ญี่ปุ่นเล็งนำเข้า “มะนาวไร้เมล็ด” เวียดนามเพิ่มเวียดนาม นิวส์

รายงานว่า รัฐบาลเวียดนามเริ่มให้การส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ มากขึ้น นอกเหนือจากการปลูกข้าวและเมล็ดกาแฟ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของเวียดนาม แต่ล่าสุด “มะนาวไร้เมล็ด” กลายเป็นอีกหนึ่งผลผลิตใหม่ที่ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น

มะนาวไร้เมล็ดของเวียดนามซึ่งปลูกในเขต Ben Luc เป็นหนึ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงในจังหวัดลองอัน (Long an) ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่สมบูรณ์ของเวียดนามในงานประชุมส่งเสริมการเกษตร ที่จัดขึ้นในจังหวัดวะกะยะมา ระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นกำลังให้ความสนใจมะนาวไร้เมล็ดของเวียดนามมากขึ้น ขณะที่ตัวแทนจากเวียดนามเองยืนยันว่า มะนาวไร้เมล็ดเป็นผลผลิตที่ส่งออกไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะตลาดไฮเอนด์ และได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้รักสุขภาพและพิถีพิถันในการทำอาหารด้วย
ทั้งนี้ นาย โยชิโนบุ นิซะกา (Yoshinobu Nisaka) ผู้ว่าราชการจังหวัดวะกะยะมา กล่าวว่า นอกเหนือจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นและเวียดนามให้การส่งเสริมทางค้าและลงทุนมาตลอด โดยจะเห็นว่ามีนักลงทุนญี่ปุ่นเข้าไปในเวียดนามมากขึ้น การส่งออกและนำเข้าสินค้าเกษตรก็ถือว่าเป็นหนึ่งในความร่วมมือที่เกิดขึ้นมายาวนาน

“วิสัยทัศน์ที่รัฐบาลเวียดนามต้องการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรในประเทศ ทำให้เราเห็นโอกาสที่จะช่วยเหลือเวียดนามในด้านนี้ โดยญี่ปุ่นสามารถส่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไปลองอัน เพื่อสนับสนุนการผลิตทางการเกษตรให้มีมาตรฐานสูงขึ้นได้”

นอกจากนี้ นักธุรกิจยังแสดงความสนใจผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เช่น ผงมะนาวบริสุทธิ์, น้ำมะนาวสำเร็จรุป 100% และมะนาวกระป๋องด้วย และก่อนหน้านี้ เวียดนามเคยทดลองตลาดด้วยการส่งออกไปยังตลาดยุโรปและประเทศมุสลิมในผลผลิตแปรรูปดังกล่าวแล้ว ซึ่งกระแสตอบรับค่อนข้างดีเช่นกัน

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศว่า ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส โดยจะมีฝนบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลและรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย สำหรับภาคใต้ตอนบนมีปริมาณฝนลดลง ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงอีกระลอกจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศจีนตอนใต้แล้ว และคาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันพรุ่งนี้ (23 พ.ย.60) ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง โดยอุณหภูมิลดลงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคเหนืออุณหภูมิลดลงในระยะต่อไป ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและอันดามันจะมีกำลังแรง โดยบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 23-28 พ.ย. 60

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 12:00 วันนี้ ถึง 12:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็น โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-16 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11-16 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส. บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และบริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจในการยกระดับการจัดการผลผลิตทางการเกษตร เพื่อสนับสนุนสินค้าเกษตรไปวางขายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร ตรงนี้เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาในโครงการชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ธ.ก.ส.สนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นข้าวสารหอมมะลิ ตรา A-Rice และมอบให้บริษัทไทยธุรกิจเกษตรเป็นผู้จัดจำหน่ายทั่วประเทศ

สามารถบริหารจัดการข้าวเปลือกหอมมะลิในปีการผลิต 2558/59 จำนวน 36,633 ตัน สีแปรสภาพเป็นข้าวสารหอมมะลิ 2.6 ล้านถุง (บรรจุ 5 กิโลกรัม / ถุง) คิดเป็นมูลค่า 422 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 2 แสนราย ขายข้าวเปลือกได้ราคาสูงขึ้นและมีช่องทางการตลาดที่แน่นอน และสร้างธุรกิจรวบรวมข้าวมูลค่ากว่า 1,100 ล้านบาท และปีการผลิต 2559/60 ต่อยอดธุรกิจ ผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ ดิลิเวอรี่ ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และเว็บไซต์อาลีบาบา เป็นต้น สามารถเพิ่มสัดส่วนยอดขายข้าวหอมมะลิกว่า 670 ล้านบาท พร้อมนำสินค้าโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี เกษตร จำหน่ายผ่าน บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร และบูธที่ บขส. เช่น บีฟรุ๊ต ผู้ผลิตอาหาร เป็นต้น

ด้าน นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวว่า บขส.จะสนับสนุนการตั้งบูธวางจำหน่ายตัวอย่างสินค้า โดยผ่านสหกรณ์ร้านค้าพนักงาน บขส. และสถานีขนส่งผู้โดยสารในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลและส่วนภูมิภาค โดยจะเริ่มวางที่สถานีขนส่งจตุจักร และรังสิต ก่อนปีใหม่นี้

สมุทรสาครขึ้นแท่นแหล่งปลูกมะนาวอันดับ 3 ของประเทศ เกษตรกรแห่ปลูกเพิ่มกว่า 2,500 ไร่ กระทรวงเกษตรฯ พาณิชย์ หนุนจดทะเบียน GI ด้านสหกรณ์ปลูกมะนาวบ้านแพ้วฯ ไอเดียเจ๋ง แปรรูปมะนาว พร้อมปั้นแบรนด์ “มีนาว” เจาะกลุ่มรักสุขภาพ ร้านอาหาร วอนรัฐสนับสนุนโรงงานใหม่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิต

นายเศรณี อนิลบล เกษตรจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดสมุทรสาครมีพื้นที่ปลูกมะนาวประมาณ 8,000 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 2,500 ไร่ แต่ยังเป็นอันดับ 3 รองจากเพชรบุรี และราชบุรี เนื่องจากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาราคามะนาวสูงขึ้นจึงจูงใจเกษตรกรหันมาปลูกมะนาวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกมากที่ อ.บ้านแพ้ว ประมาณ 80% ส่วนที่เหลือกระจายใน อ.เมือง และกระทุ่มแบน โดยพันธุ์มะนาวที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์แป้นพวงบ้านแพ้ว และพันธุ์แป้นรำไพ จุดเด่นคือ เปลือกบาง น้ำเยอะ และมีกลิ่นหอม จึงเป็นที่ต้องการของตลาด

ขณะที่ตลาดส่วนใหญ่เกือบ 100% เป็นการบริโภคในประเทศ แหล่งจำหน่ายหลักอยู่ที่ตลาดไท ซึ่งจะมีทั้งเกษตรกรรมกลุ่มไปจำหน่ายเอง และอีกส่วนมีพ่อค้ารวบรวมและกระจายอยู่ตามจุดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าจากทางภาคใต้มารับซื้อถึงหน้าสวน เพราะพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่ต้องนำเข้ามะนาวจากภาคกลางประมาณ 90% โดยจะมารับซื้อที่ จ.สมุทรสาคร ราชบุรี และเพชรบุรี เนื่องจากสภาพภูมิอากาศภาคใต้ไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับมีโรคแมลง ทำให้ผลผลิตออกน้อย ขณะที่ตลาดต่างประเทศนั้นจะมีพ่อค้ามารับซื้อในพื้นที่เพื่อไปคัดเกรด ทำความสะอาด และแพ็กเกจจิ้ง แต่ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าส่งออกไปประเทศใด

ทั้งนี้มะนาวในสมุทรสาครประมาณ 80% เป็นการบริโภคผลสด ส่วนที่เหลือมีการนำไปแปรรูป เช่น น้ำมะนาวพร้อมดื่ม น้ำมะนาวแช่แข็งสำหรับทำอาหาร 15% และมะนาวดอง 5% อย่างไรก็ตาม ได้มีการตั้งสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก จำกัด ขึ้นมา เพื่อรวบรวมผลผลิตในช่วงที่ราคาตกต่ำ โดยนำไปแปรรูปเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่มและน้ำมะนาวแช่แข็ง ทำให้มะนาวมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการประสานงานและทำข้อมูลระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขึ้นทะเบียน GI มะนาวอีกด้วย

สำหรับการปลูกมะนาวในสมุทรสาครมี 2 ส่วน ได้แก่ 1. ปลูกตามฤดูกาล ซึ่งจะมีผลผลิตออกจำนวนมากประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม ทำให้มีราคาถูก โดยราคาหน้าสวนอยู่ที่ 0.20 บาทขึ้นไป/ลูก แต่ไม่เกิน 1 บาท/ลูก และ 2. การปลูกมะนาวนอกฤดูกาล โดยจะออกสู่ตลาดในเดือนธันวาคม-เมษายน ราคาหน้าสวน เกรดเออยู่ที่ลูกละ 2 บาทขึ้นไป ส่วนราคาในตลาดประมาณ 1-4 บาท/ลูก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเกษตรกรประสบปัญหาการดูแลมะนาวให้ติดดอกออกผลให้ได้ตลอด เนื่องจากมีโรครุมเร้ามาก ทั้งโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รวมถึงหนอน แมลงต่างๆ รวมถึงบางช่วงในฤดูแล้งเกษตรกรจะประสบปัญหาน้ำเค็มรุก อีกทั้งในช่วงกลางปี 2560 ราคามะนาวค่อนข้างลดลง ซึ่งปัจจุบันเบอร์เล็กๆ ราคาประมาณ 0.20 บาท/ลูก แต่เมื่อไปถึงผู้บริโภคราคาไม่ต่ำกว่า 1 บาท/ลูก ไปจนถึงลูกละ 2-3 บาท นอกจากนี้ระยะหลังมีการนำพืชชนิดอื่นที่ให้รสเปรี้ยวมาใช้แทนมะนาว เช่น ส้มจี๊ด เป็นต้น

ด้านนายนิวัติ ปากวิเศษ ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย 13 จังหวัด เนื่องจากในปี 2554 มีการลักลอบนำเข้ามะนาวจากเวียดนามและกัมพูชาเข้ามาในช่วงที่มะนาวราคาแพง และนำมาผสมกับมะนาวไทย ทำให้ราคาผลผลิตในไทยตกต่ำ และมองว่าถ้าเปิดเออีซีคงต่อต้านไม่ได้ ในปี 2556 จึงรวมกลุ่มกันเพื่อแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มในช่วงที่มะนาวมีราคาถูก ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 49 คน พื้นที่ปลูกราว 500 ไร่

ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เข้ามาช่วยส่งเสริมการแปรรูปเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่มแบรนด์มีนาว มีกำลังการผลิตไม่เกิน 4,000 ขวด/วัน เจาะตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพ และจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ได้แก่ เดอะมอลล์กรุ๊ป ฟู้ดแลนด์ ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วนน้ำมะนาว 100% แช่แข็ง กำลังการผลิตอยู่ที่ 700 กิโลกรัม/วัน ตลาดจะเป็นกลุ่มร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันต้องเช่าห้องเย็นในจังหวัดสมุทรสาครเพื่อเก็บสต๊อกน้ำมะนาวไว้

นอกจากนี้ยังเตรียมที่จะแปรรูปเป็นเยลลี่มะนาว และน้ำมะนาวเข้มข้นที่นำไปทำเครื่องดื่ม แต่ยังไม่สามารถผลิตได้เนื่องจากไม่มีเครื่องมือ เช่นเดียวกับการขยายการผลิตสินค้าทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวก็ไม่สามารถทำได้ อีกทั้งไม่สามารถส่งสินค้าให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น การบินไทย รวมถึงประเทศจีน ที่มีการเซ็นเอ็มโอยูแล้ว เนื่องจากกำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ เพราะไม่สามารถขยายโรงงานใหม่ ซึ่งได้ขอใช้สถานที่ที่เป็นที่รกร้างจากภาครัฐแล้ว แต่ยังต้องรอขั้นตอนทางราชการต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถขอมาตรฐาน GMP และ HACCP ได้ จึงไม่สามารถส่งออกหรือส่งสินค้าขึ้นเครื่องบินได้ หากภาครัฐเข้ามาส่งเสริมจะสามารถไปได้ไกล เพราะน้ำมะนาวเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดจีน

“ในรอบปีมะนาวจะมีราคาถูก 2 เดือน ประมาณเดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม ราคาถูกที่สุด 0.10-0.20 บาท/ลูก แต่ 2 ปีมานี้ราคาตกต่ำต่อเนื่อง โดยราคาที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้ที่ลูกละ 1 บาท จึงต้องรับภาระขาดทุนทุกเจ้า” นายนิวัติกล่าว

กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าสู่ Thailand 4.0 นำเทคโนโลยี QR Code ประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐาน ใช้อ้างอิงในการบริหารจัดการน้ำและการดำเนินโครงการชลประทานต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟน เผยช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมชลประทานโดยสํานักสํารวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา ได้มีการนําเทคโนโลยี QR Code มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐาน สามารถเข้าถึงข้อมูลของหมายหมุดหลักฐานได้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยใช้ Application Line หรือ Application QR Code reader ต่างๆ ซึ่งหมุดหลักฐานดังกล่าว เป็นนวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ทำให้เจ้าหน้าที่ทราบได้ว่าพื้นที่จุดนี้สูงกว่าน้ำทะเลเท่าไหร่ และสามารถระบายน้ำออกจากเขื่อนในปริมาณเท่าไหร่ ถึงจะสามารถส่งน้ำให้ประชาชนได้อย่างเพียงพอ ส่วนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับนั้น คือสามารถเข้าถึงข้อมูลของพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำได้ง่าย รวมถึงได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการบริหารจัดการน้ำของทางกรมชลประทานด้วย

นายประทีป ภักดีรอด ผู้อำนวยการสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา และรองโฆษกกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 เป็นต้นไป สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กรมชลประทานจะนำเทคโนโลยี QR Code มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็วเป็นสากล ผ่านทางสมาร์ทโฟน โดยใช้ Application Line หรือ Application QR Code reader ต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนในการติดต่อขอหมายหมุดหลักฐาน ค้นหาข้อมูล และจัดส่งข้อมูล สอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาหน่วยงานตามนโยบายThailand 4.0 ของรัฐบาล

สำหรับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐานแผนที่ของกรมชลประทานนั้น เป็นหมุดที่ให้ค่าพิกัดและค่าระดับความสูงเหนือทะเลปานกลาง (รทก.) ใช้อ้างอิงในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ หรือประกอบการปฏิบัติงาน โครงการชลประทานด้านอื่นๆ โดยจะทำขึ้นเป็นรายโครงการ ซึ่งเดิมนั้นหมุดหลักฐานจะเป็นระบบอนาล็อก ขั้นตอนการดำเนินงานในการสืบค้นและจัดส่งข้อมูลจะต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อมีการนำเทคโนโลยี QR Code ซึ่งเป็นระบบดิจิตอลมาประยุกต์ใช้ ทำให้ลดขั้นตอนการทำงาน สืบค้นข้อมูลได้ทันท่วงที ประหยัดงบประมาณ และมีความแม่นยำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น

รองโฆษกกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ในการประยุกต์ใช้งาน QR Code ร่วมกับหมุดหลักฐานดังกล่าวนั้น สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา โดยส่วนวิศวกรรม ได้มีการออกแบบเพลทหมุดหลักฐานและระบบฐานข้อมูลเพื่อให้รองรับการทำงานร่วมกับ QR Code โดยจะประสานขอใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายเสมือนภายใต้บริการ RID-Cloud เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล และสร้าง Uniform Resource Locator (URL) สำหรับเชื่อมโยงมายังฐานข้อมูลหมายหมุดหลักฐาน พร้อมทั้งได้จัดทำมาตรฐานเพลทหมุดหลักฐานกรมชลประทานใหม่ เพื่อให้รองรับระบบการทำงานร่วมกับระบบฐานข้อมูล และระบบ QR Code โดยสร้างเพลทหมุดหลักฐานด้วยเครื่องยิง Laser fiber บนแผ่นเพลทโลหะและจะนำไปติดไว้โครงการชลประทานต่างๆ แทนหมายหมุดเดิม ซึ่งผู้สนใจข้อมูลของโครงการไหนสามารถสืบค้นข้อมูลได้จากการแสกน QR Code ที่แสดงไว้บนหมุดหลักฐานนั้นได้เลย

การจัดประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศของทุกปี ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปจัดตามจังหวัดต่างๆ กลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนต้องคอยติดตามการสะท้อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค โดยล่าสุดครั้งที่ 35 จัดขึ้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

“กลินท์ สารสิน” ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหอการค้าเน้น 3 value chain คือ 1. การค้าและการลงทุน 2. เกษตรอาหาร และ 3. การท่องเที่ยวและบริการ โดยผ่านโครงการ 1 หอการค้า 1 วิสาหกิจชุมชน 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร และ 1 หอการค้า 1 ท่องเที่ยวชุมชน และเร็วๆ นี้จะนำข้อมูลทั้งหมดมาสรุปว่า โครงการที่ไหนเกิดผลประสิทธิภาพสูงสุด ก็จะนำมาเป็นโมเดลเพื่อถ่ายทอดไปทุกหอการค้า

ขณะที่วาระเร่งด่วน คือ ปากท้องประชาชน asiacruisenews.com โดยเฉพาะท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจปีหน้าแนวโน้มดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกดีแล้ว ส่งออกดีมาก ท่องเที่ยวดีมาก เป็นห่วงแค่ภาคเกษตร แต่เมื่อเศรษฐกิจดี คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ท่องเที่ยวมากขึ้น ก็กินอาหารมากขึ้นด้วย ผลประโยชน์คือเกษตรกร

การพยากรณ์จากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าจากการสำรวจความเห็นจากผู้ประกอบการสมาชิกหอการค้าไทยทั้ง 5 ภาค และทุกประเภทธุรกิจ จำนวน 380 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2560 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 51.6 ในปัจจุบันอยู่ที่ 41.7 และอนาคตอยู่ที่ 61.5 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ในอนาคตที่ดีขึ้น อีกทั้งอัตราการขยายตัว หรือจีดีพี ที่เดิมประมาณการอยู่ที่ 3.6 ได้ปรับขึ้นเป็น 3.9

แต่เสียงสะท้อนจากนักธุรกิจภาค 5 ภาค กลับสวนทางกับการเติบโตจีดีพีประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน และภาคใต้ ที่เศรษฐกิจภาพรวมผูกโยงอยู่กับสินค้าเกษตร

“วิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชต์” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า จากการคาดการณ์ว่ากำลังซื้อจะปรับตัวดีขึ้น แต่สำหรับผู้ประกอบการภาคเหนือยังสัมผัสได้น้อยมาก ภาคเหนือยังเป็นภาคที่มีความยากจนสูง ปัจจัยลบ คือ สินค้าเกษตร ทำให้กำลังซื้อคนส่วนใหญ่ของภาคยังไม่ค่อยกลับมาเท่าที่ควร ประกอบกับหนี้สินครัวเรือนเกษตรกรยังค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวยังเติบโต สิ่งที่อยากเห็นคือ รัฐบาลกระจายโครงการเล็กๆ มากขึ้น เพื่อให้ลงถึงภูมิภาคให้เติบโต

“ประพันธ์ เตชะสกลกิจกูร” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า อีสานเป็นภาคที่รายได้ค่อนข้างต่ำ ประชากรสูง การเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวในจังหวัดใหญ่ และเส้นทางที่พัฒนาแล้ว จากการคาดการณ์เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นปกติในไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 ซึ่งต้องมองหาโอกาสมากกว่าวิกฤต เพราะปัจจัยภายนอกขณะนี้เป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นปัจจัยภายในต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบ เช่น การค้าชายแดนดี ต้องหาทางเป็นหุ้นส่วนกับเพื่อนบ้านให้ได้ เนื่องจากเพื่อนบ้านมีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างดี เพื่อชดเชยทรัพยากรที่เราขาดหายไป

ขณะที่เรื่องเกษตร ต้องทำระบบสหกรณ์ รวมกลุ่ม จัดซื้อขาย ตั้งวิสาหกิจชุมชน การท่องเที่ยวได้ผลักดันการท่องเที่ยวโดยชุมชน ใช้พื้นฐานของโครงการไทยเท่ ปรับใช้ในแต่ละท้องถิ่น โดยตั้งเป้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปี

ด้าน “ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง กล่าวว่า จากภัยแล้งและน้ำท่วมทำให้สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ขณะที่สินค้ามีราคาแพงขึ้น การส่งออกที่แข่งขันรุนแรง หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ภาคกลางอยู่ในสภาพเหมือนคนไข้ที่แม้จะออกจากไอซียูแล้ว แต่ยังอยู่ห้องคนไข้ซึ่งซึมตลอดปี ’60

“รัฐควรเอาคนออกจากไอซียูให้มาเต้นได้ซักที ไม่ใช่ซึมอยู่อย่างนี้ เช่น การจัดประมูลนำออกต่างจังหวัดได้หรือไม่ เช่น รถไฟทางคู่ ให้ผู้รับเหมาต่างจังหวัดมาเป็นพาร์ตเนอร์รับช่วง หรือการแก้ไขสินค้าเกษตร เปลี่ยนการทำตลาดได้หรือไม่ ส่วนการท่องเที่ยวชุมชน หอการค้าได้ดำเนินการอยู่ เพียงแต่รัฐต้องนำงบประมาณลงมาช่วย แต่ติดปัญหาหน่วยงานที่นำงบฯ มาให้กลายเป็นหน่วยงานที่ไม่ตรงกับการใช้งบฯ จนต้องมีการคืนงบฯ กันอุตลุด”