ประธานหอการค้าตราด นำระบบสหกรณ์พัฒนา Thai Gap

เป็นวาระที่น่ายินดี สำหรับเก้าอี้ประธานหอการค้าจังหวัดตราดที่ได้ต้อนรับ “วุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์” เข้ามานั่งในตำแหน่งคนล่าสุด วาระปี 2560-2561 ข้อมูลพื้นฐานระบุว่าประธานหอใหม่หมาดคนนี้มีสายเลือดเกษตรกรเต็มตัว จึงมีนโยบายชัดเจนในการขับเคลื่อนภาคเกษตร ซึ่งเป็น 1 ในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจังหวัดตราด

แบ็กกราวนด์ด้านการเกษตรไม่ธรรมดา วุฒิพงศ์ จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเจ้าของสวนผลไม้ขนาดใหญ่ เป็นประธานสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออก จังหวัดตราด จำกัด อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด และมีตำแหน่งรองประธานกรรมการหอการค้าด้านเกษตรกรรมสมัยที่ผ่านมา ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่คลุกคลีมากับแวดวงผลไม้ เป็นทั้งเกษตรกรเจ้าของสวน พ่อค้าที่รับซื้อวัตถุดิบจากชาวสวน และตัวแทนเกษตรขายสินค้าทั้งภายในและต่างประเทศทำให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด

เมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งเป็นช่วงฤดูกาลผลไม้หลัก ประสบทั้งปัญหาทุเรียนอ่อน เงาะ มังคุดราคาตกต่ำ วุฒิพงศ์ ประกาศเดินหน้าเชิงรุกงานแรกของประธานหอการค้าจังหวัด ด้วยการแก้ปัญหาตลาดผลไม้ และราคาตกต่ำอย่างยั่งยืน ไม่ให้เกิดเป็นวงจรซ้ำอีก โดยยืนหยัดในหลักการว่าเกษตรกรต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงควบคู่กับการสร้างระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็ง

“ประชาชาติธุรกิจ” จับเข่าคุยถึงทิศทางการแก้ปัญหา และการพัฒนาทำอย่างไรให้ชาวสวนผลไม้อยู่ดีกินดีกันอย่างทั่วถึง วุฒิพงศ์ อธิบายถึงสถานการณ์ผลไม้จังหวัดตราดว่า ปีนี้ผลผลิตทุเรียน เงาะ มังคุดของจังหวัดตราดเป็นไปในทิศทางดี ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 36 แต่ไม่มีปัญหาเรื่องตลาดและราคา โดยเฉพาะทุเรียนราคาโดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ 80-100 บาท ส่วนเงาะมีปัญหาในช่วงสั้นๆ ที่ผลผลิตล้นตลาด และราคาตกต่ำ ราคากิโลกรัมละ 12-13 บาท แต่ในช่วงต้นฤดูได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 50-60 บาท และช่วงสิ้นสุดฤดูกาลราคายังสูงถึงกิโลกรัมละ 18-20 บาท ส่วนมังคุดในช่วงต้นฤดูเดือนเมษายน มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200-240 บาท แล้วราคาลดลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีปัญหาช่วงต้นเดือนกรกฎาคมราคาตกต่ำถึงกิโลกรัมละ 8-10 บาท ทำให้ชาวสวนรวมตัวกันมาขอให้หน่วยงานภาครัฐหาทางช่วยเหลือ

วุฒิพงศ์ บอกว่า ในอดีตเมื่อราคาผลไม้ตกต่ำเกษตรกรกลับรอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐ การสนับสนุนของรัฐทั้งทางตรง ทางอ้อม ซึ่งทำให้เกษตรกรอ่อนแอ หอการค้าจึงมีแนวทางการแก้ปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำอย่างครบวงจร ได้นำเสนอโครงการพัฒนาสินค้าเกษตร Thai Gap โดยระบบสหกรณ์ แล้วให้หอการค้าแห่งประเทศไทยรับเป็นยุทธศาสตร์ของจังหวัด กลุ่มจังหวัด พัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรให้มีความทันสมัย และเป็นสากล เพื่อเป็นฐานการผลิตและจำหน่ายเพื่อการส่งออก โดยภาคเอกชนจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐหลักๆ คือ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานสหกรณ์จังหวัด และหอการค้าภาคตะวันออก โดยจะดำเนินการแนวทางเดียวกันในปีนี้พร้อมกัน 4 จังหวัด คือ ระยอง จันทบุรี สระแก้ว ตราด

“ขณะนี้ได้เสนอแนวทางพัฒนาสินค้า Thai Gap ด้วยระบบสหกรณ์ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้หาทางออกช่วยเหลือร่วมกับเกษตรกรและภาคเอกชนแล้ว โดยหอการค้าจะเป็นหัวหอกขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างจริงจัง และควรเป็นแผนเชิงรุกต้องรีบดำเนินทันทีในปี 2560-61 เพื่อเตรียมแผนรองรับความเสี่ยงไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นเป็นวงจรซ้ำๆ ของผลไม้ทุกๆ ปี จากเคสตัวอย่างมังคุดที่เกิดขึ้นในปีนี้ เป้าหมาย คือ เน้นปัญหาและการพัฒนา 2 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ เกษตรกร และการพัฒนาระบบสหกรณ์”
นอกจากการพัฒนาระบบแล้ว ตัวเกษตรกรเองก็ต้องทำคุณภาพ ยกระดับมาตรฐานของผลไม้ สวนของสมาชิกต้องได้การรับรองมาตรฐาน GAP และต้องรวมกลุ่มกันในระบบสหกรณ์ให้มีผลผลิตจำนวนมาก เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองของตลาดผู้ส่งออก และขายผ่านระบบสหกรณ์

ส่วนระบบสหกรณ์ สหกรณ์จะเป็นจุดรวบรวมสินค้า และขายให้ผู้ส่งออก ภาครัฐต้องสนับสนุนด้านเงินทุนโดยเฉพาะสหกรณ์ที่มีขนาดเล็ก สหกรณ์มีระบบการจัดการและรับรองผลผลิตได้มาตรฐานสร้างแบรนด์ของตัวเองให้ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อความรวดเร็วในการขนส่งไปตลาดต่างประเทศ เพราะผลไม้บางอย่าง
เสียหายง่าย และอนาคตควรสนับสนุนให้สหกรณ์เป็นผู้ส่งออกได้บ้าง เพราะต้องยอมรับเทคนิคการค้าขายไม่สามารถแข่งขันกับผู้ค้า ผู้ส่งออกมืออาชีพได้ โดยตั้งเป้าหมายว่าปี 2561 สหกรณ์ในจังหวัดตราดจะรับซื้อผลไม้ได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10%

เป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในแง่มุมของการเกษตรสำหรับผู้นำภาคเอกชนคนใหม่ ก่อนจะส่งท้ายว่าไม่เพียงแค่เกษตร เพราะในแฟ้มเอกสารยังมีอีกหลายเรื่อง หลายวาระที่ต้องเร่งมือกันต่อ

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เดือนกรกฎาคม 2560 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ 5,979 ราย ลดลง 8% จากเดือนมิถุนายน 2560 และเพิ่มขึ้น 22% เทียบเดือนกรกฎาคม 2559 มีทุนจดทะเบียนรวม 21,258 ล้านบาท ลดลง 48% จากเดือนมิถุนายน 2560 และเพิ่มขึ้น 38% เทียบเดือนกรกฎาคม 2559 โดย 5 ธุรกิจจดตั้งสูงสุดสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคารและร้านอาหาร ร้านขายปลีกเครื่องประดับ และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการจัดการ ทำให้ 7 เดือนแรกปี 2560 มียอดตั้งบริษัทใหม่รวม 41,921 ราย เพิ่มขึ้น 14% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่า 185,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31%

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า พิจารณาตัวเลขตั้งใหม่แม้จะลดลงจากเดือนมิถุนายน ไม่มีนัยสำคัญที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ถือว่าลดลงเล็กน้อยและตัวเลขยังอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยเดือนละ 5,500 ราย แต่ดูภาพรวม 7 เดือนยังดี การตั้งใหม่เริ่มมากกว่าเลิกอย่างชัดเจน สะท้อนเศรษฐกิจดีขึ้น และมีปัจจัยบวกเป็นแรงส่งอีกทั้งการขยายตัวของการท่องเที่ยว การส่งออกฟื้นตัว เงินลงทุนและเบิกจ่ายภาครัฐเริ่มกระจายสู่ท้องถิ่น รวมถึงมาตรการต่างๆ จูงใจให้เอกชนลงทุนและส่งเสริมเอสเอ็มอี ส่วนน้ำท่วมไม่กระทบยอดตั้งใหม่เพราะส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และจดข้ามจังหวัดได้

“ตัวเลขจดตั้งใหม่ 7 เดือนที่เพิ่มขึ้น ทำให้กรมปรับเพิ่มคาดการณ์ทั้งปี 2560 มีโอกาสเกือบ 70,000 ราย หรือเพิ่มขึ้น 5% และมั่นใจยอดตั้งใหม่ทั้งปีนี้เกินคาดการณ์เดิมที่ 66,000 ราย เพิ่มขึ้น 3%” นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวและว่า เดือนกรกฎาคม 2560 มียอดเลิกกิจการ 1,626 ราย เพิ่มขึ้น 5% จากเดือนมิถุนายน 2560 และเพิ่มขึ้น 16% เทียบกับเดือนกรกฎาคม 2559 มีทุนจดทะเบียนรวม 5,997 ล้านบาท ลดลง 25.81% จากเดือนมิถุนายนปีนี้ และลดลง 60% เทียบเดือนกรกฎาคมปีก่อน ทำให้ 7 เดือนแรกปี 2560 มียอดเลิกกิจการรวม 8,107 ราย ลดลง 2% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เและมีทุนจดทะเบียน 37,529 ล้านบาท ลดลง 54%

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวถึงความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งนิติบุคคลเดียว พ.ศ. …ว่า อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดภายใน 2 เดือนข้างหน้าจะมีการนำเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสามารถบังคับใช้สิ้นปีนี้ หลักการของ พ.ร.บ.นี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสัญชาติไทยเท่านั้น จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้เพียงคนเดียว จากเดิมการจัดตั้งต้องใช้บุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ รวมถึงวางหลักการป้องกันปัญหาการตั้งผู้ถือหุ้นปลอม (นอมินี) ด้วย

ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี ไมตรี ไตรติลานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานเปิดศูนย์บันดาลไทย ต้นทุนสร้างสรรค์ สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณธรรม ตามที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานีจัดขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการภูมิปัญญาและวัฒนธรรมในท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่ในจังหวัด ให้ผู้ประกอบการหลากหลายระดับตั้งแต่อุตสาหกรรม การผลิตและบริการ จนถึงวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มผู้ผลิตหน้าใหม่ ได้มีความเข้าใจในการใช้เสน่ห์ไทยสร้างสรรค์ ผลิตผลงานที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอันมีคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้กับตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ด้วยการใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นแนวทางในการขับเคลื่อน และสามารถตอบโจทย์รัฐบาลในเรื่องการสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วย

กิจกรรมภายในงาน มีการจัดนิทรรศการต้นแบบผลิตภัณฑ์จากกลุ่มผู้ผลิตสินค้าพื้นเมืองจากพื้นที่ต่างๆ ภายในจังหวัด โดยเฉพาะผ้าทอพื้นเมือง ผ้าทอลายโบราณ จากฝีมือชุมชนชาวกะเหรี่ยง ชาวลาวเวียง และชาวลาวครั่ง รวมไปถึงกลุ่มผู้ผลิตมีด หัวเข็มขัด และแหวนจากหินธรรมชาติ พร้อมทั้งกลุ่มจักสานและกลุ่มการผลิตอาหารหลักพื้นบ้านอย่างน้ำพริกรสชาติต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมือง บ้านห้วยรอบ หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยรอบ อำเภอหนองขาหย่าง ผลิตภัณฑ์ผ้าทอลายโบราณป้าจำปี บ้านนาตาโพ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ ผลิตภัณฑ์หัวเข็มขัดจากหินธรรมชาติ ในพื้นที่ ตำบลน้ำรอบ อำเภอลานสัก ผลิตภัณฑ์กรรไกรตัดกิ่งไม้ในพื้นที่ ตำบลหาดทนง อำเภอเมืองอุทัยธานี ผลิตภัณฑ์เสื่อกก บ้านคลองข่อย ตำบลไผ่เขียว อำเภอสว่างอารมณ์ ผลิตภัณฑ์จักสาน บ้านเกาะพีเพลิน ตำบลหนองยาง อำเภอหนองฉาง และผลิตภัณฑ์น้ำพริกป้าใจ ตำบลตลุกดู่ อำเภอทัพทัน มาจัดแสดงภายในศูนย์ โดยกลุ่มสินค้าแต่ละชนิดนั้นจะมีการบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไป และแรงบันดาลใจของการผลิตสินค้าขึ้นมาให้ได้ทราบด้วย

พจน์ สีเข้ม วัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี เผยว่า ศูนย์บันดาลไทยจัดสร้างขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมในชุมชนท้องถิ่นให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ถ่ายทอดภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความภาคภูมิใจและร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปะและวัฒนธรรม ด้วยการนำเสน่ห์และทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นมาสร้างคุณค่าทางสังคมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้แก่เครือข่ายศิลปะและวัฒนธรรมชุมชนและประชาชนในจังหวัดให้เกิดการนำศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและท้องถิ่นของตนออกมาเผยแพร่ให้กับประชาชนทั่วไปได้รับชมและรับรู้ จนไปสู่การต่อยอดการผลิตและจำหน่ายจนเป็นการสร้างอาชีพและรายได้ พร้อมทั้งต่อยอดสู่ผู้ผลิตหน้าใหม่ด้วยการชวนลูกหลานกลับบ้าน สร้างอาชีพและรายได้จากภูมิปัญญาและวัฒนธรรมบ้านเกิดของตัวเอง

ซึ่งจะเป็นการอนุรักษ์สืบสานและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่นสืบไปได้อย่างไม่มีสิ้นสุด มหาสารคาม – ที่บริเวณลานอเนกประสงค์ โรงเรียนผดุงนารี อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ดร. มีศิลป์ ชินภักดี ผู้อำนวยการโรงเรียนผดุงนารี นำคณะอาจารย์ บุคลากร และนักเรียนทุกระดับชั้นร่วมกันปลูกต้นดาวเรือง เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมสำหรับนำไปใช้ประดับสถานที่ ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยมีเป้าหมายได้ดอกดาวเรือง จำนวน 8,600 ต้น

พาณิชย์นำคณะเอกชนเดินทางเจรจาซื้อขายมันสำปะหลังในตลาดเกาหลีใต้ 27-30 สิงหาคมนี้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปี 2560 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีแผนในการผลักดันสินค้าเกษตรกรเพื่อการส่งออกให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2560 กรมได้จัดโครงการจับคู่ธุรกิจยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเร่งรัดการส่งออก กับประเทศผู้นำเข้ารายสำคัญ และในช่วงปลายเดือนกรมจะนำคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาการค้า และผลักดันการเปิดตลาดสินค้าแป้งมันสำปะหลังที่ประเทศเกาหลีใต้ รวมไปถึงตลาดจีนในระยะต่อไป

“การส่งออกข้าวปีนี้น่าจะขายได้ถึง 11 ล้านตัน มากกว่าเป้าหมายที่ 10 ล้านตัน เนื่องจากตลาดโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ราคาอยู่ในระดับที่สูง”
ส่วนการนำคณะผู้แทนเยือนเกาหลีใต้เพื่อขยายตลาดการค้า การส่งออก เบื้องต้นกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 27-30 สิงหาคม 2560 โดยมีกำหนดเข้าหารือกับหน่วยงานรัฐ สมาคม ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ และใช้สินค้าแป้งมันสำปะหลัง เพื่อเจรจาธุรกิจ พร้อมกันนี้กำหนดการพบปะและหารือกับสมาคมกระดาษเกาหลีใต้ และสมาคมสหกรณ์อุตสาหกรรมเส้นก๋วยเตี๋ยว และผู้นำเข้ารายสำคัญด้วย

สำหรับสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปตลาดเกาหลีใต้ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ยางพารา ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม เป็นต้น
ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างไทย-เกาหลีใต้ ช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2560 มีมูลค่าการค้าอยู่ที่ 6,339.91 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 18.13% การส่งออกอยู่ที่ 2,386.70 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 24.21% การนำเข้าอยู่ที่ 3,953.20 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 14.74% ไทยยังขาดดุลการค้าอยู่ที่ 1,566.50 ล้านเหรียญสหรัฐ

นางอภิรดี กล่าวอีกว่า สำหรับการเจรจาซื้อขายสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางนั้น มีผู้นําเข้าร่วมเจรจาทั้งสิ้น 106 บริษัท จาก 27 ประเทศ ผู้ส่งออกไทยรวม 91 ราย และจากประเทศผู้นำเข้ารายสำคัญ เช่น จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน จอร์แดน UAE เลบานอน อินเดีย บังกลาเทศ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ โปแลนด์ อังกฤษ สเปน อิตาลี ฮังการี รัสเซีย เยอรมนี อาร์เจนตินา สหรัฐ โคลอมเบีย เม็กซิโก อียิปต์

ผลสรุปปริมาณการเจรจา และเกิดการสั่งซื้อ ได้แก่ 1.ยางพาราธรรมชาติ (ยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยางข้น และยางคอมพาวนด์) รวม 442,740 ตัน กําหนดส่งมอบภายใน 1 ปี คิดเป็นมูลค่าสั่งซื้อ 24,350.7 ล้านบาท คํานวณราคายาง ณ วันที่ 2 สิงหาคมอยู่ที่ราคา 55 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่จํานวน 300,000 ตัน มูลค่า 15,000 ล้านบาท 2.ผลิตภัณฑ์ยาง (ล้อยางและถุงมือยาง) คิดเป็นมูลค่าการสั่งซื้อรวมทั้งสิ้น 61.21 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่า 2,081.14 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าสั่งซื้อภายในงานที่เกิดขึ้น มีจำนวนการซื้อขายอยู่ที่ 26,431.14 ล้านบาท กำหนดส่งมอบภายใน 1 ปี อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมดังกล่าวประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก จะส่งผลให้ราคาภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น

สิงห์โตทอง กรุ๊ป อัดงบฯ 200 ล้านบาท ผุดศูนย์ซื้อขายสินค้าเกษตรครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย ต่อยอดธุรกิจโรงสี-ส่งออกข้าว หลังพ้นวิกฤตคดีข้าวถุง “ศาล” สั่งให้ อคส.คืนหลักทรัพย์ค้ำประกัน 379 ล้านบาทให้ ผ่านมา 1 เดือนไม่คืบยื่นฟ้องมาตรา 157 รักษาการ ผอ.อคส. อีกรอบ

นายมนต์ชัย รุ่งชาญชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือสิงห์โตทอง กรุ๊ป เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม บริษัทได้เปิดอาคารสิงห์โตทอง กรุ๊ป ศูนย์ซื้อขายสินค้าเกษตรครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นที่ จ.กำแพงเพชร มูลค่า 200 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเป็นศูนย์รวมในการซื้อขายสินค้าเกษตรครบวงจร ทั้งข้าว และอาจจะมีสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 3 ปี ศูนย์แห่งนี้จะให้บริการได้ครบวงจรในรูปแบบใหม่ที่จะเข้าสู่ยุค 4.0 โดยเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ขายพบปะกันโดยตรง เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าโอท็อปของจังหวัดกำแพงเพชรและจังหวัดใกล้เคียง

“ศูนย์แห่งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิมที่สิงห์โตทองมีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ครบวงจร และจะใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตรแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งมีพื้นที่สาธิตการปลูกข้าวอินทรีย์กว่า 100 ไร่ การเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP และข้าวอินทรีย์ตามนโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมเรื่องนี้ และยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างยั่งยืนด้วย”

สำหรับพื้นที่ภายในศูนย์แห่งนี้ แบ่งการก่อสร้างเป็นอาคาร 3 ชั้น พื้นที่ 3,600 ตารางเมตร อยู่ในบริเวณเดียวกับโรงสีและโรงงานปรับปรุงข้าว พร้อมกันนี้ จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บูรณาการกับหน่วยงานในจังหวัด ให้มาตั้งศูนย์ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) และจัดทำ Multiapplication Service เพื่อให้บริการเชื่อมต่อข้อมูลการสื่อสารทางการค้าฯ สถาบันการเงิน ข้อมูลของรัฐ เพื่อรองรับการซื้อขาย รวมถึงศูนย์การเรียนรู้ คลังจัดเก็บสินค้า การจัดสรรพื้นที่ภายในอาคารเป็นสำนักงานให้กับผู้ประกอบการ สามารถพบกับผู้ซื้อได้โดยตรง รวมไปถึงมีที่พักอาศัย ศูนย์อาหาร และสาธารณูปโภคอย่างครบครันด้วย หากดำเนินการครบ 100% จะช่วยให้เกิดรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ ค่าใช้จ่ายในการเป็นโบรกเกอร์ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงข้าวสารสำหรับผู้ที่มาเช่าพื้นที่ และค่าใช้จ่ายในการให้เช่าฝากคลังสินค้าและค่าขนส่ง

นายมนต์ชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางการส่งออกและโรงสีข้าวมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยขณะนี้สัดส่วนรายได้หลักของบริษัทกว่าร้อยละ 50 มาจากธุรกิจโรงสีและธุรกิจจำหน่ายข้าวสารภายในประเทศ ส่วนที่เหลืออีก 50% มาจากธุรกิจส่งออก

อนึ่ง บริษัทสิงห์โตทอง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2544 โดยใช้ชื่อบริษัท โรงสีสิงห์โตทองไร้ซ์ จำกัด ดำเนินธุรกิจโรงสีข้าว ประเภทข้าวนึ่ง กำลังการผลิต 800 ตันต่อวัน ขณะนี้มีบริษัทในเครือ 5 บริษัท ได้แก่ 1) บริษัท สิงห์โตทองไรซ์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ก่อตั้งปี 2547 ดำเนินธุรกิจโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวสาร และผลิตข้าวสารบรรจุถุง ภายใต้แบรนด์ข้าวสิงห์โตทอง “หอมนุ่ม คุ้มราคา” โดยมีกำลังการผลิต 1,000 ตัน ต่อวัน จำหน่ายทั้งภายในและส่งออกไปยังต่างประเทศ 2) บริษัท สิงห์โตทองอาร์ซีซีไรซ์ จำกัด ก่อตั้งปี 2548 ดำเนินธุรกิจโรงสีข้าวประเภทข้าวขาว กำลังการผลิต 1,200 ตัน ต่อวัน 3) บริษัท สิงห์โตทองไบโอเทค จำกัด ก่อตั้งปี 2550 ดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้า 4) บริษัท สิงห์โตทองไซโล จำกัด ก่อตั้งปี 2554 ดำเนินธุรกิจไซโลเก็บพืชผลทางการเกษตร รักษาคุณภาพด้วยระบบควบคุมอุณหภูมิ

นอกจากนี้ยังมี 5) บริษัท สิงห์โตทองไรซ์อินเตอร์เทรด จำกัด และ 6) บริษัท สิงห์โตทองแวร์เฮ้าส์ จำกัด ทำธุรกิจโรงสีข้าวและคลังเก็บสินค้า กำลังการผลิต 2,000 ตัน ต่อวัน และพื้นที่คลังจัดเก็บสินค้า 200,000 ตารางเมตร สามารถเก็บสินค้าเกษตรได้ 1 ล้านตัน พร้อมทั้งมีแหล่งน้ำกว่า 150 ไร่ สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค

1-3 กันยายนนี้ เตรียมระเบิดความมันส์ให้เต็มพิกัดไปกับ haveyoursayonline.net “เทศกาลดนตรีกลางน้ำ 3 ยกกำลัง 3 ครั้งที่ 1 The Triple Three Floating Concert” ณ บริเวณบึงฉวาก อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี คอนเสิร์ตที่จะจัดบนแพกลางน้ำบึงฉวากและให้ทุกคนได้สนุกสุดเหวี่ยงไปกับแสง สี เสียง ล้ำสมัยกับเทคนิค 4D Mapping ประกอบน้ำพุสุดอลังการ ซึ่งงานนี้ทางผู้จัดได้โกยศิลปินระดับท็อปมาสร้างความสนุกสนานบนเวทีกันแบบจัดเต็ม 3 วัน 3 คืน โดยในคืนแรกจะได้พบกับ ไท ธนาวุฒิ, หมู พงษ์เทพ, แสน นากา และวงคาราบาว คืนที่สองพบกับ นิว-จิ๋ว, โรส ศิรินทิพย์, ณัฐ ศักดาทร และ บี้ เดอะสตาร์ และปิดท้ายความสนุกคืนสุดท้ายด้วยดนตรียุค 90 ซึ่งมีศิลปินคนโปรด อาทิ เช่น บิลลี่ โอแกน, เสือ ธนพล, เป้ ไฮร็อค และ มอส ปฏิภาณ

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีโซนจำหน่ายสินค้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้อิ่มอร่อยไปกับอาหารรสเลิศ อีกทั้งยังมีกิจกรรมที่สร้างความเพลิดเพลิน อาทิ กิจกรรมบึงฉวากชาร์คคูลไรด์ (ไลฟ์) กิจกรรมปั่นจักรยาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยรอบบึงฉวาก เป็นต้น

นางสาวปาริชาติ เย็นใจ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเผยแพร่ทางการศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการบรรณาธิการข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์งาน กศน.ดิจิตอล ว่า การระดมทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะด้านบุคลากร ระหว่างองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงาน มูลนิธิ ตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาล ก็เพื่อประสานพลังการจัดและพัฒนาการศึกษาไทย ถือเป็นนิมิตหมายอันดี เห็นได้ชัดจากความร่วมมือของภาคเอกชนกว่า 20 แห่ง ตามแนวทาง “CONNECT-ED” ที่ร่วมกันพัฒนาการจัดการศึกษา ถือเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาในด้านต่างๆ

“การเรียนรู้ในยุคดิจิตอล ครู กศน.ทั่วประเทศซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู้ จะต้องเป็นผู้ประสานงาน ส่งเสริม และสนับสนุนให้นักศึกษา ประชาชน มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ และต่อยอดพัฒนาอาชีพ อาทิ การใช้สมาร์ตโฟนผลิตข้อมูลข่าวสาร และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณะในวงกว้างอย่างสร้างสรรค์ รวดเร็วและถูกต้อง หรือ ส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นช่องทางการประกอบอาชีพ สามารถดำรงชีวิตในโลกยุคดิจิตอลได้อย่างสมดุล” นางสาวปาริชาติ กล่าว

ด้าน นายวิมล ชาญชนบท ผอ.สถาบัน กศน.ภาคกลาง จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ สถาบัน กศน.ภาคกลาง ในฐานะตัวแทนสถาบัน กศน. 5 ภาค ได้เชิญวิทยากรจากทีมงานฟอรั่ม 21 มาถ่ายทอดเทคนิคการเขียนข่าวในยุคดิจิตอล รวมทั้งบรรณาธิการข่าว เพื่อประชาสัมพันธ์งาน กศน.ดิจิตอล ให้กับผู้แทน จากสำนักงาน กศน.ทั่วประเทศที่มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ นำความรู้กลับไปสร้างเครือข่ายการทำงานประชาสัมพันธ์ กศน.ด้วยสื่อดิจิตอลในเชิงรุก ทั้งระดับอำเภอ และตำบล โดยมีคณะทำงานคัดกรองเนื้อหา สาระของข่าว และข้อมูลข่าวสารที่จะนำเสนอผ่านสื่อดิจิตอลในเชิงสร้างสรรค์ สะท้อนแนวความคิด มุมมองภาพกิจกรรมที่ดำเนินการในพื้นที่ที่รวดเร็ว ถูกต้อง ชัดเจน