กล่าวอีกว่า สสนก. เป็นคลังข้อมูลน้ำที่รวบรวมมาจาก 35 หน่วยงาน

จึงมีข้อมูลหลากหลายมากไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำฝน หรือพยากรณ์เรื่องฝน รวมถึงปริมาณน้ำที่จะเกิดขึ้น มีทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด การที่มาทำศูนย์ข้อมูลน้ำที่จังหวัดลำปาง จะทำให้เกษตรกรสามารถรับทราบถึงปริมาณน้ำ ทั้งน้ำฝนและน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งระดับชุมชนต้องมีข้อมูลแหล่งน้ำที่จะเก็บน้ำในระดับชุมชนต่างๆ จะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจได้ว่าจะมีน้ำเพียงพอหรือไม่ในการเพาะปลูก รวมถึงการวางแผนการบริหารจัดการการเพาะปลูก เพราะหากบางพื้นที่มีน้ำน้อยก็จำเป็นที่จะต้องปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลน้ำในการให้ความรู้แก่เกษตรกร

ผู้ว่าการ กยท. เสวนา ร่วมตลาดหลักทรัพย์ “จับทิศ พิชิตราคายางพารา” เจาะลึกทิศทางราคายางครึ่งหลัง ปี 60 ชี้แนวทางสนับสนุนสินค้ายางในฐานะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่

เมื่อเร็วๆนี้ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นผู้ร่วมเสวนาหัวข้อ อนาคตยางพาราไทย โอกาสและความท้าทาย ภายในงานสัมมนาพิเศษ “จับทิศ พิชิตราคายางพารา” โดยเจาะลึกแนวโน้มทิศทางราคายางครึ่งหลังปี 60 พร้อมชี้แนวทางสนับสนุนสินค้ายางพาราของภาครัฐในฐานะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดร. ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า ภาพรวมของการเสวนาในวันนี้ ได้นำเสนอผลการประชุมในระดับไตรภาคีให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรวมถึงผู้เข้าร่วมงานรับทราบ ว่า 3 ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มองว่าปัจจัยพื้นฐานยางพาราในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง คือ มีความต้องการใช้ยางสูง ขณะเดียวกันปริมาณยางช่วงเวลานี้เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีปริมาณน้อยกว่า เนื่องจากประสบอุทกภัยน้ำท่วม ฝนตกหนัก ทั้งภาคอีสานและภาคใต้ ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียประสบภาวะอากาศหนาวไม่สามารถกรีดยางได้ ปริมาณยางที่ออกมาสู่ตลาดจึงมีปริมาณค่อนข้างต่ำ ฉะนั้น เมื่อมองปัจจัย demand และ supply ประกอบกันแล้วยังเป็นบวก ประกอบประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อยางรายใหญ่ มีปริมาณยางใน stock ลดลง อย่างชัดเจนกว่า 19% ในช่วงระยะเวลาเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา จึงทำให้จีนมีความต้องการนำเข้าผลผลิตยางเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สำหรับราคายางที่มีการปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องการเก็งกำไรของตลาดล่วงหน้าทั้ง 3 ตลาด เพราะเมื่อมีการตรวจสอบเรื่องแรงซื้อกับแรงขาย พบว่าแรงขายมีมากเกินไป เมื่อใกล้ถึงเวลาส่งมอบจะมีแรงซื้อย้อนกลับมา เพราะฉะนั้น ในระยะอันใกล้จะเห็นว่าราคามีการปรับตัวขึ้น โดยตลอด ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาปัจจัยดังกล่าวได้สะท้อนมาถึงราคาในประเทศไทย เช่น ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 8 บาท จึงถือว่าราคายางเริ่มมีการไต่ระดับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเสวนาครั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทยได้ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักลงทุน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปที่สนใจจะเข้าซื้อยางในตลาดยางล่วงหน้าของประเทศไทย (TFEX) เข้าใจถึงการร่วมมือกับนักธุรกิจวางแผนดำเนินการด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเบื้องต้นจากการวิเคราะห์สถานการณ์พบว่าแรงขายมีมากกว่าแรงซื้อ ดังนั้น ต้องสร้างแรงซื้อในตลาดให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลและดันราคาให้เข้าสู่ดุลยภาพ สิ่งสำคัญ คือ การร่วมกันในลักษณะของเงินกองทุนเพื่อเพิ่มแรงซื้อ ซึ่งเป็นการเข้าซื้อทั้งในตลาดส่งมอบจริง และตลาดการซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งเมื่อเพิ่มกำลังซื้อทั้ง 2 ตลาดแล้ว จะเห็นว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคามีการปรับช่วงเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันทั้ง 2 ตลาด ซึ่ง กยท. จะดำเนินการเพิ่มแรงซื้อต่อไป จนกว่าราคาจะอยู่ในกรอบที่ทุกฝ่ายสามารถอยู่ได้ ทั้งในภาคของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ใช้ยางทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“การตั้งเป้าราคาจะมองเป็นกรอบของราคา เปรียบเทียบจากต้นทุนการปลูกของเกษตรกร ณ วันนี้ อยู่ที่ประมาณ 50 กว่าบาท (อ้างอิงตัวเลขจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) เมื่อบวกกำไรพื้นฐาน ราคาควรอยู่ที่ 60 กว่าบาท โดยมองว่ากรอบของราคาในปีนี้ เมื่อวิเคราะห์จากปริมาณของความต้องการแล้ว น่าจะอยู่ในกรอบ 60 ถึง 70 บาท ซึ่งเป็นกรอบที่คิดว่าทุกฝ่ายสามารถดำเนินธุรกิจของตัวเองได้ ในส่วนของเกษตรกรจะไม่กระทบความเป็นอยู่ของเกษตรกร สำหรับในส่วนของนักลงทุน คาดว่าจะเป็นระดับราคาที่ยังมีโอกาสทำกำไรได้” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

สิ่งที่สำคัญที่สุดวันนี้ คือ การสื่อสารเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร จะต้องเป็นข้อมูลที่ตั้งอยู่บน พื้นฐานของข้อเท็จจริง มีความถูกต้อง ชัดเจน ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่ามีข่าวลือ และข้อมูลต่าง ๆ ที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งสร้างความเข้าใจผิด มีผลค่อนข้างมากต่อจิตวิทยาของตลาด เพราะฉะนั้น เราควรเลือกรับข้อมูลข่าวสารโดยตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและอย่าหลงเชื่อข่าวลือ เพราะถือว่าโอกาสของตลาดยางยังมีอีกมาก

กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนเกษตรกรนิคมสหกรณ์โคกขามรวมกลุ่มแปลงใหญ่นาเกลือ พัฒนาคุณภาพผลผลิตและลดต้นทุนสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร พื้นที่ในตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเกลือทะเลที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันเกษตรกรที่ยึดอาชีพการทำนาเกลือมีจำนวนลดลง กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำนาเกลือ จึงได้นำแนวทางการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่เข้ามาดำเนินการสนับสนุนให้เกษตรกรชาวนาเกลือในพื้นที่นิคมสหกรณ์โคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร รวมกลุ่มกันบริหารจัดการนาเกลือแบบแปลงใหญ่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ช่วยลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกลือให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะทำให้สามารถส่งไปแข่งขันในตลาดได้กว้างมากยิ่งขึ้น และยังช่วยแก้ไขปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำได้อีกทางหนึ่ง โดยได้เริ่มดำเนินการที่สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เป็นสหกรณ์นำร่องด้านการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่นาเกลือ

สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ปี 2480 รัฐบาลสมัยนั้นได้จัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรที่ไม่มีที่ทำกิน แล้วมีนโยบายให้พื้นที่ที่ติดกับทะเลประกอบอาชีพการทำนาเกลือ ต่อมาใน ปี 2485 ก็เริ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้นในรูปแบบของสหกรณ์ โดยตั้งชื่อสหกรณ์แห่งแรกว่า “สหกรณ์นิคม นาเกลือกรุงเทพไม่จำกัด” ต่อมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาส่งเสริมผลักดันให้มีการค้าขายกับตลาดต่างประเทศ โดยมีคณะกรรมการเข้ามากำกับดูแล จนทำให้สหกรณ์แห่งนี้มีความเข้มแข็งขึ้น และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด” โดยมี นายเลอพงษ์ จั่นทอง ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสหกรณ์ฯ

ในอดีตการทำนาเกลือที่ผ่านมานั้น ไม่ถือว่าเป็นเกษตรกรรม และพี่น้องราษฎรที่ทำนาเกลือ ก็ไม่จัดว่าเป็นเกษตรกร ต่อมาในปี 2554 ครม.มีมติให้เกลือทะเลหรือเกลือสมุทรเป็นเกษตรกรรม จึงทำให้วิถีชีวิตของราษฎรเปลี่ยนไปจากนายเหมืองเป็นเกษตรกรตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของอาชีพการทำนาเกลือ โดยให้พี่น้องเกษตรกรรวมตัวกันเป็นนาเกลือแปลงใหญ่ สหกรณ์ฯ จึงได้หารือกับสมาชิก และมีมติให้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการทำเกษตรกรรม นาเกลือแปลงใหญ่ พื้นที่โครงการ 1,120 ไร่ จำนวนสมาชิก 28 ราย โดยตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มผู้ผลิตเกลือทะเลแปลงใหญ่สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด”

นายเลอพงษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าในอนาคตวิถีชีวิตการทำนาเกลือคงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรการทำนาเกลือ ที่นับวันเกษตรกรทำนาเกลือเริ่มมีจำนวนลดลง เมื่อมีนโยบายแบบนี้เกิดขึ้น ก็ทำให้พี่น้องเกษตรกรเกิดความตื่นตัวที่จะพัฒนาอาชีพการทำนาเกลือ และกระตุ้นให้เกษตรกรกลับมาทำอาชีพนาเกลืออีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสมุทรสาครได้ลงมาขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมแปลงใหญ่นาเกลือ โดยได้มีการประชุมหารือกับสมาชิก เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอน กระบวนการ และวิธีการทำนาเกลือแปลงใหญ่ พร้อมทั้งกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลต่อไปในอนาคต

ด้านนางอุไร ทับเทศ สหกรณ์จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า การรวมตัวกันทำนาเกลือในรูปของแปลงใหญ่จะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ เช่น การรวมซื้อรวมขาย การรวบรวมอุปกรณ์ต่างๆ ในการทำนาเกลือ ไว้ในจุดเดียวและมีการบริหารจัดการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ ประมาณ 20% จากต้นทุนการผลิตเกลือทะเล 1,200 บาท/เกวียน ซึ่งวิธีการที่จะช่วยในการลดต้นทุน การผลิต ประกอบไปด้วย การใช้พลังไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง กังหันลมหวิดน้ำเข้านาเกลือ การใช้แผ่นพลาสติกในการทำนาเกลือ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เครื่องดูดเกลือ สายสะพานลำเลียงเกลือในการขนส่งแทนแรงงงานคน

เมื่อเกษตรกรรวมตัวกันก็จะก่อให้เกิดพลังขึ้น สร้างอำนาจการต่อรองขึ้น และไม่ถูกเอารัด เอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และในอนาคตถ้าเกษตรกรสามารถรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง ก็จะเป็น ผู้กำหนดราคาเอง เนื่องจากการผลิตเกลือทะเลจะมีตลาดที่แน่นอน โดยสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด จะทำหน้าที่ในการวางแผนการผลิตเกลือทะเล การจัดหาปัจจัยการผลิต การแปรรูปและการตลาด ในอนาคตเมื่อเกษตรกรรวมตัวกันเป็นนาเกลือแปลงใหญ่แล้วจะมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพมาอันดับ 1 ซึ่งมั่นใจว่าจะผลิตเกลือให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของตลาดมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ทางจังหวัดสมุทรสาครยังได้สนับสนุนงบประมาณส่งเสริมเกษตรกรชาวนาเกลือโดยได้มอบเงินอุดหนุน 20 ล้านบาทให้กับสหกรณ์ชาวนาเกลือ 2 แห่งของจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรนาเกลือสมุทรสาคร จำกัด โดยจัดสรรเงินทุนให้ แห่งละ 10 ล้านบาท สำหรับนำไปพัฒนากระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์สินค้าเกลือทะเลให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งสหกรณ์ได้วางแผนจัดซื้อเครื่องโม่ เครื่องอบ เครื่องล้าง และโรงจัดเก็บเกลือ เพื่อพัฒนาเกลือสมุทรให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสินค้าเกษตร (เกลือทะเล) พร้อมสำหรับการนำเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมได้และยังสามารถแข่งขันในตลาดกับเกลือสินเธาว์ได้มากขึ้น ซึ่งประโยชน์ของเกลือในภาคอุตสาหกรรม สามารถนำไปทำกระจก กระดาษ สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาล้างตา ฟอกย้อม ส่วนในด้านการบริโภค ก็เอาไปทำกะปิ น้ำปลา และสินค้าอื่นๆ อีกมากมายหลายชนิด ซึ่งการแปรรูปจะช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าและผลิตภัณฑ์ เมื่อเป็นนาเกลือแปลงใหญ่แล้ว สหกรณ์จะทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับห้างร้านต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าออกสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อปี 2559 สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงระหว่างหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร กับสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ภายใต้โครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์ ตามนโยบายประชารัฐ ของรัฐบาล ซึ่งหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร เข้ามาช่วยเหลือแนะนำเกี่ยวกับการแปรรูปเกลือทะเลเป็น เกลือสปาและผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกหลายชนิด เช่น เกลือแช่เท้า เกลือสมุนไพรขัดผิว เกลืออโรมา สบู่เหลวขัดผิว และเกลือปรับอากาศ ฯลฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ส่งผลทำให้เกลือทะเลมีมูลค่า เพิ่มขึ้น ปัจจุบันได้รับการตอบรับจากตลาดและผู้บริโภคเป็นอย่างดี กลายเป็นของขวัญของฝากที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดสมุทรสาทร ซึ่งในอนาคตทางสหกรณ์กำลังพัฒนาการผลิตเกลือสปาให้มีความหลากหลาย และขยายไปสู่ตลาดได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมกระบวนการส่งเสริมแปลงใหญ่นาเกลือและผลิตภัณฑ์เกลือสปาได้ที่สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ต.โคกขาม อ.เมือง สมุทรสาคร โทร.08-6524-1021

นายโชคชัย บุญยัง หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีการปลูกมะพร้าวใน 19 อำเภอ รวม 164,349.83 ไร่ 14,131 ครัวเรือน เนื้อที่ปลูกมากที่สุดคือ อำเภอเกาะสมุย 66,132 ไร่ รองลงมาอำเภอเกาะพะงัน 63,759 ไร่ และอำเภอเมือง 17,487 ไร่ ซึ่งในปี 2560 พบการระบาดของศัตรูมะพร้าว โดยเฉพาะหนอนหัวดำ จำนวน 3,557 ไร่ คิดเป็นต้นมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำทำลายรวมทั้งสิ้น 88,926 ต้น แบ่งเป็นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร จำนวน 73,558 ต้น และมะพร้าวที่มีความสูงต่ำกว่า 12 เมตร จำนวน 15,368 ต้น

ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ได้แก่ การสร้างการรับรู้และรณรงค์ให้มีการตัดทางใบที่มีหนอนหัวดำทำลายนำมาเผาทิ้ง ส่งเสริมการเลี้ยงแตนเบียนบราคอน ศัตรูธรรมชาติเพื่อควบคุมประชากรหนอนหัวดำ และถ่ายทอดความรู้เรื่องการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการในกรณีที่พบการระบาดที่รุนแรง

สำหรับมาตรการใช้สารเคมี ขณะนี้ได้อบรมเตรียมความพร้อมให้กับทีมรับจ้างฉีดสารเคมีเข้าต้นและพ่นทางใบเสร็จเรียบร้อยแล้ว แบ่งเป็นทีมฉีดสารเคมีเข้าต้นกรณีต้นมะพร้าวสูงกว่า 12 เมตร จำนวน 13 ทีม และทีมพ่นทางใบ กรณีต้นมะพร้าวต่ำกว่า 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวทำน้ำตาลทุกระดับความสูง จำนวน 6 ทีม รวมผู้เข้ารับการอบรม 57 คน

นายโชคชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า หนอนหัวดำมะพร้าวได้เข้ามาระบาดในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีครั้งแรกเมื่อปี 2551 ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้บูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำด้วยวิธีผสมผสานมาโดยตลอด พร้อมทั้งจัดทำแปลงเรียนรู้การจัดการศัตรูมะพร้าว จัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เพื่อผลิตแตนเบียนบราคอนปล่อยในพื้นที่ระบาดอย่างต่อเนื่อง และมีการเฝ้าระวังสำรวจติดตามสถานการณ์ศัตรูมะพร้าวอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้พื้นที่การระบาดลดลงตามลำดับ โดยเฉพาะปี 2560 มีพื้นที่การระบาดลดลงจากปี 2559 จำนวน 445 ไร่ จึงเป็นการยืนยันได้ว่ามาตรการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 16 สิงหาคม จากกรณีที่มีการแชร์กันบนโลกออนไลน์ เกี่ยวกับพายุที่จะก่อตัวและเคลื่อนตัวพาดผ่านประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้ เกิดฝนตกหนักทั่วทุกภาคของประเทศและอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมใกล้เคียงกับปี 2554 จนเกิดความแตกตื่นในระยะนี้นั้น

ล่าสุดนาย ปราโมทย์ อ่อนน้อม ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดชัยนาท กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นเพียงข่าวลือที่อาจจะเกิดจากเจตนาทำให้เกิดความแตกตื่น หรือจะไม่เจตนาเพราะเข้าใจผิดก็ตาม ก็ขอให้เลิกแชร์ข้อมูลดังกล่าว เพราะจะสร้างความกังวลให้กับคนในสังคม

ข้อเท็จจริงจากที่กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานมีที่เครื่องวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมทั้งมีเครือข่ายการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอุตินิยมวิทยากับประเทศต่างๆในระดับสากล ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าในปีนี้จะมีพายุที่ก่อตัวในสหาสมุทรแปซิฟิกประมาณ10ลูก แต่จะมีพายุที่มีทิศทางการเคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง ที่จะมีอิทธิพลส่งผลกระทบกับประเทศไทยจริงๆไม่เกิน2ลูก

ดังนั้นจากข่าวลือในระยะนี้จึงไม่เป็นความจริง โดยจากการติดตามสภาพอากาศประเทศไทยจะมีปริมาณฝนมากที่สุดในช่วงเดือนกันยายน เกษตรกรจึงควรวางแผนการเก็บเกี่ยวให้ทันเวลาก่อนน้ำหลาก แต่จะไม่มีเหตุน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 อย่างแน่นอน

6 สมาคมประมง ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมประมงที่เกี่ยวข้องของอินเดีย ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจเปิดตัวโครงการพัฒนาประมง (Fishery Improvement Project หรือ FIP) นับเป็นครั้งแรกประเทศอินเดียที่มีการนำร่องแนวทางปฏิบัติเพื่อการรณรงค์การอนุรักษ์ห่วงโซ่การผลิตและระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยมุ่งปรับปรุงพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันตกตั้งแต่เมืองรัตนคีรีถึงเมืองกัว

สมาคมประมงและภาคเอกชนที่ร่วมลงนามใน MoU ครั้งนี้ประกอบด้วย Ratnadurga Macchimar Society, Adarsh Machchimar Society บริษัทสหกรณ์ประมงและการตลาดมันโนวี จำกัด บริษัทสหกรณ์เจ้าของเรือประมงขนาดเล็กและการตลาดวาสโก้ จำกัด บริษัทสหกรณ์ประมงและการตลาดซูอาริ จำกัด สมาคมเจ้าของเรือเพื่อการพัฒนาคัตแบน บริษัทโอเมก้าปลาป่นและน้ำมัน จำกัด และบริษัท ซีพีเอฟ อินเดีย จำกัด โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคประมงทั้งจากรัฐบาลอินเดียและองค์กรเอกชน (NGO) เช่น กรมประมง สถาบันวิจัยประมงกลาง มหาวิทยาลัยรัตนคีรี รวมถึงผู้แทนจากโครงการหุ้นส่วนการประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable Fisheries Partnership หรือ SFP) เป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้

การเปิดตัวโครงการ FIP ในครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการจับปลาซาร์ดีนและการผลิตน้ำมันปลาตามแนวชายฝั่งทะเลทางตะวันตกตั้งแต่เมืองรัตนคีรีถึงเมือง โดยมุ่งการปรับปรุงประสิทธิภาพการจับปลาและการจัดการ ด้วยความโปรงตามแนวทางอาหารปลอดภัย รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

นายแซนเดส เซิร์ฟ ประธานกรรมการของ Ratnadurga Macchimar Society กล่าวว่า การลงนามในบันทึกความตกลงครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมประมงทั้งหมดในการป้องการทรัพยากรทางทะเล โดยมีพันธะสัญญาร่วมกัน 4 ประการ ประกอบด้วย
• ผลิตภัณฑ์ประมงต่างๆ ต้องมาจากการแหล่งที่ทำการประมงด้วยความรับผิดชอบ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต
• ห่วงโซ่การผลิตจะต้องมีความโปรงใสและข้อมูลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตจะต้องมีการแจ้งกับผู้ซื้อในต่างประเทศและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างชัดเจน
• ต้องมีการปฏิบัติและบริหารงานด้านการประมงให้เกิดผลในการป้องกัน, ยับยั้งและกำจัดการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน (IUU) ในทุกรูปแบบ รวมถึงการจับปลาเกินขนาด เพื่อขยายการปกป้องระบบนิเวศทางทะเล
• การสร้างความน่าเชื่อถือในระบบการติดตามและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อลดการทำประมงผิดกฎหมายและขาดการรายงาน ขณะเดียวยังช่วยปกป้องผู้ที่เคารพกฎหมาย

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังดำเนินการตามแนวทางขององค์กรปลาป่นและน้ำมันปลาสากล (International Fishmeal and Fish Oil Organization หรือ IFFO) ของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่หวังผลประโยชน์และเป็นตัวแทนผู้ผลิตปลาป่นและน้ำมันปลาทั่วโลก โดยมีวิสัยทัศน์ในการเพิ่มความสำคัญในประเด็นโภชนาที่ดีต่อสุขภาพของมนุษย์และสวัสดิภาพปศุสัตว์เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคทั่วโลก ขณะเดียวกัน IFFO ยังเป็นองค์กรที่ให้การรับรองแนวทางปฎิบัติความรับผิดชอบในการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนเพื่อใช้ในการผลิตปลาป่นและน้ำมันปลาซึ่งใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเป็นอาหารมนุษย์ อาหารสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ

นาย เอ.บี. ซาลังเก้ ผู้ช่วยคณะกรรมาธิการประมง funnypatentsandinventions.com (เมืองรัตนคีรี) กล่าวว่า รัฐบาลอินเดียกำลังเดินหน้าในการเพิ่มเครื่องมือในการทำงาน เช่น สปีดโบ๊ท ซึ่งจำเป็นต่อการดำเนินการตามกฎหมายในการเอาชนะปัญหาต่างๆ ที่มีผลต่อการทำประมงอย่างยั่งยืน รวมถึงความร่วมมือกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการสนับสนุนโครงการ FIP ตามแนวชายฝั่งของเมืองรัตนคีรีถึงเมืองกัว คู่ขนานไปกับภาคเอกชนที่ต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับมหาสมุทรอินเดียในระยะยาว

นายเอมอล ปาติล ผู้อำนวยการบริษัทโอเมก้าปลาป่นและน้ำมัน จำกัด กล่าวว่า ภาคเอกชนให้คำมั่นสัญญาในการทำประมงยั่งยืนตามแนวทางของ FIP เพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรและวัตถุดิบให้เพียงพอป้อนให้กับอุตสาหกรรมปลาป่น ซึ่งสมาคมต่างๆ รวมด้วย ซีพีเอฟ อินเดีย และ IFFO ที่ร่วมดำเนินโครงการนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในเรื่องการบริหารจัดการของภาคอุตสาหกรรม และการเพิ่มความต้องการของปลาป่นคุณภาพจากประเทศที่มีสามารถดำเนินตามมาตรฐานสากล

อากาศแปรปรวนหนักทำผลไม้ใต้ออกน้อย ทุเรียน มังคุด เงาะ ผลผลิตหายกว่า 30% คาดสูญรายได้ 7,000 ล้านบาท ลองกองหนักสุดผลผลิตฮวบ 80% เหตุลดพื้นที่ปลูก ชี้ราคาผลไม้อาจสูงขึ้นชดเชยผลผลิตลด ราคาหน้าสวนล่าสุด ทุเรียน 70-80 บาท/กิโลกรัม มังคุด 30-40 บาท

นายหวน ทนงาน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักส่งเสริมและพัฒนาเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดสงขลา (สสก.ที่ 5) เปิดเผยว่า คณะกรรมการจัดทำข้อมูลบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ สรุปผลการประชุมเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถึงสถานการณ์ผลไม้ภาคใต้หลักๆ 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ว่าช่วงเดือนสิงหาคมถือเป็นช่วงที่ผลไม้ คือ ทุเรียน มังคุด และเงาะ ผลผลิตออกมามาก และจะหมดประมาณปลายเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ขณะที่ลองกองที่ออกมากเดือนกันยายน และจะไปสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน โดยภาพรวมเก็บเกี่ยวแล้ว 42 เปอร์เซ็นต์ ลองกองเก็บเกี่ยวแล้ว 1.2 เปอร์เซ็นต์

สำหรับในปี 2560 นี้ การประมาณการผลไม้ทั้ง 4 ตัวหลัก ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง แบ่งเป็น ผลผลิตทุเรียนกว่า 170,000 ตัน มังคุดกว่า 50,000 ตัน เงาะ จำนวน 46,000 ตัน ลองกองเหลือประมาณ 14,000 ตัน โดยภาพรวมได้หดหายไปประมาณ 34 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณกว่า 150,000 ตัน
เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ได้ผลผลิตรวมประมาณ 440,000 กว่าตัน แบ่งเป็น ทุเรียนให้ผลผลิตประมาณ 220,000 ตัน ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 400,000 ไร่ มังคุด ประมาณ 88,000 ตัน จำนวน 250,000 ไร่ เงาะ ประมาณ 66,000 ตัน พื้นที่ 120,000 ไร่ และลองกอง ประมาณ 69,000 ตัน จากพื้นที่ปลูกประมาณ 230,000 ไร่ ทั้งนี้ สาเหตุมาจากผลไม้ได้รับผลกระทบจากภาวะภูมิอากาศแปรปรวน และฝนที่ตกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนลองกองที่หายไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากการลดพื้นที่ปลูกทั่วภาคใต้ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้

อย่างไรก็ตาม ราคาผลไม้ไม่ได้สูงกว่าปีที่ผ่านมามากนัก ปัจจุบันราคาทุเรียนอยู่ที่ประมาณ 70-80 บาท/กิโลกรัม มังคุด เบอร์ 1 ราคา 30-40 บาท/กิโลกรัม ราคาใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ส่วนเงาะ ราคา 25-30 บาท/กิโลกรัม สูงกว่าปีที่แล้ว ที่ราคาประมาณ 15-22 บาท/กิโลกรัม โดยตลาดปัจจุบันส่งล้งที่รวมตัวกันอยู่ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นจุดกระจายสินค้าส่งออกไปต่างประเทศ และกระจายภายในประเทศด้วย

นายหวน กล่าวอีกว่า จากผลผลิตที่ลดลงทำให้เงินหมุนที่เคยสะพัดได้หายไปประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท จากผลไม้ที่ได้หายไปกว่า 150,000 ตัน โดยราคาเฉลี่ยประมาณอยู่ที่ 40-50 บาท/กิโลกรัม เทียบกับปี 2559 ที่ผลไม้ของภาคใต้มียอดเงินหมุนสะพัดประมาณ 22,000 ล้านบาท สำหรับมาตรการแก้ปัญหานั้น ราคาขายผลไม้อาจเขยิบสูงขึ้น เพื่อชดเชยเม็ดเงินที่ขาดหายไป

ด้าน นายหร้อเฉด ขุนจันทร์ พ่อค้าผลไม้รายใหญ่รายหนึ่ง จังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ในเดือนสิงหาคมทุกปีจะเป็นฤดูการเก็บเกี่ยวผลไม้ มังคุด เงาะ ทุเรียน แต่ปรากฏว่าปีนี้ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ผลไม้มีปริมาณน้อย ไม่สามารถซื้อขายเป็นล็อตใหญ่ได้ ทำให้กลุ่มของตนเองที่เคยมีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เงินก็หายไป