ผู้สื่ข่าวรายงานว่า สำหรับกะลาไม่มีตา หรือกะลามหาอุตม์

เป็นกะลาที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ จะไม่มีตาและไม่มีปาก สภาพผลอุดทึบตันทั้งลูก ซึ่งคนโบราณมีเชื่อกันว่าหากผู้ใดได้ครอบครองหรือมีไว้บูชาจะเป็นของดีมีคุณกว่ากะลาตาเดียว เช่นมหาอุดโชคลาภ และเรื่องป้องกันไฟไหม้

ด้านนายสุมาตร อินทรมณี ประธานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย กล่าวว่า ต้นมะพร้าวดังกล่าวเป็นจุดท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของหมู่บ้านที่ยังคงมีความธรรมชาติสวยงามที่พยายามอนุรักษ์ไว้

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนตุลาคม 2560 มีค่า 128.39 ลดลง 2.42% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง คือยางพารา ปาล์ม สุกร ส่วนมันสำปะหลัง ไก่เนื้อ กุ้งขาวแวนนาไม มีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร มีค่า 121.96 ลดลง 1.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง คือข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และลองกอง ส่วนสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา สับปะรด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ทั้งนี้ ภาพรวมรายได้ของเกษตรกรลดลง 3.96% จากปีที่ผ่านมา

“หากมองผลวิเคราะห์แนวโน้มดัชนีสินค้าเกษตรเดือนพฤศจิกายน 2560 รายได้ของเกษตรกรวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าจะลดลง 4.61% เทียบปี 2559 ผลจากดัชนีราคาปรับตัวลดลง 5.19% โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.61% โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่” นายวิณะโรจน์ กล่าวและว่า ส่วนข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ และข้าวเปลือกเหนียว จากการลงพื้นที่สำรวจคาดการณ์ว่าข้าวหอมมะลิ ปี 2560/61 จะมีผลผลิตประมาณ 7.16 ล้านตันข้าวเปลือก ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ข้าวเหนียวนาปี ปี 2560/61 มีผลผลิตประมาณ 5.73 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้เช่นกัน ส่งผลให้แนวโน้มราคาปรับตัวดีขึ้น

สภาพัฒน์โชว์เศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว 4.3% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส ปรับเป้าจีดีพีใหม่ ปีนี้ 3.9% ปีหน้า 4.1% อานิสงส์จากการส่งออกที่ขยายตัวถึง 12.5% ทำสถิติขยายตัวสูงสุดรอบ 19 ไตรมาส ส่วนนโยบายทำให้คนจนหมดประเทศเป็นเป้าที่มีไว้พุ่งชน

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 ขยายตัวได้ 4.3% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 3.8% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส (54 เดือน)
ขณะที่การส่งออกสินค้ามูลค่า 61,633 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวสูงสุดในรอบ 19 ไตรมาส ขยายตัว 12.5% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 7.9% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 51,490 ล้านดอลลาร์

ขยายตัว 13% เป็นผลมาจากการขยายตัว ของการส่งออก การปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนเอกชน และการใช้จ่ายภายในประเทศ
ส่งผลให้ สศช.ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ในปี 2560 เดิมคาดว่าขยายตัว 3.5%-4.0% ค่ากลาง 3.7% ปรับเพิ่มเป็นทั้งปี 3.9% โดยไตรมาสที่ 4 ปีนี้ ยังคงได้รับแรงส่งต่อเนื่องทำให้ขยายตัวได้สูงอยู่ ขณะเดียวกัน ยังคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะขยายตัวได้ 3.6%-4.6% หรือมีค่ากลางที่ 4.1% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ดีมากกว่าปีนี้

ภาคการส่งออกสินค้าในปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8.6% จากเดิมคาดขยายตัวได้ 5.7% และในปี 2561 การส่งออกจะขยายตัว 5% ขณะที่การนำเข้าปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 13% จากเดิมคาดขยายตัว 10.7% และคาดว่าจะขยายได้ 7% ในปี 2561 ดุลการค้าปี 2561 คาดว่าจะเกินดุล 2.94 หมื่นล้านดอลลาร์ จากปีนี้คาดว่าจะเกินดุล 3.19 หมื่นล้านดอลลาร์

ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2561 คาดว่าจะเกินดุล 3.81 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงจากปีนี้ที่คาดว่าเกินดุล 4.65 หมื่นล้านดอลลาร์ อัตราเงินเฟ้อปี 2561 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.9-1.9% เพิ่มขึ้นจากปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 0.7% การลงทุนเอกชน ปีนี้จะอยู่ที่ 2.2% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% ในปีหน้า การลงทุนภาครัฐปีนี้จะอยู่ที่ 1.8% ลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดไว้ 8%

นายปรเมธี กล่าวว่า มาตรการช็อปช่วยชาติจะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 4% หรือไม่นั้น มองว่า มีส่วนช่วย แต่ไม่ได้มากพอที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนนโยบายที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าต้องทำให้คนจนหมดประเทศนั้น เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย และเป็นเป้าที่มีไว้พุ่งชน

นราธิวาส – เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน นายเกียรติศักดิ์ มณีรัตน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทย จัดทำโครงการ “ตลาดประชารัฐ” เพื่อบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในรูปแบบประชารัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จังหวัด…(วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด เป็นต้น

ล่าสุดมีผู้ประกอบการเดินทางมาลงทะเบียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและศูนย์ดำรงธรรม ทั้ง 13 อำเภอในพื้นที่ รวม 502 ราย ใน 7 ประเภทตลาด ได้แก่ ตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้ ตลาดประชารัฐท้องถิ่นสุขใจ ตลาด ประชารัฐของดีจังหวัด ตลาดประชารัฐ ตลาดประชารัฐของดีวิถีชุมชน ธ.ก.ส. ตลาดประชารัฐต้องชม และตลาดประชารัฐถนนสายวัฒนธรรม

เปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน นี้ ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดนราธิวาส อาคารหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส โทร. (073) 642-657 หรือสายด่วน 1567

วันเดียวกัน นางสาวดวงพร บุญครบ รอง ผวจ.พัทลุง กล่าวว่า ตั้งจุดลงทะเบียน ทั้งผู้ประกอบการรายเดิม และผู้ประกอบรายใหม่ เพื่อจัดสรรลงพื้นที่ตลาดที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรและ ผู้ประกอบการ ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพัทลุง ศาลากลางจังหวัดพัทลุงหลังเก่า ชั้น 1 และที่ศูนย์ดำรงธรรมประจำอำเภอ ทั้ง 11 อำเภอ ไม่เว้นวันหยุดราชการ ล่าสุดมี ผู้ลงทะเบียนแล้ว 370 ราย ซึ่งมีทั้งพ่อค้า-แม่ค้า เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มโอท็อป

เทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา — นายอำเภอโนนชัย ลงพื้นที่ เทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา เทศบาลตำบลบัลลังก์ และซีพี จัดงาน Field Day นำเสนอนิทรรศการ โชว์ความสำเร็จ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน (บัลลังก์โมเดล)” ปีที่ 2 พัฒนาศักยภาพเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตคุณภาพสูง มีรายได้มั่นคง เดินหน้ายกระดับสู่ข้าวโพดแปลงใหญ่ เพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันเกษตรกร

นายธงชัย โอฬารพัฒนะชัย นายอำเภอโนนชัย กล่าวว่า ทุกวันนี้ เกษตรกรไทยต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาตนเองตลอดเวลา เพื่อให้แข่งขันกับคนอื่นได้ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ซึ่งมีภาคเอกชนและภาครัฐเข้ามาช่วยให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีองค์ความรู้ที่ทันสมัยในปลูกข้าวโพดที่ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลดต้นทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับตลาดและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าปลูกบนพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคงสิ่งแวดล้อมและสังคมยั่งยืน

ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า การจัดนิทรรศการ “ข้าวโพดแปลงใหญ่ ด้วยเกษตรทันสมัย” ในวันนี้เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานของ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน (บัลลังก์โมเดล)” ในปีที่ 2 มีเกษตรกรในพื้นที่เทศบาลบัลลังก์เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้นเป็น 451 ราย พื้นที่ปลูกข้าวโพดกว่า 13,500 ไร่ เป็นผลจากความสำเร็จของโครงการในปีแรก โดยในปีที่สอง มีการนำความรู้เกษตรสมัยใหม่ และหลักการเกษตรที่ดี (Good Agriculture Practices) มาประยุกต์ใช้ส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อไร่ดีขึ้นได้คุณภาพข้าวโพดตรงกับความต้องการตลาดบนพื้นฐานของการตรวจสอบย้อนกลับได้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตขายตรงสู่โรงงานอาหารสัตว์ในราคาประกันส่งผลให้เกษตรกรผู้ร่วมโครงการฯมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการผนึกจุดแข็งของแต่ละภาคส่วน ภาคเอกชน ภาครัฐ และเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรในตำบลบัลลังก์มีความรู้การเพาะปลูกที่ทันสมัยขึ้น ช่วยให้มีผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 47% ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลงถึง 23% และมีกำไรจากปลูกสูงถึง 3,800 บาทต่อไร่” ว่าที่ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์กล่าว

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า “บัลลังก์โมเดล” ถือเป็นแห่งแรกของประเทศ ที่มีการผนึกพลังภาครัฐ เกษตรกร และเอกชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรเพาะปลูกข้าวโพดอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเพาะปลูก การบริหารจัดการเก็บเกี่ยวและขนส่ง รวมถึงการมีตลาดรับซื้อในราคาประกัน บนพื้นฐานการตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยปีที่ 2 นี้ นอกจากองค์ความรู้ในการเพาะปลูกแล้ว เกษตรกรยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพาะปลูก เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตได้ดีขึ้น ตรงตามความต้องการตลาดมากขึ้น และสามารถนำมาขายตรงเข้าโรงงานอาหารสัตว์ได้ราคารับซื้อสูงถึง 7.90 บาทต่อกิโลกรัม

“นับจากนี้ โครงการฯ จะสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อมุ่งสู่เกษตรกรแปลงใหญ่ เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับให้สอดคล้องตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agriculture Practices: GAP) เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน” นายวรพจน์กล่าว

โครงการนี้ยังช่วยรองรับนโยบายการจัดหาวัตถุดิบยั่งยืนบนพื้นฐานตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกมาจากพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายไม่บุกรุกพื้นที่ป่ารวมถึงมีการเพาะปลูกที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

แนวทาง “บัลลังก์โมเดล” ไม่เพียงสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรในตำบลบัลลังก์เท่านั้น หากจะเป็นต้นแบบของการรวมพลังนำจุดแข็งของภาคีเครือข่าย รัฐ–เอกชน–เกษตรกร เพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรไทยในพื้นที่อื่นๆ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมสร้างคุณภาพชีวิต ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จับมือบริษัทคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ จำกัด ร่วมส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ประโยชน์ในชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน พร้อมนำร่องโครงการในพื้นที่ตำบลตาลเดี่ยว จังหวัดสระบุรี เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดหมู่บ้านต้นแบบนวัตกรรมสีเขียว โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ของบริษัทคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ จำกัด ในการคัดแยกขยะชุมชน ขยะพลาสติก และขยะอื่นๆ ร่วมกับการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จาก วว. ในการเพิ่มมูลค่าขยะชุมชน

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ปัจจุบันขยะมูลฝอยเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องดำเนินการแก้ไข เพราะมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยตรง อีกทั้งขยะกลุ่มย่อยสลายได้ยาก เช่น พลาสติก หากมีการจัดการที่ไม่เหมาะสม จะส่งผลกระทบในระยะยาว ทั้งปัญหาสุขภาพของประชาชนและปัญหาสภาวะโลกร้อน นอกจากนี้เมื่อปริมาณขยะเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และห่วงโซ่อาหารตามมาอีกด้วย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้มีการเร่งรัดการควบคุมมลพิษทั้งทางอากาศ น้ำเสีย และขยะ ที่เกิดจากการผลิตและบริโภค เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่ประชาชน โดยให้ความสำคัญในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาการจัดการขยะเป็นลำดับแรก

“….เพื่อให้การแก้ไขปัญหาขยะชุมชนดังกล่าวประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น วว. และบริษัทคัดแยกขยะเพื่อ
รีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ จำกัด ได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าวร่วมกัน จึงได้ลงนามความร่วมมือในการนำผลงานวิจัยพัฒนาด้าน วทน. เข้ามาบูรณาการ มีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี โดยมีวัตถุประสงค์ความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือเชิงบูรณาการของทั้งสองฝ่าย ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งการจัดการขยะชุมชนในตำบลตาลเดี่ยว จังหวัดสระบุรี โดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน วทน. ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะชุมชนเพื่อสร้างโอกาสให้กับพื้นที่ในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลตาลเดี่ยว เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล…” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ดร.สมไทย วงษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท คัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ จำกัด เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาขยะมูลฝอย ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล บริษัทให้ความสำคัญต่อการคัดแยกขยะชุมชน ขยะพลาสติก และขยะอื่นๆ เพื่อรีไซเคิลและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการจัดการแก้ไขปัญหาขยะชุมชนดังกล่าว การขับเคลื่อนและผลักดันการแก้ไขปัญหา

ควรมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีในการคัดแยก เน้นการคัดแยกขยะที่ต้นทาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงควรมีการใช้องค์ความรู้ทางด้าน วทน. มาขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐต่อการจัดการขยะอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้นวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนสู่ประเทศไทย 4.0 โดยบริษัท คัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ จำกัด เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งภายในและภายนอกประเทศ เป็นแหล่งเรียนรู้ดูงาน ฝึกอบรม ให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น คณะสำนักนายกรัฐมนตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสภานิติบัญญัติ และคณะสถานทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประเทศไทย เป็นต้น

“…การบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จึงเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการคัดแยกขยะที่ต้นทางอย่างก้าวกระโดด ในการใช้องค์ความรู้ วทน. มาใช้แก้ไขปัญหาและสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้ชุมชนสามารถรับรู้และเข้าใจต่อบริบทการคัดแยกอย่างเป็นรูปธรรม…” ดร.สมไทย กล่าว

ทั้งนี้ ขอบเขตความร่วมมือในการบูรณาการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือฯ มีดังนี้ วว. จะจัดฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ ในการจัดการประเภทขยะชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความตระหนักและรับรู้ให้กับประชาชนในตำบลตาลเดี่ยว และดำเนินการการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าขยะพลาสติกเหลือทิ้งอย่างครบวงจรและเทคโนโลยีการพัฒนาพลังงานทดแทนจากขยะและสิ่งเหลือทิ้งให้กับบุคลากรแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการดำเนินงาน ในส่วนของบริษัทคัดแยกขยะเพื่อ

รีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ จำกัด จะให้การสนับสนุนสถานที่ในการศึกษาดูงานระบบการคัดแยกขยะพลาสติกแบบครบวงจร และสนับสนุนวิทยากรในการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการคัดแยกและเพิ่มมูลค่าขยะเพื่อการรีไซเคิล อันจะทำให้การบูรณาการผสานความร่วมมือในครั้งนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับหน่วยงานทั้งสองฝ่าย อีกทั้งจะส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกในชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เดินทางไป จังหวัดนครราชสีมา เพื่อชี้แจงนโยบายและจุดเน้นการดำเนินการสำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ให้กับบุคลากรในสังกัด กศน. จังหวัดนครราชสีมา และภาคีเครือข่าย รวม 931 คน ได้ทราบ เข้าใจแนวทางการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนั้นยังมอบนโยบาย 3 ข้อให้แก่บุคลากร กศน.นำไปปฏิบัติ ประกอบด้วย 1. ให้บุคลากร กศน.ทุกคน มีความรู้ความเข้าใจการผลิตสื่อการเรียนการสอน เพื่อส่งถ่ายทอดให้กับผู้รับบริการที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ได้รับรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยสื่อที่ผลิตอาจจะเป็นรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อมัลติมีเดีย และสื่อออนไลน์

2. การวางโครงสร้างพื้นฐาน วางระบบต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างบุคลากร ให้มีความรู้ความสามารถในการเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการ โดยช่วงแรกให้เน้นกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเกษตรกร รู้จักนำเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ และ 3. สร้างอาชีพให้กับประชาชนสอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 โดยเน้นการสร้างสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยสำนักงาน กศน.จะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมให้ความรู้กับเกษตรกรในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปบริหารจัดการพืชผลการเกษตรอย่างเป็นระบบ โดยกิจกรรมของ กศน. จึงเน้นไปที่ทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีทั้งระบบการศึกษาต่อเนื่อง และระบบการให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพระยะสั้น รองรับความต้องการ

“ออมสิน” ปล่อยกู้คนจน-สูงวัยวงเงิน 1 หมื่นล้าน ช่วยสร้างอาชีพจับมือ 20 มหา’ลัย จัดอบรมให้ฟรี “ออมสิน” เตรียมวงเงิน 1 หมื่นล้าน ปล่อยกู้อาชีพคนจน-ผู้สูงวัย พร้อมจับมือ 20 มหาวิทยาลัยเปิดอบรมอาชีพให้ฟรี จับมืออุดมศึกษาอีก 16 แห่ง หนุนพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาทำโครงการสร้างอาชีพผู้มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ โดยจะปล่อยกู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงกับธนาคารประชาชน 0.75-1% ต่อเดือน เพราะเป็น กลุ่มมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ แต่หากรัฐบาลกำหนดให้เป็นโครงการจากนโยบายรัฐ (พีเอสเอ) อาจจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงได้อีก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะกู้เงินต้องผ่านการฝึกอบรมตามที่ธนาคารกำหนด ขณะนี้ธนาคารมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 20 แห่ง

คาดว่าปีหน้าจะเพิ่มอีก 20 แห่ง รวมเป็น 40 แห่ง nancyajramonline.com โดยมีแผนจัดอบรมตลอดทั้งปีใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัย ซึ่งธนาคารจะสนับสนุนค่าวิทยากร และค่าอาหารสำหรับผู้ร่วมอบรม คาดว่าจะสามารถอบรมได้ประมาณ 2-3 หมื่นคน ต่อปี ”ในการฝึกอบรมธนาคารไม่จำกัดเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐที่ธนาคารดูแลอยู่ 3 ล้านคน แต่จะเปิดกว้างสำหรับผู้สนใจทั่วไป

โดยอาชีพที่อบรม ต้องดูตามความเหมาะสมของผู้เข้าร่วมอบรม และความเหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น เช่น อบรมเรื่องอาหาร หัตถกรรม สอนภาษาจีนเพื่อต้อนรับทัวร์จีน” นายชาติชาย กล่าวนายชาติชาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาออมสินสนับสนุนโครงการตามนโยบาย ล่าสุดมีวงเงินที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท สร้างผลขาดทุนให้ธนาคารปีละกว่า 2,000 ล้านบาท บางโครงการรับการชดเชยจากรัฐบาล บางโครงการไม่ได้รับการชดเชยเป็นตัวเงินแต่ให้นำผลขาดทุนแปลงกลับมาเป็นผลกำไร

เพื่อประเมินผลงาน และโบนัสของพนักงาน แต่บางโครงการธนาคารแบกรับผลขาดทุนไว้เองนายชาติชาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ธนาคารได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี 2560-2561 ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ระหว่างธนาคารออมสินกับสถาบันอุดมศึกษา 16 แห่ง ทั้งนี้ จะลงพื้นที่ศึกษาวิเคราะห์และพัฒนาองค์ความรู้ทางธุรกิจมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนและแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย จัดการด้านทรัพยากร รูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ และตราสินค้า

พัฒนากระบวนการผลิต ทำแผนการเงิน และจัดทำบัญชี การจัดการราคา และความสามารถในการทำกำไร การจัดการการตลาด และการจัดการช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโอท็อป องค์กรชุมชน/กลุ่มอาชีพในชุมชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสตาร์ตอัพ และอื่นๆ ซึ่งจะมีการนำความรู้มาบูรณาการกับองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผนวกกับกระบวนการต่างๆ ที่ธนาคารออมสินจะดำเนินการสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้แก่ประชาชนในระดับฐานราก จะเข้ามาสนับสนุนให้กระบวนการสร้างอาชีพตามนโยบายรัฐบาล

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีบริษัทหงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ ซึ่งเป็นล้งรับซื้อลำไยส่งออกในจังหวัดจันทบุรี ค้างชำระเงินค่าลำไยเกษตรกรกว่า 400 คน เป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท ทำให้ชวนสวนลำไยประท้วงเพื่อขอรับเงินจากการจำหน่ายว่า เบื้องต้นได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์เตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางจัดระเบียบล้งจีนเพื่อป้องกันเกษตรกรถูกหลอกหรือถูกฉ้อโกงในอนาคต เช่น การกำหนดให้ล้งต้องขึ้นทะเบียน แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายสามารถแจ้งความเพื่อดำเนินคดีในเรื่องการฉ้อโกงกับบริษัทดังกล่าวได้

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันล้งจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นแหล่งปลูกผลไม้สำคัญของไทย และเป็นผลไม้ที่ต้องการของจีน จึงมีทำการค้าร่วมกันระหว่างคนไทยและคนจีน ทำล้งขึ้นมาเป็นแหล่งรวบรวมรับซื้อผลไม้ ที่ผ่านมาล้งจีนถือว่ามีบทบาทสำคัญในการรับซื้อผลไม้ และทำให้ผลไม้ราคาดี ทำให้เกษตรกรไว้ใจและทำการค้าขายผ่านระบบล้งมากขึ้น