIN Investment Co., Ltd. จำนวนร้อยละ 25.7 ของซันซีป กรุ๊ป (Sunseap Group Pte Ltd.) ผู้นำด้านการให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหุ้นเพิ่มทุนที่ออกใหม่ มูลค่าประมาณ 75 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (หรือเทียบเท่าประมาณ 55.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,860 ล้านบาท) ซึ่งภายหลังการซื้อหุ้นครั้งนี้จะทำให้บริษัท BPIN Investment เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในซันซีป กรุ๊ป ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตในอยู่ที่ประมาณ 93.3 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 182.9 เมกะวัตต์ จากโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

และภายใต้การเป็นพันธมิตรครั้งนี้ จะมีการถ่ายทอดโนว์ฮาวและประสบการณ์ของซันซีป กรุ๊ป จากการให้บริการลูกค้ายักษ์ใหญ่หลายรายในสิงคโปร์ ทั้งหน่วยงานรัฐบาล สถาบันการศึกษา และบริษัทชั้นนำระดับโลก อาทิ Apple, คณะกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งสิงคโปร์ หรือ Housing Development Board, โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์อเมริกัน, สถาบันราฟเฟิลส์, กลุ่มเครือบริษัทยูไนเต็ด เทคโนโลยี, ท่าเรือจูร่ง, เอบีบี และพานาโซนิค ต่อยอดมาสู่ลูกค้าบ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ในประเทศไทย

นางสมฤดี ชัยมงคล กรรมการ บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด กล่าวว่า “นอกจากการเร่งขยายตลาดในไทยแล้ว บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ให้ความสำคัญในการเสริมรากฐานบริษัทให้มั่นคงและแข็งแกร่งด้วยความชำนาญ เพื่อสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในไทย ซึ่งการลงทุนครั้งนี้เกิดจากการที่บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ และซันซีป กรุ๊ป มีกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและวิสัยทัศน์ตรงกันในการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาผนวกกับการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

การให้ความสำคัญในการบริการ และการดูแลระบบ พร้อมผนึกจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายในด้านเครือข่ายทางธุรกิจและประสบการณ์ด้านพลังงาน เพื่อมุ่งพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดแก่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และสังคม ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญของ BPIN ในการเข้าไปสู่ประเทศที่มีรูปแบบการทำธุรกิจพลังงานที่ทันสมัยและมีศักยภาพการเติบโตในธุรกิจพลังงานสะอาด สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบ้านปูฯ Greener & Smarter ที่มุ่งมั่นพัฒนาสู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านพลังงานอย่างครบวงจร อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายตลาดต่างประเทศของบ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ต่อไปในอนาคต”

การลงทุนครั้งนี้จะทำให้บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ได้สัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอีก 47 เมกะวัตต์ จากโครงการที่ได้เซ็นสัญญาแล้ว เสริมแกร่งการเดินหน้าสู่เป้าหมายการผลิต 300 เมกะวัตต์ ที่ตั้งไว้ในอีก 5 ปีข้างหน้า