การพัฒนาประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มของการผลิต บริการการค้า

และการลงทุนเช่น ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดสำหรับอุตสาหกรรมรายสาขา 10 โรงงาน การป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ เช่น การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน 7 จังหวัด หรือ 400 โรงงาน

กระทรวงเกษตรฯรับลูก “สมคิด” ปั้น 4 จังหวัดเมืองรอง กระตุ้นรายได้ท่องเที่ยวท้องถิ่น เผยนักท่องเที่ยวอาเซียนชื่นชอบเกษตรเชิงท่องเที่ยว-ฟาร์มออร์แกนิก

นายวีระศักดิ์ บุญเชิญ ผู้อำนวยการกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ขานรับนโยบายท่องเที่ยวสร้างรายได้ กระจายสู่ท้องถิ่นเมืองรอง โดยก่อนหน้านี้ได้ทำบันทึกความร่วมมือข้อตกลง (MOU) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว 12 เมืองต้องห้าม รวมถึง 49 จังหวัด แต่เนื่องจากเป็นภาพใหญ่ยังขาดการเชื่อมโยงจึงไม่เห็นผลเท่าที่ควร ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรอยู่ระหว่างวางแผนเชิงรุกพัฒนาการท่องเที่ยวหัวเมืองรอง

โดยมี 4 จังหวัดเป้าหมายเป็นพื้นที่นำร่อง อาทิ จังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี โดยใช้แนวคิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ใกล้กรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันตก โดยจะเน้นการสร้างเรื่องราว (Story) ให้มากขึ้นและให้สนับสนุนสินค้าวิสาหกิจชุมชนสินค้าท้องถิ่นอย่างมะพร้าว เช่น จังหวัดราชบุรี มีสวนมะพร้าว ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรระดับผู้ส่งออกรายใหญ่และเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำการเกษตรผสมผสาน ฟาร์ม GAP และออร์แกนิกให้มีกิจกรรมครอบครัวเป็นรูปแบบโฮมสเตย์เชื่อมโยงกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม สัมผัสวิถีชาวสวน เช่าจักรยานเที่ยวพร้อมที่พักรูปแบบ one day trip หรือ เที่ยวเสาร์-อาทิตย์ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคนเมืองกำลังซื้อปานกลาง และจากการลงพื้นที่พบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียนชื่นชอบไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย

“จริงๆ มิติทางท่องเที่ยวในเมืองไทยมีเยอะทุกพื้นที่ แต่เท่าที่ผ่านมายังไม่เห็นภาพชัดมากนัก คณะกรรมการจึงเห็นร่วมกันว่าให้มีพื้นที่นำร่องพัฒนาหัวเมืองรอง เท่าที่ได้คุยกับท้องถิ่นพบว่ารายได้หลักมาจากโฮมสเตย์เพราะคิดเป็นรายหัวที่ชัดเจนกว่า จึงคิดว่า ให้ 4 จังหวัดนี้นำร่องก่อน จึงจะเห็นรายได้ชัด โดยจะเชื่อมโยงสตอรี่เรื่องสวนมะพร้าวและมีกิจกรรมมากขึ้น ที่นอกเหนือจากเพียงแค่เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา หรือสถานที่หลัก ทั้งหมดต้องเน้นยกระดับฟาร์มให้เป็นออร์แกนิกเพื่อเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้วิสาหกิจชุมชนให้มากขึ้น รวมถึงแผนท่องเที่ยวอีสานเเซ่บนัว จ.ขอนแก่น ก็จะกลับมาอีกครั้ง”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า การผลักดันนโยบายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มุ่งทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งขึ้น เพราะหากเศรษฐกิจเริ่มขยับ แต่ข้างล่างไม่ขยับ ข้างบนขยับได้ไม่นาน อำนาจซื้อจะไม่มี ซึ่งสิ่งที่ตามมาอีกคือ การเติบโตต้องพึ่งการส่งออกตลอดเวลา ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดดุลยภาพ การที่เศรษฐกิจ 70% พึ่งพิงอยู่กับการส่งออก ไม่ใช่สิ่งที่น่าภูมิใจ เพราะเศรษฐกิจไม่สมดุล นี่คือสิ่งที่ต้องแก้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้จัดประชุมร่วมกับภาคเอกชนท่องเที่ยว เพื่อหามาตรการรวมถึงแนวทางกระตุ้นการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวสู่เมืองรองและเมืองเล็กมากขึ้น

โดย “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า ได้เตรียมจัดทำโครงการ “เที่ยวทั่วไทย ไปถึงถิ่น” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่นผ่านการเดินทางท่องเที่ยว โดยกลุ่มเป้าหมายจะครอบคลุมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอดช่วงไตรมาสที่ 4 นี้
โดยกำหนดแนวทางการทำงานไว้ 2 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือ “มาตรการทางภาษี” โดยหมวดค่าใช้จ่ายที่เสนอให้ นำมาลดหย่อนได้ ซึ่งกำหนดโซนการเดินทางท่องเที่ยวเป็น 3 โซนหลัก สำหรับการนำมาลดหย่อนภาษีแบบขั้นบันไดแบ่งเป็น 1. การเดินทางท่องเที่ยวในโซน 1 เมืองท่องเที่ยวหลัก 14 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา กาญจนบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ ระยอง เพชรบุรี พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น สงขลา ประจวบคีรีขันธ์ สระบุรี ภูเก็ต และนครปฐม กลุ่มนี้ลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท

2. การเดินทางท่องเที่ยวในโซน 2 คือ 12 เมืองต้องห้ามพลาด จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง น่าน เพชรบูรณ์ เลย บุรีรัมย์ จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม ราชบุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช และตรัง ลดหย่อนภาษีได้ 30,000 บาท

และ 3. การเดินทางท่องเที่ยวในโซน 3 จังหวัดท่องเที่ยวรองอื่นๆ จำนวน 51 จังหวัด ลดหย่อนภาษีได้ 50,000 บาท

นอกเหนือจากภาคประชาชนที่จะเดินทางท่องเที่ยวแล้ว ททท.มองว่าต้องเข้าไปดูในส่วนของภาคเอกชนท่องเที่ยวด้วย เช่น หากบริษัทนำเที่ยวนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเมืองรอง อาจจะให้อินเซนทีฟแก่บริษัทนำเที่ยวด้วย เป็นต้น เรื่องที่สอง “มาตรการด้านการตลาด” จะมีการจัดโปรโมชั่นแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วมกับสายการบิน บริษัทขนส่งในพื้นที่ พร้อมเข้าหารือกับกรมท่าอากาศยาน เพื่อขอความร่วมมือให้ส่วนลดแลนดิ้งฟี แก่สายการบิน เพื่อเปิดเส้นทางบินเข้าเมืองท่องเที่ยวในโซน 2 และ 3 รวมทั้งเตรียมเสนอกรมการขนส่งทางบกในการนำมาตรการผ่อนผัน กฎระเบียบ ข้อกำหนด เพื่อนำรถข้ามแดนเพื่อเดินทางท่องเที่ยว ตามข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอแนวทางการลดต้นทุนของผู้ประกอบการที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้ด้วย นอกจากนี้ ยังมองว่าต้องให้น้ำหนักเรื่องการประชาสัมพันธ์มากเป็นพิเศษ เพราะเวลาในการโปรโมตค่อนข้างกระชั้นเกินไป ทำให้ไม่สามารถประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบได้ทัน
ขณะที่ความเห็นในฟากเอกชนนั้น ต้องการให้ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมนำเที่ยว เช่น การให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่บริษัทนำเที่ยวที่นำนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเมืองรองในโซน 2 และ 3 ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยประเด็นนี้จะมีการหารือกับสมาคมท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ภาคเอกชนได้เสนอด้วยว่า ต้องการให้หาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ร้านค้ารายย่อย หรือร้านค้าชุมชนต่าง ๆ ยังไม่มีใบกำกับภาษีออกให้นักท่องเที่ยวด้วย หากต้องการตอบโจทย์รัฐบาลเรื่องการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นจริง ๆ โดย ททท.จะนำเรื่องนี้หารือกับกระทรวงการคลังต่อไป”
สำหรับเป้าหมายรายได้ตลาดไทยเที่ยวไทย ปี 2560 นั้น ททท.ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 154 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 9.5 แสนล้านบาท ขณะที่เป้าหมายปี 2561 ตั้งเป้านักท่องเที่ยวไทยที่ 162 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับเป้าหมายปีนี้

ฟาก “อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ให้ความเห็นว่า นับเป็นเรื่องดีที่ ททท.มุ่งกระจายรายได้ท่องเที่ยวไปสู่เมืองรอง รวมถึงกระตุ้นเม็ดเงินสู่ชุมชน ด้วยการดึงพันธมิตรสายการบิน รถขนส่ง เข้ามาช่วยเสริมพลังให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น และเร่งกระตุ้นให้มีการจัดประชุมสัมมนาในประเทศ

ทั้งนี้ มองว่ามาตรการลดหย่อนภาษีที่สรุปออกมานั้นแม้จะเป็นมาตรการที่เคยมี และนำมาใช้บ่อยแล้ว แต่เชื่อว่ายังสามารถนำไปใช้ได้อีก อย่างเมืองท่องเที่ยวรองในโซน 3 ซึ่งลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 50,000 บาท ไม่ถือว่าเป็นวงเงินที่สูงจนเกินไป ยิ่งเยอะ ยิ่งดี แต่ต้องมีสิ่งจูงใจอื่นๆ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปกระจายเม็ดเงินด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ สทท.อยากเห็นเพิ่มเติม คือลูกเล่นหรือเครื่องมือใหม่ๆ นำมาใช้ควบคู่กับมาตรการทางภาษี
เช่นเดียวกับ “ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ” นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ที่มองว่า ทุกครั้งที่มีการออกมาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว จะเห็นผลสำเร็จที่ดี แต่อยากให้เข้าไปดู “ความพร้อม” ของเมืองรองด้วยว่ายังขาดหรือต้องการอะไรเพิ่มเติม
ยกตัวอย่าง เช่น น่าน กับแพร่ ถือเป็นเมืองรองที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ดี ขณะที่เมืองรองอื่นๆ อย่าง สุโขทัย ยังไม่มีใครเข้าไปโปรโมตอย่างจริงจัง ทั้งที่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมาก

คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า การออกมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวแบบขั้นบันไดดังกล่าวนี้ จะช่วยกระจายรายได้ในภาคธุรกิจท่องเที่ยวลงไปสู่จังหวัดขนาดเล็ก และเข้าถึงชุมชนได้ตามโจทย์ของรัฐบาล!

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนกระจาย ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนกระจาย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน และตาก
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ นครพนม สกลนคร
อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา
อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.
ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม
อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า คาดว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ จะมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 11,000 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เพื่อใช้บริหารจัดการในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งมีปริมาณเพียง 9,700 ล้านลบ.ม. โดยแบ่งเป็น นำสหรับใช้อุปโภคและปริโภค 1,100 ล้านลบ.ม. ดูแลระบบนิเวศ 1,400 ล้านลบ.ม. การทำเกษตรต่อเนื่อง อาทิ สวนผลไม้ เป็นต้น 700 ล้านลบ.ม. และเก็บสำรองไว้ใช้ในต้นฤดูฝน 3,700 ล้านลบ.ม ส่วนที่เหลืออีก 4,100 ล้านลบ.ม. จะใช้จัดสรรเรื่องอื่นๆ ในฤดูแล้ง อย่างไรก็ตามถ้าเดือนสิงหาคม – ตุลาคมมีพายุพัดผ่านไทยอีกระลอก ทั้ง 4 เขื่อนน่าจะเก็บน้ำเพิ่มได้อีก 3,000 ล้านลบ.ม. รวมทั้งสิ้น 13,000 ล้านลบ.ม.

“การปลูกข้าวนาปีนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) จะกำหนดพื้นที่ว่าทั้งปีควรจะปลูกเท่าไหร่ อาทิ ช่วงฤดูฝนทั้งประเทศควรปลูกข้าวได้ประมาณ 58 ล้านไร่ โดยปลูกอยู่ในเขตชลประทาน 17 ล้านไร่ และลุ่มเจ้าพระยา 7.6 ล้านไร่ ส่วนการปลูกข้าวนาปรัง ต้องดูปริมาณความต้องการของตลาดด้วย ถึงแม้ปีนี้จะมีน้ำมาก แต่ก็ต้องดูแผนว่าจะให้ปลูกในเขตชลประทานเท่าไหร่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเท่าไหร่ โดยกรมชลประทานจะดำเนินตามนโยบายที่กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กำหนดให้”นายทองเปลว กล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่า ขณะที่แผนที่กรมชลประทานเร่งปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยานั้น ประกอบด้วยปัจจัยหลายส่วน ได้แก่ 1.การกักเก็บน้ำในเขื่อนให้เพียงพอ 2.การบริหารพื้นที่เพาะปลูก เช่น ทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเริ่มปลูกข้าวตั้งแต่เดือนเมษายน และตอนนี้สามารถเก็บเกี่ยวปลูกเสร็จแล้ว ถึงแม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเยอะ แต่จากการประเมินความเสียหาย พบว่า ไม่มีพื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ ไม่เกิดความเสียหาย และสามารถใช้เป็นที่กักเก็บน้ำถึง 100 ล้านลบ.ม. ส่วนพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 1.15 ล้านไร่ ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงกำลังเร่งเก็บเกี่ยว ซึ่งจะส่งผลให้ช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน แถวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และอ่างทอง สามารถผลักดันน้ำมาเก็บไว้ตรงนี้ได้ ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าแผนของกรมชลประทาน สามารถทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวในที่ลุ่มไม่เสียหาย และพื้นที่ดังกล่าวยังสามารถที่จะตัดยอดน้ำที่จะไหลผ่านพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนไว้ได้อีกด้วย

(กรุงเทพ) – สมาคมวีลแชร์บาสเกตบอล ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อช่วยให้นักกีฬาทีมชาติไทยได้แสดงออกถึงศักยภาพด้านกีฬาอย่างเต็มที่ ณ ซีพีเอฟตรอกจันทร์ ซอยเย็นจิต

นายอรรคพล กุลประดิษฐ์เลขาธิการ สมาคมวีลแชร์บาสเก็ตบอล เปิดเผยภายหลังจากรับมอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมฯ ว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนในทุกด้านจากซีพีเอฟอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งแรงหนุนสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพให้กับนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล ที่เป็นตัวแทนชาติไทยให้สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการรักษาตำแหน่งแชมป์อาเซียนพาราเกมส์ติดต่อกันถึง 5 สมัย และกำลังจะไปป้องกันแชมป์สมัยที่ 6 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 17-23 กันยายน 2560 ตลอดจนมุ่งมั่นพัฒนาและฝึกฝนตนเองสู่ระดับโลก ในการคัดเลือกเข้าแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ต่อไป

“ขอขอบคุณที่ซีพีเอฟการสนับสนุนสมาคมฯมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการมอบผลิตภัณฑ์อาหารระหว่างการฝึกซ้อมและตลอดการแข่งขันในทุกครั้ง การดูแลค่าใช้จ่ายในการร่วมแข่งขันหลายรายการ และเงินจัดซื้อรถวีลแชร์บาสเกตบอลที่ทันสมัยสำหรับใช้แข่งขัน ช่วยให้นักกีฬาสามารถแสดงความสามารถในสนามแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ นักกีฬาทั้ง 12 คนยังเป็นพนักงานของบริษัทด้วยจึงมีรายได้ที่มั่นคงสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้” นายอรรคพล กล่าว

ด้าน นายประพจน์ hannaheloge.com โชคพิชิตชัยรองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับผู้พิการที่ทุกคนต่างมีศักยภาพและมีความสามารถในหลากหลายด้าน โดยบริษัทได้สร้างงานแก่ผู้พิการให้เขาเป็นบุคลากรร่วมทำงานกับบริษัท บางส่วนทำงานในชุมชนของตนเองโดยเฉพาะงานสาธารณประโยชน์ต่างๆ ขณะที่บุคลากรบางส่วนที่มีความสามารถด้านกีฬา ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลทีมชาติไทย ที่ผ่านมาทุกคนได้ทุ่มเทอย่างเต็มกำลังในทุกการแข่งขันจนสามารถคว้าชัยและสร้างความภูมิใจให้กับตนเอง ชาวไทย และองค์กรเป็นอย่างมาก

“ซีพีเอฟมุ่งส่งเสริมศักยภาพแก่นักกีฬาผู้พิการ พร้อมสนับสนุนในทุกๆการแข่งขันเพื่อผลักดันให้นักกีฬาสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยจนสามารถคว้าแชมป์และติดอันดับในหลายประเภท” นายประพจน์ กล่าว

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงพื้นที่ จ.ลำปาง เพื่อเปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด สภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) (สสนก.) กับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ณ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง ศาลากลางจังหวัดลำปาง

มี นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และ นายสุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน

รัฐมนตรีวท.กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลมอบหมายให้วท.โดย สสนก. พัฒนาระบบคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ โดยได้เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง 35 หน่วยงาน พร้อมสำหรับการใช้งานแล้วอย่างเป็นรูปธรรม

ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เข้าตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ประกอบกับการดำเนินงานของ สสนก. ที่สนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการน้ำของชุมชน มาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน มี 60 ชุมชนแกนนำ ที่สามารถบริหารจัดการน้ำชุมชนด้วยตนเอง เกิดเป็นต้นแบบพัฒนาและขยายผลเป็นเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กว่า 900 หมู่บ้านทั่วประเทศ

โดยมีการดำเนินงานร่วมกับสภาเกษตรกร ผ่านเครือข่ายชุมชน ในพื้นที่ 17 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ ชุมพร นครราชสีมา นครสวรรค์ บึงกาฬ บุรีรัมย์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี ปัตตานี พิษณุโลก สุโขทัย ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี และนำไปสู่ความร่วมมือระหว่าง สสนก. กับสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อถ่ายทอดตัวอย่างความสำเร็จสู่เครือข่ายเกษตรกร ให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง พัฒนาไปสู่การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ

โดยใช้ต้นแบบจากที่ได้ดำเนินการสำเร็จและใช้งานจริง มาแล้วจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร จัดตั้งเป็นศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด สำหรับใช้ติดตามสถานการณ์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองได้ และยังสนับสนุนแจ้งเตือนภัยได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยป้องกันหรือลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เกษตรกรรมที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศได้

นางอรรชกา กล่าวว่า ภายในปี 2560 สสนก. มีแผนจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด ร่วมกับ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และองค์การบริหารส่วนจังหวัด รวมทั้งสิ้น 25 จังหวัด โดยในปัจจุบันดำเนินการจัดตั้งเสร็จพร้อมใช้งานแล้ว 18 จังหวัด สำหรับศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด ภายใต้ความร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะเป็นศูนย์แห่งคลังข้อมูลและคลังความรู้ด้านการจัดการน้ำระดับท้องถิ่น

เพื่อประโยชน์ต่อการทำงานและการวางแผนบริหารจัดการน้ำสำหรับเกษตรกร ให้สามารถพึ่งพาตนเองและปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พัฒนาเกษตรกรให้สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับให้ภาคเกษตรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ให้บรรลุเป้าหมายการเป็นเกษตรกรและภาคเกษตรกรรม 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล