ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทิศทางของ อ.ส.ค.จากนี้ไปจะมุ่งขยายตลาด

นมเชิงพาณิชย์หรือ นมไทย-เดนมาร์คให้มากขึ้น เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายยอดขายแตะ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2564 นี้ ที่ผ่านมาจึงเดินหน้าขยายกำลังการผลิตในโรงงานเดิมที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศกว่า 5 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย ขอนแก่น สระบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรองรับกับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะต่างประเทศที่เป็นช่องทางการเติบโตใหม่ หลังจากที่ตลาดนมในประเทศปีนี้ค่อนข้างชะลอตัว
โดยมีมาเลเซียคือตลาดใหม่ล่าสุดที่ อ.ส.ค. อยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องฮาลาลสากล เพื่อนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายภายในปลายปีนี้ โดยจะเริ่มส่งออกสินค้าไปมาเลเซีย ผ่านผู้แทนจำหน่ายของ อ.ส.ค.ในภาคใต้

สศท.5 เผยผลตอบแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล 2 จังหวัดอีสาน ระบุ เกษตรกรโคราช ที่เลี้ยงแบบกระชัง กำไรสุทธิเฉลี่ย 9,692 บาทต่อกระชัง ขณะที่เลี้ยงบ่อดินได้กำไรสุทธิ 11,354 บาทต่อไร่ ด้านเกษตรกรชัยภูมิ ที่เลี้ยงปลานิลในกระชัง มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 14,249 บาทต่อกระชัง ส่วนแบบบ่อดิน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,520 บาทต่อไร่

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปลานิลมีลักษณะการเลี้ยง 2 แบบ คือ เลี้ยงในกระชังและเลี้ยงในบ่อดิน ซึ่งการเลี้ยงปลานิลในกระชังส่วนใหญ่จะเลี้ยงบริเวณริมแหล่งน้ำธรรมชาติพื้นที่กระชังเฉลี่ย 27.80 ตารางเมตร และอัตราการปล่อยพันธุ์ปลา กระชังละ 1,100 ตัว มีระยะเวลาของการเลี้ยงนาน 5 เดือน จะใช้อาหารสำเร็จรูปในการเลี้ยง ส่วนการเลี้ยงในบ่อดิน ขนาดบ่อเฉลี่ย 5 ไร่ อัตราการปล่อยพันธุ์ปลาประมาณ 3,500 ตัวต่อไร่ มีระยะเวลาของการเลี้ยงเฉลี่ยรุ่นละ 7 เดือน จะใช้อาหารสำเร็จรูป ร่วมกับอาหารผสม ได้แก่รำและเศษอาหาร

ในการนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) ได้ลงพื้นที่สำรวจส่วนต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนปลานิลใน 2 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา และชัยภูมิ พบว่า จังหวัดชัยภูมิ เกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลในกระชัง ส่วนใหญ่เลี้ยงตามเขื่อนลำปะทาว และอ่างเก็บน้ำลำคันฉู ต้นทุนทั้งหมดเฉลี่ย 33,611 บาท/กระชัง หรือ 39.26 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 47,860 บาท/กระชัง กำไร 14,249 บาท/กระชัง หรือ 16.64 บาท/กิโลกรัม ส่วนต้นทุนการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน เฉลี่ย 32,558 บาท/ไร่ หรือ 36 บาท/กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย 36,077 บาท/ไร่ กำไร 3,520 บาท/ไร่ หรือ 3.93 บาท/กิโลกรัม

นครราชสีมา พบว่า ต้นทุนการเลี้ยงปลานิลในกระชัง เฉลี่ย 57,250 บาท/กระชัง หรือ 51 บาท/กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย 66,942 บาท/กระชัง กำไร 9,692 บาท/กระชัง หรือ 8.63 บาท/กิโลกรัม ส่วนต้นทุนการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน เฉลี่ย 22,655 บาท/ไร่ หรือ 30 บาท/กิโลกรัม รายได้เฉลี่ย 34,009 บาท/ไร่ กำไร 11,354 บาท/ไร่ หรือ 14.83 บาท/กิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม พบปัญหาด้านการผลิตของเกษตรกร คือ ต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะค่าอาหาร ซึ่งมากกว่าร้อยละ 50 ของต้นทุนทั้งหมด รวมทั้งปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ส่งผลให้ปลาตายเป็นจำนวนมากผลตอบแทนได้น้อยกว่าที่ควร การขาดแคลนพันธุ์ปลาในบางช่วงที่มีความต้องการลูกปลากันมาก ทำให้พันธุ์ปลามีราคาสูงขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร 044-465120 หรือ e-mail: zone5@oae.go.th

ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) คือ ระบบที่ภาคการผลิตจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจต่อการซื้อสินค้ากลไกของระบบเป็นกระบวนการประกันความปลอดภัยอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกันคุณภาพเกี่ยวกับการปนเปื้อนของอันตรายในอาหาร โดยทั่วไประบบการตรวจสอบย้อนกลับใช้กับกรณีที่เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอันตรายของอาหาร ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาแล้ว อาศัยระบบที่มีประสิทธิภาพผู้บริโภค ภาคการผลิต และภาครัฐที่ทำหน้าที่รับผิดชอบ สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังเส้นทางของผลิตภัณฑ์อาหารนั้นๆ ได้ และแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ช่วยลดความสูญเสียจากการเรียกคืนสินค้า ทำให้ภาคการผลิตสามารถเรียกคืนสินค้าได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และในปริมาณที่ควรจะเป็น

กลไกของการตรวจย้อนกลับเกิดขึ้นเพื่อติดตามที่มาของสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งในแต่ละขั้นตอนมีกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลของสินค้า เพื่อใช้สำหรับอำนวยความสะดวกในการเรียกตรวจสอบข้อมูล ส่งผลให้การติดตามที่มาของสินค้าเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

กระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ ประกอบด้วย กระบวนการที่สำคัญ 2 กระบวนการ คือ การติดตาม (Following) เป็นระบบที่ใช้ติดตามสิ่งที่สนใจนั้นว่าเข้าสู่ตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทาน หรือเรียกได้ว่า เป็นกระบวนการค้นหาปลายทางของสินค้า กระบวนการถัดมาคือ การสืบย้อนกลับ (Tracking) เป็นความสามารถของระบบที่จะให้ข้อมูลได้ว่า สินค้าที่มีปัญหาผลิตขึ้นเมื่อใด จากสายการผลิตใด และรับวัตถุดิบมาจากแหล่งใด ทั้งนี้เพื่อค้นหาว่าจุดใดที่ก่อให้เกิดปัญหา และจุดนั้นผลิตสินค้าออกไปมากน้อยเพียงใด รวมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนกรรมวิธีการผลิตเพื่อเรียกคืนสินค้าได้อย่างถูกต้อง การสืบย้อนกลับเป็นการค้นหาต้นทางของสินค้าเพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการหาปลายทางของสินค้า

ผู้บริโภคทั่วไปมีความคาดหวังกับคุณภาพของสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สินค้าอาหาร” ต้องมีความปลอดภัยสำหรับการบริโภค ระบบการตรวจสอบย้อนกลับสามารถทำให้ภาคการผลิตเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคข้อนี้ได้ เมื่อภาคการผลิตใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ควบคู่ไปกับระบบมาตรฐาน และระบบความปลอดภัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะช่วยเป็นข้อมูลที่ใช้บ่งชี้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต และส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทำให้ง่ายขึ้นที่จะคัดเลือกวัตถุดิบ ค้นหาสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อผู้บริโภคที่จะได้รับสินค้าที่ไม่ปลอดภัย

สำหรับประโยชน์ทางธุรกิจต่อภาคการผลิตนั้น ระบบการตรวจสอบย้อนกลับจะช่วยให้สามารถระบุแหล่งที่มา หรือปลายทางของปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และชัดเจน ส่งผลให้เกิดการตอบสนองที่รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนั้นแล้ว ระบบการตรวจสอบย้อนกลับยังสามารถปกป้อง และขยายส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้าได้ เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันความสามารถของการจัดการกับปัญหา และสามารถผลิตสินค้าอาหารให้บรรลุมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพ

แบะนับตั้งแต่กพระราชบัญญัติความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และให้ผู้บริโภคไดรับการชดใช้ค่าเสียหายอย่างเป็นธรรม การตรวจสอบย้อนกลับยิ่งทวีความสำคัญสำหรับภาคการผลิตมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้บริโภคเองควรตระหนักรู้ถึงความสำคัญของระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเลือกบริโภคสินค้าอาหารที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

กรมป่าไม้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้ปัญหาด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขอย่างเห็นผลและเป็นรูปธรรม
นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า กรมป่าไม้มีภารกิจต้องป้องกันรักษาพื้นที่ป่ามากกว่า 60-70 ล้านไร่ แต่อัตรากำลังของเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอต่อการดูแลผืนป่าในความรับผิดชอบ
ประกอบกับการวางยุทธศาสตร์การดำเนินงานที่ตั้งเป้าจะเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจให้ได้ร้อยละ 15 หรือประมาณ 49 ล้านไร่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไม้ภายในประเทศ ซึ่งจากการประเมินของปี 2559 พบความต้องการใช้ไม้มีมากถึง 58 ล้านตัน ดังนั้นกรมป่าไม้จึงได้นำเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมาใช้ปฏิบัติงานร่วมกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้แบบบูรณาการในทุกมิติ แนวคิด Forest 4.0 In Thailand 4.0 จึงเกิดขึ้นเพื่อต้องการขับเคลื่อนการทำงานของกรมป่าไม้ไปสู่เป้าหมายเดียวกับที่รัฐบาลกำหนดไว้

โดยกรมร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : GISTDA ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการค้นหาพื้นที่บุกรุกด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ด้วยการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการวิเคราะห์หาจุดพื้นที่ป่าที่เปลี่ยนสภาพและส่งข้อมูลออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่นพิทักษ์ไพร ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเลต และคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการตรวจยึด พร้อมทั้งจับกุมการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์

นอกจากนี้ กรมจะใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ในการวิเคราะห์ กำหนดขอบเขตการทำงาน ระหว่างกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมที่ดิน ปฏิรูปที่ดิน ฯลฯ และวางแผนในการบริหารจัดการพื้นที่ (Zoning) ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ เพื่อรองรับกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่า ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ พร้อมสร้างระบบเฝ้าระวังด้วยการติดตั้งกล้อง CCTV ณ ศูนย์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำในพื้นที่ 13 จังหวัด เพื่อติดตามการฟื้นฟูป่า และป้องกันการบุกรุกทำลายป่าเพิ่มเติม ระบุติดตามแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบสภาพพื้นที่ได้ทางมือถือตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกัน กรมจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนโดยการจัดตั้ง “ห้องปรึกษาหารือ” ให้กับป่าชุมชน เครือข่ายอาสาพิทักษ์ป่า วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ
อุตสาหกรรมไม้ ให้ติดต่อสอบถามโดยตรงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อตอบข้อซักถามและให้คำปรึกษาได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการทำงานในระบบ RFD Single windows คือการสร้างระบบตรวจสอบและอนุญาตที่ดี ด้วยระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ขออนุญาตผ่านด่านออนไลน์ ขอออกใบเบิกทาง พร้อมทั้งแสดงเส้นทางการเคลื่อนย้ายไม้และของป่า ขอหนังสือกำกับ ขอใบรับรองไม้และใบอนุญาตส่งออก การขอขึ้นทะเบียน สวนป่ารวมทั้งขอตรวจพิสูจน์ไม้ให้มีความสะดวก รวดเร็ว สามารถตรวจสอบสถานะของการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน

ตอนแรกที่ลงมือทำนั้น คุณเงือบนึกว่าจะรอดเหมือนกับทุกๆ คนคิดเมื่อตอนคิดก่อนจะลงมือกระทำความผิดนั่นละ

ทว่าไม่รอดอยู่แล้ว, เป็นอย่างที่คาดไว้ละ ที่สุดคุณเงือบก็ถูกจับเข้าจนได้ อาจจะมีบางคนรอด แต่ต้องหลบหนี ซุ่มซ่อนตัวอยู่อย่างไม่มีความสุขหรอก อาจมีเพียงไม่กี่รายที่ทำความผิดแล้วสามารถหลบซ่อนหลีกหนีการจับกุมแล้วดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

คุณเงือบถูกฟ้องดำเนินคดีข้อหาว่า ลักและใช้บัตรเอทีเอ็มของคุณโผงไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ลักเอาเงินจากบัญชีของคุณโผงไป

พนักงานอัยการนำรายงานที่บันทึกไว้จากเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารเข้าสืบ ระบุว่า วันที่ 5 สิงหาคม 2541 มีผู้ใช้บัตรเอทีเอ็มของคุณโผง กดถอนเงินออกจากตู้เอทีเอ็ม 2 ครั้ง คือ เวลา 10.18.45 น. และ เวลา 10.19.45 น. ห่างกันเพียง 60 วินาที เท่านั้น

ถัดจากนั้น ห่างออกมาอีก 49 วินาที คือ เวลา 10.20.34 น. คุณเงือบใช้บัตรเอทีเอ็มของสามีตนเองกดเงินออกจากตู้เอทีเอ็มตู้เดียวกันนั้น

คดีนี้ หลังจากสืบพยานหลักฐานแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ลักบัตรเอทีเอ็มคุณโผงไป และไปกดเงินที่ตู้กดเงินเป็นฝีมือคุณเงือบนะเอง แม้คุณเงือบอุทธรณ์คดี แต่ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษาเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม คุณเงือบไม่ยอมจำนน ไม่ยอมแพ้ จึงฎีกาคดีมาถึงศาลฎีกา

ศาลฎีการับฟังแล้ววินิจฉัยว่า รายงานดังกล่าวที่ปรากฏนั้นเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพราะเกิดจากการบันทึกของเครื่องสมองกลที่ใช้จับเวลาการถอนเงินจากบัตรเอทีเอ็ม ซึ่งในระยะเวลากระชั้นชิดเช่นนี้ มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า การเบิกถอนเงินทั้งสามรายการดังกล่าวย่อมจะเป็นการกระทำของบุคคลคนเดียวกัน

ไม่อยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้โดยบุคคลหลายคน เช่นนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าคุณเงือบเป็นคนร้าย ที่ลักบัตร เอทีเอ็มของคุณโผงไปแล้วใช้เบิกถอนเงินสดไป รวมเป็นเงิน 21,000 บาท

ที่คุณเงือบอ้างว่าบ้านคุณโผงมีคนภายนอกเข้าออกเป็นประจำ อาจจะเป็นคนอื่นที่ลักบัตรเอทีเอ็มไปกดก็ได้นั้น เห็นว่าความดังกล่าวเป็นการคาดคะเนของคุณเงือบเอง ซึ่งเลื่อนลอยไม่มีพยานหลักฐานมาประกอบ

ที่คุณเงือบต่อสู้ว่า เงินที่เบิกถอนไปนั้นเป็นของธนาคารไม่ใช่ของคุณโผงนั้น เห็นว่า คุณเงือบใช้บัตรของคุณโผงไปเบิกถอนเอาเงินจากบัญชีเงินฝากของคุณโผง จึงต้องฟังว่าเงินที่คุณเงือบเอาไปนั้นเป็นของคุณโผง หาใช่เงินของธนาคารไม่

พิพากษายืนตรงกันทั้ง 3 ศาล ว่า คุณเงือบลักบัตรเอทีเอ็มไปลักเงินคุณโผง!!!

ลักบัตรเอทีเอ็มกระทงหนึ่ง และที่ลักเงิน 2 ครั้ง ก็ 2 กระทง รวม 3 กระทง

ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก กระทงละ 2 เดือน รวมเป็น 6 เดือน!!!!!

คดีนี้เหตุเกิดตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2541 เลยเจอข้อหาและโทษเพียงเท่านั้น

เรื่องทำนองเดียวกันที่เกิดเหตุปีนี้ น่าจะต้องเจอข้อหาใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา 269/5 อีกกระทง โทษหนักเสียด้วยสิ คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี

แถมโดน ตามมาตรา 269/7 เพราะนำไปถอนเงินสดออกมา โทษจะเพิ่มขึ้นอีกครึ่งหนึ่ง “สงวนศักดิ์” นายกสมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย เผยธุรกิจโรงงานปลาป่นทรุดหนักเจอพิษ 4 เด้ง ปิดตัวแล้ว 16 โรง ที่เหลืออีก 28 โรงร่อแร่ ขาดทุนยับ หลังเหตุประเทศเพื่อนบ้านปิดน่านน้ำ-วิกฤต IUU ยังถูกเวียดนามถล่มราคาเสียบแทนตลาดจีน แถมถูกโรงงานผลิตอาหารกุ้งไทยซ้ำเติมหันนำเข้าจากเวียดนามที่ราคาถูกกว่า ภาษี 0%

นายสงวนศักดิ์ อัครวรินทร์ชัย นายกสมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ธุรกิจโรงงานผลิตปลาป่นกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากวัตถุดิบปลาลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปี 2560 ยอดผลิตปลาป่นจะเหลือประมาณ 270,000 ตัน ลดลงไปกว่า 15% หากเทียบปี 2559 มีการผลิตปลาป่นปริมาณ 313,000 ตัน และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ส่งผลโรงงานปลาป่นที่มีอยู่ทั้งหมด 90 โรงต้องปิดตัวไปแล้ว 16 โรง ส่วนที่เหลืออีก 74 โรง พบว่าในจำนวนนี้มีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง และอาการค่อนข้างหนักประมาณ 28 โรง และมีแนวโน้มว่าอาจจะต้องหยุดกิจการอีกประมาณ 10 โรง

นอกจากนี้ ยอดการส่งออกปลาป่นไปตลาดหลัก คือ ประเทศจีนลดลงอย่างมาก โดยถูกคู่แข่งสำคัญคือ เวียดนามตีตลาด จะเห็นได้จากตัวเลขส่งออกปลาป่นช่วง 6-7 เดือนแรกของปี 2560 เหลือส่งออกเพียง 90,000 ตัน คาดว่ายอดการส่งออกปลาป่นทั้งปีไม่ถึง 100,000 ตัน เทียบกับปี 2558 ไทยส่งออกปลาป่นได้ 159,000 ตัน ปี 2559 ส่งออกได้ 157,000 ตัน เนื่องจากราคาปลาป่นไทยสูงกว่าเวียดนาม และไทยไม่มีผลผลิตจะส่งออก และปัจจุบันได้มีโรงงานผู้ผลิตอาหารกุ้งไทยรายใหญ่หันไปนำเข้าปลาป่นจากประเทศเวียดนาม ซึ่งมีราคาถูกกว่าปลาป่นของไทย และมีภาษีนำเข้า 0%

ปัญหาวัตถุดิบปลาลดลงมีมาต่อเนื่องประมาณ 3 ปีแล้ว ตั้งแต่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย เมียนมา มาเลเซีย กัมพูชา ห้ามเรือประมงไทยเข้าไปจับปลาในน่านน้ำ และมาถึงสหภาพยุโรป (อียู) ให้ใบเหลืองเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (IUU) ดังนั้น หากจัดแบ่งสถานะโรงงานปลาป่น 74 โรงที่เหลือ สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ 1. โรงงานปลาป่นในเครือบริษัทส่งออกอาหารทะเลขนาดใหญ่ที่แข็งแรง 10 โรง โดยเฉพาะโรงงานส่งออกปลาทูน่า ทำให้มีเศษที่เหลือจากการทำปลาทูน่ากระป๋องอย่างสม่ำเสมอ แต่ตอนนี้ทูน่าแพงอาจจะผลิตน้อยลง แต่ยังมีทำ ไม่ได้ใช้วัตถุดิบจากปลาของเรือประมงไทย

2. โรงงานปลาป่นที่มีเรือประมงของตัวเองออกไปจับปลา มีวัตถุดิบเข้าโรงงานมากกว่า 50% มี 36 โรง โดยบริษัทเหล่านี้จากเดิมอาจจะมีเรือประมงจำนวนมาก แต่เมื่อถูกจัดระเบียบตามกฎของอียู และกรมประมงทำให้เหลือเรือประมงออกจับปลาได้เพียงไม่กี่ลำ และ 3. โรงงานปลาป่นที่มีวัตถุดิบป้อนเข้าโรงงานลดลงต่ำกว่า 50% มีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่อง ประมาณ 28 โรง และในจำนวนนี้มีแนวโน้มว่าอาจจะต้องหยุดกิจการประมาณ 5-10 โรง โดยบริษัทเหล่านี้ทำธุรกิจหลายประเภท จึงใช้วิธีการนำเงินจากธุรกิจอื่นมาประคับประคองธุรกิจโรงงานปลาป่นไว้

“ช่วงนี้ธุรกิจประมงแย่ จำนวนเรือประมงหายไปจำนวนมาก โรงงานปลาป่นก็ย่ำแย่ วัตถุดิบน้อย วัตถุดิบไม่มี ทั้งปลาจากเรือประมง และปลาจากเศษซากซูริมิ ปลาป่นจากที่เคยผลิตได้สูงสุดเกือบ 500,000 ตัน มูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท พอมาเจอเรื่อง IUU ทยอยลดลงเรื่อยๆ ปีนี้อาจจะเหลือไม่ถึง 270,000 ตัน ส่งผลให้ธุรกิจโรงงานปลาป่นประสบปัญหามาก อย่าง 28 โรงที่ยังเปิดอยู่ ลำพังธุรกิจปลาป่นเองไปไม่ไหวแล้ว ทำแบบซังกะตายไปวันๆ แต่ที่ผ่านมาไม่หยุดดำเนินธุรกิจ เพราะมีธุรกิจหลายอย่าง

เพื่อรอเวลาให้โรงงานอื่นปิดตัวกันไปก่อน เช่น จังหวัดหนึ่งมีโรงงานปลาป่น 5 โรง หากรายอื่นปิดกิจการไปสัก 2 โรง ที่เหลือ 3 แห่ง จะขายได้ เรื่องนี้ต้องคนสายป่านยาวถึงทำได้ ถ้าคนทำธุรกิจปลาป่นอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ ต้องเลิกกิจการไป และอีกปัญหาคือ กิจการโรงงานปลาป่นเป็นธุรกิจที่ขายไม่ออก โรงงานจะไปให้เช่าก็ไม่มีคนเอา ลูกหลานไม่เอา กิจการไม่มีใครซื้อ อาจจะขายที่ดินไป” นายสงวนศักดิ์ กล่าว

นายสงวนศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ในเร็วๆ นี้สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทยจะมีการประชุมใหญ่ประจำปี เพื่อเลือกตั้งนายกสมาคมฯคนใหม่ หลังจากที่ตนดำรงตำแหน่งมา 5 สมัยรวมเวลา 10 ปีแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละคนมีธุรกิจส่วนตัวไม่มีเวลา ตนจึงรับตำแหน่งต่อเนื่องมา และคงจะไม่ลงเลือกตั้งในครั้งนี้ ทั้งนี้ คนที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมต้องเป็นบุคคลที่มีความรอบรู้ต่าง ๆ มีความจัดเจน และประสบการณ์สูง ซึ่งตอนนี้มีตัวเก็งอยู่ 2-3 คน

ส.อ.ท.ทั่วประเทศออกโรงค้านแนวคิด กกพ.เก็บค่าไฟฟ้าต้นทุนแยกรายภูมิภาค กระทบธุรกิจท่องเที่ยวแบกต้นทุนแพง สวนทางนโยบายรัฐโปรโมตเที่ยวไทย วอนรับฟังความเห็นเอกชน-ปชช.ก่อนซ้ำรอย กม.ต่างด้าว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล diariodeunacomunicadora.com รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวกรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ระหว่างศึกษาการคิดคำนวณค่าไฟฟ้าฐานให้สอดรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่จะประกาศปี 2561 และใช้ต่อเนื่อง 4 ปี (2561-64) โดยอาจกำหนดราคาค่าไฟตามภูมิภาค รวมทั้งกำหนดตามระยะทางโดยสถานที่ห่างไกล อาทิ เกาะ อาจเก็บค่าไฟจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวแพงกว่าบ้านเรือนประชาชน ว่า แนวคิดการปรับโครงสร้างค่าไฟเพื่อสะท้อนต้นทุนและเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟ เป็นเรื่องดี เอกชนไม่ขัดข้อง

แต่ค่อนข้างกังวลว่าจะยิ่งซ้ำเติมผู้ประกอบการทั้งภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหรือไม่ อย่างภาคท่องเที่ยวหากเก็บต้นทุนไฟฟ้าแพงก็กระทบต่อการดำเนินกิจการ สวนทางกับนโยบายรัฐบาลที่พยายามสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ห่างไกล รูปแบบอันซีน ซึ่งการโปรโมตท่องเที่ยวลักษณะนี้ต้องสนับสนุนให้เอกชนเข้าไปลงทุน เมื่อลงทุนก็จะเกิดประโยชน์ต่อชุมชน เช่นเดียวกับมุมอุตสาหกรรมการผลิตจะได้รับผลกระทบ หากอัตราค่าไฟฟ้าต่างกันตามภูมิภาค เพราะต้นทุนพลังงานมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการผลิต ปัจจุบันเฉลี่ย 10% ยกเว้นบางอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไฟฟ้าในการผลิตสูง อาทิ เหล็ก แก้ว เซรามิก มีต้นทุนเฉลี่ย 30%

“อยากให้รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเอกชนผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ไม่อยากให้ซ้ำรอยกฎหมายแรงงานต่างด้าว ที่ออกมาแล้ว ต้องตามแก้ไข เพราะหากรัฐบาลมีแนวทางดำเนินงาน มีเหตุผล เอกชนก็พร้อมรับฟัง ไม่ได้เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ทุกอย่างควรทำอย่างมีเหตุผล อยากเสนอให้รัฐบาลกำหนดแนวทางปฏิรูปทุกด้านของประเทศ อย่างกรณีเก็บค่าไฟฟ้าเอกชนที่อยู่พื้นที่เกาะ ก็ควรจัดโซนให้ชัดเจน เพื่อกำหนดตายตัวว่าแต่ละพื้นที่ของประเทศควรจะดำเนินการเรื่องใด หรือห้ามเรื่องใดบ้าง” นายเกรียงไกร กล่าว

นายธนวัฒน์ พันธุ์โกศล ประธานสภาอุตสาหกรรม จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ภาคเอกชนในพื้นที่ประเมินว่าแนวคิด กกพ.อาจกระทบต่อต้นทุนการบริหารจัดการพอสมควร และพื้นที่เกาะส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ภาคการผลิตมีเพียงเล็กน้อยส่วนใหญ่เป็นเพียงโรงกลึงและโรงซ่อมขนาดเล็ก ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มจังหวัดต้องหารือกันอีกครั้งว่าอัตราเหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไร ส่วน กกพ.เสนอรูปแบบให้ภาคเอกชนบนเกาะผลิตไฟฟ้าแบบไมโครกริดนั้น มองว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าบางส่วน ขณะเดียวกันภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

นายชริน ธำรงเกียรติกุล ประธานสภาอุตสาหกรรม จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ภาครัฐควรสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน การปรับฐานค่าไฟฟ้ารายภูมิภาค กระทบต่อเอกชนแน่นอน หากภาครัฐยังไม่มีความพร้อมในการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลัก ควรเดินหน้าส่งเสริมโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ควรเปิดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามารับซื้อไฟฟ้าได้

ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวไทยว่า ขณะนี้ไม่มีสต๊อกรัฐกดดันเรื่องราคาแล้ว และคุณภาพข้าวเริ่มกลับมาจากการที่เกษตรกรไม่เร่งผลิตมากเกินไป และประเทศผู้ผลิตข้าวหลายประเทศได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมคืออินเดีย และบังกลาเทศ ทำให้ความสามารถการแข่งขันของไทยมากขึ้น ประเมินว่าฤดูการผลิตข้าวนาปี 2560/61 ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 11,000-12,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 8,000-9,000 บาท ขณะที่การส่งออกข้าวไทย ยังเจอปัญหาในเรื่องค่าบาทแข็ง ซึ่งตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้ถึงปัจจุบันบาทแข็งค่าแล้ว 8% โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรัฐบาลยังไม่มีแนวทางป้องกัน แก้ไข หรือระมัดระวังปัญหานี้