ทีมวิจัยใช้เครื่องมือในการตัดต่อพันธุกรรมหลายชนิดรวมทั้ง

กรรมวิธี“คริสเปอร์-คาส์ไนน์” (CRISPR-Cas 9) เพื่อดึงเอาส่วนประกอบทางพันธุกรรมเดิมของยีสต์ออกมา แล้วนำส่วนประกอบใหม่ต่อกลับเข้าไปแทนที่ โดยทีมวิจัยเปลี่ยนยีนส์ 4 ตัวในดีเอ็นเอของ “ยาร์โรเวีย ไลโปลิติกา” เพื่อให้มันสามารถผลิตโอเมกา-3 ที่เป็นกรดไขมันซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของหัวใจ, ตา และสมองของมนุษย์ได้ นอกจากนั้นยังปรับแต่งทางพันธุกรรมอีกบางอย่างเพื่อเพิ่มปริมาณการไหลเวียนของคาร์บอนในเซลล์ ที่จะช่วยในการเก็บกักโอเมกา-3 ไว้ภายในผนังเซลล์ และป้องกันไม่ให้ยีสต์บริโภคโอเมกา-3 ที่มันผลิตออกมาเสียเอง

ในการผลิตโอเมกา-3 ยีสต์จำเป็นต้องใช้น้ำตาลและคาร์บอน ซึ่งในการทดลองครั้งนี้ ทีมวิจัยใช้แบคทีเรียที่มีความสามารถในการสังเคราะห์แสงชนิดหนึ่งคือ ไซโนแบคทีเรีย ซึ่งมีความสามารถในการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นพลังงานเพื่อเลี้ยงตัวเอง และสามารถเพาะเลี้ยงในถังได้ทำนองเดียวกับสาหร่าย

ในระหว่างการเดินทางในอวกาศ นักบินอวกาศจะใช้วิธีเปลี่ยนปัสสาวะให้กลายเป็นน้ำดื่ม แบบเดียวกับที่ใช้กันอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) อยู่ในขณะนี้ ของเสียจากกระบวนการดังกล่าวคือยูเรีย จะถูกนำมาใช้เพื่อผลิตโอเมกา-3 ในขณะเดียวกัน คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเกิดจากการหายใจของนักบินอวกาศจะถูกเก็บกักแล้วส่งผ่านท่อไปยังถังเก็บไซโนแบคทีเรีย เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน เมื่อต้องการนำมาใช้ในการผลิตโอเมกา-3 ก็ให้ความร้อนกับไซโนแบคทีเรียเพื่อให้โครงสร้างของเซลล์แตกออกแล้วปล่อยน้ำตาลออกมา นำมาผสมกับยูเรียเป็นของเหลวสำหรับใช้เลี้ยงยีสต์ในภาชนะแยกต่อไป

กรดไขมันโอเมกา-3 ที่ผลิตได้จะถูกเก็บกักไว้ในผนังเซลล์ของยีสต์ที่ปรับแต่งทางพันธุกรรมให้เก็บกักได้ในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนักเซลล์ ในทางทฤษฎี ยีสต์ที่เต็มไปด้วยโอเมกา-3 ดังกล่าวสามารถรับประทานได้ทันที เว้นเสียแต่ว่านักบินอวกาศจะต้องการรสชาติก็ต้องนำมาผ่านการปรุงแต่งต่อไปอีกขั้นตอน

ทีมวิจัยใช้วิธีตัดต่อพันธุกรรมแบบเดียวกัน ทำให้ยีสต์สามารถผลิต “โพลีเอสเตอร์ โพลีเมอร์” แทนที่จะเป็นโอเมกา-3 ซึ่งจะถูกเก็บกักไว้ในเซลล์ของยีสต์ในรูปของเม็ดขนาดเล็ก ซึ่งสามารถนำมาละลายในสารละลายเพื่อใช้เป็น “หมึกพลาสติก” สำหรับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

สำหรับพิมพ์ส่วนประกอบต่างๆ เพื่อใช้ในยานอวกาศ หรือบนพื้นโลกก็ได้เช่นกัน ในการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณาลด ละเลิกใช้วัตถุอันตรายฯ ครั้งนี้ ทางเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai-PAN) นำโดยนางสาวภาวิณี วัตถุสินธุ ในฐานะนักวิจัยของไทยแพนได้เข้าชี้แจง และนำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ของแผนงานวิจัยเรื่องการวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพหน่วยงานท้องถิ่นในการจัดการและป้องกันการปนเปื้อนของสารพิษบนพื้นที่ต้นน้ำน่าน ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร พอสรุปได้ว่า

พบการปนเปื้อนสารเคมีในช่วงฤดูเพาะปลูกใน “น้ำผิวดิน” พบพาราควอตถึง 64 ตัวอย่าง จาก 65 ตัวอย่าง ส่วน “ในน้ำใต้ดิน” พบพาราควอต 13 แห่ง จาก 15 แห่ง นอกจากนี้ จากการสุ่มตรวจดังกล่าว พบพาราควอตใน “ผัก” 45 ตัวอย่าง (จากทั้งหมด 45 ตัวอย่าง และพบในปลา 19 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 19 ตัวอย่าง

ทำให้ไทยแพนนำข้อมูลเหล่านี้เสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงพิจารณาแบน 2 สารดัง คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ 1 สาร คือ ไกลโฟเสต

โดยในน้ำประปาและน้ำดื่มบรรจุขวดมีการตกค้างของสารเคมีทั้ง 4 ชนิด โดยพบ อาทราซีน ไกลโฟเสต และพาราควอต ในทุกตัวอย่างของน้ำประปาและน้ำดื่มบรรจุขวด

ที่มาของการตกค้างของสารเคมีเหล่านี้ในน้ำประปาและน้ำดื่มนั้น มาจากการสำรวจของคณะผู้วิจัยซึ่งพบว่า แหล่งน้ำดิบที่นำมาผ่านกระบวนการทำให้น้ำสะอาดเพื่อเป็นน้ำประปาและน้ำดื่มนั้น ได้มาจากแหล่งน้ำผิวดิน และน้ำบ่อตื้น ซึ่งแหล่งน้ำเหล่านี้มีการปนเปื้อนของสารเคมีอยู่แล้ว และจากการที่ระบบผลิตน้ำประปาและน้ำดื่มนั้นไม่ได้มีกระบวนการเฉพาะในการกำจัดสารเคมีปราบศัตรูพืชให้หมดไปโดยเฉพาะ จึงทำให้พบสารเคมีตกค้างในน้ำประปาและน้ำดื่ม ส่วนในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว พบพาราควอตตกค้างในน้ำผิวดินทุกตัวอย่าง โดยมีค่าเฉลี่ยของสารเคมีที่พบในฤดูเก็บเกี่ยวนี้มากกว่าฤดูเพาะปลูก

จากผลของการวิเคราะห์ที่ผ่านมา แสดงถึงการตกค้างของสารเคมีในน้ำและในดิน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการตกค้างของสารเคมีเหล่านี้ปรากฏในผักจากการดูดซึมสารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่ในดินเข้าสู่ลำต้น และส่วนต่างๆ ของพืช ในลักษณะเดียวกัน การตกค้างของสารเคมีในน้ำอาจทำให้เกิดการได้รับสารเคมีไปสู่ตัวปลา ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อนสารเคมีนั้นๆ และเกิดการสะสมในอวัยวะต่างๆ
“ผลวิจัยกล่าวถึงเฉพาะพาราควอตอย่างเดียว แต่ประเด็นสำคัญ คือ พาราควอตจะถูกดูดซับในดินได้ดีก็ตาม แต่เนื่องจากมีการใช้มาเป็นเวลานานเกินกว่าที่ดินจะดูดซับไว้ได้ จึงลงไปสู่แหล่งน้ำ”

นอกจากนี้ นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ได้ยื่นหนังสือ ถึง “อธิบดีกรมวิชาการเกษตร” โดยมีสาระสำคัญว่า “เพื่อยกระดับความปลอดภัยมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และไม่เป็นการเพิกเฉยต่อผลการศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไทยแพนขอสนับสนุนมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่มีตัวแทนจาก 5 กระทรวงหลักให้ยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ทั้งพาราควอต ไกลโฟเสต และควอไพริฟอส

อย่างไรก็ตาม นางสาวภาวิณีได้ตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า ในการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฯ ครั้งนี้ ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่หลากหลาย โดยกลุ่มเกษตรกรที่แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ สนับสนุนการใช้ยาฆ่าหญ้า

จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 เน้นการพัฒนาทุกภาคส่วนโดยนำนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วย สำหรับภาคการเกษตรเองก็อยู่ในระหว่างการปรับเข้าสู่ยุคเกษตร 4.0 นำวิถีทางแห่งนวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมด้วยองค์ความรู้ในด้านเทคโนโลยี การแปรรูป และการทำตลาด มาเป็นพื้นฐานในการพัฒนา และสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Smart Farmer ที่จะเป็นกำลังหลักในการเปลี่ยนแปลงภาคกสิกรรมให้ก้าวไปสู่ยุคเกษตร 4.0 ตามที่หวังไว้

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้าง Smart Farmer จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจในด้านการเกษตร จึงได้จัดโครงการ “KUBOTA Farmer Academy 2017” ขึ้นที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าเกษตรทิพย์ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้แนวคิด “Real Smart Farmer : ลงมือจริง บนพื้นที่จริง กับเกษตรกรตัวจริง” เรียนจากผู้รู้จริง สร้างประสบการณ์ตรงจากการลงมือทำ โดยใช้องค์ความรู้ KUBOTA (Agri) Solutions เกษตรครบวงจร ที่ช่วยยกระดับเกษตรกรรมไทยด้วยนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพ

นายโอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ได้เล่าถึงที่มาของโครงการว่า “สำหรับโครงการ KUBOTA Farmer Academy เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการทำการเกษตร ตลอดจนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอดกับอาชีพเกษตรกรรมในอนาคต ผ่านหลักสูตรการทำนาแบบครบวงจรที่เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรควบคู่กับการลงมือปฏิบัติจริง เป็น Smart Farmer ที่มีแนวทางในการทำเกษตรกรรมที่เข้มแข็ง และรู้จักการนำนวัตกรรมใหม่ๆมาพัฒนาภาคการเกษตรของไทย

ให้ตอบโจทย์ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ภาคเกษตรของไทย เป็นเกษตรกรรม 4.0 ซึ่งในปีแรกที่เราได้จัดกิจกรรมไปมีผู้เข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ 1 หลายท่าน ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปต่อยอดประกอบอาชีพเกษตรกรรมจนประสบความสำเร็จ เราก็รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ ถือว่าโครงการที่เราดำเนินการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ บริษัทฯจึงได้จัดโครงการ “KUBOTA Farmer Academy 2017” ขึ้นเป็นปีที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในการเป็น Smart Farmer เข้ามาร่วมทำกิจกรรม และนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปพัฒนาสู่การเป็น Smart Farmer ที่จะเป็นพลังคนรุ่นใหม่ในการเข้ามาขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทย ให้เดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการ “KUBOTA Farmer Academy 2017” ตลอดระยะเวลา 5 วัน 4 คืน ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าเกษตรทิพย์นั้น มีทั้งการเรียนรู้การทำนาแบบครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ เตรียมดินปลูก บำรุงรักษา เก็บเกี่ยว กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว ทดลองการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่จะเข้ามาตอบโจทย์การทำนาในยุคใหม่ ในทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการเตรียมดิน การปลูกข้าว การเก็บเกี่ยว กระทั่งการอัดฟาง ซึ่งมักเป็นของเหลือที่ถูกทิ้งเปล่าหลังการเก็บเกี่ยวข้าวทั้งที่สามารถนำมาสร้างให้เกิดรายได้ได้ รวมถึงการพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากลุงบุญมี สุระโคตร เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา ประจำปี 2554 และประธานศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-เกษตรทิพย์

“ทุกย่างก้าวที่ผมก้าวเดินไป คือ ตำราเรียน ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปภูมิภาคต่างๆ ผมมักจะเก็บข้อมูลเรื่องข้าวของภาคนั้นๆ ดูในเรื่องความต่างและจุดเด่นของข้าวแต่ในละพื้นที่ แล้วเอามาวิเคราะห์ดูว่าเราจะสามารถปลูกข้าวแบบไหน ให้ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่นั้น และสิ่งสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมหันมาทำเกษตรอินทรีย์ คือ ผู้มีพระคุณของแผ่นดิน นั่นก็คือ พระแม่ธรณี ถ้าทุกคนใช้สารเคมีก็เหมือนเราทำร้ายผู้มีพระคุณ ผมจึงได้น้อมนำปรัชญาขององค์พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ในเรื่องการรู้คุณแผ่นดินมาใช้” ลุงบุญมี ได้เล่าให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฟังถึงข้อคิดดีๆ ในการทำการเกษตรด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้หันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง

นอกจากความสนุกสนานในการเตรียมความพร้อมและลงมือเพาะปลูกแล้ว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เรียนรู้การต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าจากผลผลิตเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น การทำไอศครีม ชาข้าว สบู่ ฯลฯ และได้เพิ่มพูนองค์ความรู้ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการหาช่องทางการจัดจำหน่าย อันจะมีความสำคัญในการนำไปต่อยอดธุรกิจของตนเองได้ นอกจากนี้สิ่งที่มากกว่าประสบการณ์ในการลงมือทำที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับ ก็คือ มิตรภาพดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อนใหม่ที่ได้พบจากการทำกิจกรรมนี้ อันจะเป็นเครือข่ายด้านการเกษตรที่สามารถช่วยเหลือแบ่งปันความรู้กันได้ในอนาคตอีกด้วย

“หลังจากที่ทุกคนได้เข้าร่วมโครงการนี้ สิ่งต่อไป คือเราต้องไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ไปทดลอง จากประสบการณ์จริงที่พวกเราได้ทำกิจกรรมในโครงการนี้จะสามารถทำให้เรานำไปประยุกต์ทั้งด้านทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ สามารถลงมือทำได้จริง อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนในเรื่องของการเกษตรได้เป็นอย่างดี ผมมองว่าปัจจุบันเราต้องใช้ทั้งภูมิปัญญาชาวบ้านมาประยุกต์ใช้ผสมผสานกับเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การเป็นชาวนา 4.0 ได้เป็นอย่างดีครับ” ความรู้สึกจากการเข้าร่วมโครงการของคุณวิโรจน์ ระจิตดำรงค์ หรือ โอ้ด อายุ 37 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัวด้าน Creative / Event organizer

คุณอุเทน ยาทอง หรือ เทน อายุ 24 ปี พนักงานบริษัทเอกชน เล่าว่า “ที่บ้านผมมีพื้นเพทำเกษตรกรรมอยู่แล้ว แต่ผมมาปักหลักอยู่ในเมือง ซึ่งผมมีคำถามเกิดขึ้นว่าเกษตรกรรมดูห่างไกลจากคนเมืองหรือวัยรุ่นยุคใหม่อย่างผมมาก แล้วมันยากไหมกับการที่จะลงมือทำจริง พอมีโครงการนี้เกิดขึ้นมาสามารถตอบโจทย์ที่ผมตั้งไว้เป็นอย่างดี ความรู้ที่ได้ในทุกกิจกรรมเป็นส่วนที่เติมเต็มในส่วนที่ผมหายไป สิ่งแรกที่ผมตั้งใจกลับไปทำ คือ การบอกต่อเพื่อนๆ ว่าในปัจจุบันอาชีพเกษตรกรรมไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเรา แต่มันง่ายต่อคนที่คิดจะเริ่มและลงมือทำจริงๆ และผมก็จะลงมือทำในอนาคตครับ”

นอกจากนี้ ยังมีการแชร์ประสบการณ์จากคุณพีรวัส ทองสุข หรือ คุณเอ ประธานโครงการรุ่นที่ 1 ถึงการนำประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการในครั้งแรกไปสานต่ออาชีพในปัจจุบันมาแชร์ให้ผู้เข้าร่วมรุ่นที่ 2 ฟังว่า “ผมเป็นลูกชาวนา พ่อแม่ทำนาและรับราชการไปด้วย เมื่อก่อนผมทำงานประจำเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายในกรุงเทพ จะส่งเงินกลับมาให้ที่บ้านมาซื้อปุ๋ยใส่ข้าว ค่ารถไถสำหรับเกี่ยวข้าว แต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวมันได้ไม่ถึงกับทุนที่เราลงไป จนต้องมาลงมือทำเอง พอมาเป็น Smart Farmer เราก็ศึกษาว่าทำยังไงถึงลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้ในระยะยาว ผมได้นำความรู้และประสบการณ์จากโครงการ KUBOTA Farmer Academy ทั้งการปลูกข้าวและพืชแบบผสมผสาน และทำปุ๋ยหมักสูตรต่างๆ ไว้ใช้เอง ต้นทุนจากเดิมเคยทำนาไร่ละ 4,000-5,000 บาท พอมาทำนาอินทรีย์เหลือไร่ละ 2,000-3,000 บาท ต้นทุนลดลงถึงครึ่งหนึ่ง ถือเป็นการลดทั้งต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อีกด้วย”

แม้ว่ากิจกรรม Farmer Academy ในครั้งนี้ จะเป็นการมาเรียนรู้เรื่องการทำนาในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 5 วันเท่านั้น แต่ก็ถือเป็นการจุดประกายให้กับคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำเกษตรได้มีโอกาสทดลองทำการเกษตรอย่างจริงจัง เปรียบเสมือนการเติมเชื้อไฟให้กับอาชีพเกษตรกร และสร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่ ที่จะช่วยกันพัฒนาและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับภาคเกษตรกรรมไทยอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณี นายพิพัฒน์ เอกภาพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ประกาศใช้คำขวัญใหม่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลเพื่อสอดคล้องกับอัตลักษณ์ ศักยภาพด้านต่างๆ ของจังหวัด พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ต่อมาคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเลือกคำขวัญของ จังหวัดอุตรดิตถ์ใหม่ จากคำขวัญเดิม “เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก” เปลี่ยนมาเป็น “พระแท่นศิลาอาสน์ศักดิ์สิทธิ์ เขื่อนสิริกิติ์น่านนที เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง ลับแลหลงหลินลางสาดหวาน บ้านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก บ้านโคกภูดู่ประตูสู่ลาวลานช้าง” ปรากฏว่ามีประชาชนและนักธุรกิจแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยพร้อมเรียกร้องให้กลับไปใช้ของเดิม

ล่าสุด มีกระแสข่าวว่านายพิพัฒน์ออกประกาศฉบับใหม่เรื่อง ยกเลิกประกาศใช้คำขวัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ใหม่ หลังจากประกาศใช้คำขวัญใหม่ได้เพียง 3 วัน เนื่องจากถูกต่อต้านและคัดค้านจากประชาชนหลากหลายอาชีพ

นายสิทธิชัย เจริญธนะจินดา นายกเทศมนตรีตำบลท่าเสา อ.เมืองอุตรดิตถ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นการนักการเมืองหรือข้าราชการระดับใด หากคิดจะทำอะไรต้องผ่านความเห็นหรือแจ้งประชาชนให้มีส่วนร่วมทุกเรื่อง หากประชาชนไม่เห็นด้วยจะเกิดการคัดค้านต่อต้านเหมือนการประกาศใช้คำขวัญใหม่ของ จังหวัดอุตรดิตถ์ สุดท้ายต้องประกาศยกเลิกไปในที่สุด

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการไลน์ ประเทศไทย เปิดเผยในงานไทยแลนด์ โฟกัส 2017 ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ ระหว่างวันที่ 29-30 สิงหาคม 2560 เพื่อให้ข้อมูลโดยตรงจากบริษัทจดทะเบียน ในรูปแบบการประชุมวันออนวัน

มีตติ้งแก่นักลงทุนว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา คนไทยใช้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนกว่า 44 ล้านคน เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการให้บริการสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านระบบบรอดแบรนด์และไวไฟ รวมถึงการปรับราคาลงของสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะในแต่ละวันผู้บริโภคจะใช้สมาร์ทโฟนเฉลี่ยประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งธรรมชาติของสมาร์ทโฟนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้สื่อสารในสังคมออนไลน์ ทำให้มีผู้ใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ มากขึ้น อย่างในกรณีของไลน์ มีผู้ลงทะเบียนคนไทยใช้ไม่ต่ำกว่า 41 ล้านคน

“การดำเนินธุรกิจของไลน์ ไม่ใช่มุ่งดำเนินธุรกิจสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น แต่ไลน์ประสบความสำเร็จจากการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น การซื้อขายสติ๊กเกอร์ การให้บริการไลน์แมน โดยมองว่าการขยายตัวของเทคโนโลยีทำให้แพลตฟอร์มต่างๆ เปลี่ยนไป ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงความสำคัญของเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็นในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยสิ่งที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะต้องตระหนัก คือช่องทางการทำธุรกรรมทางการเงินจะเปลี่ยนไป เช่น การชำระเงินปลายทาง อี-วอลเล็ต อี-เพย์เมนต์” นายอริยะ กล่าว

นายอริยะกล่าวว่า ความท้าทายหลักของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) คือ การขาดทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะและความรู้ความสามารถที่สามารถปรับตัวได้เร็ว และมองว่าธุรกิจดั้งเดิมก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

นายวีระชัย ภู่เพียงใจ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวภายหลังประกาศให้อำเภอป่าซาง เป็นอำเภอปลอดขยะเปียก ลำดับที่ 6 ของจังหวัดลำพูน โดยได้ร่วมลงนามกับบรรดากำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอป่าซาง และแจกจ่ายถังทำปุ๋ยหมักให้ว่า มีเป้าหมายลดปริมาณขยะทั้งจังหวัดที่มี 90,000 ตันเศษ ต่อปี โดยเฉพาะขยะเปียกมี 30,000 ตันเศษ จึงได้จัดทำโครงการทำปุ๋ยหมักจากขยะเปียก โดยรณรงค์ให้ประชาชนนำเศษอาหารและเปลือกผลไม้มาทำปุ๋ยหมัก โดยให้แต่ละอำเภอจัดทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารแจกจ่ายให้ชาวบ้าน

ทั้งนี้ได้ประกาศอำเภอปลอดขยะเปียกไปแล้ว 5 อำเภอ คือ บ้านธิ เวียงหนองล่อง เมืองลำพูน บ้านโฮ่ง และอำเภอแม่ทา และจะประกาศให้ครบทั้ง 8 อำเภอ จากนั้นจะมีพิธีประกาศให้ลำพูนเป็นจังหวัดแรกของประเทศที่ปลอดขยะเปียก

สำหรับขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักจากขยะเปียกนั้น จะนำถังพลาสติกหรือถังขยะมาเจาะก้นถังออก จากนั้นขุดหลุมดินใกล้ต้นไม้หรือที่โล่ง ให้ลึก 1 : 3 ส่วนของถังแล้วฝังลงไปในหลุม นำขยะเปียก เศษอาหาร เศษผลไม้ ผักสดต่างๆ ที่ต้องการทิ้งใส่ลงไปในถังแล้วปิดฝา เมื่อเวลาผ่านไปจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินจะเป็นตัวย่อยสลายเศษอาหารและกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้กับต้นไม้ได้อีกด้วย

นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มอบหมายให้สำนักงาน กศน. จัดให้มีห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาด ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยใช้หลักการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน อันจะก่อให้เกิดพลังที่เข้มแข็งของชุมชน

ในการสร้างวัฒนธรรมการอ่าน “โดยชุมชน ของชุมชน เพื่อชุมชน” จากนโยบายดังกล่าว สำนักงาน กศน.ได้กำหนดเป้าหมายจัดทำต้นแบบห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาดขึ้นในเบื้องต้นจำนวน 77 แห่งทั่วประเทศ และมีการดำเนินงานแบบคู่ขนาน ในอำเภอต่างๆ ตามความพร้อม และตามความเหมาะสมด้วย ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการครบถ้วนตามเป้าหมายที่วางไว้เรียบร้อยแล้ว สำนักงาน กศน. โดยสถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ จึงได้จัดการประชุมปฏิบัติงานโครงการ ปีงบประมาณ 2560 ขึ้น เพื่อการรายงานผลการปฏิบัติงาน และการวางแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2561 ร่วมกันต่อไป

นอกจากนี้ ยังจัดเสวนาในหัวข้อ “การดำเนินงานห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาด ตาม พระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยใช้หลักการมีส่วนร่วม” โดย ดร. สมเกียรติ ชอบผล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษาสำนักงานโครงการพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ นางสาววริยา คำดี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บจก.วี อาร์ เอ็ม แมนเนจเม้นท์ ตลาดไมอามี่ จังหวัดสมุทรปราการ และตน
“จากที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ต้องขอชื่นชมในความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกัน ของชาว กศน.และหน่วยงานเครือข่ายทุกแห่ง ที่ได้ร่วมกันดำเนินโครงการ จัดให้มีห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาด ตามพระราชดำริฯ ครบทั้ง 77 แห่ง โดยได้รับความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนชาวตลาด และประชาชน เชื่อว่าห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาด จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างเสริมการเรียนรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน” นายกฤตชัย กล่าว

ดร. สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา yourplanforthefuture.org กล่าวถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาด้านไฟฟ้ากำลัง ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สกอ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 4 ปี เพื่อส่งเสริมสนับสนุนนักเรียน

นักศึกษา ให้มีความรู้ ทักษะ สมรรถนะและความเชี่ยวชาญตามมาตรฐานสากล ทำงานในขอบข่ายที่ฝึกปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ รวมถึงเพื่อเพิ่มศักยภาพของระบบจำหน่ายไฟฟ้า และการจัดการพลังงานไฟฟ้าให้ก้าวสู่ระดับสากล สร้างความมั่นคงของระบบจำหน่ายไฟฟ้า โดยเบื้องต้นมีสถานศึกษานำร่อง 6 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง และวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ

นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการกฟน. กล่าวว่า ปัจจุบัน กฟน.มีพนักงานที่สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษา จำนวน 2,579 คน หรือเกือบเท่ากับ 1 ใน 3 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของกฟน.ที่จะร่วมพัฒนานักเรียนอาชีวศึกษาให้มีทักษะฝีมือ ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในวิชาชีพด้านไฟฟ้ากำลังเพื่อร่วมกันเพิ่มศักยภาพของระบบจำหน่ายไฟฟ้า และการจัดการพลังงานไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ปลอดภัย และมีความพร้อมที่ก้าวสู่ระดับสากลต่อไปในอนาคต

ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวในการปาฐกถาในการประชุมวิชาการว่าด้วยเกษตรและอาหาร ว่า ความจำเป็นที่คณะเกษตรและอาหารของมหาวิทยาลัยต่างๆ ควรตระหนัก คือความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐและภาคเอกชน และควรเรียนรู้กลวิธีส่งเสริมความสัมพันธ์ดังกล่าวจากสถาบันที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งหาสมดุลของพันธกิจของมหาวิทยาลัย ซึ่งนอกเหนือจากการสอนและการวิจัยแล้ว ยังต้องมีองค์ความรู้ที่ต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจ

นายกสภา มก. กล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทยมีการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมมาหลายรูปแบบ ทั้งการจัดการเรียนการสอนที่เน้นบูรณาการเรียนรู้และการทำงาน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกงานในสถานที่ประกอบการจริง หรือสหกิจศึกษา นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังเป็นสถาบันวิจัยหรือการศึกษานำร่อง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ปัจจุบันประเทศไทยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยที่จะป้อนงานวิจัยใหม่ๆ ซึ่งเป็นที่ต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรมและสังคม ดังจะเห็นได้จากการที่อาจารย์และนักวิจัยมีภาระหน้าที่เสริมในการทำวิจัยให้ภาครัฐและเอกชน รวมถึงการเริ่มธุรกิจสตาร์ต-อัพในมหาวิทยาลัยที่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน