ผลงานชิ้นนี้ เคยได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) และถ้วย

รางวัลชนะเลิศด้านการเกษตร (The Top of Agriculture) ในงาน 2016 Kaohsiung International Inventional and Design EXPO (KIDE 2016) ที่เมืองเกาสง ประเทศไต้หวัน จากผลงานที่เข้าประกวดจากทั่วโลกกว่า 300 ผลงาน คาดว่าสารชีวภัณฑ์ตัวนี้จะมีบทบาทในอุตสาหกรรมการค้าปุ๋ยในอนาคต เพราะช่วยให้พืชเติบโตไว ให้ผลผลิตสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

“เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร” ในปีนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรในชุมชน ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากหนามแดง (มะม่วงหาวมะนาวโห่) “เดอร์ปาริช” ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะจากพืชสมุนไพรท้องถิ่นอีสาน และน้ำปลาหวานจากก้างปลาส้ม ฯลฯ ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีได้นำเสนอนวัตกรรมการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษเหลือกุ้งโรงงานอุตสาหกรรม โดยนำเปลือกกุ้งมาอบแห้งและบดเป็นผงสำหรับนำไปแปรรูปเป็นอาหารประเภทเส้นหมี่ ขนมปัง คุกกี้ และเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์

“นวัตกรรมปุ๋ยและวัสดุปลูก 6 ชนิด” เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อชุมชนฐานราก ผศ.ดร. จิระ จิตสุภา สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า ในปีนี้มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดตัวนวัตกรรมปุ๋ยและวัสดุปลูก จำนวน 6 ชนิด ประกอบด้วย

ปุ๋ยนาโนซิลิคอน เป็นปุ๋ยที่มีอนุภาคขนาดเล็กระดับนาโน ช่วยให้มันสำปะหลังแข็งแรง ต้านทานต่อแมลงศัตรูพืช และมีผลผลิตสูงขึ้น
ปุ๋ยสวนดุสิตไบโอกรีน เป็นปุ๋ยชีวภาพที่มีส่วนผสมของแบคทีเรีย มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายพาราควอท (กรัมม็อกโซน) ช่วยให้พืชแข็งแรง เพิ่มผลผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปุ๋ยชีวภาพละลายโพแทสเซียม เป็นปุ๋ยชีวภาพ มีความสามารถในการละลายธาตุโพแทสเซียมในดินดาน ทำให้พืชสามารถดูดไปใช้ได้โดยตรง ช่วยเพิ่มผลผลิต
ปุ๋ยเจลบีด ควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร ช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารหลักในปุ๋ยเมื่อใส่ลงในดิน ทำหน้าที่ควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร ทำให้พืชได้รับธาตุอาหารอย่างต่อเนื่อง เพิ่มผลผลิต

เม็ดดินเผามวลเบา ใช้เป็นวัสดุสำหรับปลูกพืชหรือคลุมดิน สามารถดูดซับน้ำและปุ๋ยได้ดี ช่วยรักษาความชุ่มชื้นได้ดี
เม็ดดินอินทรีย์ เกิดจากการนำกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรมอาหารไปใช้เป็นส่วนผสมของเม็ดดินเผา ใช้เป็นวัสดุสำปรับปลูกพืช หรือคลุมดิน พื้นผิวมีรูพรุน น้ำหนักเบา สามารถดูดซับน้ำและปุ๋ยได้ดี ช่วยรักษาความชุ่มชื้นได้ดี

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ สิทธิบัตรทอง ที่มีการใช้มากว่า 15 ปี ส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนในภาคการเกษตรได้รับการดูแลด้านสุขภาพมากขึ้น รายละเอียดเป็นอย่างไร ติดตามได้จากรายงานพิเศษชุดนี้

วันที่ 21 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ได้ระบายน้ำเพียง 16.70 ล้าน ลูกบาศก์เมตร หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ระบายวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ลำน้ำเสียวซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำพอง ยังมีปริมาณ มากและ ได้ไหลเข้าท่วมนาข้าว ต.น้ำพอง อ.น้ำพอง โดย ปริมาณน้ำมากจนล้นตลิ่ง และน้ำได้ไหล เข้าท่วม นาข้าวของเกษตรกรที่บริเวณบ้านกุดน้ำใสน้อย ต.น้ำพอง และบ้านเสียว ต.วังชัย โดยทั้ง 2 ตำบล มีน้ำท่วมขังนาข้าวไปแล้วกว่า 500 ไร่ ซึ่งนาข้าว ได้จมน้ำมานานกว่า 2 สัปดาห์ ข้าวเริ่มตาย เพราะจมน้ำนานเกินไป

นายศุภชัย ลีเขาสูง นายอำเภอน้ำพอง กล่าวว่า ขณะนี้ทางอำเภอยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำ ในแม่น้ำพองต่อเนื่องเพราะยังมีปริมาณมาก โดยได้ประสานกับทางเขื่อนอุบลรัตน์ในการระบายน้ำ โดยที่ บริเวณบ้านท่าเม่า จะมีเครื่องวัดปริมาณน้ำและเมื่อในลำน้ำพองมีปริมาณมาก ทางเขื่อนอุบลรัตน์จะลดการ ระบายน้ำลงตามข้อตกลงของคณะบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น ในส่วนของพื้นที่น้ำท่วมจากการสำรวจ พบว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีพื้นที่นาข้าวถูกน้ำท่วมไปแล้ว 23,000 ไร่ ในส่วนพื้นที่น้ำล้นตลิ่งจาก ลำห้วยเสียวต้องรอให้ทางผู้นำท้องถิ่นรายงานเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในระหว่างการสำรวจ

รศ.ดร. ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่าง มร.สส. กับภาคเอกชน พีทีจี ถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาบุคลากรร่วมกันผ่านการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนเฉพาะสำหรับกาแฟพันธุ์ไทย ให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกงานสร้างรายได้พิเศษระหว่างเรียน และส่งเสริมให้พนักงานเรียนจนจบปริญญาตรี รวมถึงการเปิดร้านกาแฟพันธุ์ไทยสาขาใหม่ที่ มร.สส. ว่า นับเป็นโอกาสที่ดีที่จะต่อยอดให้เกิดการพัฒนาบุคลากร ทั้งของพีทีจีและนักศึกษา มร.สส. การร่วมมือในครั้งนี้จะได้ผลทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาจำนวนมากที่มีความพร้อมด้านองค์ความรู้เรื่องการบริการและการบริหารจัดการอยู่แล้ว สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของแบรนด์ในเรื่องแรงงานที่มีคุณภาพจำนวนมากได้ดี โดยส่งไปฝึกหรือทำงานกับร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศได้

อธิการบดี มร.สส. กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีกิจกรรมในแผนงานอยู่ 3 ส่วน 1. คอร์สอบรมพนักงานระยะสั้น 2. การพัฒนาหลักสูตรในระดับปริญญาตรี ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้เพื่อวางแผนหลักสูตรที่จะขยายโอกาสให้พนักงานได้เรียนและทำงานไปด้วยอย่างมีประสิทธิภาพ และมีโอกาสเติบโตในเส้นทางอาชีพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น และ 3. โอกาสที่นักศึกษาได้ฝึกงานในร้านกาแฟพันธุ์ไทยสาขาใกล้บ้าน เพื่อสร้างรายได้พิเศษระหว่างเรียน และยังมีโอกาสได้รับการบรรจุเป็นพนักงานในอนาคต ทั้ง 3 แผนงานดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือที่จะสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่ายอย่างยั่งยืน

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ในเดือนมกราคม 2561 กยศ. จะเริ่มหักบัญชีเงินเดือนลูกหนี้ที่เป็นข้าราชการกว่า 2 แสนราย ใช้หนี้คืน กยศ. เป็นรายเดือน ภายหลังจากที่ พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศง 2560 มีผลบังคับใช้ ให้อำนาจ กยศ. หักเงินบัญชีเงินเดือนแบบภาคบังคับได้ทันที

ลูกหนี้ที่เป็นข้าราชการมี 6 หมื่นราย ผิดชำระหนี้ ต้องให้หน่วยงานต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบเอาผิดทางวินัย มั่นใจว่าลูกหนี้กลุ่มนี้จะสามารถหาเงินมาชำระหนี้คืนให้ กยศ. ตามเงื่อนไข หากไม่สามารถทำได้จะมีโทษความผิดทางวินัย โทษสูงสุดคือ ให้ออกหรือไล่ออกจากราชการ

สำหรับการหักบัญชีเงินเดือนกับลูกหนี้ที่เป็นเอกชน อยู่ระหว่างทำความเข้าใจกับบริษัทนายจ้าง ถึงการหักเงินเดือนชำระหนี้ ต้องดำเนินการตามกฎหมายฉบับใหม่ หากนายจ้างไม่หักเงินเดือนคืนจะมีโทษเสียเบี้ยปรับ กยศ.จะแจ้งรายชื่อลูกหนี้ไปยังต้นสังกัดที่ลูกหนี้ทำงาน คาดว่าจะเริ่มหักบัญชีเงินเดือนเอกชนได้เต็มรูปแบบในช่วงกลางปี 2561

ร้อยเอ็ด – นายประสิทธิ์ หลวงมณี ประธานชมรม ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวภายหลังยื่นหนังสือกับ นางอุตสา จิตกระเสริม ผอ.กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน สนง.พาณิชย์ จังหวัดร้อยเอ็ด เรื่องขอคัดค้านการนำเข้าเนื้อสุกรและชิ้นส่วนจากสหรัฐ ว่า ตนและ นายชูศักดิ์ รัตนวนิชย์โรจน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมคณะ เคยไปคัดค้านที่สภามาแล้ว แต่ยกเลิกไปตั้งแต่ยุคนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มาวันนี้ทางสหรัฐมาบีบและกดดันให้ประเทศ ไทยนำเข้าเนื้อสุกรและชิ้นส่วนดังกล่าว ขนาดไม่นำเข้ามาราคายังตกต่ำเกษตรกรก็อยู่ไม่ได้

ที่ผ่านมากลุ่มผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศได้คัดค้านการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐมาตลอด เพราะมีข้อมูลปริมาณการผลิตเนื้อสุกรของไทยยังคงล้นตลาดในประเทศ เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่สร้างปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และสร้างปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกร
“สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ ราว 200,000 ครัวเรือน ขอยืนกรานคัดค้านการเปิดนำเข้าดังกล่าว”

สำหรับที่ร้อยเอ็ดมีทั้งสมาคมและชมรมที่ยื่นหนังสือเพื่อคัดค้านการนำเข้าดังกล่าว ซึ่งเดิมให้นำเข้าเป็นอาหารสัตว์ เป็นหมูที่ไม่ปลอดสารพิษ มีสารเร่งเนื้อแดง ยุคทักษิณห้ามนำเข้าแต่ยุคนี้รัฐบาลกลับให้นำเข้าโดยบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ถ้าหากยินยอมให้นำเข้าเกษตรกรไม่มีที่ยืนแน่ วันนี้ร้องผ่านกระทรวงพาณิชย์ไปถึงนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ดำเนินการให้ขั้นตอนต่อไปก็ต้องดำเนินการทางกฎหมาย ต้องฟ้องร้องกัน เพราะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนเสียหาย ปัจจุบันเปิดเสรีมีแนวโน้มนำเข้าเนื้อสัตว์ทุกประเภท แต่บางอย่างต้องปกป้องเกษตรกรด้วย
ขณะที่นางอุตสา กล่าวว่า เป็นผู้แทนรับหนังสือร้องเรียนแทนพาณิชย์ จังหวัดร้อยเอ็ด

ตรัง – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ชาม 10 บาท ชื่อ “ลองแล” ริม ถนนตรัง-ย่านตาขาว ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ตอบโจทย์ลูกค้าในช่วงข้าวยากหมากแพง ราคายาง ปาล์ม ตกต่ำ จึงทำให้ลูกค้าทุกสาขาอาชีพไปนั่งรับประทานกันแน่นร้านทุกวัน เนื่องจากมีรสชาติไม่แพ้ร้านใหญ่ๆ ส่วนมากทานกันอย่างน้อยคนละ 2 ชาม เนื่องจากราคาถูกกว่าร้านทั่วไป แถมยังมีหลากหลายเมนู

นายจักรภพ คงแก้ว หรือ หลวงกบ อายุ 42 ปี เจ้าของร้านลองแล เปิดร้านมาได้ 3 ปีกว่าแล้ว ก่อนหน้านี้เคยไปทำงานในเมืองกรุง และตัดสินใจกลับมาบ้านเกิดที่ จังหวัดตรัง เพื่อเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือ นับเป็นการสวนกระแสในช่วงที่ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นและอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เนื่องจากคนตรังส่วนใหญ่ประกอบอาชีพสวนยางและปาล์ม ดังนั้น จึงหันมาขายก๋วยเตี๋ยวเรือ แค่ชามละ 10 บาท โดยยังคงคุณภาพมาตรฐาน และไม่ลดปริมาณ เพราะถ้าลูกค้ากินได้ทางร้านก็อยู่ได้ สามารถนำเงินส่วนนี้เลี้ยงดูครอบครัวและลูกน้องได้อย่างไม่ขัดสน

พล.ท. ธนา จารุวัต แม่ทัพน้อยที่ 3 พร้อมด้วย นายสุวรรณ ภานุนำภา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการตรวจสอบแนวเขตพื้นที่บ้านร่องกล้า ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้ราษฎรบนพื้นที่สูง หมู่ที่ 10 บ้านร่องกล้า ได้รับทราบแนวเขตพื้นที่บ้านร่องกล้า รวมถึงได้ทราบแนวเขตที่ดินที่อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จ.พิษณุโลก บริเวณส่วนที่กันออกจากเขตของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จำนวน 830 ไร่ ให้ถูกต้อง และได้ขอบเขตพื้นที่ที่ชัดเจน และเมื่อทราบพื้นที่ที่ชัดเจนทั้งหมดแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการขอใช้พื้นที่กับกรมป่าไม้ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ต่อไป โดยตามมติ ครม.ได้กำหนดให้ศูนย์พัฒนาราษฎรฯ จัดสรรเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรหรืออย่างอื่น ภายในเนื้อที่ 830 ไร่

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ของบริษัท ซีทริป ซึ่งเป็นบริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ของจีน พบว่า ในช่วงวันหยุดยาว (โกลเด้นวีก) หรือตรงกับวันชาติจีน ระหว่างวันที่ 1-8 ตุลาคมนี้ จะมีชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศราว 6 ล้านคน โดยเลือกมาไทยมากเป็น อันดับ 1 ต่อด้วยญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพฤติกรรมการท่องเที่ยวระยะ 4-6 วัน ไทยยังได้รับความนิยมสูงสุด ททท.จึงคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาไทยกว่า 3 แสนคน เติบโตกว่า 72% จากปีก่อน จะสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยว 9,275 ล้านบาท เติบโต 60% อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตที่สูงขึ้นมากเพราะปีที่ผ่านมามีการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างหนัก

นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ข้อมูลจากกรมท่าอากาศยาน พบว่าในช่วงโกลเด้นวีกปีนี้มีสายการบินยื่นขอทำการบินลงใน 4 ท่าอากาศยานนานาชาติของไทย คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่ จำนวนกว่า 1,387 เที่ยวบิน คิดเป็นจำนวนที่นั่งกว่า 269,504 ที่นั่ง โดยส่วนใหญ่จะบินมาจากเมืองเฉิงตู กว่างโจว นานกิง เสิ่นเจิ้น อู๋ซีเสิ่นหยาง เซี่ยงไฮ้ เจิ้งโจว ชิงเต๋า ฉางชา เทียนจิน หนานฉาง ปักกิ่ง ฉงชิ่ง ซีอาน กุ้ยหยาง ยินฉวน ซัวเถา และไห่โขว เป็นต้น สอดคล้องกับยอดการจองบัตรโดยสารเครื่องบินล่วงหน้าจากระบบมีการจองเข้ามาเพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน

“แนวทางการท่องเที่ยวชาวจีน เริ่มเป็นแบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้น และเริ่มเลือกเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวใหม่มากกว่าเก่าๆ โดยประเทศที่ได้รับความนิยม เช่น เคนยา นิวซีแลนด์ โมร็อกโก เปรู” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

คลังหวังเศรษฐกิจปีนี้โต 4% มองภูมิภาคแนวโน้มดีช่วยหนุนทั้งปีตามเป้า ชี้ กนง.ไม่ลดดอกเบี้ยก็ไร้ผลกระทบ เหตุนโยบายการคลังหนุนได้ระดับหนึ่ง ลุ้น 4 เดือนก่อนสิ้นปีเอกชนลงทุนเพิ่ม บริษัทญี่ปุ่นเดินหน้าเข้าอีอีซี มุ่งดูแลเศรษฐกิจเฉพาะกลุ่ม ช่วยเหลือเป็นรายจังหวัดให้ถูกจุดมากขึ้น

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยังมีความหวังว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะโตได้ 4% แม้ว่าขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดการว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 3.6% โดยเป็นการประเมินเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม แต่ขณะนี้แนวโน้มต่างๆ เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งได้รับรายงานจาก สศค.พบว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคในอีก 6 เดือนข้างหน้ามีแนวโน้มดี ดังนั้น จะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตไปได้ตามที่ประเมินไว้ โดย สศค.จะมีการประกาศตัวเลขคาดการเศรษฐกิจใหม่ช่วงเดือนตุลาคม”เศรษฐกิจไทยยังไปได้ และมีแนวโน้มที่ดี

แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ลดดอกเบี้ยในการประชุมช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ คงไม่มีผลอะไร เพราะนโยบายด้านการคลังช่วยดูแลเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง แต่ถ้าดอกเบี้ยลดลงจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพมากขึ้น แต่ก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะพูดไปมากแล้ว” นายสมชัย กล่าวนายสมชัย กล่าวว่า คงต้องดูว่าในช่วงที่เหลืออีก 4 เดือน ก่อนจะสิ้นปี จะมีการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มหรือไม่ เพราะนโยบายหักลดหย่อนภาษีจากการลงทุน 1.5 เท่านั้น จะไม่มีการต่ออายุให้อีกแล้ว

รวมถึงต้องติดตามกรณีบริษัทญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าจะเข้ามาลงทุนในอีอีซีนั้น เริ่มเดินหน้าเลยหรือไม่ ถ้าลงทุนเลยมีผลต่อเศรษฐกิจทันทีนายสมชัย กล่าวว่า ในระยะต่อไปในการดูแลเศรษฐกิจ เน้นการดูแลเฉพาะจุด เช่น หากพบว่ากลุ่มเซรามิก จังหวัดลำปาง มีปัญหาจะให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปช่วย ซึ่งการจัดทำข้อมูลเศรษฐกิจในรายจังหวัดของ สศค.จะมีประโยชน์มากในการออกนโยบายจากภาครัฐ ทำให้การช่วยเหลือถูกจุดมากขึ้น แม้เศรษฐกิจขณะนี้จะโต ส่งออกจะไปได้ดีขึ้น แต่ยังมีกลุ่มที่ยังลำบากอยู่ โดยพบว่ามีบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกเพียงบริษัทใหญ่ 10 บริษัทเท่านั้น เอสเอ็มอียังไม่ค่อยได้รับประโยชน์เท่าไหร่ ดังนั้น เป็นหน้าที่ภาครัฐหาแนวทางเข้าไปช่วยเหลือในกลุ่มนี้

เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ห้องฝ้ายคำ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานแถลงข่าวโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตกาแฟล้านนาคุณภาพ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1-Lanna Thai Coffee Hub โดยมี ศ.ดร. พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ รองประธานมูลนิธิโครงการหลวง นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ และ ผศ.ดร. เยาวลักษณ์ จันทร์บาง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกันดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนงบประมาณปี พ.ศ. 2560 จากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 เพื่อหวังยกระดับคุณภาพผลผลิตกาแฟในเขตภาคเหนือตอนบน 1 ให้มีคุณภาพสูงขึ้นตรงตามความต้องการของตลาด พร้อมกำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และลำปาง

นายปวิณ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่มีการจัดประชุมเพื่อร่างยุทธศาสตร์กาแฟจังหวัดเชียงใหม่ 2561-2565 ไว้ 5 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์ที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม กลยุทธ์ที่ 2 พัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม กลยุทธ์ที่ 3 พัฒนาด้านการตลาด กลยุทธ์ที่ 4 ด้านการวิจัยและพัฒนา และกลยุทธ์ที่ 5 ด้านการบริหารจัดการ ซึ่งในฤดูการผลิตที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 19 อำเภอ จำนวน 17,487 ไร่ มีผลผลิตประมาณ 3,848 ตัน ผลเฉลี่ยต่อไร่ทั้งจังหวัด ประมาณ 220 กิโลกรัม

ด้าน ศ.ดร. พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า pezmalo.com จังหวัดเชียงใหม่ถือว่าเป็นแหล่งต้นน้ำและมีสภาพภูมิอากาศดี บางพื้นที่มีความสูงระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ขึ้นไป จึงเหมาะแก่การปลูกกาแฟอย่างยิ่ง ซึ่งกาแฟสามารถปลูกได้ดีใต้ร่มเงาของต้นไม้ต่างๆ โดยตั้งเป้าจังหวัดเชียงใหม่เป็น “เมืองแห่งกาแฟ” ภายใน 5 ปี

เมื่อวันที่ 20 กันยายน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแถลงข่าวการค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดย นายวรัตถ์ ศิวายพราหมณ์ นักศึกษาปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ผู้วิจัยหลักในทีมศึกษาและค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์(Liphostius maewongensis Sivayyapram) กล่าวว่า แมงมุมฝาปิดโบราณนั้นเป็นหนึ่งในซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต ยังคงมีลักษณะหลายประการที่เหมือนกับบรรพบุรุษเมื่อหลายล้านปีก่อน จากหลักฐานด้านบรรพชีวินวิทยาแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของแมงมุมฝาปิดโบราณอาจมีการถือกำเนิดเมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อน

“แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์เป็นแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดที่ 97 ของโลก และเป็นชนิดที่ 33 ถูกค้นพบในประเทศไทย ค้นพบได้เฉพาะในพื้นที่ของอุทยานแม่วงก์ที่ระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป พบไม่เกิน 200 ตัว จะทำรังอยู่หน้าผาดินที่มีความชันสูง ขุดดินลึกลงไป 10-20 เซนติเมตร จะชักใยบุผนังโพรงด้านในเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต” นายวรัตถ์ กล่าว และว่า แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์เหมือนแมงมุมส่วนใหญ่ที่มีการพัฒนาของต่อมสร้างพิษที่บริเวณเขี้ยว แต่อย่างไรก็ตามพิษของแมงมุมฝาปิดโบราณมีไว้เพื่อจัดการกับแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กที่เป็นเหยื่อของพวกมัน ไม่ได้เป็นอันตรายกับมนุษย์ สำหรับประโยชน์ที่ค้นพบแมงมุมในครั้งนี้ มีทั้งเชิงวิชาการ ที่นักวิจัยจะต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมถึงการมีอยู่ เชิงอนุรักษ์เพราะแมงมุมเป็นสัตว์ที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในป่าแม่วงก์ และเชิงการท่องเที่ยว

กรุงเทพมหานคร 21 กันยายน 2560 – สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดผล การรับฟังความเห็นเกษตรกร-นักวิชาการ ค้านยกเลิกใช้พาราควอต-หวั่นผลผลิตพืชเศรษฐกิจสูญกว่าแสนล้านบาท/ปี

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการขับเคลื่อนสารป้องกันกำหนดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง กระทรวงสาธารณสุข เสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้ยกเลิกการใช้สารกำจัดวัชพืชพาราควอต ซึ่งเป็นยาปราบศัตรูพืช หรือ ยาฆ่าหญ้า ที่เกษตรกรไทยใช้กันมานานกว่า 50 ปี โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ สมาพันธ์ฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจาก นักวิชาการ เกษตรกร ผู้เชียวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการเกษตร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ทั่วประเทศจำนวน 7 ครั้ง

ทั้งนี้จากลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปร่วมกันในสมาพันธ์ฯ ว่า สมาพันธ์ไม่เห็นสมควรยกเลิกการใช้สารพาราควอต เพราะมีความสำคัญกับเกษตรกรทั้งผู้เพาะปลูก พืชไร่ พืชสวน ที่ใช้สารพาราควอตในการกำจัดวัชพืช จำนวนมาก หากให้เลือกเฉพาะพืชเศรษฐกิจ ที่มีการส่งออก และสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทย ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวโพดหวาน มีมูลค่ารวมประมาณ 442,600 ล้านบาท ต้นทุนรวมจะเพิ่มขึ้น 39,794 ล้านบาท/ปี หรือ ผลผลิตลดลงรวมมูลค่า 112,435 ล้านบาท/ปี

แบ่งเป็น อ้อย มูลค่าผลผลิตรวม 100,000 ล้านบาท/ปี หากมีการยกเลิกการใช้สารพาราควอต ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 2,200% จาก 135 บาท เป็น 3,200 บาท และหากไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช ผลผลิตอ้อยจะลดลง 20% หรือ 22 ล้านตัน/ปี จากผลผลิตรวมประมาณ 110 ล้านตัน/ปี หรือสูญเสียมูลค่าผลผลิตอ้อยประมาณ 22,000 ล้านบาท/ปี อันส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลเป็นมูลค่า 250,000 ล้านบาท , ข้าวโพดหวาน มูลค่าผลผลิตรวม 3,600 ล้านบาท ต้นทุนจะเพิ่มทันที่ 1,500% จากต้นทุน 132 บาท เพิ่มเป็น 2,100 บาท หรือต้นทุนเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท แต่หากไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืช ผลผลิตข้าวโพดหวานจะลดลง 100% หรือมูลค่าผลผลิตเหลือ 0 ล้านบาททันที

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มูลค่าผลผลิตรวม 28,000 ล้านบาท/ปี หากเลิกใช้สารพาควอต ต้นทุนจะเพิมขึ้น 1,500% จาก 132 บาทเพิ่มเป็น 2,100 บาท หรือต้นทุนเพิ่มขึ้นรวม 13,723 ล้านบาท/ปี ถ้าไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช ผลผลิตจะลดลง 40% หรือผลผลิตลดลง 1.9 ล้านตัน/ปี จากผลผลิตรวม 4.1 ล้านตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าที่สูญเสียไป 12,977 ล้านบาท/ปี และยังส่งผลต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อีกด้วย, มันสำปะหลัง มูลค่าผลผลิตรวม 57,000 ล้านบาท ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 802% จาก 166 บาทเพิ่มเป็น 1,500 บาท ต้นทุนเพิ่มรวม 11,519 ล้านบาท/ปี หากไม่ใช้สารกำจัดวัชพืชผลผลิต จะลดลง 40% หรือ 12.6 ล้านตัน/ปี จากผลผลิตทั้งปีประมาณ 31.2 ล้านตัน/ปี หรือมูลค่าผลผลิตจะหายไปทันที 23,058 ล้านบาท/ปี