ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวกำลังจัดทำรายการวิเคราะห์ผลกระทบ

สิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) คาดจะแล้วเสร็จภายใน 1 ปี แบ่งเป็นพื้นที่ประกอบอุตสาหกรรม และพื้นที่พาณิชยกรรม คาดจะใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท มีแผนเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2562 และคาดจะสามารถเปิดให้ใช้บริการในพื้นที่ได้ในปี 2563

นอกจากนี้เตรียมตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคตะวันออกในพื้นที่ดังกล่าว 50 ไร่ เบื้องต้นดึงสหกรณ์ท้องถิ่นมาพัฒนาร่วมกับซีพี ในลักษณะสหกรณ์ต้นแบบ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีจุดแข็งพืชผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ และมีทั้งท่าเรือและสนามบินนานาชาติอู่ตะเภารองรับการขนส่งสินค้า ในพื้นที่พัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เชื่อมโยงการค้า การลงทุนไปยังภูมิภาคของไทย รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน โดยรูปแบบอยู่ระหว่างหารือในรายละเอียดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารอีอีซีจะพิจารณา คาดจะมีความชัดเจนเร็วๆ นี้

กนอ.ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี (2560-2579) ด้วยการนำองค์กรสู่นวัตกรรม หรือ กนอ.4.0 ให้เกิดการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่สอดรับกับนโยบายของประเทศ โดย 5 ปีแรก (2560-2564) จะพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 15,000 ไร่ ยกระดับความพึงพอใจลูกค้าและคู่ค้าด้วยนวัตกรรม พร้อมปรับปรุงระบบสาธารณูปโภครองรับ กนอ.4.0 และตั้งเป้าให้บริการลูกค้าบนระบบดิจิตอลทั้งระบบ และนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งทั่วประเทศจะต้องพัฒนาเข้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังนำตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าชิ้นส่วนสุกรสหรัฐ ถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า จากประเด็นการเร่งรัดแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา โดย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่สร้างแรงกดดันทางการค้าต่อสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR)

พยามให้ไทยรับชิ้นส่วนเนื้อสุกรที่ชาวอเมริกันไม่รับประทาน อาทิ เครื่องใน หัวหมู เพื่อระบายสินค้าเหลือทิ้งมายังไทย โดยฟาร์มสุกรทั้ง 100% ของสหรัฐใช้สารเร่งเนื้อแดง (แร็กโตพามีน) เนื่องจากใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย ขณะที่สารดังกล่าวเป็นสารต้องห้ามตามกฎหมายไทย และหลายประเทศที่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้บริโภคห้ามใช้สารเร่งเนื้แดงในปศุสัตว์ จึงขอร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ ยืนยันห้ามนำเข้าเนื้อสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงอย่างเด็ดขาด

หากเนื้อสุกรจากสหรัฐเข้ามาจะส่งผลให้ปริมาณสุกรล้นตลาด ราคาสุกรจะตกต่ำกระทบต่อเกษตรกรต้องขาดทุน และล้มละลายเหมือนที่เวียดนามที่เปิดรับเนื้อสุกรสหรัฐมาแล้ว

ความห่างไกลทำให้โรงเรียนหลายที่ขาดโอกาสในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลลากร อุปกรณ์การเรียนการสอนหรือแม้กระทั่งเรืองของอาหารกลางวัน ซึ่งก็ทำให้หลายๆ โรงเรียนได้เห็นถึงวิกฤตดังกล่าวและหาหนทางแก้ไขดังเช่น โรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนบ้านทุ่งกบินทร์ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว สังกัดกองกำกับการตำรวจตะเวนชายแดนที่12 ค่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์ สิงหเสนี) มีนักเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับประถมปีที่หก รวม 120 คน และอาจารย์ 7 ท่าน ได้ร่วมกันสร้างแหล่งอาหารเพื่อให้นักเรียนได้มีอาหารกลางวันที่มีสารอาหารครบ

พตต. สัมฤทธิ์ อุ่นมี อาจารย์ใหญ่ รร. ตชด. บ้านทุ่งกบินทร์ กล่าวถึงโครงการสร้างแหล่งอาหารกลางวันโดยเกิดจากพระดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้นักเรียนได้รับอาหารที่เพียงพอ ซึ่งทางโรงเรียนได้น้อมนำพระดำริมาใช้ โดยส่งเสริมให้นักเรียนปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ตราศรแดง ที่ได้ส่งเสริมการปลูกผักและเมล็ดพันธุ์ผัก พร้อมกับให้ความรู้การปลูกผักกับนักเรียนเพื่อให้พวกเขาได้มีความรู้ในการทำเกษตรติดตัวสามารถนำไปใช้ที่บ้านได้อีกด้วย

ในส่วน นายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด กล่าวถึงการจัดกิจกรรม “โครงการผักโรงเรียน ปีที่ 2 ” โดยมุ่งเน้นให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้วิถีเกษตรกรรมซึ่งถือว่าเป็นรากฐานของประเทศและยังสามารถนำมาเป็นอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนได้อีกทาง โดยที่ผ่านมามีโรงเรียนเข้าร่วมมากกว่า 80 โรงเรียนทั่วประเทศ และในปีนี้เองเรายังส่งเสริมให้โรงเรียนปลูกดาวเรืองเพื่อให้บานเหลืองสะพรั่งในช่วงพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกด้วย

วันที่ 19 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวสวนมะนาวในพื้นที่ ต.นางลือ อ.เมืองชัยนาท โซนปลูกมะนาวแหล่งใหญ่ของภาคกลาง กำลังประสบปัญหาวิกฤตหนักที่สุดในรอบ 30 ปี จากปัญหาผลผลิตล้นตลาด ฉุดให้ราคามะนาวตกต่ำ ทำให้ชาวสวนหลายรายเริ่มตัดต้นมะนาวทิ้งเนื่องจากไม่คุ้มที่จะดูแลสวนต่อไป เพราะมีค่าใช้จ่ายทั้งปุ๋ย ค่ายา และค่าแรงคนงานเก็บมะนาวที่จะต้องจ้างทุกวัน วันละ 300 บาท/คน ในขณะที่ราคามะนาวหน้าสวนตกต่ำอย่างหนัก โดยมะนาวขนาดใหญ่ หรือไซซ์จัมโบ้ ราคารับซื้อเพียงลูกละ 50 สตางค์

นางปราณี ชาวสวนในพื้นที่กล่าวว่า ราคามะนาวไม่เคยย่ำแย่อย่างนี้มาก่อน โดยเฉพาะมะนาวเหลือง หรือมะนาวหล่นใต้ต้นที่แทบจะไม่คุ้มค่าแรงคนงานเก็บ เพราะปัจจุบันราคารับซื้อเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1 บาท ซึ่งหากวิกฤตราคามะนาวยังยืดเยื้อต่อไปเกิน 1 เดือน คาดว่าจะมีชาวสวนโค่นต้นมะนาวทิ้งอีกจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบการซื้อขายมะนาวสดที่ตลาดภาษีซุง ในตัวเมืองชัยนาท พบว่าการซื้อขายเป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยแม่ค้าเปิดเผยว่า สถานการณ์มะนาวถูกและยอดขายตก ดำเนินมากว่า 2 เดือนแล้ว สาเหตุหลักที่ทำให้มะนาวขายไม่ออกคือ ระยะหลังชาวบ้านเริ่มปลูกมะนาวไว้กินเอง ประกอบกับผลผลิตมะนาวล้นตลาด ยิ่งทำให้ราคาและยอดขายตก โดยราคามะนาวหน้าแผงในปัจจุบันขนาดใหญ่ หรือจัมโบ้ไซซ์ ราคาขายเพียงลูกละ 75 สตางค์ ถึง 1 บาทเท่านั้น

อากาศแปรปรวนหนักทำผลไม้ใต้ออกน้อย ทุเรียน มังคุด เงาะ ผลผลิตหายกว่า 30% คาดสูญรายได้ 7,000 ล้านบาท ลองกองหนักสุดผลผลิตฮวบ 80% เหตุลดพื้นที่ปลูก ชี้ราคาผลไม้อาจสูงขึ้นชดเชยผลผลิตลด ราคาหน้าสวนล่าสุด ทุเรียน 70-80 บาท/กิโลกรัม มังคุด 30-40 บาท

นายหวน ทนงาน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักส่งเสริมและพัฒนาเกษตรเขตที่ 5 จังหวัดสงขลา (สสก.ที่ 5) เปิดเผยว่า คณะกรรมการจัดทำข้อมูลบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ สรุปผลการประชุมเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถึงสถานการณ์ผลไม้ภาคใต้หลัก ๆ 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ว่าช่วงเดือนสิงหาคมถือเป็นช่วงที่ผลไม้ คือ ทุเรียน มังคุด และเงาะ ผลผลิตออกมามาก และจะหมดประมาณปลายเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ขณะที่ลองกองที่ออกมากเดือนกันยายน และจะไปสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน โดยภาพรวมเก็บเกี่ยวแล้ว 42 เปอร์เซ็นต์ ลองกองเก็บเกี่ยวแล้ว 1.2 เปอร์เซ็นต์

สำหรับในปี 2560 นี้ การประมาณการผลไม้ทั้ง 4 ตัวหลัก ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง แบ่งเป็น ผลผลิตทุเรียนกว่า 170,000 ตัน มังคุดกว่า 50,000 ตัน เงาะ จำนวน 46,000 ตัน ลองกองเหลือประมาณ 14,000 ตัน โดยภาพรวมได้หดหายไปประมาณ 34 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณกว่า 150,000 ตัน
เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ได้ผลผลิตรวมประมาณ 440,000 กว่าตัน แบ่งเป็น ทุเรียนให้ผลผลิตประมาณ 220,000 ตัน ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 400,000 ไร่ มังคุด ประมาณ 88,000 ตัน จำนวน 250,000 ไร่ เงาะ ประมาณ 66,000 ตัน พื้นที่ 120,000 ไร่ และลองกอง ประมาณ 69,000 ตัน จากพื้นที่ปลูกประมาณ 230,000 ไร่ ทั้งนี้ สาเหตุมาจากผลไม้ได้รับผลกระทบจากภาวะภูมิอากาศแปรปรวน และฝนที่ตกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนลองกองที่หายไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากการลดพื้นที่ปลูกทั่วภาคใต้ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้

อย่างไรก็ตาม ราคาผลไม้ไม่ได้สูงกว่าปีที่ผ่านมามากนัก ปัจจุบันราคาทุเรียนอยู่ที่ประมาณ 70-80 บาท/กก. มังคุด เบอร์ 1 ราคา 30-40 บาท/กก. ราคาใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ส่วนเงาะ ราคา 25-30 บาท/กก. สูงกว่าปีที่แล้ว ที่ราคาประมาณ 15-22 บาท/กก. โดยตลาดปัจจุบันส่งล้งที่รวมตัวกันอยู่ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นจุดกระจายสินค้าส่งออกไปต่างประเทศ และกระจายภายในประเทศด้วย

นายหวนกล่าวอีกว่า จากผลผลิตที่ลดลงทำให้เงินหมุนที่เคยสะพัดได้หายไปประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท จากผลไม้ที่ได้หายไปกว่า 150,000 ตัน โดยราคาเฉลี่ยประมาณอยู่ที่ 40-50 บาท/กก. เทียบกับปี 2559 ที่ผลไม้ของภาคใต้มียอดเงินหมุนสะพัดประมาณ 22,000 ล้านบาท สำหรับมาตรการแก้ปัญหานั้น ราคาขายผลไม้อาจเขยิบสูงขึ้น เพื่อชดเชยเม็ดเงินที่ขาดหายไป

ด้านนายหร้อเฉด ขุนจันทร์ พ่อค้าผลไม้รายใหญ่รายหนึ่ง จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ในเดือนสิงหาคมทุกปีจะเป็นฤดูการเก็บเกี่ยวผลไม้ มังคุด เงาะ ทุเรียน แต่ปรากฏว่าปีนี้ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ผลไม้มีปริมาณน้อย ไม่สามารถซื้อขายเป็นลอตใหญ่ได้ ทำให้กลุ่มของตนเองที่เคยมีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เงินก็หายไป

นางอุไรวรรณ โพธิ์นาค ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาเชิงคีรี จ.สุโขทัย เปิดเผยว่า ได้นำคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านนาเชิงคีรี ร่วมกิจกรรมการปลูกดอกดาวเรืองเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บริเวณ อบต.นาเชิงคีรี อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันของชุมชนตำบลนาเชิงคีรี โดยมีประชาชน คณะครู และนักเรียนโรงเรียนบ้านนาเชิงคีรี ซึ่งนอกจากจะได้รับความรู้เรื่องการปลูกและการดูแลต้นดอกดาวเรืองแล้ว ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกนักเรียนให้มีส่วนร่วมกับชุมชน และเป็นผู้มีจิตอาสาอีกด้วย

เป็นวาระที่น่ายินดี สำหรับเก้าอี้ประธานหอการค้าจังหวัดตราดที่ได้ต้อนรับ “วุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์” เข้ามานั่งในตำแหน่งคนล่าสุด วาระปี 2560-2561 ข้อมูลพื้นฐานระบุว่าประธานหอใหม่หมาดคนนี้มีสายเลือดเกษตรกรเต็มตัว จึงมีนโยบายชัดเจนในการขับเคลื่อนภาคเกษตร ซึ่งเป็น 1 ในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจังหวัดตราด

แบ็กกราวนด์ด้านการเกษตรไม่ธรรมดา วุฒิพงศ์ จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเจ้าของสวนผลไม้ขนาดใหญ่ เป็นประธานสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออก จังหวัดตราด จำกัด อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด และมีตำแหน่งรองประธานกรรมการหอการค้าด้านเกษตรกรรมสมัยที่ผ่านมา

ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่คลุกคลีมากับแวดวงผลไม้ เป็นทั้งเกษตรกรเจ้าของสวน พ่อค้าที่รับซื้อวัตถุดิบจากชาวสวน และตัวแทนเกษตรขายสินค้าทั้งภายในและต่างประเทศทำให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด

เมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งเป็นช่วงฤดูกาลผลไม้หลัก ประสบทั้งปัญหาทุเรียนอ่อน เงาะ มังคุดราคาตกต่ำ “วุฒิพงศ์” ประกาศเดินหน้าเชิงรุกงานแรกของประธานหอการค้าจังหวัด ด้วยการแก้ปัญหาตลาดผลไม้ และราคาตกต่ำอย่างยั่งยืน ไม่ให้เกิดเป็นวงจรซ้ำอีก โดยยืนหยัดในหลักการว่าเกษตรกรต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงควบคู่กับการสร้างระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็ง

“ประชาชาติธุรกิจ” จับเข่าคุยถึงทิศทางการแก้ปัญหา และการพัฒนาทำอย่างไรให้ชาวสวนผลไม้อยู่ดีกินดีกันอย่างทั่วถึง วุฒิพงศ์อธิบายถึงสถานการณ์ผลไม้จังหวัดตราดว่า ปีนี้ผลผลิตทุเรียน เงาะ มังคุดของจังหวัดตราดเป็นไปในทิศทางดี ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36 แต่ไม่มีปัญหาเรื่องตลาดและราคา โดยเฉพาะทุเรียนราคาโดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ 80-100 บาท ส่วนเงาะมีปัญหาในช่วงสั้น ๆ ที่ผลผลิตล้นตลาด และราคาตกต่ำ ราคากิโลกรัมละ 12-13 บาท แต่ในช่วงต้นฤดูได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 50-60 บาท และช่วงสิ้นสุดฤดูกาลราคายังสูงถึงกิโลกรัมละ 18-20 บาท ส่วนมังคุดในช่วงต้นฤดูเดือนเมษายน มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200-240 บาท แล้วราคาลดลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีปัญหาช่วงต้นเดือนกรกฎาคมราคาตกต่ำถึงกิโลกรัมละ 8-10 บาท ทำให้ชาวสวนรวมตัวกันมาขอให้หน่วยงานภาครัฐหาทางช่วยเหลือ

วุฒิพงศ์บอกว่า ในอดีตเมื่อราคาผลไม้ตกต่ำเกษตรกรกลับรอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐ การสนับสนุนของรัฐทั้งทางตรง ทางอ้อม ซึ่งทำให้เกษตรกรอ่อนแอ หอการค้าจึงมีแนวทางการแก้ปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำอย่างครบวงจร ได้นำเสนอโครงการพัฒนาสินค้าเกษตร Thai Gap โดยระบบสหกรณ์ แล้วให้หอการค้าแห่งประเทศไทยรับเป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัด กลุ่มจังหวัด พัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรให้มีความทันสมัย และเป็นสากล เพื่อเป็นฐานการผลิตและจำหน่ายเพื่อการส่งออก โดยภาคเอกชนจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐหลัก ๆ คือ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานสหกรณ์จังหวัด และหอการค้าภาคตะวันออก โดยจะดำเนินการแนวทางเดียวกันในปีนี้พร้อมกัน 4 จังหวัด คือ ระยอง จันทบุรี สระแก้ว ตราด

“ขณะนี้ได้เสนอแนวทางพัฒนาสินค้า Thai Gap ด้วยระบบสหกรณ์ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้หาทางออกช่วยเหลือร่วมกับเกษตรกรและภาคเอกชนแล้ว โดยหอการค้าจะเป็นหัวหอกขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างจริงจัง และควรเป็นแผนเชิงรุกต้องรีบดำเนินทันทีในปี 2560-61 เพื่อเตรียมแผนรองรับความเสี่ยงไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นเป็นวงจรซ้ำ ๆ ของผลไม้ทุก ๆ ปี จากเคสตัวอย่างมังคุดที่เกิดขึ้นในปีนี้ เป้าหมาย คือ เน้นปัญหาและการพัฒนา 2 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ เกษตรกร และการพัฒนาระบบสหกรณ์”

นอกจากการพัฒนาระบบแล้ว ตัวเกษตรกรเองก็ต้องทำคุณภาพ ยกระดับมาตรฐานของผลไม้ สวนของสมาชิกต้องได้การรับรองมาตรฐาน GAP และต้องรวมกลุ่มกันในระบบสหกรณ์ให้มีผลผลิตจำนวนมาก เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองของตลาดผู้ส่งออก และขายผ่านระบบสหกรณ์

ส่วนระบบสหกรณ์ สหกรณ์จะเป็นจุดรวบรวมสินค้า และขายให้ผู้ส่งออก ภาครัฐต้องสนับสนุนด้านเงินทุนโดยเฉพาะสหกรณ์ที่มีขนาดเล็ก สหกรณ์มีระบบการจัดการและรับรองผลผลิตได้มาตรฐานสร้างแบรนด์ของตัวเองให้ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อความรวดเร็วในการขนส่งไปตลาดต่างประเทศ เพราะผลไม้บางอย่าง

เสียหายง่าย และอนาคตควรสนับสนุนให้สหกรณ์เป็นผู้ส่งออกได้บ้าง เพราะต้องยอมรับเทคนิคการค้าขายไม่สามารถแข่งขันกับผู้ค้า ผู้ส่งออกมืออาชีพได้ โดยตั้งเป้าหมายว่าปี 2561 สหกรณ์ในจังหวัดตราดจะรับซื้อผลไม้ได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10%

เป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในแง่มุมของการเกษตรสำหรับผู้นำภาคเอกชนคนใหม่ ก่อนจะส่งท้ายว่าไม่เพียงแค่เกษตร เพราะในแฟ้มเอกสารยังมีอีกหลายเรื่อง หลายวาระที่ต้องเร่งมือกันต่อ

ชาวสวน-โรงสกัดฯ ปัดตอบคำถามรัฐไฟเขียว ผุดกองทุนปาล์มพันล้านทั้งร่างกฎหมายปาล์มฯยังไม่คลอด สศก.แจงกองทุนฯ ดำเนินการตาม พ.ร.บ.เงินทุนหมุนเวียนฯคู่ขนานกับการออกร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ที่ประชุม (ครม.) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบจัดตั้งกองทุนปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เพื่อให้เป็นไปตามร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ. ….ให้มีสถานะเป็นกองทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมอีกหนึ่งแห่งตามข้อเสนอของคณะกรรมการกองทุนหมุนเวียน โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปฏิบัติตามข้อสังเกตของคณะกรรมการนโยบายการบริหารกองทุนหมุนเวียนอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับมาตรการให้ความช่วยเหลือของคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.)

ทั้งนี้ งบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณกองทุนฯ มีวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ การสนับสนุนเงินทุนในการวิจัย พัฒนา สนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมของกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม และเป็นทุนสงเคราะห์ให้แก่เกษตรกรดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตปาล์มน้ำมัน เช่น การปลูกปาล์มน้ำมันใหม่ที่เป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทดแทนต้นเก่าในพื้นที่ดิน การทำประกันภัยความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ และการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวจะเป็นแนวทางหนึ่งในการสนับสนุนให้เกิดความสมดุลของอุปสงค์และอุปทานในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม โดยจัดให้มีแหล่งเงินทุนในการปรับปรุงกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทาง (เกษตรกร) กลางทาง (ลานเทและโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ) และปลายทาง (โรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์/อุตสาหกรรมสบู่ อาหารสัตว์ และอื่น ๆ)

ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนในการบริหารจัดการจะมาจากเงินประเดิมจากรัฐบาล 1,000 ล้านบาท จากเงินงบประมาณประจำปี รวมทั้งค่าดำเนินการปีละ 10 ล้านบาท เงินสมทบที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เงินค่าปรับ เงินและทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้ รวมทั้งดอกผลที่ได้จากเงินหรือทรัพย์สินอื่น ๆ ของกองทุน และเงินอื่นๆ เข้ามาเสริม
พร้อมทั้งให้มีคณะกรรมการกองทุน ซึ่งประกอบด้วยเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ผู้แทนกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 3 คน และ สศก.เป็นกรรมการและเลขานุการ

ประเด็นดังกล่าวสร้างความแปลกใจให้กับคนในวงการปาล์มน้ำมันอย่างมาก เนื่องจากการตั้งกองทุนดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรา 16 ตามร่าง พ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันฯ ซึ่งอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม 6 ด้าน ระยะเวลา 20 ปี (2559-2579) อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ขณะที่บทบาทการดูแลต้นน้ำ รวมถึง พ.ร.บ.ปาล์มฯ เป็นภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ

อีกทั้งการตั้งกองทุนมีข้อกำหนดให้ดึงเงินสมทบจากภาคเอกชน แต่ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายมานิต วงษ์สุรีรัตน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า ยังไม่สามารถให้ความคิดเห็นได้ในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่ทราบเรื่อง และไม่ทราบว่า รายละเอียดของกองทุนดังกล่าวเป็นอย่างไร จึงไม่รู้ว่าจะให้ความคิดเห็นอะไรได้ในเรื่องนี้ จึงขอศึกษารายละเอียดก่อนให้ข้อมูล

เช่นเดียวกับนางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทักษิณอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม 1993 จำกัด ซึ่งให้คำตอบว่ายังไม่ทราบเรื่องและไม่ทราบวัตถุประสงค์ จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้เช่นกัน

ล่าสุด นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กองทุนปาล์มน้ำมันที่ ครม.เห็นชอบนั้นจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 16 ของร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ แต่ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ และรายละเอียดกองทุนปาล์มน้ำมันฯ ยังอยู่ระหว่างหารือในคณะกรรมการนโยบายบริหารกองทุนหมุนเวียน ซึ่งตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.เงินทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งยังไม่ได้กำหนดอัตราการจัดเก็บเงินจากภาคเอกชน แต่เมื่อกองทุนปาล์มน้ำมันฯ ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรับผิดชอบในส่วนของร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯได้เตรียมพร้อมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ครม.และเข้าสู่กระบวนการพัฒนากฎหมายเพื่อให้มีผลบังคับใช้แล้ว จะสามารถผลักดันให้มีการดำเนินตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ได้ต่อไปอย่างเต็มที่

จุดประสงค์การจัดตั้งกองทุนปาล์มน้ำมันฯ stsebastianschool.org ในมาตรา 18 ของร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ “ยังไม่ได้กำหนดอัตราการจัดเก็บ” เพราะต้องรอกฎหมายลูกที่ออกโดยใช้อำนาจของ พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อน รวมถึงต้องหารือในคณะทำงานตามกฎหมายที่มีเกษตรกร ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน หลักสำคัญจะไม่ใช้เงินกองทุนฯ ไปแทรกแซงราคา เป็นการทำลายกลไกตลาด

3 สมาคมมันเส้น จับมือ MOU ประกันราคารับซื้อมันเส้นส่งออกช่วยชาวไร่ กก.ละ 1.90 บาท ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศ พร้อมออกมาตรการให้ผู้ประกอบการแจ้งวัตถุประสงค์การนำเข้ามัน เพื่อรับทราบข้อมูลและหามาตรการดูแลราคาไม่ให้ตกต่ำ ส่วนสมาคมแป้งมันไม่ยอมร่วมเซ็น MOU ด้วย อ้างมีผู้เล่นมากราย ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา กรมได้ประชุมร่วมกับ 3 สมาคมมันสำปะหลัง (สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงาน

ผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย) ถึงมาตรการนำเข้าและส่งออกมันสำปะหลัง เพื่อดูแลไม่ให้ราคามันสำปะหลังปี 2560/2561 ตกต่ำ โดยเบื้องต้นที่ประชุมเห็นชอบแนวทางมาตรการการนำเข้ามันสำปะหลังจากต่างประเทศ โดยเพิ่มมาตรการให้ผู้นำเข้ามันสำปะหลังต้องแจ้งวัตถุประสงค์การนำไปใช้ ก่อนการนำเข้าและการขนย้าย เพื่อให้สามารถกำกับดูแลสินค้ามันสำปะหลังได้ โดยมาตรการกำกับดูแลนี้จะเสนอต่อที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) และคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบต่อไป

“เดิมทีเรามีมาตรการดูแลการนำเข้าด้วยการขึ้นทะเบียน แต่ไม่ได้ระงับหรือห้ามนำเข้า สามารถนำเข้ามันสำปะหลังเข้ามาใช้ได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเพิ่มการแจ้งวัตถุประสงค์การใช้เท่านั้น เพื่อกรมจะสามารถนำข้อมูลไปใช้กำหนดแนวทางดูแลราคาสินค้ามันสำปะหลัง อย่างไรก็ดี การเพิ่มมาตรการแจ้งวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้นั้นต้องมีการทำระบบไอทีเพื่อรองรับมาตรการใหม่นี้ด้วย” นายกีรติกล่าว

ส่วนมาตรการเรื่องของการส่งออก กรมการค้าต่างประเทศมีมาตรฐานของการส่งออกมันสำปะหลังอยู่แล้ว แต่ถ้าจะมีการเพิ่มเติมก็คงเป็นในส่วนการหามาตรการเพื่อดูแลไม่ให้ราคามันสำปะหลังตกต่ำ เนื่องจากกรมไม่มีอำนาจบังคับการส่งออก

สำหรับแนวโน้มการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2560 นี้ คาดว่า “จะขยายตัว” โดยเฉพาะมันเส้น เนื่องจากตลาดจีนมีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้น 20% ในปีนี้ อีกทั้งจีนเชื่อมั่นคุณภาพมันสำปะหลังไทย ซึ่งการนำเข้าส่วนใหญ่ 90% จีนนำเข้าจากไทยเพื่อนำไปผลิตแอลกอฮอล์ คาดว่าผลผลิตมันสำปะหลังจะเริ่มออกในช่วงเดือนตุลาคม 2560 นี้ และจะออกมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนมกราคม 2561 ขณะที่คาดการณ์ผลผลิตนั้นยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากต้องดูผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย

แหล่งข่าวจากสมาคมมันสำปะหลังกล่าวภายหลังการประชุมร่วมมีข้อสรุปว่า ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ทาง 3 สมาคมจะลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขอความร่วมมือให้ผู้ส่งออกมันเส้นดูแลรับซื้อหัวมันสำปะหลังจากเกษตรกรในฤดูการผลิตปี 2560/2561 ในราคาเฉลี่ย (เปอร์เซ็นต์แป้ง 25%) กก.ละ 1.90 บาท เพื่อช่วยเหลือไม่ให้เกษตรกรขาดทุน โดยราคาดังกล่าวเมื่อนำมาแปรรูปเป็นมันเส้น ต้นทุนราคา กก.ละ 5.30-5.40 บาท หมายถึงภาคเอกชนต้องส่งออกในราคา FOB ไม่ต่ำกว่าตันละ 175 เหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันที่ราคา 165 เหรียญ โดย