ทั้งนี้ นายบุญชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนของการทำเครื่องสดปะกอบ

พระจิตกาธานนั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำ ซึ่งเมื่อวานนี้จังหวัดจันทบุรีได้เคลื่อนย้ายกล้วยตานี จำนวน 50 ต้นมาถึงยังสำนักพระราชวังแล้ว และต้นกล้วยจากจังหวัดอ่างทอง 9 ต้น จังหวัดนนทบุรี 9 ต้น ก็มาถึงสำนักพระราชวังแล้วเช่นกัน ส่วนต้นกล้วย 40 ต้นของจังหวัดเพชรบุรีจะนำมาส่งในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นรวมต้นกล้วยตานีทั้งหมด 108 ต้น จนถึงวันนี้งานเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน เหลือเพียงแทงหยวก การทำดอกไม้ประดิษฐ์ที่เป็นดอกปาริชาต 16 ดอก ดอกไม้เฟื่อง ดอกไม้ไหว รวม 70 ดอก ในส่วนของหยวกถม พิมพ์มะละกอ นั้นต้องดำเนินการล่วงหน้าเพียงแค่ 2 วัน หลังเสร็จพิธีบวงสรวงแล้วจะได้มีการแจกจ่ายงานให้ช่างฝีมือ 4 ภูมิภาค และช่างแทงหยวก 4 ภูมิภาค จำนวน 323 คน ที่มารวมตัวกันอยู่ในที่นี้ โดยช่างทั้งหมดได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีโอกาสได้เข้ามาถวายงานในครั้งนี้ร่วมกับช่างหลวงราชสำนัก

“พิธีบวงสรวงสังเวยการจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน โดยธรรมเนียมของช่างเครื่องสดราชสำนักเมื่อมีงานสำคัญ ก็จะมีการบวงสรวงภายในเพื่อเป็นการสร้างขวัญแลกำลังใจให้แก่ช่าง แต่ในครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯมาเป็นประธานบวงสรวงนับเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจให้แก่ช่างในการปฎิบัติหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วง จากนี้ไปเหลือเวลาเตรียมการอีกเพียง 5 วัน ก่อนที่จะถึงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ“ นายบุญชัย เผย

ทั้งนี้ ช่างเครื่องสด ข้าราชบริพาร ครู นักเรียน นักศึกษา ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธานตามแผนงานที่กำหนดไว้ จะเริ่มดำเนินงานหลังพิธีบวงสรวงสังเวยการจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธานในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่วันที่ 19-24 ต.ค. โดยในวันที่ 25 ต.ค. เวลา 05.30 น. งานแทงหยวก งานเครื่องสด และงานช่างดอกไม้สด จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ พร้อมนำขึ้นติดตั้งประกอบพระจิตกาธานที่พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ให้แล้วเสร็จก่อนเวลา 16.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาบุคคลด้านงานช่างฝีมือศิลปะและกองศิลปกรรม

ตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ เป็นที่ประจักษ์แก่คนไทยและคนทั้งโลก ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เพื่อความสุขของคนไทยและความเจริญของประเทศ โดยมิทรงเหน็ดเหนื่อย

ขณะที่วันที่ 13 ตุลาคม 2560 เป็นวันครบรอบ 1 ปีแห่งการเสด็จสวรรคต ประชาชนจากทุกสารทิศได้เดินทางไปกราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้ายอย่างมืดฟ้ามัวดิน แม้ฝนจะตก แดดจะออก ก็ไม่อนาทร เพราะนั่นคือความรักความอาลัยในพระองค์ท่านอย่างสุดซึ้ง

สิ่งหนึ่งในช่วงเวลาสุดท้ายที่เหล่าชาวไทยจะทำได้เพื่อถวายพระองค์ท่าน และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างแท้จริง คือการปฏิบัติตามคำสอนพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสต่าง ๆ ที่ได้พระราชทานไว้ต่างวาระ ต่างโอกาส และต่างสถานที่ อย่าเพียงแต่ฟัง อ่าน หรือเขียน แล้วปล่อยให้ผ่านเลยไป
คำสอน พระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสต่าง ๆ คือ “มรดกอันล้ำค่า” ที่ทรงมอบไว้ให้กับประชาชน เป็นความรักและความห่วงใยที่ทรงมีต่อประชาราษฎร์ของพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นต้นแบบในทุกด้าน ไม่ว่าการครองตน การครองเรือน การดำเนินชีวิต การทำงาน และการทำประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม ประเทศชาติ เริ่มตั้งแต่พื้นฐานคือทรงสอนให้มีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งต้องอบรมกันตั้งแต่เด็ก ๆ

ประการต่อมาคือ ความเพียร ความอดทน ในการปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา ถ้าไม่มีความเพียร ความอดทนแล้ว ก็ไม่มีทางที่ชีวิตจะเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ทรงสอนให้รู้จักพอเพียง มีความโลภน้อย ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ชีวิตก็เป็นสุข

ส่วนความกตัญญูกตเวทีนั้น ไม่เพียงแต่ทรงสอน แต่ยังทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่าง ผลคือทำให้สังคมสงบสุข ตนเองก็เจริญรุ่งเรือง ที่ทรงเน้นย้ำอย่างมาก คือ ความรักความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ ตราบใดที่ชาวไทยมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ชาติย่อมรอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง นอกจากนี้ ยังทรงสอนให้รู้จักรักธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของคนเรา การคุ้มครองรักษาสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีเท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลาน

คำสอน พระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสเหล่านี้ ต้องหมั่นทบทวน จดจำ จนซึมซับให้เกิดขึ้นในตนเอง และย่อมต้องใช้ความเพียรพยายาม ความอดทน จึงจะบรรลุผลและเป็นไปตามเจตนาพระราชปณิธาน

วันนี้ ไม่มีพระองค์แล้ว ยังเหลือก็แต่มรดกล้ำค่าที่ทรงทิ้งไว้ให้ หากคนไทยทั้งหลายรักและภักดีในพระองค์อย่างแท้จริงแล้ว ย่อมต้องเดินตามรอยทางที่ทรงสร้างไว้ เริ่มต้นด้วยคำสอนทั้งหลายที่กล่าวมานั้น ต้องลงมือปฏิบัติให้เห็นเป็นจริงทั้งที่เป็นส่วนตัวและส่วนรวม

เป็นอีกเรื่องราวใกล้ตัวสำหรับพ่อค้าแม่ค้ารวมถึงลูกค้า เมื่อเฟซบุ๊ก แหม่มโพธิ์ดำ โพสต์เหตุการณ์ที่แม่ค้าผลไม้คนหนึ่งประสบพบเจอ หลังโดนคนกลั่นแกล้งด้วยการแอบเอาสิ่งแปลกปลอมใส่กระบอกฉีดน้ำ เมื่อฉีดน้ำใส่ผลไม้ ทำให้ผลไม้กลายเป็นมีรอยดำช้ำไปทั่ว

โดยโพสต์ระบุว่า “คนมันแกล้งกันขนาดนี้เลยเหรอ อันนี้แค่ส่งให้ดู คือคนรู้จักขายผลไม้ที่ตลาดแห่งหนึ่ง โดยแม่ค้าขายผลไม้ปกติจะมีขวดหรือกระบอกน้ำไว้ฉีดผลไม้ เหมือนจะมีคนแกล้งเอาน้ำอะไรมาใส่ในกระบอกฉีด พอฉีดใส่ผลไม้ผลคืออย่างภาพ ขนลุกนี่ถ้าฉีดไปแล้วยังไม่ออกฤทธิ์ แล้วมีคนกินเข้าไปล่ะ”

ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ห่วงใยสุขภาพประชาชนที่จะหลั่งไหลเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในช่วงวันที่ 25-29 ตุลาคมนี้ จึงมีข้อแนะนำสำหรับการเตรียมพร้อมร่างกาย ดังนี้

1. ก่อนเข้าร่วมพระราชพิธีต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ขับถ่ายให้เรียบร้อย รับประทานอาหารเช้า แต่งกายสีสุภาพ สีไว้ทุกข์ พกของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม ยาดม ยารักษาโรค โดยศึกษาเส้นทาง กำหนดการ กฎระเบียบในการปฏิบัติต่างๆ รวมถึงสำรวมกิริยาวาจาใจให้สุภาพเรียบร้อย

2. สิ่งของที่ควรเตรียม ได้แก่ ร่ม เสื้อกันฝน ยารักษาโรคประจำตัว ยาดม อาหารเล็กน้อยพกพาง่าย เช่น ขนมปัง น้ำดื่ม ฯลฯ และให้พกบัตรประชาชนติดตัวไว้ตลอด สำหรับเด็กให้จดเบอร์โทรศัพท์ผูู้ปกครองติดตัว ส่วนผู้สูงอายุควรมีเอกสารที่มีชื่อและที่อยู่ติดตัวไว้ และผู้ป่วยให้เขียนชื่อ โรคประจำตัว และพกยารักษาโรคประจำตัว

3. หากต้องยืน เดินนานๆ วิธีการป้องกันอาการปวดเมื่อยเท้าเบื้องต้น คือ ให้สวมรองเท้าพื้นนิ่มและหลวมเล็กน้อย พักจากการยืนบ่อยๆ ควรยืนสลับนั่ง และย่ำเท้าบ้างเมื่อรู้สึกเมื่อย

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับประชาชนเพื่อให้ช่วยเหลือบุคคลรอบข้างได้อย่างทันท่วงที โดยอาการเจ็บป่วยที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ – เป็นลม เป็นภาวะไม่รู้สึกตัวเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เกิดขึ้นได้ทั้งตอนนั่งหรือยืน และเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อยู่ในฝูงชนแออัด อยู่ท่ามกลางอากาศร้อน เสียเหงื่อ ขาดน้ำ นอนดึก หิวข้าว อ่อนเพลีย โดยภาวะหมดสติจากการเป็นลมจะเกิดเพียง 1-2 นาที เมื่อพบเห็นคนเป็นลมให้ปฏิบัติโดย 1. ให้ผู้ป่วยนอนราบในที่โล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก หันศีรษะไปด้านข้าง 2. ยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ ประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น 3. คลายเสื้อผ้าให้หลวม จากนั้นใช้ผ้าเย็นเช็ดตามใบหน้า ลำคอ แขนและขา 5. ให้ผู้ป่วยดมแอมโมเนีย

– แผลถลอก บาดแผลที่เกิดจากการขีดข่วน ถูกถูหรือครูด บาดแผลจะตื้นเพียงแค่ผิวหนังชั้นนอกและมีเลือดออกเล็กน้อย โดยพบบ่อยจากการหกล้ม ทำให้แขน ข้อศอก และเข่าถลอก ให้รีบปฐมพยาบาลลดการเจ็บปวดและป้องกันการติดเชื้อ วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น คือ 1. ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหรือสบู่เพื่อล้างเศษดิน เศษฝุ่นออกจากบาดแผล 2. ใช้ผ้าสะอาดห้ามเลือด เช็ดแอลกอฮอล์รอบบาดแผล 3. ใส่ยารักษาแผลสด ทาเบาๆ บริเวณรอบบาดแผล 4. อย่าให้บาดแผลโดนน้ำ และ 5.เมื่อแผลแห้งห้ามแกะ หรือเกาสะเก็ดแผลโดยเด็ดขาด

– เลือดกำเดาไหล พบบ่อยในคนทุกเพศทุกวัยแต่จะพบสูงในเด็ก ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การระคายเคืองหรือบาดเจ็บต่อเยื่อบุจมูก การอักเสบจากการติดเชื้อในช่องจมูก เป็นหวัด คัดจมูก สั่งน้ำมูก สภาพอากาศที่หนาวเย็นและเกิดจากการกระแทกกระเทือน หากประสบอาการดังกล่าว 1. ให้ผู้ป่วยนั่งหลังตรง ก้มหน้าเล็กน้อย ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือบีบ (กด) ปีกจมูกทั้งสองข้าง เข้าหากันในแนวกลางประมาณ 5-10 นาที แล้วคลายออก และทำซ้ำอีกครั้ง 2. สามารถประคบบริเวณจมูกและแก้มด้วยผ้าเย็นหรือน้ำแข็งก็ได้ 3. หลีกเลี่ยงการแคะจมูก การสั่งน้ำมูกแรงๆ และการยกของหนัก

4. หากเลือดยังไม่หยุดไหลและไหลในปริมาณมาก ให้รีบแจ้งหน่วยแพทย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อนำส่งโรงพยาบาล หรือโทร 1669 ศูนย์เอราวัณ กทม. ตลอด 24 ชั่วโมง

“บิ๊กฉัตร” ห่วงราคาสินค้าเกษตรอีก 3-6 เดือนข้างหน้า สั่ง สศก.ตั้งทีมดูแลรายตัว แนะผลิตตามความต้องการตลาด แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์ พร้อมประสานพาณิชย์หามาตรการรองรับแก้ปัญหาตกต่ำ หวั่นผลผลิตน้อยแต่ราคาร่วง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แสดงความกังวลต่อราคาสินค้าเกษตรและผลผลิตในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า สั่งให้ตั้งทีมงานดูแลรายสินค้าเกษตรกร แม้ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์ เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ราคาสินค้าเกษตรขึ้นอยู่กับกลไกตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

บางสินค้ายังพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเพียงตลาดเดียว อีกทั้งยังขึ้นกับตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ เช่น ยางพารา เป็นต้น ทั้งนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สั่งการให้ สศก.ประมาณการผลผลิตด้านการเกษตร 16 ชนิด ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังโรงงาน สับปะรดโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ยางแห้ง ลำไย ทุเรียน มังคุด กุ้งทะเลเพาะเลี้ยง ปลานิล ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ น้ำนม และโคเนื้อ แล้วประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันหามาตรการรองรับผลผลิตที่จะออกมา ที่อาจส่งผลกระทบทำให้ผลผลิตล้นตลาด และราคาที่เกษตรกรขายได้ตกต่ำ

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ พล.อ. ฉัตรชัย แสดงความกังวลในสินค้าเกษตรหลายตัวที่ผลผลิตน้อย แต่ราคายังตกต่ำต่อเนื่อง เพราะหากผลผลิตออกมามาก ราคาตกต่ำถือเป็นสถานการณ์ปกติ จึงสั่งการให้ สศก.นำข้อมูลผลผลิตวิเคราะห์เชิงลึกหาเหตุผลที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงให้มากขึ้น และแนวทางการบริหารจัดการสินค้า ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบตั้งรับ จึงสั่งการให้ตั้งคณะกรรมการของกระทรวงเกษตรฯขึ้นมาดูแลแต่ละรายสินค้า เพื่อร่วมกับคณะกรรมการนโยบายแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอก

กระทรวงเกษตรฯ เพื่อร่วมกำหนดแนวทางแก้ปัญหาแบบเชิงรุก

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า สำหรับสินค้าหลายตัวที่คาดว่าจากนี้ต่อไปจะดีขึ้น อาทิ ปาล์มน้ำมัน รัฐบาลได้หาแนวทางในการสนับสนุนเพื่อให้ผู้ประกอบการส่งออกได้มากขึ้นในการลดปัญหาสต๊อก เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกตลาดมากขึ้นในช่วงปลายปี โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ได้ส่งออกแล้ว 52,629 ตัน และคาดว่าส่งออกทั้งปีจะได้มากกว่า 100,000 ตัน จะส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ขยับตัวสูงขึ้น เฉลี่ยปี 2560 กิโลกรัมละ 4.20 บาท และมันสำปะหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 อนุมัติในหลักการแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 2560/61 จำนวน 14 โครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ภาคการเกษตร เป็นต้น

ขอนแก่น – นายเข็มชาติ สมใจวงษ์ ประธานหอการค้า จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ภาพรวมทางเศรษฐกิจของ จังหวัดขอนแก่น 3 ไตรมาสที่ผ่านมามีการกระตุ้นสภาพคล่องและการจับจ่ายที่ดีมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมืองให้สอดรับกับการเป็นเมืองแห่งมหานคร ที่ปลาย ปีนี้จะเริ่มลงเสาเข็มโครงการรถไฟฟ้าระบบรางเบา, การก่อสร้างรถไฟทางคู่, การสร้างท่าเรือบกในปี 2561 การพัฒนาท่าอากาศยานขอนแก่น ด้วยงบลงทุนหลายพันล้านบาทที่จะก้าวสู่การเป็นสนามบินนานาชาติ อีกทั้ง นักลงทุนจากต่างพื้นที่และต่างประเทศยังคงเลือกขอนแก่นเป็นพื้นที่เป้าหมายในการลงทุนที่มีขึ้นอย่าง ต่อเนื่องทุกเดือน

ขอนแก่นจะมีสถานกงสุลใหญ่จากต่างประเทศ เข้ามาตั้งในพื้นที่อีก 2 ประเทศ มีสายการบินจากจีนและ สปป.ลาว มาติดต่อเพื่อเปิดเส้นทางการบินเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันด้วยการเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด หรือ จีดีพี เป็นอันดับที่ 2 ทั้งยังคงเป็นเมืองแห่งการผลิตผลทางการเกษตรหรือในวงการธุรกิจอาหารเรียกขอนแก่นว่าเป็นครัวของประเทศนั้น ในช่วงปลายปีนี้รัฐบาลเตรียม ที่จะประกาศให้ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมอาหารอีกด้วย

“มั่นใจว่าปีนี้ขอนแก่น จะมีค่าจีดีพี ที่สูงถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี โดยโตขึ้นมาถึง 5% จากปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในกลุ่มเอสเอ็มอีบางส่วนนั้นได้รับผลกระทบจากภาพรวมทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังคงมีอีกหลายธุรกิจที่เดินหน้าไปได้ วันนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีจะต้องปรับตัวและเข้าถึงการขอรับบริการของหน่วยงานภาครัฐ ควรลบภาพการดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ ให้หมดและก้าวสู่การเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีสมัยใหม่ ตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด” นายเข็มชาติ กล่าว

13 ตุลาคม 2560 ครบรอบวันคล้ายวันสวรรคตของ “พ่อ”

กรมประชาสัมพันธ์ได้จัดทำ “คู่มือสื่อมวลชน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันที่ ๒๕-๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๐” คู่มือนี้มีความยาว 220 หน้า ในที่นี้ได้สรุปสาระสำคัญหัวข้อ “พระราชกรณียกิจ” (หน้า 25-55) พบว่า ตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ตลอดรัชสมัยของพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินยังท้องถิ่นต่าง ๆ ทุกภูมิภาคของประเทศไทย

การทรงงานในแต่ละพื้นที่ก่อให้เกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 4,447 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกด้าน

ในที่นี้ คัดลอกเฉพาะงาน “ด้านการเกษตร การชลประทาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต” พบว่า ในปี 2496 เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในเขตภาคกลาง ทำให้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับแหล่งน้ำโครงการแรก เมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรหมู่บ้านเขาเต่า ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ในตอนนั้น เกิดเหตุการณ์รถยนต์พระที่นั่งติดหล่ม ทรงเห็นชาวบ้านหาบน้ำด้วยความเหนื่อยยาก จึงพระราชทานพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า โดยสร้างเสร็จเมื่อปี 2506 นำไปสู่โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญ โครงการแก้มลิง และโครงการฝนหลวงในเวลาต่อมา

ในปี 2503 นับเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อาทิ ป่าไม้สาธิต (2503-2504) นาข้าวทดลอง (2504) โรงโคนมสวนจิตรลดา (2505) บ่อเพาะพันธุ์ปลานิล (2508)

โรงนมผงสวนดุสิต (2512) โรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา (2514) โรงบดแกลบ (2518) โครงการไบโอดีเซล (2546) สาธิตการใช้ประโยชน์จากพลังงานลมเพื่อผลิตไฟฟ้า (2550) ฯลฯ

ในปี 2512 จัดตั้งโครงการหลวงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา โดยให้หันมาปลูกพืชอื่นทดแทนฝิ่น ละทิ้งการทำไร่เลื่อนลอยและถางป่า

ปี 2522 จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา และมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริรวม 6 แห่ง ทำหน้าที่เป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต”

ในปี 2540 วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ทรงพระราชทานทฤษฎีใหม่ “เศรษฐกิจพอเพียง” โดยใช้พื้นที่วัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เป็นแปลงสาธิตอย่างเป็นรูปธรรม

องค์กรระหว่างประเทศ “ยูเนสโก” ได้ถวายสดุดียกย่องรัชกาลที่ 9 เป็นกษัตริย์นักพัฒนา และย้ำว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของพระองค์ท่านมีส่วนคล้ายกับพิมพ์เขียวของยูเนสโกที่มีเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปี 2030 อีกทั้งยูเนสโกได้นำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพ ซึ่งอยู่ใน 17 เป้าหมายหลักของยูเนสโกที่นำไปใช้พัฒนาในระดับโลก

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,447 โครงการที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ กระทรวงเกษตรฯสามารถสืบสานพระราชปณิธานตามแนวทางตามทฤษฎีของพระองค์ท่าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

โดยไม่ต้องริเริ่มโครงการใหม่ ๆ ด้วยซ้ำไป เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นางสาวบุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ประเทศพร้อมให้ความร่วมมือกับพม่า เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลในรัฐยะไข่ ตามการร้องขอของพม่า โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นความร่วมมือตามกรอบทวิภาคี และไตรภาคี ดำเนินการภายใต้กรอบความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น-พม่า โดยได้ให้การฝึกอบรมการเพาะเลี้ยงทะเลให้กับเจ้าหน้าที่ประมง จากรัฐบาลกลางพม่าและรัฐยะไข่ นอกจากนี้ยังมีการจัดฝึกอบรมการเพาะเลี้ยงปลาให้กับเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของพม่า เพื่อนำไปปรับใช้กับการเพาะเลี้ยงปลาในประเทศพม่า

โดยหลังจากนี้ กรมความร่วมมือ กระทรวงการต่างประเทศ จะหารือกับกรมการประมง เพื่อพิจารณาปรับปรุงฟื้นฟูศูนย์สาธิตการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลไทย-พม่า ที่เมืองซิตต่วย ในรัฐยะไข่ เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับเจ้าหน้าที่และเกษตรกรในรัฐยะไข่ และในประเทศพม่าต่อไป อย่างไรก็ตาม ไทยหวังความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนในรัฐยะไข่

นอกจากนี้ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ sshep.com ยังให้ความร่วมมือเรื่องการปรับปรุงอาคารโรงพยาบาลเกาะกง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการแพทย์ ตามคำขอของฝ่ายกัมพูชา ภายใต้แผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย-กัมพูชา สาขาสาธารณสุข ระยะ 3 ปี (2560-2562) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการแพทย์

โดยเมื่อวันที่ 27-28 กันยายนที่ผ่านมา คณะผู้แทนไทย ที่นำโดยนายเตช บุนนาค ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ฝ่ายบริหาร พร้อมด้วยนางสุภัตรา ไมตรีศรีพิทักษ์ อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ผู้แทนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตราด และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลจังหวัดตราด ได้ลงพื้นที่สำรวจสภาพอาคารโรงพยาบาลเกาะกงในปัจจุบัน สำรวจอาคารห้องผ่าตัด ห้องถ่ายภาพรังสี ห้องปฏิบัติการ และความต้องการในการปรับปรุงอาคารโรงพยาบาลเพิ่มเติม ตามคำขอของฝ่ายกัมพูชา เพื่อที่จะได้พัฒนาประสิทธิภาพการให้ทางการแพทย์

ทั้งนี้พบว่าสภาพอาคารมีความทรุดโทรม และชำรุด และทางโรงพยาบาลเกาะกงได้ร้องขอมายังประเทศไทย ให้ช่วยปรับปรุงอาคารให้มีห้องฉุกเฉิน และห้องผู้ป่วยวิกฤต เพื่อเป็นการเพิ่มการบริการทางการแพทย์ให้เหมาะสมกับความต้องการของปัจจุบันได้

ซึ่งภายหลังการสำรวจทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมมือก่อสร้างอาคารหลังใหม่ เพื่อใช้สำหรับห้องฉุกเฉิน และห้องผู้ป่วยวิกฤต ปรับปรุงห้องเก็บและจ่ายวัสดุกลางที่ใช้งานอยู่ รวมถึงการจัดซื้ออุปกรณ์ที่จัดทำ และการพัฒนาบุคคลากร เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว เพิ่งปล่อยเพลงพิเศษ “คืนสู่สวรรค์” ซึ่งเจ้าตัวขับร้องและแต่งทำนองประกอบบทกวีนิพนธ์ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ พระอาจารย์ ว. วชิระเมธี ที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อร่วมแสดงความอาลัยในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

วันที่ 19 ตุลาคม นางชนิษฐา จันทโชติ หัวหน้าสถานีวนวัฒนวิจัยประจวบคีรีขันธ์ ถนนสวนสน – อ่าวน้อย เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานีฯต้องการผู้ที่มีจิตอาสาและประชาชนทั่วไป ร่วมผลิตดอกดารารัตน์เพื่อใช้เป็นดอกไม้จันทน์ที่อาคารสำนักงานสถานีวนวัฒนวิจัยฯ บริเวณด้านข้างศูนย์ฝึกสมานมิตร เพื่อถวายให้เจ้าอาวาสวัดคลองวาฬ พระอารามหลวง สำหรับใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดยดอกไม้จันทน์ทุกชิ้นจะผลิตจากแผ่นไม้จันทร์หอมที่มีความบางเท่ากับแผ่นกระดาษและกระบวนการผลิตจะต้องมีความละเอียดเป็นอย่างมาก สำหรับดอกดารารัตน์ทั้งหมดถือเป็นดอกไม้จันทน์ที่ใช้ในงานพระราชพิธีในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ผลิตจากแผ่นไม้จันทน์หอมเพียงแห่งเดียวในประเทศ

“ต้องการจิตอาสาเพื่อช่วยตัดกลีบดอกที่มีการขึ้นรูปไว้แล้ว จากนั้นจะนำมาประกอบเป็นดอกดารารัตน์ ซึ่งจะต้องใช้บุคคลที่มีฝีมือและมีความชำนาญพอสมควร เพื่อให้การผลิตเสร็จสิ้นทันงานพระราชพิธีในวันที่ 26 ตุลาคม นี้ สำหรับผู้สนใจจะเข้ารวมเพื่อผลิตดอกไม้จันทน์ขอให้นำกรรไกรมาด้วย จากนั้นมีการผลิตอย่างต่อเนื่องจนกว่าแผ่นไม้จันทน์หอมกว่า 500 แผ่นจะหมด โดยแผ่นไม้นำมาจากต้นจันทน์หอมที่ยืนต้นตายจากการปลูกเพื่อวิจัยที่สถานี เช่นเดียวกับแผ่นไม้จันทน์หอมที่มอบให้กลุ่มแม่บ้านเกาะยายฉิม เขตเทศบาลตำบลร่อนทอง อ.บางสะพาน ใช้ผลิตดอกดารารัตน์เพื่อใช้ประกอบพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่วัดเขาโบสถ์พระอารามหลวง“ นางขนิษฐา กล่าว

นครราชสีมา 16 ต.ค.- สถาบันแสงซินโครตรอน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุ่มหนุนอุตสาหกรรมผลิตเนื้อสุกรไทย ร่วมมือเอกชนลุยวิจัยคุณภาพเนื้อสุกรเชิงลึก ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนภายใต้สภาพความร้อนที่แตกต่างกัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลปรับปรุงและพัฒนาเนื้อสุกรให้ได้เนื้อสุกรมีคุณภาพด้านคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด พบอุณหภูมิต้ม 70 องศา ทำให้ได้เนื้อหมูมีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด ชี้นำผลวิจัยต่อยอดอุตสาหกรรมส่งออกเนื้อหมูต้มสุกของไทย