ประเทศไทยห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดงในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์

ในการเลี้ยงหมู โดยมีกฎหมาย 3 ฉบับที่ควบคุม ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์การจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 และพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้สารกลุ่มนี้ แม้ว่าบางประเทศจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของคณะกรรมการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (CODEX) ที่มีมติให้ใช้สารเร่งเนื้อแดง คือ แรกโตพามีน (Ractopamine) ได้ตามเกณฑ์กำหนดค่าสูงสุดว่าไม่เกินเท่าไหร่ไว้ในการเลี้ยงหมู อย่างไรก็ตาม หากถึงที่สุดทางสหรัฐอเมริกามีการต่อรองขอส่งออกชิ้นส่วนหมูที่ไม่มีสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อนเข้ามาขายในไทย ก็คงต้องเจรจากันในเงื่อนไขใหม่และวางขายต่างหาก ที่สำคัญต้องไม่นำมาปะปนขายรวมกับหมูไทย” นสพ. สรวิศ กล่าว

ทางด้าน นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องนี้ฝ่ายสหรัฐเคยหยิบยกมาหารือกับไทยหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะในช่วงสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้กลุ่มผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศต้องยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าที่ทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว ในครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางไปหารือกับกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

จึงเกรงว่าฝ่ายสหรัฐอาจหยิบเรื่องนี้มาให้ฝ่ายไทยพิจารณาเรื่องการนำเข้าอีก ซึ่งหากนำเข้ามาจริง ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาจะมีมากมาย ตั้งแต่ผู้เลี้ยงหมูในประเทศที่ผลิตหมูขุนป้อนตลาดทั่วประเทศวันละประมาณ 4.4-4.5 หมื่นตัว รวมไปถึงผู้ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง ข้าว ปลายข้าว รำข้าว ที่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาจะตกต่ำตามมา เหมือนเวียดนามช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาราคาหมูเป็นตกต่ำเหลือ กิโลกรัมละ 25-30 บาท ขาดทุนและเลิกเลี้ยงไปกันมาก

“สหรัฐเป็นผู้เลี้ยงหมูอันดับ 1 ของโลก มีต้นทุนการเลี้ยงหมูเพียง กก.ละ 1 เหรียญสหรัฐ หากสหรัฐดัมพ์ชิ้นส่วนหมูในส่วนของหัว ขา และเครื่องใน เกือบ 20 กิโลกรัม/ตัว เข้ามาในปริมาณไม่มาก ก็แย่แล้ว เหมือนฟิลิปปินส์ เวียดนาม เจออยู่ในขณะนี้ ราคาหมูไทยที่มีต้นทุนเลี้ยงสูง กิโลกรัมละ 58 บาท จะอยู่ไม่ได้ ซึ่งในไทยมีผู้เลี้ยงหมูรายย่อย-รายกลางถึง 75% จะขาดทุนหนักและเลิกเลี้ยงหมดอาชีพอย่างแน่นอน”

ในส่วนสถานการณ์หมูไทยในขณะนี้ ปริมาณการเลี้ยงกับการบริโภคเริ่มสมดุล จากราคาหมูเป็นทรุดลงเหลือ กิโลกรัมละ 54 บาทช่วงก่อนหน้านี้ ขยับขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 58-60 บาทแล้ว เพราะกลุ่มผู้เลี้ยงทุกภาคเริ่มหารือในการแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง รวมทั้งเชิญผู้เลี้ยงรายใหญ่ 10 กว่าบริษัทมาหารือ โดยนำหมูในพื้นที่ที่ล้นตลาดไปช่วยขายในพื้นที่ขาดและร่วมกันขายในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการเลี้ยง ทำให้สถานการณ์ราคาดีขึ้น

“ปริมาณการเลี้ยงกับการบริโภคที่สมดุล เพราะในหลายพื้นที่เกษตรกรผู้เลี้ยงยังมีปัญหาโรคท้องร่วงติดต่อในสุกร ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Porcine Epidermic Diarrhea (PED virus) ทำให้แม่หมูท้องเสีย นมแห้งตามมา เมื่อลูกที่คลอดออกมาไม่ได้กินนมแม่ 3-4 วันที่ท้องเสียก็ตาย การแก้ปัญหาเอาหมูในพื้นที่ล้นไปโปะพื้นที่ขาด จะทำให้ผู้เลี้ยงที่ขาดแคลนไม่เพิ่มแม่พันธุ์ที่จะก่อให้เกิดหมูล้นตามมา ส่วนราคาขายหมูชำแหละหน้าเขียงในตลาดสด ปัจจุบันเขียงขายหมูเนื้อแดง กิโลกรัมละ 130-140 บาท ซึ่งควรจะขายสูงกว่าราคาหมูเป็น 2 เท่า หรือเพียง กิโลกรัมละ 120 บาท”

น้ำท่วมอีสานกระทบหนัก ภาคเอกชนชี้มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอียังไม่โดน ติดเงื่อนไขเยอะ หากยังไม่แก้ไขเศรษฐกิจจะเรื้อรังข้ามปี ภาคเกษตรอ่วม ร้อยเอ็ดนาข้าวเสียหายประมาณ 7.2 แสนไร่ มูลค่ากว่า 3 พันล้าน คาดทำราคาข้าวสูงขึ้นไม่เกิน 10% ด้านนครพนมประเมินความเสียหายภาคเกษตร-ปศุสัตว์-ประมงกว่า 4-5 พันล้าน เตรียมมอบข้าวเหนียวช่วยเกษตรกรประทังช่วงไม่มีรายได้ พร้อมหารือสนับสนุนพันธุ์พืชอื่นทดแทน

ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ระบุความเสียหายจากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2560 ทำให้เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ 44 จังหวัด 302 อำเภอ 1,724 ตำบล 14,105 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 609,425 ครัวเรือน 1,898,322 คน ผู้เสียชีวิต 37 ราย บ้านเรือนเสียหาย 2,931 หลัง ถนน 2,401 สาย คอสะพาน 111 แห่ง สะพาน 207 แห่ง ฝายและทำนบ 8,753 แห่ง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 1,960,000 ไร่ บ่อปลา 7,797.23 ไร่ ปศุสัตว์ 43,137 ตัว

ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 39 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 5 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี และพระนครศรีอยุธยา
สินเชื่อไม่โดน-เงื่อนไขเพียบ
นายมงคล ตันสุวรรณ ประธานหอการค้ากลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า น้ำท่วมครั้งนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก คือ ผู้ประกอบการ ที่แบ่งเป็น 2 ส่วน เอกชนรายใหญ่ที่แข็งแรงไม่กระทบมาก แต่กลุ่มเอสเอ็มอีต้องมีเม็ดเงินเติมเข้ามาช่วย ขณะที่โครงการของเอสเอ็มอีแบงก์กำหนดเพดานเงินกู้รายละ 15 ล้านบาท แต่กลับติดเงื่อนไขมากมาย จนสุดท้ายเหลือไม่ถึง 2 ล้านบาท ตรงนี้ต้องบอกว่าธุรกิจต้องมีช่องให้ยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ แต่แบงก์จับให้อยู่ในกรอบหมดจนทำอะไรไม่ได้ หากไม่มีการแก้ปัญหาเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเรื้อรังข้ามปี

ขณะที่การให้สินเชื่อผ่านสถาบันการเงินของภาครัฐดูแล้วยังไม่โดน เพราะการช่วยเหลือเป็นแฟลตเรต โดยให้เพียงรายละ 1 ล้านบาท ปลอดดอกเบี้ย 0% 10 ปี เหมือนจะดูดี แต่จำนวนเงินนี้ไม่สอดคล้องต่อการฟื้นฟู ไม่พอจะให้เกิดพลวัต หรือให้ฟื้นธุรกิจได้ ดังนั้นเราเรียกร้องขอให้ภาครัฐกำชับการปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบให้วงเงินที่จำเป็น หรือไม่เกินกว่าที่เขาเคยกู้อยู่ แต่ถามว่าให้แบบนี้เอาไหมก็เอา แต่นอกจากจะไม่ฟื้นธุรกิจอาจทำให้เกิด NPL ด้วย แล้วประเทศชาติก็อาจบอบช้ำต่อไป
ร้อยเอ็ด หนุนแปรรูปข้าวทำเบเกอรี่

นายสมเกียรติ ชัยคณารักษ์กูล ประธานหอการค้าจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า จนถึงปัจจุบันจังหวัดร้อยเอ็ดยังมีน้ำท่วมขังเฉลี่ยประมาณ 1-2 เมตร ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย โรงสี และร้านขายอุปกรณ์ทางการเกษตร ซึ่งภาคการเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะชาวนา เพราะข้าวคือผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นรายได้หลักของจังหวัด และปัญหาน้ำท่วมจะยังไม่คลี่คลายในเร็วๆ นี้ เนื่องจากยังไม่ผ่านช่วงมรสุม ต้องรอจนกว่าจะถึงปลายเดือนกันยายน-ต้นเดือนตุลาคม

โดยจังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ประสบภัยกว่า 779,983 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว 724,562 ไร่ จากพื้นที่ปลูกข้าวทั้งจังหวัด 3 ล้านกว่าไร่ มีผลผลิตได้รับความเสียหายประมาณ 3,000 ตัน มูลค่าความเสียหายภาคการเกษตรไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านบาท ทั้งนี้มีแนวโน้มว่าราคาข้าวจะสูงขึ้น เพราะข้าวเก่าหมด ข้าวใหม่ออกน้อย โดยข้าวเก่ามีราคาประมาณ 12.50-13 บาท/กิโลกรัม แต่จากการคาดการณ์ของโรงสี ข้าวที่จะออกใหม่ปลายเดือนตุลาคม-ต้นเดือนพฤศจิกายน ราคาจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 14.50 บาท/กิโลกรัม

ขณะเดียวกันทางหอการค้าจังหวัดได้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดด้วยการสร้างเมืองประชารัฐ สร้างกลุ่มชุมชน เพื่อแปรรูปข้าวหอมมะลิมาทำเบเกอรี่ แป้งฟอกหน้าขาว เซรั่ม ชาใบข้าว และมีการส่งเสริมการเกษตรให้ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ถั่ว แตงโม เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับรายได้ของจังหวัด เนื่องจากประชากรมีรายได้ต่ำ เฉลี่ย 58,000 บาท/ปี อยู่รั้งท้ายของประเทศ

เร่งสำรวจ-วางแผนปลูกพืชทดแทน
ด้าน นายเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า หลังจากน้ำลดต้องมีการเข้าไปประเมินพื้นที่ความเสียหาย คาดว่างบประมาณในการฟื้นฟูภาคการเกษตรต้องใช้อย่างน้อย 60 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าราคาข้าวปีนี้น่าจะสูงขึ้นไม่เกิน 10% และแนวโน้มหลังน้ำท่วม ชาวบ้านน่าจะทำนาปรังกันมาก ทั้งเพื่อการเก็บไว้บริโภคเองและการขาย

ส่วนการฟื้นฟูโดยเฉพาะนาข้าวจะต้องมีการวางแผนปลูกข้าวนาปรัง การสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ ทั้งปลูกพืชอายุสั้น อายุยาว ต้องมีการวางแผนเรื่องการใช้น้ำและหาแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาข้าวต้องใช้น้ำ 1,500 ลบ.ม./ไร่ แต่หากเป็นพืชอายุสั้นจะใช้น้ำ 400-500 ลบ.ม./ไร่ เช่น ถั่วลิสง มันเทศ แตงกวา ถั่วฝักยาว เป็นต้น ชุมชนจะต้องเป็นคนลงมติว่าจะปลูกพืชตัวไหนทดแทน และต้องประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาตลาดต่อไป
มอบข้าวเหนียวประทังปากท้อง

ขณะที่ นายสุรัตน์ กองเกียรติกมล ประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ล่าสุดสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดส่วนใหญ่ลดลงมาเกือบหมดแล้ว แต่ยังเหลือพื้นที่เกษตรกรรมบางส่วนที่มีน้ำท่วมขัง ไม่สามารถระบายน้ำออกไปได้เนื่องจากเป็นที่ลุ่ม เช่น อำเภอนาทม วังยาง นาหว้า และศรีสงคราม คงจะต้องรอให้แห้งตามธรรมชาติไป คาดว่าน้ำจะเข้าสู่ภาวะปกติประมาณ 20 วัน-1 เดือน หากไม่มีน้ำมาเติมอีก

ทั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร มีนาข้าวได้รับความเสียหายประมาณ 257,000 ไร่ จากพื้นที่การเกษตรของจังหวัดนครพนมเกือบ 1.2 ล้านไร่ หรือเสียหายไป 1 ใน 6 ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด กระทบ 22,000 ครัวเรือน ด้านปศุสัตว์ได้รับความเสียหาย 1,880 ราย และประมง 4,114 ราย ทั้งนี้คาดว่ามูลค่าความเสียหายรวมทั้งหมด 4-5 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบอีกจำนวนหนึ่ง อีกทั้งยังส่งผลทางอ้อมต่อธุรกิจร้านค้าในตัวจังหวัด ที่มีลูกค้าอยู่ต่างอำเภอที่ได้รับความเสียหาย หรือเป็นเกษตรกรที่ไม่สามารถชำระค่าสินค้าได้ช่วงนี้

สำหรับการช่วยเหลือด้านการเกษตร ในพื้นที่ที่น้ำลดแล้วสามารถทำนาได้ทันในฤดูกาลนี้ มีประมาณ 1 แสนกว่าไร่ ราชการจะช่วยเหลือพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ให้ชาวบ้านได้ปลูกใหม่ ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่สามารถปลูกได้ทันในฤดูกาลนี้ ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 7-8 หมื่นไร่ ราชการจะแจกจ่ายข้าวสารข้าวเหนียวให้เกษตรกรได้บริโภค เพื่อที่จะประทัง 1 ปี ระหว่างรอปลูกข้าวรุ่นใหม่ในปีหน้า และช่วยเหลือเป็นจำนวนเงิน 1,119 บาท/ไร่ โดยกำหนดให้ครอบครัวละไม่เกิน 30 ไร่ รวมถึงขณะนี้ทางจังหวัดกำลังประชุมหารือกันเพื่อหาพันธุ์พืชอื่นๆ มาปลูกทดแทน

“จากเดิมประเมินว่าไตรมาสที่ 3 ภาวการณ์ธุรกิจของทุกภาคส่วนเริ่มเงยหัวขึ้นมา แต่เมื่อเกิดปัญหานี้ทำให้ลดลง กว่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติอาจจะนานกว่า 4-5 เดือน ขณะที่กำลังซื้อในจังหวัดต่ำลงมา เพราะชาวบ้านไม่มีทุนที่จะไปซื้อจับจ่ายใช้สอย ต้องประหยัดเพื่อเตรียมไว้ซื้ออาหารสำหรับช่วงที่ไม่มีรายได้ ด้านการค้าก็ดาวน์ลง อยู่ในจุดที่ชะลอตัวสุดๆ” นายสุรัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ช่วยเหลือด้านการเกษตรไร่ละ 1,119 บาท แต่ไม่เกินครอบครัวละ 30 ไร่ รวมถึงชดเชยครัวเรือนละ 3,000 บาท และล่าสุด ครม.มีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 งบฯกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รวมทั้งสิ้น 2,101.46 ล้านบาท ให้กระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย กรมทางหลวง 1,620.67 ล้านบาท และกรมทางหลวงชนบท 480.79 ล้านบาท

กลายเป็นประเด็นร้อนสำหรับวงการเกษตรไทย กับกรณี “พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส” เมื่อคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยมีตัวแทนจาก 5 กระทรวงหลักเข้าร่วมได้มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิดนี้ โดยไม่ให้กรมวิชาการเกษตรรับขึ้นทะเบียน ไม่ต่ออายุทะเบียน และห้ามนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยอีก ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2560 และเลิกใช้อย่างสิ้นเชิงภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 โดยระบุว่า พาราควอตจัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง ไม่สามารถหายาถอนพิษได้ ที่ผ่านมา 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว ทำเอาบริษัทขายยาและเกษตรกรที่นิยมใช้ออกมาคัดค้าน

โดยล่าสุดสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยได้จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมศกนี้ วันถัดมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 60 “กรมวิชาการเกษตร” ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งเกษตรกรและกลุ่ม NGOs เอกชนมาช่วยกันเสนอไอเดียเพื่อหาทางออก

จี้ “ฉัตรชัย” ไขคำตอบ
นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า เกษตรกรล้วนกังวลว่า หากยกเลิกสารเคมี 2 ตัวนี้ โดยเฉพาะสารพาราควอตอาจกระทบต่อต้นทุนของเกษตรกร ซึ่งสวนทางกับนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้เกษตรกรลดต้นทุนและแนะนำให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบปลอดภัย ให้ใช้สารเคมีได้ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งสารพาราควอต เกษตรกรเข้าใจและคุ้นชิน รู้ว่าจะใช้อย่างไร ในปริมาณเท่าใด จึงจะเหมาะสม

นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย กล่าวว่า เกษตรกรใช้สารเคมีในประเทศไทยมานาน ในฐานะผู้ผลิตขอย้ำว่า ผู้ประกอบการมีจรรยาบรรณในการผลิตทุกกระบวนการ หากสารเคมีเหล่านี้เป็นผลเสียในทางเดียวแล้วถูกผลิตออกไป คงไม่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการเกษตรกรรมไทยมาถึงจุดนี้ได้แน่นอน
เกษตรกรทั่วประเทศไม่ให้แบน

ส่วนเวทีกรมวิชาการเกษตรได้เปิดเวทีรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมสารกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ทั้งพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสตขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีเกษตรกรจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแสดงความคิดเห็นอย่างคับคั่ง ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้เห็นว่า การใช้สารทั้ง 3 ชนิด ถ้าทำถูกที่ ถูกเวลา ถูกอัตรา ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด จึงไม่ต้องการให้แบนการใช้ หลายคนใช้มา 20-40 ปี สุขภาพยังแข็งแรง บางคนเป็นเบาหวานต้องตรวจเลือดทุกเดือนก็ไม่มีสารพิษตกค้าง ดังนั้นจึงเสนอให้กรมวิชาการเกษตรรับต่อทะเบียนสารเคมีเหล่านี้อีก แต่ถ้าหากยังสงสัยกัน ก็ทำวิจัยอันตรายจากสารอีกครั้ง หากพบว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี ก็ยกเลิกการขึ้นทะเบียนได้

กรมฯ ชี้ 8 ปี พบตกค้างต่ำ
ทางด้าน นางผกาสินี คล้ายมาลา จากกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการเก็บตัวอย่างหาสารตกค้างพาราควอตในดินและน้ำทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2552-2560 ในดิน 500 กว่าตัวอย่าง และในน้ำ 700 กว่าตัวอย่าง ทั้งจากแม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก บางปะกง ท่าจีน แม่กลอง พบที่ดินตะกอนแม่น้ำน่านแห่งเดียว แต่อยู่ในระดับ 1.08 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เท่านั้น และเจอคลอร์ไพริฟอสในอาหารบ้าง ซึ่งช่วงนี้กำลังเก็บตัวอย่างจากสวนผลไม้ภาคตะวันออก 4 จังหวัดมาวิจัยหาสารตกค้างเพิ่มอีก

“ข้อมูลที่ไทยแพนหรือเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่ จะอิงข้อมูลอาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวรที่ไปตรวจดินและน้ำที่น่านเพียง 2 เดือน แต่ผลวิจัยยังไม่ครบถ้วน และมีกระแสข่าวว่าเจอสารตกค้าง ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านและกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปตรวจซ้ำ ปรากฏว่าไม่พบ และที่มีกระแสข่าวว่า พบผู้ป่วยมะเร็งจากสารนี้ 42 ราย ตรวจสอบแล้วว่ามีสาเหตุจากพยาธิ 2 ราย ที่เหลือเป็นมะเร็งท่อน้ำดีที่ไม่เกี่ยวกับพาราควอต”
ดร. บุญญานาถ นาถวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจ

บริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ไกลโฟเสตย่อยสลายได้ในดิน ไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม ย่อยโดยจุลินทรีย์ในดิน ตกค้างในดินเพียง 30-40 วัน ซึ่งไกลโฟเสตและพาราควอตเปรียบเสมือนประจุลบ ดินเป็นประจุบวก จะจับตัวกันแน่น ในขณะที่หากไหลลงสู่แหล่งน้ำจะจับตัวกับสารอินทรีย์ที่แขวนลอยในน้ำและมีการย่อยสลายไปในที่สุด แล้วแต่ปริมาณสาร หากมีมากอาจใช้เวลาย่อยสลายเพิ่มขึ้น

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไปแล้วทุกภาค จะต้องรวบรวมความคิดเห็นส่งให้คณะทำงานเฝ้าระวังวัตถุอันตรายพิจารณาตามหลักวิชาการให้เสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานพิจารณาต่อไป

“โตโยต้า-นิสสัน-ไทยซัมมิต” ประสานเสียงถึงเวลาผู้ประกอบการรถยนต์ต้องปรับตัวรับยานยนต์ในอนาคต เห็นสัญญาณยอดใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์แบบเดิมๆ มาแรงทั่วโลก ชี้รัฐบาลยังขาดการสร้างแรงจูงใจ

นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องเร่งพัฒนาเพื่อกัาวให้ทันการพัฒนาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีไฮบริดและรถพลังงานไฟฟ้า ซึ่งแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จะทำให้ยอดขายรถยนต์ลดลงด้วย สังเกตได้จากการเกิดขึ้นของระบบแชร์กรรมสิทธิ์รถยนต์ในอเมริกาเหนือ ที่ผู้บริโภคจะสมัครสมาชิกและใช้รถยนต์ในเวลาที่ต้องการและซื้อรถยนต์น้อยลง ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าการสมัครสมาชิก 1 ครั้งจะทำให้รถยนต์หายไปจากถนน 11 คัน หรือตัวอย่างอื่น เช่น การเกิดขึ้นของรถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล

นายนินนาท กล่าวว่า ทั้งนี้ colourofwords.com อุตสาหกรรมรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติยังแสดงให้เห็นศักยภาพยานยนต์ในอนาคต เพราะในปัจจุบันรถยนต์หลายยี่ห้อเริ่มมีฟังก์ชั่นการขับเคลื่อนอัตโนมัติในหลายสถานการณ์ เช่น ระบบช่วยจอด การทำระบบนำทาง การบันทึกพฤติกรรมการขับรถ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อธุรกิจประกันภัยและเช่าซื้อรถยนต์อีกด้วย ซึ่งโตโยต้าไม่มีความกังวลในการเปลี่ยนแปลงทางดัานอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากมีโมเดลพลังงานสะอาดจากการพัฒนารถยนต์รุ่นพรีอุสก่อนหน้านี้มาระยะหนึ่งแล้ว

นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นแนวโน้มพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงอื่นๆ ซึ่งนิสสันเองได้พัฒนาระบบยานยนต์อัจฉริยะ โดยตั้งเป้าหมายการพัฒนาให้เป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติมีอัตราอุบัติเหตุเป็นศูนย์ และลดปัญหาจราจรต้ดขัด ผ่านฟังก์ชั่นการควบคุมล้อ ระบบกระจกมองหลังอัจฉริยะ ระบบช่วยเหลือการจอดรถและระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตามมองว่ารัฐบาลยังขาดการสร้างแรงจูงใจให้กับฝ่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคหันมาใช้รถพลังงานสะอาด

“สำหรับการลงทุนในไทย นิสสันได้ก่อตั้งโรงงานแห่งที่ 2 ขึ้น เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์กว่า 400,000 คันต่อปี และได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา” นางเพียงใจ กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ไทยซัมมิต เปิดเผยว่า เทคโนโลยีในอนาคตอันใกล้ จะเกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น เซ็นเซอร์การเปลี่ยนช่องทางจราจร การแจ้งเตือนผู้โดยสาร สำหรับรถอีวี นั้น มองว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2573-2583 หรือเร็วกว่านั่น โดยมีฝรั่งเศสและอังกฤษเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

นายธนาธร กล่าวว่า สำหรับไทยซัมมิต ได้เร่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านจีพีเอส แบตเตอรี่และชิ้นส่วนยานยนต์น้ำหนักเบา ซึ่งแมกนีเซียมและอะลูมิเนียมที่เป็นเทคโนโลยีการผลิต นอกจากจะทำให้ชิ้นส่วนยานยนต์มีน้ำหนักเบาขึ้นแล้ว ยังช่วยดูดซับเสียงอีกด้วย

ทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกา นำโดย มาร์ค เบลนเนอร์ รองศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเคมีและชีวะโมเลกุล จากมหาวิทยาลัย เคลมสัน ในเมืองเคลมสัน รัฐเซาธ์แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ประสบความสำเร็จในการใช้กรรมวิธีตัดต่อพันธุกรรม เปลี่ยนยีสต์สายพันธุ์หนึ่งให้กลายเป็นยีสต์ที่สามารถเปลี่ยนปัสสาวะให้กลายเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพของนักบินอวกาศได้ ทั้งยังสามารถใช้วิธีเดียวกันผลิตเม็ดพลาดสติกในอวกาศได้อีกด้วย ที่สำคัญก็คือสามารถใช้วิธีการเดียวกันแก้ปัญหาขาดแคลนอาหารบนโลกได้เช่นกัน

ยีสต์สายพันธุ์ดังกล่าวคือ “ยาร์โรเวีย ไลโปลิติกา” (Yarrowia lipolytica) ซึ่งบริโภคยูเรีย สารประกอบที่มีอยู่ในปัสสาวะเป็นอาหาร นอกจากนั้นยังพบได้ในชีส และพบว่ายังสามารถเติบโตบนคราบน้ำมันดิบที่รั่วไหลออกมาอีกด้วย

รองศาสตราจารย์เบลนเนอร์ระบุว่า การสร้างเครื่องมือเพื่อผลิตอาหารจากของเสียในระหว่างการดำเนินภารกิจในห้วงอวกาศ ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าการกักตุนอาหารและเสบียงต่างๆ ขึ้นกลับไปกับยานอวกาศด้วย เนื่องจากเสบียงสัมภาระดังกล่าวนอกจากจะกินเนื้อที่แล้วยังทำให้ยานมีน้ำหนักสูง สิ้นเปลืองเชื้่อเพลิงสูงมากเมื่อต้องออกเดินทางจากโลก

ทีมวิจัยของเบลนเนอร์สามารถทำให้ยีสต์สายพันธุ์นี้ซึ่งผ่านกระบวนการตัดต่อทางพันธุกรรมแล้ว ให้ผลิตกรดไขมัน โอเมกา-3 ได้ 50 มิลลิกรัม และผลิตพลาสติกได้ 250 มิลลิกรัม ในการทดลองเพื่อพิสูจน์แนวความคิดนี้ และนำเสนอผลการทดลองต่อการสาธิตและการประชุมแห่งชาติครั้งที่ 254 ของสมาคมนักเคมีอเมริกัน เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา