จักษุแพทย์ย้ำอย่าตระหนก เล่นมือถือทำลายกล้ามเนื้อตาอาจ

กระทบชั่วคราวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นพ.ศักดิ์ชัย วงศ์กิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความทางโซเชียลมีเดียโดยระบุว่า “ฝากเป็นอุทหรณ์สำหรับแม่ที่มีลูกเล็กๆ ว่า เด็กกล้ามเนื้อตายังไม่แข็งแรงไม่ควรให้ดูสมาร์ทโฟนนานๆ เพราะจะทำลายกล้ามเนื้อตา ทำให้ตาเข และเสียการมองเห็น 3 มิติไป และอาจจะตาบอดได้” ว่า เด็กตาเขมาจาก 2 สาเหตุหลักคือ 1. กล้ามเนื้อในการกลอกลูกตาไม่สมดุล 2. มีค่าสายตาผิดปกติ สั้น หรือยาวเกินไป ซึ่งเด็กที่สายตายาวมักสัมพันธ์กับตาเขเข้าใน ส่วนเด็กสายตาสั้นอาจจะสัมพันธ์กับตาเขออกนอก

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวอีกว่า โดยพื้นฐานเวลาคนเรามองใกล้ๆ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรือเล่นโทรศัพท์มือถือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง 3 อย่างในลูกตาคือ 1.เกิดการเพ่งสายตา อาจจะทำให้เพ่งค้างได้ 2.รูม่านตาหดเล็กลง 3.เวลามองใกล้ตาสองข้างจะเข้ามาชิดกัน เพราะฉะนั้นจริงๆ การที่เด็กใช้สายตามองใกล้เป็นเวลานานก็จะเกิดภาวะที่ตาเข้ามาใกล้กันมาก และเกิดการเพ่งค้างได้ แต่โดยทั่วไปจะเป็นชั่วคราว และกลับมาเป็นปกติเมื่อหยุดใช้ หรือไปพบจักษุแพทย์หยอดยาลดการเพ่งแล้วตรวจก็จะพบว่าไม่ได้เป็นสายตาสั้นจริงๆ ดังนั้นไม่อยากให้แตกตื่นว่าการเล่นมือถือจะทำทำลายกล้ามเนื้อตา หรือเกิดความผิดปกติแบบถาวรขึ้น ที่ผ่านมามีเด็กผ่าตัดตาเขปีละประมาณ 1 คน เพราะมีปัญหามาจากค่าสายตาเป็นหลัก แต่ก็มีประวัติเล่นโทรศัพท์มือ แต่ไม่เกี่ยวกัน

เมื่อถามว่าถ้าเด็กอายุน้อยมากใช้โทรศัพท์มือถือมีผลกับการมองเห็นหรือไม่ นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า จริงๆ แล้วแสงในโทรศัพท์มือถือ เป็นแสงสีฟ้าที่มีความยาวคลื่นที่สูงกว่าแสงแดดทั่วไป การที่เด็กเล่นโทรศัพท์มือถือ ได้รับแสงดังกล่าวก็จะมีผลในระยาว โดยอาจจะทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อมเร็วกว่าอายุอันควร จากเดิมที่โรคจอประสาทตาเสื่อมจะเกิดในกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งนี้เวลาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องปรับแสงหน้าจอไม่ให้สว่างเกินไป อยู่ในห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอ เพราะถ้าอยู่ในห้องมืดจะทำให้รูม่านตาขยาย รับแสงเข้าไปมากกว่าอยู่ในห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอ นอกจากนี้ ทุกๆ การใช้สมาร์ทโฟน หรือทำอะไรก็ตามที่ต้องใช้สายตาในระยะใกล้ ทุกๆ 45-50 นาที ต้องมีการหยุดพักอย่างน้อย 10 นาที มองออกไปไกลๆ เพื่อลดการเพ่งค้าง ไม่ปวดหัว และไม่เกิดภาวะสายตาสั้นเทียม ตาเขชั่วคราว

ในโลกออนไลน์มีการเเชร์ต่อคลิปจากพ่อค้าอาหารตามสั่งรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่าแม่ค้าในตลาด จ.ชลบุรี มีการนำเนื้อหมูมาย้อมสีและอ้างว่าเป็นเนื้อวัว ซึ่งเนื้อหมูกิโลกรัมละ 100 บาท แต่เนื้อที่อ้างว่าเป็นเนื้อวัวขายกิโลกรัมละ 200 บาท แต่เนื้อวัวจริงๆ ขายกิโลกรัมละ 250 บาท

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่ากรณีดังกล่าวมีการแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบแล้ว โดยแม่ค้าอ้างว่ารับมาจากเขียงเนื้อที่ จ.กาญจนบุรี แต่เนื้อดังกล่าวเป็นส่วนของเศษเนื้ออาจจะมีสีซีดบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีการย้อมสีแต่อย่างใด รับมาขายแบบไหนก็ขายแบบนั้น ซึ่งเนื้อดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบต่อไป

“สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน” รุกขยายตลาดแบรนด์ “KU Beef” ตอกย้ำการเป็นเจ้าตลาดโคขุนเกรดพรีเมี่ยม มุ่งเจาะหัวเมืองท่องเที่ยว-สายคลีน-ห้างโมเดิร์นเทรด พร้อมชูจุดขาย “เนื้อนุ่ม จากโคหนุ่ม ไขมันน้อย” วางเป้า 120 ล้านบาท ต่อปี

คุณมนัส เรียบร้อย รองประธานสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด กล่าวว่า จากกระแสของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ประกอบการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวและร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง ทำให้เนื้อโคขุน “เกรดพรีเมี่ยม” เป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น สังเกตได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรม และร้านอาหารทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี มาเป็นลูกค้าของ “KU Beef” มากขึ้น

ทั้งนี้ จากการขยายตัวของตลาดเนื้อโคขุน “เกรดพรีเมี่ยม” สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสนฯ จึงมีนโยบายมุ่งผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง ที่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค และใส่ใจในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่แห่งคุณค่า ภายใต้แบรนด์ “KU Beef” โดยมุ่งเน้นที่จะขยายตลาดสู่หัวเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เพื่อให้ตอบสนองกลุ่มธุรกิจโรงแรมและผู้ประกอบการร้านอาหาร รวมถึงผู้บริโภคระดับครัวเรือนที่เน้นความปลอดภัยทางอาหาร หรือ Food Safety โคขุนทุกตัวเราแปรสภาพที่โรงแปรสภาพที่ได้มาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดภัย ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายปนเปื้อน โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดง ทุกขั้นตอนการผลิตจนถึงการส่งมอบถึงมือลูกค้า เราสามารถควบคุมและตรวจย้อนกลับได้ (Traceability) ในทุกขั้นตอน

“ปัจจุบันผลิตภัณฑ์โคเนื้อของสหกรณ์กำแพงแสนฯ ได้รับการยอมว่าเป็นเนื้อโคขุนเกรดคุณภาพที่มีรสชาติดีที่สุดในประเทศ และมีจุดขายที่โดดเด่นคือ เนื้อนุ่มจากโคหนุ่ม ไขมันน้อยที่ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จำกัดกว่า 30 ปี ภายใต้โครงการปรับปรุงพันธุกรรมและสมรรถภาพการผลิตโคพันธุ์กำแพงแสน เพื่อให้ได้สายพันธุ์เนื้อโคขุนที่ดีที่สุด” คุณมนัส กล่าว

ด้าน คุณสุรชัย เปี่ยมคล้า ผู้จัดการสหกรณ์โคเนื้อฯ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันแบรนด์ “KU Beef” มุ่งสร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิตด้วยการส่งเสริมให้สมาชิกตั้งแต่การเลี้ยงระดับต้นน้ำ-ปลายน้ำ โดยให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่มีลูกคอก (โคแม่พันธุ์ที่ลงทะเบียนไว้กับสหกรณ์แล้วให้ลูก) และสมาชิกผู้ขุนโค สหกรณ์โคเนื้อฯ จะให้เงินสนับสนุนการขุนโคตัวละ 3,500 บาท และให้เงินสนับสนุนลูกคอกตัวละ 2,000 บาท เมื่อนำโคมาลงทะเบียนขุนหรือมาลงทะเบียนลูกคอก โดยสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสนฯ ได้ทำการเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์กับสหกรณ์ขุนโคจังหวัดตาก เพื่อให้สหกรณ์ขุนโคจังหวัดตาก เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและผลิตโคต้นน้ำ-กลางน้ำ รวมถึงการขุนโคเพื่อส่งให้กับให้กับสหกรณ์โคเนื้อฯ แปรรูป ด้านการผลิตเรามีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งมาก มีทั้งสมาชิกของสหกรณ์โคเนื้อฯ เอง และจากการเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์ขุนโคจังหวัดตาก

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีกำลังผลิตป้อนสู่ตลาดปีละ 1,500 ตัว ทำรายได้ประมาณ 120 ล้านบาท ต่อปี โดยสหกรณ์ฯ มุ่งทำตลาดแปรรูปผลิตภัณฑ์ในรูปเนื้อแช่แข็ง แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกส่งให้ห้างสรรพสินค้า บริษัท โรงแรมและร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ห้างสรรพสินค้า Big C Extra กลุ่มโรงแรมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ กลุ่มร้านอาหาร แผงค้าเนื้อเขียงสะอาด และเปิด Kubeef Butchre อีก 6 สาขา ในสำนักงานมหาวิทยาลัยเกษตร สาขากำแพงแสน สำนักงานมหาวิทยาลัยเกษตร สาขาบางเขน สาขาตลาด อ.ต.ก สาขาปากช่อง สาขา Food villa ราชพฤกษ์ และร้าน The Organic Hot ส่วนที่ 2 สหกรณ์ฯ โคจะตัดแต่งเองเพื่อจำหน่ายในรูปเนื้อตัดแต่งในแพ็กเกจพร้อมจำหน่าย ในแบรนด์ KU Beef นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างทดลองทำตลาด Ku beef Food Truck หรือรถจำหน่ายเมนูเนื้อเคลื่อนที่ มุ่งขยายตลาดกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ โดยคิดค้นเมนูที่นิยมของตลาด อาทิ เมนูเคยูบีฟวากิว เนื้อย่าง เบอร์เกอร์ ไส้กรอก เป็นต้น

สศก. ระบุ แนวทางการรับมือแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะช่วงผลผลิตออกตามฤดูกาลพร้อมกัน ต้องเน้นตลาดนำการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมตลาดออนไลน์ แจง กระทรวงเกษตรฯ พร้อมวางแนวทางช่วยเกษตรกรรอบด้าน เน้นลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการในสินค้าสำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในปัจจุบัน เป็นผลมาจากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าเกษตรมีน้อยกว่าอุปทานหรือปริมาณผลผลิตในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากที่สุด (Peak) และราคาสินค้าเกษตรยังขึ้นอยู่กับกลไกตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบางสินค้ายังพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเพียงตลาดเดียว อีกทั้งยังขึ้นกับตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ เช่น ยางพารา เป็นต้น

รัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์ ในขณะที่ต้นทุนขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายของปัจจัยการผลิตที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนกิจกรรมการผลิต ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีแนวทางเน้นให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งได้มีคณะกรรมการกำกับดูแลแต่ละสินค้าเป็นการเฉพาะเพื่อบริหารจัดการ และได้มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สินค้าที่สำคัญ ดังนี้

ยางพารา มีการบริหารจัดการทั้งด้านดีมานด์ และซัพพลาย โดยในด้านดีมานด์ (ความต้องการ) มีการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศเพื่อลดผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีปริมาณความต้องการใช้ในปี 2560 (น้ำยางข้น 12,108 ตัน และยางแห้ง 1,499 ตัน) รวมทั้งรณรงค์ให้ใช้ผลผลิตภัณฑ์ยางและส่งเสริมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการยาง สำหรับด้าน ซัพพลายด์ (ผลผลิต) มีการจัดการพื้นที่ปลูกยาง มีเป้าหมายลดพื้นที่ปลูกยางจำนวน 400,000 ไร่ต่อปี โดยลดพื้นที่ปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี 200,000 ไร่ และปลูกแทนด้วยพืชเศรษฐกิจอื่น 200,000 ไร่ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาดโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรเป้าหมาย 22,590 ราย และบริการการซื้อขายยางโดยจัดตั้งตลาดกลางยางพารา เป้าหมายปริมาณซื้อขายยางผ่านตลาดกว่า 1 ล้านตัน

ปาล์มน้ำมัน รัฐบาลได้หาแนวทางในการสนับสนุนเพื่อให้ผู้ประกอบการส่งออกได้มากขึ้นในการลดปัญหา สต็อก เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกตลาดมากขึ้นในช่วงปลายปี โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ได้ส่งออกแล้ว 52,629 ตัน และคาดว่าส่งออกทั้งปีจะได้มากกว่า 100,000 ตัน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ขยับตัวสูงขึ้น เฉลี่ยปี 2560 กิโลกรัมละ 4.20 บาท ซึ่งสูงกว่าต้นทุนการผลิต

มันสำปะหลัง ครม. มีมติเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 อนุมัติในหลักการแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 2560/61 จำนวน 14 โครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ภาคการเกษตร ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต และแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงมีการดูแลด้านการตลาด

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และได้ประสานให้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยรับซื้อจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8.00 บาท ที่ความชื้น 14.5% (ราคา ณ กรุงเทพฯและปริมณฑล) รวมทั้ง ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 อนุมัติการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 เป้าหมาย 31 จังหวัด พื้นที่ 0.7 ล้านไร่ เกษตรกร 47,000 ราย เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ และกระจายผลผลิตให้ออกสู่ตลาดสม่ำเสมอไม่กระจุกตัว

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขดำเนินงานด้าน Medical Hub ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (พ.ศ.2557 – 2560) และร่วมกับ 8 กระทรวง และภาคเอกชน ได้ยกร่างแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทยฉบับที่ 1 พ.ศ.2560 – 2564 มีเป้าหมายเพื่อกำหนดนโยบาย และมาตรการส่งเสริม ให้เกิดการพัฒนาสมุนไพรไทยที่เป็นระบบ มีความยั่งยืน มีการวิจัยพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งผลักดัน ให้พืชสมุนไพรของไทยเป็น 1 ในพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนโมเดลไทยแลนด์ 4.0 และนโยบายประชารัฐของรัฐบาลสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย และโอกาสขยายช่องทางธุรกิจสมุนไพรไปยังประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

“กรมฯ ได้พัฒนาวิธีตรวจสอบเอกลักษณ์สารสำคัญชี้บ่งสมุนไพร ในเครื่องสำอางผสมสมุนไพร มาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน สามารถพัฒนาวิธีการตรวจเอกลักษณ์สารสำคัญชี้บ่งสมุนไพรได้แล้วจำนวน 26 ชนิด ได้แก่ กวาวเครือขาว ขมิ้นชัน ไพล บัวบก ตะไคร้หอม ตะไคร้แกง ชาเขียว หม่อน มะกรูด ว่านหางจระเข้ เมล็ดองุ่น กระชายดำ เทียนกิ่ง ชะเอมเทศ มะละกอ แครอท ทานตะวัน กระเทียม แตงกวา อัญชัน มะคำดีควาย ฟักข้าว มะหาด มังคุด มะขาม และกาแฟ”อธิบดีกรมฯ กล่าว

นพ.สุขุม กล่าวอีกว่า นอกจากการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารห้ามใช้ โลหะหนัก และเชื้อจุลินทรีย์ในเครื่องสำอางแล้ว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ทำการตรวจวิเคราะห์คุณภาพเครื่องสำอางผสมสมุนไพร เพื่อหาสารสำคัญชี้บ่งสมุนไพรที่ระบุว่า เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางสมุนไพรไปแล้วจำนวน 435 ตัวอย่าง พบว่ายังมีเครื่องสำอางผสมสมุนไพรที่ตรวจไม่พบสารสำคัญชี้บ่งสมุนไพรตามที่ระบุไว้ ดังนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะได้นำองค์ความรู้ ไปช่วยผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยพัฒนากระบวนการผลิต รวมถึงการดูแลรักษาวัตถุดิบ เพื่อช่วยกันผลักดันผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีคุณภาพต่อไป ในส่วนของประชาชน ควรระมัดระวังในการเลือกซื้อเลือกใช้เครื่องสำอางผสมสมุนไพร ควรทดสอบการแพ้ระคายเคืองก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางผสมสมุนไพร และเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในที่สะอาด แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงที่ร้อน ชื้น และแสงแดดส่องถึง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศและบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวว่า หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินยกนพปฎลมหาเศวตฉัตร ประดับยอดพระเมรุมาศ เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา จึงถือว่าทุกอย่างรวมทั้งอาคารประกอบ สิ่งปลูกสร้าง ราชรถ ราชยาน เสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ

ที่ผ่านมาทดลองใช้งานจริงแล้วทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไร แต่คณะกรรมการได้เตรียมพร้อมโดยจัดทีมเคลื่อนที่เร็วหากพบว่าจุดใดมีปัญหาสามารถเข้าไปซ่อมได้ทันที เช่นเดียวกับระบบน้ำ ได้ตรวจสอบตลอดพบว่าไม่มีจุดใดที่รั่วซึม ซึ่งกำชับให้เจ้าหน้าที่เตรียมการล้างท่อระบายน้ำทั้งด้านในและภายในบริเวณพิธีในกรณีที่เกิดฝนตกสามารถระบายได้ทันที ส่วนระบบไฟมีเครื่องจ่ายไฟสำรองในกรณีฉุกเฉินสามารถสับสวิตซ์เชื่อมต่อได้ภายในเวลาไม่เกิน 1 นาที

รองนายกฯ กล่าวว่า ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามระบบที่คำนวณและทดสอบความพร้อมทั้งระบบน้ำและไฟ และไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ที่ผ่านมาทุกคนตั้งใจร่วมกับทำงานตั้งแต่ยังเป็นพื้นดินธรรมดา ขณะที่ประชาชนเข้ามาร่วมเป็นจิตอาสา จนเกิดเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามตามขนมธรรมเนียมประเพณี และตลอดการก่อสร้าง 9 เดือน ทุกอย่างเป็นไปอย่างปลอดภัยและมั่นคง จึงถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศที่ทุ่มเททำงาน โดยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ผลงานจึงออกมาด้วยดี

ทั้งนี้ในวันเดียวกันนี้จะซ้อมใหญ่การแสดงมหรสพหน้าพระเมรุมาศ เพื่อทดสอบระบบและปรับแสงไฟ อย่างไรก็ตาม เมื่อมุ่งมั่นที่จะถวายความจงรักรักภักดี จึงไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค สิ่งปลูกสร้างทุกอย่างมีความพร้อมและผ่านการทดสอบมาทั้งหมดแล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวล

พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการเปิดให้ประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศ อาคารประกอบและนิทรรศการหลังเสร็จพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ระหว่างวันที่ 2-30 พ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดวันที่ 2 พ.ย. นี้ ในเวลา 07.00 น.

ส่วนการจัดระบบการเข้าชมกำหนดให้ประชาชนผ่านจุดคัดกรอง 5 จุด แบ่งเป็นคนไทย 3 จุด ผู้พิการ ผู้สูงอายุ พระสงฆ์หรือนักบวช 1 จุด และสำหรับชาวต่างชาติ 1 จุด และ ในการเข้าชมเป็นรอบๆละ 5,000 คน ใช้เวลาในการเข้าชมนิทรรศการและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกประมาณ 45 นาที โดยมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนทุกคน

จากกรณีชาวบ้านพบหมีออกมาอาละวาดกัดสัตว์เลี้ยงและทำลายพืชสวนทางการเกษตรได้รับความเสียหายจำนวนมาก ในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร จนชาวบ้านหาดผวาไม่กล้าออกไปไหน ขณะที่หน่วยงานเกี่ยวข้องลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อประเมินวางแผนจับตัวนำไปปล่อยป่าธรรมชาติ

เวลา 19.00 น. วันที่ 19 ตุลาคม 2560 นายพรชัย สิทธิเกษตร freeshopmanual.com เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโสเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากรมหลวงชุมพร นำกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู นำกรงเหล็กกับดักขนาดใหญ่ พร้อมกล้วย ขนุน และผลไม้ที่หมีชอบกินใช้เป็นเหยื่อล่อ เข้าไปวางตามจุดต่างๆ ในพื้นที่สวนของชาวบ้านที่พบเห็นหมีใช้เป็นช่องทางเดินออกหาอาหารเป็นประจำ พร้อมกับติดตั้งกล้องบันทึกภาพอัตโนมัติจำนวน 4 ตัว ไว้กับต้นไม้ตามช่องทางเดินที่พบร่องรอยของหมีตัวดังกล่าว

นายพรชัยกล่าวว่า หลังจากมีชาวบ้านพบหมีออกมาเดินตามสวนเกษตรของชาวบ้านโดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ทำให้เกิดความหวาดกลัวไม่กล้าออกไปไหน และผู้เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบรอยสัตว์ป่าขนาดใหญ่และรอยกรงเล็บตะปบกราวต้นไม้ พืชสวนของชาวบ้าน แต่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นหมีหรือสัตว์ป่าชนิดใด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินชนิดของสัตว์ ซึ่งวันนี้นายปกาศิต พระประสิทธิ์ นายอำเภอท่าแซะ ได้สั่งการให้ตนและผู้เกี่ยวข้องวางแผนในการจับสัตว์ป่าตัวดังกล่าวซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นหมีนำไปปล่อยป่าธรรมชาติ เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านโดยเร็ว คาดว่าใช้เวลา 5 วัน คงจับได้แน่นอน

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดสภาวะน้ำท่วมในเขตพื้นที่หลายตำบลของ อ.หล่มสัก ทำให้ชาวนาต่างพากันวิตกกังวลเกรงว่านาข้าวจะถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะชาวนาในเขตต.ลานบ่า,ต.บ่านไร่,ต.บุ่งคล้า จึงพากันว่าจ้างรถเกี่ยวข้าวเพื่อระดมเกี่ยวข้าวในนา โดยนายสุบิน บุตรเมือง อายุ 73 ปี ชาวนาหมู่ 7 ต.ลานบ่า ระบุว่า ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องซึ่งรอบนี้ทราบว่าปริมาณน้ำเยอะมาก และยังเก้ดเหตุการณ์พนังกั้นน้ำริมแม่น้ำป่าสักในหมู่บ้านถูกกระแสน้ำซัดจนพังอีก จึงเร่งติดต่อให้รถเข้าเกี่ยวข้าวในนาที่ปลูกไว้ 4 ไร่ 3 งาน เพราะหากลังเลเกรงได้ไม่คุ้มเสีย โดยเฉพาะหากมีน้ำทะลักเข้าท่วมเกรงนาข้าวจะได้รับความเสียหายยิ่งราคาข้าว ณ เวลานี้ค่อนข้างต่ำด้วย

ด้านนายอาร์บอย กลีบบัวทอง เจ้าของรถเกี่ยวข้าว กล่าวว่า ตอนนี้ชาวนาแห่จองคิวกันแน่นเพราะทุกคนต่างก็เกรงน้ำจะท่วมนาจึงจำป็นต้องเร่งเก็บเกี่ยวก่อน แต่เนื่องจากการเคลื่อนย้ายรถเกี่ยวข้าวค่อนข้างลำบาก ฉะนั้นเมื่อรถเข้าพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวตรงจุดหรือบริวณไหน ก็จะแจ้งนัดแนะคิวให้ชาวนาเตรียมตัวไว้ ส่วนราคาค่าเกี่ยวข้าวจะคิดไร่ละ 600 บาท

วันที่ 20 ต.ค. เฟซบุ๊กเพจ ชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย เผยภาพ พระแท่นยกระดับ หรือลิฟต์ ที่บริเวณพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง เพื่อรับรองการเสด็จพระราชดำเนินของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในพระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 ต.ค. นี้

วันที่ 20 ต.ค. ที่ สภ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี พ.ต.อ.วิษณุ จันปุ่ม ผกก.สภ.หนองวัวซอ พร้อมด้วย ร.ต.อ.อุดร ยศพล รองสว.สส. เจ้าหน้าที่ตรวจชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงจับกุมนายสมบัติ วงพรหม อายุ 65 ปี ชาวต.ปะโค อ.กุดจับ จ.อุดรธานี พ่อค้าควาย หรือที่เรียกกันว่านายฮ้อย พร้อมของกลางรถกระบะมิตซูบิชิ สตราด้า สีน้ำเงิน ทะเบียน ผฉ 912 อุดรธานี และควายเพศผู้ 1 ตัว

พ.ต.อ.วิษณุ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจาก นายสมัย ชาภา อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 71 หมู่ 8 บ้านหนองอ้อน้อย ต.หนองบัวบาน อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ว่าได้มีคนร้ายขโมยควายที่เลี้ยงไว้ในสวนหลังบ้าน โดยมีพยานเห็นว่าช่วงเกิดเหตุ เวลา 15.00 น. มีรถกระบะติดเหล็กกั้นคอกสูง เข้ามาในบริเวณดังกล่าว แล้วจูงควายขึ้นรถไป 1 ตัว

ต่อมาเจ้าหน้าที่ทราบว่ามีการเปิดตลาดนัดขายวัว-ควาย ที่ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี จึงได้นำกำลังตำรวจและเจ้าของควายไปดักเฝ้าดู จนพบว่าควายของนายสมัย ได้มีการขายไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนจนทราบว่าคนที่นำควายมาขายคือนายสมบัติ ในราคา 48,000 บาท ส่วนผู้รับซื้อควายเมื่อทราบเรื่องก็ยินยอมคืนควายให้กับนายสมัย หลังจากนั้นเจ้าที่ตำรวจจึงเดินทางไปควบคุมตัว นายสมบัติ ได้ที่บ้าน ก่อนนำตัวมาสอบปากคำ