ด้าน นายสมหมาย ได้กล่าวกำชับว่า การพัฒนาพื้นที่เป็นเรื่องที่ดี

แต่ก็มีข้อควรระวังคือต้องอนุรักษ์และปกป้องพื้นที่ ไม่ให้ได้รับผลกระทบหรือความเสียหายต่อระบบนิเวศ ซึ่งการดำเนินการใดๆ ควรมีขั้นตอนและเป็นไปตามระเบียบ กฎหมายอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณแผ่นดินที่คุ้มค่า ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เช่น สร้างแล้วใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่หรือไม่คุ้มค่า จะเป็นผลทำให้สูญเสียงบประมาณ ดังนั้นนอกจากใช้พื้นที่อย่างระมัดระวังแล้ว การใช้งบประมาณก็สำคัญ ต้องใช้ให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

ปัจจุบัน “จักรยาน” ถือเป็นพาหนะที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังมีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งปั่นอย่างจริงจังภายในเมือง ใช้ปั่นเที่ยวเป็นระยะทางไกลหลายร้อยกิโลเมตร หรือใช้ปั่นออกกำลังกาย ซึ่งทุกวันนี้มีผู้สนใจหันมาออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานเป็นจำนวนมาก จึงต้องจำเป็นมีอุปกรณ์ล็อกรถที่ดี เพื่อป้องกันจักรยานถูกโจรกรรม

ทีมนิสิต “NU Neo Space” คณะวิศวกรรมศาสตร์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) ประกอบด้วย นายกฤษณะ เอียงสันต์ นายสุธินันท์ เรืองยศ และ นายศุภาวัชร ธูปวงศ์ จึงได้ร่วมกันคิดค้นผลงาน Safe Lock ที่ล็อกจักรยานแบบมัลติฟังก์ชั่น ตอบโจทย์การใช้งานผู้ขับขี่จักรยานอย่างแท้จริง โดยมีรางวัลชนะเลิศการันตีคุณภาพ จากเวทีการแข่งขัน Startup Thailand League 2017 ระดับภาคตะวันออก

ทีมนิสิต NU Neo Spaceเจ้าของผลงานที่ล็อกจักรยานแบบมัลติฟังก์ชั่น เผยว่า กลุ่มของเราเป็นผู้ที่ชื่นชอบออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน และเคยสัมผัสปัญหาเรื่องการต้องใช้กุญแจล็อกจักรยานทุกครั้งที่จอด เพราะเกรงถูกขโมย เนื่องจากปัจจุบันจักรยานในแต่ละรุ่นมีราคาสูงแตกต่างกันไป พวกเราจึงได้ร่วมกันคิดค้นออกแบบที่ล็อกจักยานแบบมัลติฟังก์ชั่น Safe Lock จนกลายเป็นที่สนใจ และกลายเป็นผลงาน Safe Lock เป็นอุปกรณ์ล็อกจักรยาน ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนอุปกรณ์ล็อก (รูปตัว U) ที่ใช้ล็อกจักรยาน

โดยไม่ต้องใช้กุญแจเพื่อปลดล็อก เนื่องจากใช้วิธีการปลดล็อก แบบการกดปุ่มเป็นรหัสผ่านโดยใช้การกดสั้นยาว (ในปุ่มเดียวกัน) มีสัญญาณเสียงกันขโมยเมื่ออุปกรณ์ล็อกถูกงัดแงะ หรือเข้ารหัสผ่านผิดเกิน 3 ครั้ง อีกทั้งยังนำมาติดที่บริเวณใต้เบาะจักรยานเพื่อใช้เป็นไฟเลี้ยวได้โดยควบคุมผ่านรีโมต ซึ่งติดตั้งไว้ที่แฮนด์ด้านซ้ายของจักรยาน ซึ่งการทำงานของระบบจะสื่อสารผ่านระบบบลูทูธ ส่วนสุดท้าย คือ แอพพลิเคชั่นบนมือถือ ซึ่งมีไว้ใช้แจ้งเตือนสถานะการทำงานของอุปกรณ์ล็อคและมีฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ที่จำเป็น เช่น การตั้งรหัสผ่านของอุปกรณ์ล็อก ปุ่มขอสัญญาณเสียงจากอุปกรณ์ล็อก รวมไปถึงการแจ้งสถานะแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ด้วย

ดร. ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือตอนล่าง มหาวิทยาลัยนเรศวร เสริมว่า การเปิดเวทีฝึกประสบการณ์ ให้กับนิสิตเป็นสิ่งที่ทางอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือตอนล่างได้ผลักดันและพานิสิตเข้าร่วมแข่งขันในเวทีต่างๆ จนผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัล มีผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างชาติประสานติดต่อมา เพื่อขอนำไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่อีกด้วย โดยเฉพาะการประกวด Startup Thailand League ที่ทางนิสิตสามารถคว้ารางวัลมาได้ และเวทีอื่นๆ ในระดับประเทศ จนสามารถตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ในการสร้างวิสาหกิจเริ่มต้นให้นิสิตเป็นนักรบทางเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศ เพื่อนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจแห่งผู้ประกอบการ และเพื่อสร้างฐานการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต่อไป

อาจารย์แพทย์หญิงวรกานต์ ทิพย์สิงห์ อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติซั่ม ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เผยว่า โรคข้ออักเสบเกาท์ (gouty arthritis) คือ โรคข้ออักเสบจากผลึกเกลือยูเรตที่ตกผลึกสะสมที่ข้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อเกิดเป็นปุ่มก้อนตามร่างกายที่เรียกว่า โทฟาย (tophi) การตกผลึกของผลึกเกลือยูเรตเกิดจากระดับกรดยูริกในซีรั่มที่สูงเป็นระยะเวลานาน เมื่อกรดยูริกในเลือดสูงจนเกินขีดจำกัดการละลายจะเกิดการตกผลึกในข้อและเนื้อเยื่อต่างๆ ระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงที่ยังไม่มีอาการไปเป็นโรคเกาท์แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายนอกและภายในร่างกาย ผู้ป่วยที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงส่วนใหญ่ไม่มีอาการของโรคเกาท์ แต่มักจะมีกลุ่มอาการทางเมตาบอลิก (metabolic syndrome) ซึ่งได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง และโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน และเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปในวงการแพทย์ว่ากลุ่มอาการเมตาบอลิกเป็นกลุ่มอาการที่ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease)

ดังนั้นโรคข้ออักเสบเกาท์ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ป่วยประสบความทุกข์ทรมานจากอาการปวดตามข้อหรือก้อนโทฟาย แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงมัจจุราชเงียบอย่างโรคหลอดเลือดหัวใจ การรักษาภาวะกรดยูริกในเลือดสูงและโรคเกาท์จึงเป็นหนึ่งในหนทางในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนคือ การรักษาโดยการไม่ใช้ยา และการรักษาโดยการใช้ยา สำหรับการปฎิบัติตัวที่ถูกต้อง เริ่มต้นที่การออกกำลังกายทุกวันและลดน้ำหนัก เนื่องจากโรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับระดับกรดยูริกในซีรั่มที่สูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาท์ ควรดื่มน้ำวันละ 6 – 8 แก้ว

งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ ควรจำกัดปริมาณเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อหมู และปรับเปลี่ยนแหล่งของโปรตีนให้เป็นโปรตีนจากแหล่งอื่น เช่น นมไขมันต่ำ (Low fat dairy) เต้าหู้ ไข่ ธัญพืช และถั่ว เป็นต้น จากการศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารจำพวกถั่วแห้งและผัก ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการกำเริบโรคข้ออักเสบเกาท์ ซึ่งเป็นการลบล้างความเชื่อที่ผิดว่าการรับประทานถั่วและธัญพืชทำให้เกาท์กำเริบได้

อันดับต่อมาควรจำกัดการดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล (sugar-sweetened soft-drink และbeverage) เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำชาหรือกาแฟที่มีการผสมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเพื่อปรับรสชาติ เป็นต้น ส่วนการรับประทานกาแฟหรือน้ำชาที่ไม่มีการผสมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเพื่อปรับรสชาติเช่น กาแฟดำ ไม่ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการกำเริบของข้ออักเสบเกาท์ และมีคำแนะนำให้รับประทานวิตามินซี ขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง ทุกวัน อย่างต่ำเป็นเวลา 2 เดือน สามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดได้ และการรักษาด้วยยาสำหรับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเกาท์จะแบ่งเป็น การป้องกันการกำเริบของเกาท์ โดยยาที่มีใช้อยู่ในประเทศไทยคือ ยา Colchicine ชนิดเม็ด ขนาด 0.6 mg และการลดระดับกรดยูริกในเลือดคือ กลุ่มยาลดการสร้างกรดยูริก ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ 2 ชนิดคือ ยา Allopurinol ชนิดเม็ด ขนาด 100 mg และ 300 mg และ ยา Fabulostat ชนิดเม็ด ขนาด 80 mg และ 160 mg และกลุ่มยาเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางไตซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ 3 ชนิดคือ ยา Probenecid ชนิดเม็ด ขนาด 500 mg ยา Sulfinpyrazone ชนิดเม็ด ขนาด 100 mg ชนิดแคปซูล ขนาด 200 mg และยา Benzbromarone ชนิดเม็ด ขนาด 100 mg

กยท. ลงพื้นที่เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคอีสาน ผสานหน่วยทหารพัฒนาการเคลื่อนที่ 26 สำนักงานพัฒนาภาค 2 กองบัญชาการกองทัพไทย และ อสมท. MCOT โมเดิร์นไนน์ ลุยน้ำท่วมช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสกลนคร

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร. ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้ นายวัฒนา คงแก้ว ผอ.กยท. เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พร้อมพนักงาน กยท. เจ้าหน้าที่ทหาร และเครือข่ายสถาบันเกษตรกร ชาวสวนยาง ร่วมกันแจกถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค น้ำดื่มสะอาด ยารักษาโรค อุปกรณ์รองเท้ากันน้ำจากยางพารา รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ผลิตจากยางพารา จากนโยบายการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศ มอบให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่โรงเรียนช้างมิ่งพิทยานุกูล และหมู่บ้านโนนสวรรค์ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุโซนร้อนเซินกา

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดจากพายุที่พัดผ่านมาในบริเวณพื้นที่ภาคอีสาน และมีปริมาณน้ำฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมขังสร้างความเสียหายต่อสวนยางพาราและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง ทาง กยท. มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรจึงมอบหมายให้พื้นที่เข้าให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องเกษตรกรในเบื้องต้น พร้อมทั้งให้พนักงานของ กยท. แนะนำการขอรับความช่วยเหลือกรณีเกษตรกรชาวสวนยางประสบอุทกภัย ตามกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (5) เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในขั้นต่อไป

นอกจากนี้ กยท. ยังเปิดรับทานน้ำใจ ผู้ที่สนใจร่วมสมทบทุนบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม สามารถติดต่อได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดสกลนคร เบอร์โทรศัพท์ 042-713041 ในวันและเวลาราชการ ซีพี-เมจิ ชู “โรงงานนมจำลอง คิดส์ซาเนีย” เป็นแหล่งเรียนรู้คู่ความสนุกของเยาวชน จัดกิจกรรม “เติมสุข พาน้องสนุก”เปิดประสบการณ์ฝึกอาชีพแบบผู้ใหญ่ในเมืองเสมือนจริง

นางสาวชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด เปิดเผยว่า ซีพี-เมจิ ในฐานะผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ ตราเมจิ ได้เป็นส่วนหนึ่งใน “เมืองเสมือนจริง คิดส์ซาเนีย กรุงเทพฯ” ศูนย์การเรียนรู้และความบันเทิงสำหรับเด็ก โดยยกโมเดล “โรงงานนมจำลอง เมจิ” เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้คู่ความสนุกให้กับน้องๆเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ซีพี-เมจิ ต้องการร่วมพัฒนาและสร้างพื้นฐานความรู้ที่จะกลายเป็นประสบการณ์ติดตัวพวกเขาในอนาคต

ภายใน “โรงงานนมจำลอง เมจิ” น้องๆจะได้สวมบทบาทในการประกอบอาชีพแบบผู้ใหญ่ เหมือนอยู่ในโลกแห่งความจริง ตั้งแต่การตรวจสอบคุณภาพน้ำนมด้วยเครื่องมือที่ใช้จริงในห้องแล็บของโรงงานนมเมจิ เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตนมจนถึงบรรจุขวด ได้ชิมนมสดคุณภาพดีที่พวกเขาได้ลงมือผลิตเอง และตลอดจากเรียนรู้ยังมีการสอดแทรกความรู้ให้เยาวชนทราบถึงคุณประโยชน์ของนมและปลูกฝังให้เด็กๆรักการดื่มนม ที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพที่ดี ตามแนวคิด “ชีวิตดี มีได้ทุกวัน” “นอกจากซีพี-เมจิ จะเปิดโรงงานนมจำลองให้เยาวชนทั่วไปได้เข้ามาร่วมสนุกแล้ว ยังจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรและคู่ค้า “เติมสุข พาน้องสนุก” เพื่อเปิดโอกาสแก่ลูกหลานเกษตรกรโคนมผู้ส่งน้ำนมดิบให้กับบริษัท ได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆด้วย โดยจัดอย่างต่อเนื่องทุกปี” นางสาวชาลินี กล่าว

สำหรับกิจกรรม “เติมสุข พาน้องสนุก ครั้งที่ 4” พี่ๆชาวซีพีเมจินำน้องๆโรงเรียนป่าไม้อุทิศ2 อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ร่วม 30 คน เข้ามาตะลุยคิดส์ซาเนีย และได้ร่วมเรียนรู้ในโรงงานนมจำลอง เมจิ โดยได้เห็นว่าน้ำนมดิบที่ครอบครัวส่งให้กับซีพี-เมจินั้น ได้รับความใส่ใจและพิถีพิถันตลอดกระบวนการผลิต จนกระทั่งได้ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์เมจิ ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพพร้อมส่งถึงมือผู้บริโภค

ส่วนกิจกรรมครั้งล่าสุด “เติมสุข พาน้องสนุก ครั้งที่ 5” น้องๆ โรงเรียนสากลศึกษาบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นคู่ค้าของบริษัทฯ ทั้ง 30 คน ได้มาสวมบทอาชีพในฝัน ได้เล่นสนุกและเรียนรู้ทุกๆขั้นตอนการผลิตนมเมจิกันอย่างใกล้ชิด โดยทุกคนได้ลงมือผลิตนมกันอย่างสนุกสนาน พร้อมๆกับได้รู้ถึงกระบวนการและความเป็นมาของผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพจากพี่ๆวิทยากรจากซีพีเมจิเช่นเดียวกัน

“กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการเติมเต็มความสุข และเสริมประสบการณ์การเรียนรู้อาชีพในฝันให้กับเยาวชน และยังช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้กับน้องๆ ว่าครอบครัวของพวกเขา คือห่วงโซ่ที่สำคัญในการส่งมอบน้ำนมคุณภาพดีให้กับผู้บริโภคทุกคน” นางสาวชาลินี กล่าวทิ้งท้าย

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยผลการดำเนินงานโครงการ 9101 คืบหน้าแล้วกว่า 50% สามารถเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับดำเนินการไปแล้วกว่าหมื่นล้านบาท คาดโครงการน่าจะสามารถดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้

นายสงกรานต์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนด้วยการนำหลักการ ทฤษฎี และแนวทางการแก้ไขปัญหา ด้านการเกษตรต่างๆ ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงพระราชทานไว้ ภายใต้ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ และเครือข่าย 8,219 ศูนย์ เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของโครงการฯ ร่วมกับทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ

ขณะนี้โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าไปมากกว่า 50% และสามารถเบิกง่ายงบประมาณบางเข้าสู่ชุมชนไปแล้วกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของค่าแรงคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จได้ภายในเดือนสิงหาคม ส่วนค่าจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ก็คืบหน้าเบิกจ่ายไปแล้วเช่นกันกว่า 80% โดยรวมการดำเนินงานในโครงการ 9101 มีความคืบหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 75% มีการดำเนินงานครบทั้ง 8 กิจกรรม ซึ่งก็มีหลายโครงการที่แล้วเสร็จบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่าการดำเนินงานในโครงการจะสามารถเสร็จสิ้นเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ภายในเดือนกันยายนอย่างแน่นอน

สำหรับสัดส่วนการดำเนินงานทั้งสิ้น 24,160 โครงการที่มีการดำเนินงาน ประกอบด้วย โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 35% โครงการปลูกพืช 20% โครงการเกี่ยวกับเลี้ยงสัตว์และประมง 10% อีก 5% เป็นเรื่องของการถนอมอาหารและฟาร์มชุมชน โดยทุกโครงการที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความสมัครใจและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งจะเห็นได้ว่าสัดส่วนของโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีตัวเลขความต้องการสูงกว่าโครงการอื่นๆ สืบเนื่องมาจากเกษตรกรไทยต้องการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อผลิตพืชผลทางการเกษตรให้มีคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม พร้อมกับลดต้นทุนการผลิตด้วยการลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง ซึ่งในระยะยาวก็จะทำให้ภาคการเกษตรของประเทศสามารถพัฒนา พึ่งพาตนเองได้ รวมถึงสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ทำให้การประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่มีความยั่งยืนและมั่นคง

นางวัชรีพร โอฬารกนก ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตามจากผลการดำเนินงานมาจนถึงขณะนี้ ในเบื้องต้นสามารถประเมินผลในเชิงบวกได้ว่า เกษตรกรทุกชุมชนมีความตื่นตัวที่จะพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรกรรม มีความรักสามัคคีเกิดขึ้นในชุมชน เกิดการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน และสามารถที่จะดำเนินงานต่างๆ ในลักษณะกลุ่มที่มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งโครงการดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชนให้เกิดการหมุนเวียนและมีสภาพคล่อง ส่งผลให้เกิดประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ดังตัวอย่างพื้นที่ปลูกสับปะรดใน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ที่แต่เดิมมุ่งเน้นปลูกแต่สับปะรดสดขายเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยว ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการตลาด เพราะไม่สามารถควบคุมผลผลิตได้ในแต่ละปี ทำให้มีปัญหาเรื่องราคาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นการส่งเสริมให้มีการแปรรูปสร้างความหลากหลายให้สินค้าจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถสร้างความมั่นคงให้กับตลาดได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าได้อย่างมั่นคงอีกด้วย

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ กล่าวว่า จากการประชุมที่ผ่านมา ซึ่งตนเป็นประธานแทนปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้เข้าหารือร่วมกับกรรมการจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมีทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส) กระทรวงยุติธรรม ฯลฯ ในการหารือ ซึ่งเบื้องต้นในเรื่องของกระท่อมนั้น ยังถือว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 คือ ห้ามปลูกห้ามจำหน่าย ยกเว้นบางกรณี ซึ่งต้องมาขอกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยขณะนี้ได้อนุญาตในบางพื้นที่ ไม่ใช่ว่าอนุญาตให้ทุกครอบครัวปลูก ซึ่งได้มีการคัดเลือกเป็นบางพื้นที่ คือ อำเภอบ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี โดยให้ปลูกได้เพียงบ้านละ 3 ต้น และมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตลอด ซึ่งการอนุญาตนั้นเนื่องจากวิถีชาวบ้าน แต่ยังไม่ได้อนุญาตแบบเปิดกว้างแต่อย่างไร ซึ่งการคัดเลือกพื้นที่ที่ปลูกเป็นการดำเนินการของทางป.ป.ส. ส่วนเรื่องกัญชาก็เช่นกัน ยังไม่อนุญาตยกเว้นการศึกษาวิจัยเท่านั้น

วันที่ 18 ส.ค ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ นำผลปาล์มน้ำมันมาส่งขายให้กับลานเทรับซื้อ แม้ราคาจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ราคากิโลกรัมละ 3.20 บาท เพื่อนำรายได้เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้ได้รับความเดือดอย่างมาก เพราะต้นทุนการผลิตอยู่ที่กิโลกรัมละ 3.70 บาท ชาวสวนตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงนี้ผลผลิตออกน้อยคาราควรจะปรับเพิ่งสูงขึ้น แต่กลับปรับลดลงต่อเนื่อง

ชาวสวนกังวลว่า อีก 2-3 เดือนหลังจากนี้ ผลผลิตจะออกเป็นจำนวนมาก จะทำให้ราคาลดต่ำลงอีก เรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งตรวจสอบหาสาเหตุว่าเป็นการฉวยโอกาส ของกลุ่มพ่อค้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มหรือไม่ ในการรับซื้อผลผลิตในราคาที่ถูกลง เพื่อให้ได้กำไรมาก เนื่องจากทางโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มอ้างว่า มีน้ำมันปาล์มดิบ ในสต๊อกอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่สามารถระบายออกได้ จึงต้องรับซื้อผลผลิตปาล์มลดลง ทำให้ราคาปรับลดลงต่อเนื่อง

นายสมชาย นวลจันทร์ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนกำลังได้รับความเดือดร้อยอย่างหนัก เนื่องจาก ราคาที่ตกต่ำต่อเนื่อง ราคาที่ขายได้ ไม่คุ้มกับต้นทุน ท่าเก็บเกี่ยว ค่าบรรทุก ค่าปุ๋ย ค่าจ้าง ตกแต่งต้นปาล์มน้ำมัน อยู่ที่กิโลกรัมละ 3.50-70 บาท เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา ให้เกษตรกรขายผลปาล์มได้ ไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 5 บาท

ขณะที่ นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานกลุ่มคนปลูกปาล์มแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า ว่าขณะนี้ ผลผลิตลดลง ตามฤดูกาล ราคาจะต้องเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกลของตลาด แต่กลับพบว่า ปริมาณน้ำมันปาล์มในสต็อกมีปริมาณมาก จึงเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งตรวจสอบหาสาเหตุว่าเป็นการฉวยโอกาส ของกลุ่มพ่อค้า โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มหรือไม่ ในการรับซื้อผลผลิตในราคาที่ถูกลง เพื่อให้ได้กำไรมาก และ กังวลว่า ในระยะเวลา 2-3 เดือน หลังจากนี้ ผลผลิต ปาล์มน้ำมันออกสู่ระบบมากขึ้น ขณะที่น้ำมันในสต็อกกลับยังมีอยู่จำนวนมาก ทำให้ราคาปรับลดต่ำลงมากว่านี้

จึงเรียกร้องให้ กระทรวงพลังงาน coresysit.com โดยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ขอให้พิจารณาใช้น้ำมันปาล์มในสต็อกไปผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้ากระบี่ จำนวน 3 หมื่นตัน เพื่อลดน้ำมันในสต็อกเป็นการด่วน จะทำให้ราคาปรับขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 1 บาท 50 สตางค์
อย่างไรก็ตาม หากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา เกษตรกร ชาวสวนปาล์มจะนัดชุมนุม และอาจนำผลปาล์มน้ำมัน มาเททิ้งบนถนน ทิ้งอาชีพนักร้อง และชื่อเสียงโด่งดัง เพื่อใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยการทำการเกษตรมานานหลายปี ถึงวันนี้วรเชษฐ์ เอมเปีย หรือ เชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล บอกกับมติชนออนไลน์ ด้วยรอยยิ้มว่า เขามีชีวิตที่เป็นสุขยิ่ง

สุขกับ ‘ความพอเพียง’ และ ‘การให้’ “ผมไปทำการเกษตร ทุกอย่าง ทำมานานแล้ว จนมีเงินเยอะมากมาย” เชษฐ์พูดยิ้มๆ แบบเต็มปากเต็มคำ

แล้วว่าที่เป็นอย่างนั้น เพราะเขา “เดินตามรอยเท้าพ่อ คือในหลวงรัชกาลที่ 9”

บอกอีกว่า “ใครได้ทำชีวิตแบบการพอเพียง จะมีเงินเหลือ และประสบความสำเร็จด้วยความมั่นคงยั่งยืน” “ใช้หลักนี้แล้วจะพบกับสิ่งที่ไม่เคยจะคิด”

เล่าด้วยว่า ที่เขาทำนั้นเป็นเกษตรนวตกรรมใหม่ ทฤษฎีแนวใหม่ ซึ่งจะล้ำยุคก่อนใคร

“อย่างเช่นข้าวไรซ์เบอรี่ ตอนที่เขายังไม่ฮิตกัน ผมทำก่อน พอเขาฮิต ผมก็มีข้าวเป็นร้อยๆตัน แล้วผมก็มีเงินเป็นล้าน หลังจากนั้นพอคนเริ่มทำกันเยอะแยะมากมาย เราก็พลิกผันไปทำอย่างอื่น” “แนวคิดเรามันอยู่ตรงนี้มากกว่า ที่จะไปทำซ้ำซากเยอะแยะ”

ทุกผลผลิตที่ออกมา ไม่ว่าจะประเภทไหน เชษฐ์ก็ว่าสิ่งที่เขายึดไว้เสมอ คือถ้าผลิตภัณฑ์ของเขาดี ต่อให้อยู่มุมไหนในประเทศ ก็จะมีคนมาขอซื้อ

“ของเราเป็นประเภทปลอดสาร เอาแค่ปลอดภัย คนก็แย่งซื้อกันแล้ว” เขายังเล่าถึงจุดพลิกผันที่ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตจากนักร้องคนดังมาเป็นเกษตรกรผู้พอเพียงว่า เป็นเพราะ อยากใช้เวลาในชีวิตมีอยู่ให้มีคุณค่าและมีความสุขอย่างมั่นคง ยั่งยืน

“กับชีวิตตอนเป็นนักร้อง มันเป็นความสุขคนละแบบนะครับ ดนตรีผมก็จะอยู่ในผับ เธค อยู่ในคอนเสิร์ต แต่ก่อนผมก็ดื่ม ก็เมา เยอะแยะมากมาย ใช้ชีวิตแบบเละเทะของผมไปเรื่อย อันนั้นก็เป็นความสุข แต่เป็นความสุขบนความทุกข์ เรายังไม่มีจุดยืนที่จะมีความมั่นคงยั่งยืน ก็ใช้ชีวิตไปวันๆ แต่อย่างอันนี้มันก็ใช้ชีวิตไปวันๆแต่ว่าแต่ละวันมีคุณค่ามากมาย เพราะว่าเราได้ทำสิ่งดีงามทั้งหมดเลย” “ทำการเกษตรประเภทเพื่อสุขภาพคน คนของเราเป็นโรคมะเร็งเยอะ เป็นเพราะการกิน ตายเร็ว อายุสั้น แต่การกินของผม จะกินอย่างเลิศหรู อย่างดี”

“ผมมีโรงทานเชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล เปิดเลี้ยงเด็กนักเรียน ผู้เฒ่า ผู้แก่ คนยาก คนจน”

โรงทานซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.หนองขยาด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ที่เปิดให้บริการมาได้ราว 1 ปีแล้ว

“เราทำโรงทานเพราะว่าอะไรรู้ไหม” คุยๆกันแล้วเชษฐ์ก็หันมาย้อนถาม

ก่อนอธิบายต่อเสร็จสรรพ ว่า “เพราะผมเดินหลักพอเพียง ตามรอยพ่อหลวงในรัชกาลที่ 9 ในสิ่งที่ผมทำได้”

“ผมใช้ชีวิตแบบไม่ต้องเริ่ดหรู ไม่ต้องหรูหรา กินแค่พอกิน พออยู่ พอใช้ พอมี พอใจ แล้วก็พอแล้ว”

“พอ เพราะรู้สัจธรรมแล้ว ว่าพอตาย เราเอาอะไรไปไม่ได้ ก็มาทำให้เกิดประโยชน์ซะ”

“ก็เลยเปิดโรงทาน ให้คนที่ไม่มีกิน คนตกทุกข์ได้ยาก แม้แต่โรงเรียนที่ตกสำรวจ ก็มาขอข้าวจากผมไปเลี้ยงเด็กๆ”

“ที่บ้านของผมเรียกว่าสวรรค์บนดิน คือพอเดินไป ก็ได้กินเลย อยากจะกินอะไรเดินเข้าไปในสวน เราปลูกไว้หลายอย่าง มันก็สลับกันขึ้น สลับกันออก จนกินไม่ทัน”