นักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กระทรวงวิทยาศาสตร์

เทคโนโลยี เปิดเผยว่า “อุตสาหกรรมการผลิตเนื้อสุกรของประเทศไทยปัจจุบันมีแนวโน้มการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ด้านมิติของเนื้อสัมผัส รสชาติ รวมทั้งความปลอดภัยของผู้บริโภค ประกอบกับนโยบายของบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ในการผลิตเนื้อสุกรที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูง เป็นที่พึงพอใจสูงสุดต่อผู้บริโภค จึงมีความสำคัญในการศึกษาวิจัยถึงคุณภาพเนื้อสุกรในเชิงลึก เพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยทางด้านองค์ประกอบทางชีวเคมีที่มีผลต่อคุณภาพของเนื้อสัตว์ ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมความสามารถในระบบการย่อยอาหารของร่างกาย

ทั้งนี้นักวิจัยของสถาบันฯ ร่วมกับคุณสุวิมล พิทักวงศ์ นักวิจัยของ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ได้ประยุกต์ใช้เทคนิค Synchrotron IR-Microspectorscopy ซึ่งเป็นแสงย่านอินฟราเรดที่มีขนาดเล็กและความเข้มสูงในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงในระดับทุติยภูมิของโปรตีนภายใต้สภาพการให้ความร้อนที่แตกต่างกัน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการย่อย

โดยการจำลองระยะย่อยอาหารภายในร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เข้าใจถึงบทบาทของการใช้ประโยชน์โปรตีนอย่างเต็มที่ อีกทั้งสามารถใช้เป็นข้อมูลที่สำคัญในการปรับปรุงและพัฒนาเนื้อสุกรให้มีคุณสมบัติ ตรงตามความต้องการผู้บริโภค และเพื่อให้ได้เนื้อสุกรที่มีคุณภาพด้านคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด

สำหรับการวิจัยครั้งนี้ทีมงานวิจัยได้ใช้เนื้อสุกรสายพันธุ์แท้ของ เบทาโกร ทำการทดลองในสภาพการให้ความร้อนที่แตกต่างกัน พบว่า ความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพเนื้อสุกรแตกต่างกันตามอุณหภูมิ คือ ร้อนมากก็ทำให้สูญเสียโปรตีนมาก การวิจัยครั้งนี้พบว่า อุณหภูมิที่ 70 องศา ต้มนานประมาณ 20 นาที จะได้เนื้อหมูที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด ซึ่งผลการวิจัยสามารถนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมส่งออกเนื้อหมูต้มสุกของไทยได้ต่อไปด้วย”

(19 ต.ค. 60) ณ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ: กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ลงนามความร่วมมือกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในการดำเนินโครงการ “ยกระดับผักและผลไม้ไทย : โอกาสสำหรับพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน” สำหรับปีงบประมาณ 2560 – 2563 เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการผักและผลไม้ไทยให้สามารถพัฒนาศักยภาพการแข่งขันและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าการเกษตร รวมถึงเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุค “เกษตร 4.0” ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศให้ยั่งยืน พร้อมเปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ และคิกออฟหัวข้อสัมมนาแรก “การพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรม 4.0” วันที่ 9 พ.ย. 60 นี้ รับจำนวนจำกัด 50 รายเท่านั้น

ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “โครงการยกระดับผักและผลไม้ไทย : โอกาสสำหรับพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน ถือเป็นความร่วมมือต่อเนื่องระหว่างโปรแกรม ITAP สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สถาบันอาหาร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยที่ผ่านมาตลอด 3 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ได้ช่วยพัฒนาระบบการผลิตผักและผลไม้ที่ปลอดภัยให้กับผู้ประกอบการ 35 ราย โดยช่วยเพิ่มมูลค่าการขายไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการได้ให้คะแนนประเมินความพึงพอใจในการดำเนินโครงการฯ ค่าเฉลี่ยร้อยละ 85 ทำให้ผู้ประกอบการสามารถประกันคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าผักและผลไม้

เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และประเด็นมุ่งเน้นสำคัญของโครงการนี้ คือ จะช่วยสนับสนุนในด้านมาตรฐาน ThaiGAP, GLOBALG.A.P.(ส่งออกต่างประเทศ) และเกษตรอินทรีย์ รวมถึงนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุค “เกษตร 4.0” เพื่อเปลี่ยนการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศให้ยั่งยืน โดยมีกิจกรรมตลอด 3 ปีข้างหน้า อาทิ การจัดสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เช่น หัวข้อ Smart farmer เกษตรอินทรีย์ และ ThaiGAP เป็นต้น การจัดสัมมนาเพื่อเป็นที่ปรึกษาเกษตรกร การวินิจฉัยปัญหาและความต้องการเบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญ การเข้าให้คำปรึกษาแก่บริษัทโดยผู้เชี่ยวชาญ การนำเสนอผลงานในงาน THAIFEX ณ อิมแพค เมืองทองธานี 3 ครั้ง (ปี 2561 – 2563) และการเสาะหาเทคโนโลยี ณ ต่างประเทศ 2 ครั้ง (ประเทศจีนและญี่ปุ่น)”

“โครงการครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการผู้เชี่ยวชาญทั้งใน สวทช. เช่น สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร, MTEC, NECTEC และพันธมิตรภายนอกของ สวทช. เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสถาบันการศึกษาดังกล่าวข้างต้น มีผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งสิ้น” รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

ผู้ประกอบการผักและผลไม้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “ยกระดับผักและผลไม้ไทย : โอกาสสำหรับพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน” เพื่อรับการสนับสนุนจากโปรแกรม ITAP สวทช. สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่คุณพนิตา ศรีประย่า หัวหน้าโครงการฯ โทร. 0 25647000 ต่อ 1301 หรือ panita@nstda.or.th และขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ “การพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม 4.0” ที่จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 9 สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรุงเทพฯ สำรองที่นั่งหรือสอบถามเพิ่มเติม ตามเบอร์โทรศัพท์และอีเมลข้างต้น ภายในวันที่ 1 พ.ย. 60 นี้เท่านั้น (รับจำนวนจำกัด 50 ราย)

ในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2560 เมื่อวันที่ 17 ต.ค.60 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเผยแพร่กฎหมายสู่เกษตรกรระหว่างสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กับสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม โดยนายวัลลภ นาคบัว ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนและหน่วยงานของรัฐ เพื่อเป็นกรอบทิศทางในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้แก่เกษตรกร ประชาชน โดยพัฒนารูปแบบ วิธีการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และปลูกฝังการสร้างจิตสำนึกในการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย อันนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนและหน่วยงานของรัฐ ได้อย่างทั่วถึงและพอเพียง อันจะส่งผลให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

ภายหลังการลงนามความร่วมมือว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ได้กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จะสามารถแก้ปัญหาความไม่รู้ไม่เข้าใจกฎหมายของเกษตรกร ปัญหาการไม่ได้รับความยุติธรรม โดยวิธีการคือสำนักงานกิจการยุติธรรมจะนำสาระสำคัญของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรมาดำเนินการผลิตสื่ออย่างง่ายมอบให้สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาตินำไปสื่อสารถึงเกษตรกร ซึ่งสภาเกษตรกรมีเครือข่ายในพื้นที่ทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ นอกจากนั้นจะมีการสำรวจความต้องการรับรู้ของเกษตรกรว่ากฎหมายใดที่จำเป็นต้องใช้เพื่อแจ้งให้สำนักงานกิจการยุติธรรมนำไปทำสื่อเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรอย่างสอดคล้องกับความจำเป็นความต้องการ การใช้ชีวิตในปัจจุบันหากไม่รู้กฎหมายจะอยู่ยาก สับสน

ด้านนายวัลลภ นาคบัว ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ของพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ด้วยเกษตรกรมีโอกาสในการทำสัญญาต่างๆ เช่น กู้เงิน จำนอง ขายฝาก เกษตรพันธสัญญา และอื่นๆ หากไม่รู้ซึ่งข้อกฎหมายที่จำเป็นอาจเกิดความผิดพลาดได้ การลงนามครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทางกระทรวงยุติธรรมเองจะได้มีเป้าหมายในการเผยแพร่กฎหมายที่ชัดเจนมากขึ้น ดีกว่าที่จะคิดไปเองว่าเกษตรกรต้องการอะไรซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการ

บีเอเอสเอฟและกรมการข้าวได้เปิดตัวโครงการพัฒนาความปลอดภัยสำหรับชาวนาในประเทศไทย ผ่านการจัดหาชุดอุปกรณ์ชาวนามืออาชีพ (Professional Farmer Kits) ซึ่งชุดอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่ออกแบบเป็นพิเศษนี้ ทางบีเอเอสเอฟได้เป็นผู้มอบให้กับ กรมการข้าวเพื่อดำเนินการแจกจ่ายต่อไปนั้น ได้ถูกออกแบบเพื่อช่วยชาวนารายย่อยลดความเสี่ยงต่อการใช้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืช โดยการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่ดีด้านเกษตรกรรม

โครงการนี้ได้เปิดตัวขึ้นในวันแรกของการประชุมการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ณ ศูนย์การประชุมแห่งสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ในโอกาสนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานใหญ่ในระดับภูมิภาคและระดับโลกของบีเอเอสเอฟ ได้นำเสนอระบบการผลิตข้าวแบบ Clearfield® และโปรแกรมการวัดความยั่งยืน AgBalance™ ซึ่งสามารถช่วยผู้ผลิตข้าวในประเทศไทยและทั่วโลกให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

นางเนตรนภิส เอส-ไนดู ผู้อำนวยการแผนกอารักขาพืช กล่าวว่า “เราทราบดีว่าชาวนาทำงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือการปลูกพืชอาหารให้ปลอดภัย มีสุขภาวะและโภชนาการที่ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรที่เพิ่มมากขึ้นของโลก” “เราต้องการช่วยชาวนาให้จัดการกับความท้าทายนี้ ในขณะเดียวกันก็ทำให้มั่นใจได้ว่า พวกเขาดูแลความปลอดภัยของตนเอง และสุขภาพของดินที่พวกเขาทำการเพาะปลูก”

ผู้เชี่ยวชาญของบีเอเอสเอฟได้สร้างสรรค์ชุดอุปกรณ์เกษตรกรมืออาชีพขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชาวนารายย่อย ชุดอุปกรณ์ดังกล่าว ประกอบด้วยถุงมือยางสังเคราะห์หนึ่งคู่ หน้ากากกรองฝุ่น แว่นตาป้องกัน และแผ่นพับคำแนะนำพร้อมภาพประกอบที่ง่ายต่อการเข้าใจซึ่งส่วนประกอบทั้งหมดของชุดอุปกรณ์นี้เป็นไปตามมาตรฐานการรับรองของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป และสามารถทนต่อการใช้งานมากกว่าหนึ่งฤดูกาล

คุณลัดดา วิริยางกูร เจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบและรับรองข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า “การช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพิ่มผลผลิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนนั้นเป็นประเด็นที่สำคัญมาก เราขอปรบมือให้บีเอเอสเอฟสำหรับความพยายามในการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืชอย่างปลอดภัยและเรารอคอยที่จะทำงานกับบริษัทเพื่อนำความตระหนักรู้ที่มากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีด้านเกษตรกรรมมาสู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยในประเทศไทย”

การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่มีคุณภาพดี เป็นข้อกำหนดของเวทีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน (Sustainable Rice Platform: SRP) จากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ซึ่งได้จัดการประชุมขึ้นเป็นเวลาสองวัน ในฐานะสมาชิกผู้ให้การสนับสนุนของเวทีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน บีเอเอสเอฟดำเนินการเพื่อขยายการเข้าถึงชุดเกษตรกรมืออาชีพไปยังผู้ทำการเพาะปลูกให้กว้างขวางขึ้นทั่วโลกโดยผ่านความร่วมมือกับองค์กรภายนอกอื่น ๆ

นอกจากการใช้ผลิตภัณฑ์อารักขาพืชอย่างปลอดภัยแล้ว ระบบการผลิตข้าวแบบ Clearfield™ ของบีเอเอสเอฟ ซึ่งรวมเมล็ดพันธุ์ไฮบริดที่ทนต่อยากำจัดวัชพืชที่เพาะพันธุ์โดยทั่วไป เข้ากับยากำจัดวัชพืชที่ออกแบบด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะ ได้รับการเน้นให้เห็นว่าเป็นวิธีการแก้ไขที่ครอบคลุมในการช่วยให้ชาวนาเปลี่ยนไปสู่ข้าวที่เพาะจากเมล็ดโดยตรง เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการปลูกข้าวแบบดั้งเดิม ข้าวที่เพาะเมล็ดโดยตรงต้องการน้ำน้อยกว่าและปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาน้อยกว่า ระบบดังกล่าวมีการใช้งานแล้วโดยชาวนาในประเทศมาเลเซีย และบีเอเอสเอฟกำลังมุ่งที่จะนำระบบการผลิตข้าวแบบ Clearfield™ เข้ามาในประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียในอนาคต

วิธีการ AgBalance™ ของบีเอเอสเอฟสำหรับการวัดและการประเมินความยั่งยืนของเกษตรกรรม ยังได้นำเสนอรูปแบบที่เป็นแนวทางสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้ผลิตอาหารอีกด้วย โปรแกรมการประเมินผลนี้ตรวจสอบตัวชี้วัดมากกว่า 69 ตัวชี้วัด เช่น สุขภาพของดิน การบริโภคน้ำ และต้นทุนการผลิต เพื่อเปรียบเทียบความยั่งยืนของระบบและแนวปฏิบัติด้านเกษตรกรรมที่แตกต่างกัน ระบบนี้ถูกนำมาใช้ในประเทศอินเดียเพื่อช่วยให้วัดค่าผลประโยชน์ด้านความยั่งยืนของข้าวที่เพาะปลูกจากเมล็ดโดยตรง

เกี่ยวกับแผนกอารักขาพืช
ด้วยประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โลกต้องพึ่งพาอาศัยอย่างมากขึ้นในความสามารถเพื่อพัฒนาและดำรงเกษตรกรรมที่มีความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมที่ความสมบูรณ์ กลุ่มธุรกิจอารักขา-พืชของบีเอเอสเอฟร่วมงานกับเกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการศัตรูพืชและอื่น ๆ เพื่อช่วยทำให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นไปได้ ด้วยความร่วมมือของบุคคลเหล่านี้ บีเอเอสเอฟสามารถดำรงไว้ซึ่งการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มของผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรม และทีมผู้เชี่ยวชาญในห้องปฏิบัติการและในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนลูกค้าในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ในปี 2559 กลุ่มธุรกิจอารักขาพืชของบีเอเอสเอฟมียอดขายมากกว่า 5.6 พันล้านยูโร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราที่ agriculture.basf.com หรือ ช่องทางสังคมออนไลน์อื่น ๆ ของเรา

เกี่ยวกับบีเอเอสเอฟ
สำหรับบริษัทบีเอเอสเอฟแล้ว เราสร้างเคมีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน เราผสานความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ร่วมกับการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยพนักงานจำนวนกว่า 114,000 คนของกลุ่มบริษัทบีเอเอสเอฟทุ่มเททำงานเพื่อความสำเร็จของลูกค้าในแทบทุกอุตสากรรม และเกือบทุกประเทศทั่วโลก กลุ่มธุรกิจของบีเอเอสเอฟประกอบไปด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเคมีภัณฑ์ กลุ่มผลิตภัณฑ์เพอร์ฟอร์มานซ์ กลุ่มฟังก์ชันนอลแมททีเรียลและโซลูชั่นส์ กลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นอารักขาพืช รวมไปถึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ บีเอเอสเอฟมียอดขายมากกว่า 58 พันล้านยูโรในปี 2559 หุ้นของบีเอเอสเอฟได้มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในแฟรงค์เฟิร์ต (BAS) ลอนดอน (BFA) และ ซูริค (AN) ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบีเอเอสเอฟได้ที่เว็บไซต์ www.basf.com.

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ในพระบรมมหาราชวัง นายสวน หนุดหละ อายุ 54 ปี ช่างแทงหยวกจาก จ.สงขลา คณะจัดทำเครื่อสดประดับจิตกาธาน ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เข้าร่วมจัดทำเครื่องสด รับผิดชอบในส่วนงานแทงหยวกชั้นรัดเอวและลายเสาเล็ก ชั้นเรือนฟืน เปิดเผยด้วยน้ำเสียงปลื้มปีติว่า ก่อนหน้านี้เคยมีโอกาสได้ถวายงานแทงหยวกในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี มาแล้ว

สำหรับครั้งนี้รู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นช่างแทงหยวกในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง ร.9 ซึ่งตนมีความรักและศรัทธาอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ให้ และไม่ถือพระองค์ ทรงเป็นต้นแบบให้คนหันกลับสนใจฟื้นฟูและร่วมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีโบราณ

“สำหรับงานแทงหยวกเป็นวิถีที่สืบทอดกันมาของแต่ละพื้นที่ของจังหวัดสงขลามีเอกลักษณ์การแทงลวดลายกนกที่รวดเร็วและแม่นยำ แต่ครั้งนี้ไม่ได้นำเอาลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่เข้ามาใช้ เนื่องจากต้องใช้ตามราชสำนัก ซึ่งช่างแทงหยวกที่มาร่วมในครั้งนี้ ได้คัดเลือกจากช่างแทงหยวกผู้ที่มีคุณธรรม และจริยธรรม ส่วนความชำนาญเป็นเพียงส่วนประกอบ ผู้ที่ร่วมงานนี้ต้องมีความรักและศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยงานแทงหยวกในชั้นรัดเอว และชั้นเรือนฟืนบริเวณเสาเล็ก ซึ่งต้องแทงหยวกลายเถาไขว้เลขเก้าไทยนี้ที่รับผิดชอบนี้ เป็นลวยลายใหม่ที่ช่างราชสำนักออกแบบขึ้นมา เพื่อถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้ฝึกซ้อมมาบ้างแล้ว โดยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ด้วยการเริ่มเขียนลายแล้วเริ่มฝึกแทงหยวกตามจนชินมือ แน่นอนว่าต้องมีความละเอียดในเรื่องความกว้าง ยาว และขนาดของลวดลาย ส่วนการทำงานถวายครั้งนี้ ผมมีความตั้งใจและมั่นใจอย่างเต็มร้อยที่จะทำงานถวายอย่างสุดความสามารถ” ตัวแทนช่างแทงหยวกจากสงขลา กล่าวด้วยน้ำเสียงปลื้มปีติ”

ด้าน นายวิริยะ สุสุทธิ อายุ 47 ปี หัวหน้าคณะสกุลช่างแทงหยวกเพชรบุรี เปิดเผยว่า ได้รับสืบทอดวิชาความรู้การแทงหยวกมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อเป็นผู้รวบรวมช่างแทงหยวกเพชรบุรีไว้ ส่วนตัวฝึกแทงหยวกมาตั้งแต่เด็กๆ และมีโอกาสถวายงานแทงหยวกมาแล้วถึง 3 งานตั้งแต่งานพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี งานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และงานพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สำหรับครั้งนี้มีช่างแทงหยวกเพชรบุรีมาถวายงานจำนวนทั้งสิ้น 15 คน รับผิดชอบแทงหยวกในส่วนชั้นเรือนยอดฉัตร 9 ชั้น โดยมีช่างแทงหยวกประจำสำนักพระราชวัง เป็นผู้ดูแลและแจกจ่ายลวดลายให้ช่างแต่ละคนรับผิดชอบ

“ที่ผ่านมาทุ่มเทถวายงานแทงหยวกในงานพระบรมศพและพระศพอย่างสุดฝีมือ เพื่อถวายแด่พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ แต่ครั้งนี้แม้ไม่อยากถวายงานแบบนี้ แต่ที่สุดแล้วก็ต้องทำด้วยความตั้งใจอย่างหาที่สุดมิได้ โดยตั้งแต่ได้รับมอบหมายงานแทงหยวกมาตัวเอง และช่างแทงหยวกเพชรบุรีทุกคนได้ปรึกษาหารือกันมาโดยตลอด รวมถึงทดสอบและฝึกซ้อมให้มาก เพื่อให้งานออกมาสมพระเกียรติมากที่สุดด้วย” นายวิริยะกล่าว

นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) และเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่ครัวโลก พ.ศ.2559-2564 โดยเล็งเห็นว่าไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งอาหารไทยมีชื่อเสียงระดับโลกเป็นที่นิยมของต่างชาติ เพราะมีความโดดเด่นด้านรสชาติ ความประณีตบรรจงสวยงาม มีองค์ประกอบของเครื่องปรุงที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก

และที่สำคัญอุตสาหกรรมอาหารเป็นแหล่งที่มาของรายได้เข้าสู่ประเทศไม่น้อยกว่าปีละ 4 แสนล้านบาท เพื่อตอบสนองนโยบายและยุทธศาสตร์ดังกล่าว พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เน้นย้ำให้มีการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานและนักศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือสูงขึ้นตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน จะเป็นยกระดับร้านอาหารไทยทั้งในและต่างประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน จึงมอบหมายให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) ทั่วประเทศ จัดฝึกอบรมหลักสูตรด้านอาหารไทยรองรับโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก โดยมุ่งเน้นให้พ่อครัวแม่ครัวได้ยกระดับศักยภาพ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานในสถานประกอบกิจการหรือธุรกิจกิจด้านอาหาร

นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่า ล่าสุดสพร. 13 กรุงเทพมหานคร จัดหลักสูตรฝึกอบรมด้านอาหารไทยใน 4 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการประกอบอาหารไทย หลักสูตรการประกอบอาหารไทยยอดนิยมสำหรับชาวต่างชาติ และหลักสูตรการประกอบอาหารไทยประยุกต์ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เกี่ยวกับโภชนาการเบื้องต้น การเลือกซื้อและการเก็บรักษา การใช้เครื่องเทศและสมุนไพร การชั่ง ตวง วัด การตกแต่งและการแกะสลัก

การประกอบอาหารประเภทน้ำพริก หลน แกง ต้ม ยำ อาหารจานเดียว อาหารว่าง การทำขนมหวาน เช่น เมนูน้ำพริกกะปิ แกงจืดสามกษัตริย์ ไก่ผัดมะม่วง ทับทิมกรอบ บัวลอย รวมถึงการแปรรูปพืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เป็นต้น การวัดและประเมินผล (ระยะเวลาการฝึกอบรมตั้งแต่ 30 ชั่วโมง) จัดฝึกอบรมจำนวน 6 รุ่น ระว่างวันที่ 13 พ.ย.-22 ธ.ค. 2560

คุณสมบัติผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นผู้ที่ทำงานในสถานประกอบกิจการ/ผู้ประกอบการด้านการทำอาหาร หรือผู้ที่เคยทำงานมาแล้วแต่ถูกเลิกจ้างในด้านการประกอบอาหาร หรือผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปวช.ขึ้นไป หรือผู้ที่มีความประสงค์จะไปทำงานต่างประเทศ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฝึกอบรม รับสมัครหลักสูตรละ 20 คน (1 คน สมัครได้เพียง 1 หลักสูตรเท่านั้น)

สศก. เปิดผลการศึกษาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานกุ้ง เจาะพื้นที่จันทบุรีและตราด แหล่งผลิตกุ้งสำคัญของประเทศ โชว์ผลศึกษา ครบ 3 มิติ ได้แก่ ต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือ เผย เกษตรกรยังขาดทักษะและความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงและจับกุ้ง แนะ ดึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพมาปรับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข gfxtr.net เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานกุ้ง ใน 3 มิติ คือ มิติต้นทุน มิติเวลา และมิติความน่าเชื่อถือ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย คือ จังหวัดจันทบุรีและตราด ที่มีผลผลิตกุ้งมากเป็นอันดับ 2 และ 3 ของประเทศและถือเป็นพื้นที่สำคัญตามโครงการระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ประชารัฐสมัยใหม่ (กุ้ง) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง สถาบันเกษตรกร และหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด และสำนักงานประมงจังหวัด

สำหรับผลการประเมินตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพโลจิสติกส์กุ้ง 3 มิติ พบว่า มิติต้นทุน ต้นทุนโลจิสติกส์รวมต่อยอดขายของเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 4.84 และสถาบันเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 5.37 ตามลำดับ โดยเกษตรกรมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายที่สูงที่สุด คือ ต้นทุนการจับกุ้ง คิดเป็นร้อยละ 2.14 หรือประมาณครึ่งหนึ่งของต้นทุน โลจิสติกส์ที่เกษตรกรรับผิดชอบ ซึ่งเกิดจากเกษตรกร/สถาบันเกษตรกร ยังไม่มีทักษะและความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงและจับกุ้งที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับในส่วนสถาบันเกษตรกร มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขาย สูงที่สุด คือ ต้นทุนการเก็บรักษาอาหารกุ้ง ร้อยละ 2.12 เนื่องจากต้องสำรองอาหารกุ้งให้กับเกษตรกรสมาชิก

มิติเวลา พบว่า การจัดหาลูกกุ้ง มีต้นทุนมิติเวลามากที่สุด คือ เกษตรกรจะสั่งล่วงหน้า 15 วัน สถาบันเกษตรกรสั่งล่วงหน้า 20 วัน เนื่องจากลูกกุ้งมีผู้จำหน่ายน้อยรายและขาดแคลนลูกกุ้งต้านทานโรค และ มิติความน่าเชื่อถือ พบว่า อัตราความสามารถในการจัดส่งปัจจัยการผลิตครบตามจำนวนและตรงเวลาของเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 98.05 สถาบันเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 95.75 และสำหรับอัตราความสามารถในการจัดส่งครบตามจำนวนและตรงเวลานัดหมาย คิดเป็นร้อยละ 99.75 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

ทั้งนี้ ผลจากการศึกษาข้างต้น สศก. ได้เสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องสำคัญ ดังนี้ เนื่องจากเกษตรกร/สถาบันเกษตรกร ยังขาดทักษะและความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงและจับกุ้งที่มีประสิทธิภาพ จึงควรเน้นถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงและจับกุ้ง รวมทั้งสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้ในการเลี้ยงกุ้ง จับกุ้ง และรวบรวมกุ้ง เป็นต้น

ลูกกุ้ง ซึ่งยังมีผู้จำหน่ายน้อยรายและขาดแคลนลูกกุ้งต้านทานโรค ควรมีการเร่งพัฒนาพันธุ์กุ้งที่มีความต้านทานโรคและมีคุณลักษณะกุ้งที่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร ควบคุมกำกับดูแลให้มีการจำหน่ายอาหารกุ้งแบบเสรี เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพและราคาอาหารกุ้งที่เป็นธรรม และสนับสนุนให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรรวมกันซื้อลูกกุ้งและอาหารกุ้ง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและสามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกลง และเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบย้อนกลับ โดยใช้โปรแกรมประยุกต์หนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ ให้ครอบคลุมเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร รวมทั้งผู้ประกอบการในทุกพื้นที่ ที่มีการเลี้ยงกุ้งเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในมิติความน่าเชื่อถือให้กับโลจิสติกส์และโซ่อุปทานกุ้งของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับเกษตรกรและท่านที่สนใจข้อมูลผลการศึกษา สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนนโยบายและแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร โทร. 0 2579 1751 ในวันและเวลาราชการ

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ร่วมพิธีถวายพุ่มดอกไม้และถวายราชสดุดีเพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” เนื่องใน “วันเทคโนโลยีของไทย” ประจำปี 2560

โอกาสนี้ นายอนันต์ รุ่งพรทวีวัฒน์ นักบริหารพิเศษ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และผู้บริหาร พนักงาน ได้เข้าร่วมพิธีดังกล่าวในฐานะผู้แทน วว. ในวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ถนนพระราม 6 ราชเทวี กรุงเทพฯ