ผู้ส่งออกต้องแจ้งให้เกษตรกรรับทราบและทบทวนราคาทุกสัปดาห์

ให้เป็นไปตามกลไกตลาดแต่ละช่วงด้วย ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศจะออกมาตรการดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน “ปัจจุบันชาวไร่มันขาดทุนติดต่อกันมา 2 ปีแล้ว ทั้งที่ปลายทางมันเส้นไทยโรงงานแอลกอฮอล์ในจีนผุดขึ้นหลายแห่ง ดังนั้นราคาก็ควรเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่เพิ่ม เราจึงมากำหนดราคาส่งออกที่เหมาะสม 175 เหรียญ คำนวณว่าส่งออกไปขายเพื่อผลิตเป็นแอลกฮอล์ในจีนตันละ 4,580 หยวน มีกำไรอีก 200-300 หยวน ถือว่าต่ำแล้ว เพราะถ้าไปขายเท่ากับราคาแอลกอฮอล์ปัจจุบันสูงถึงตันละ 5,720 หยวน” แหล่งข่าวกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของชาวไร่กังวลว่า แม้ว่าจะมีการตั้งราคาส่งออกขั้นต่ำมันเส้น “แต่ก็อาจไม่ได้ทำให้ราคาหัวมันสูงขึ้น” เพราะสัดส่วนการใช้หัวมันสดเพื่อผลิตมันเส้นมีเพียง 20-30% ส่วนอีก 70-80% ใช้ผลิตแป้งมัน ซึ่งในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กำหนดราคารับซื้อหัวมันขั้นต่ำครั้งนี้ “ทางสมาคมแป้งมันสำปะหลังไม่ยอมเซ็น MOU ด้วย”

ด้านนายบุญมี วัฒนเรืองรอง เลขาธิการสมาคมแป้งมันสำปะหลัง กล่าวว่า สมาคมแป้งฯได้เข้าร่วมหารือและรับทราบมาตรการกำหนดราคาส่งออกมันเส้นขั้นต่ำ แต่เนื่องจากลักษณะธุรกิจของโรงแป้งมีผู้ซื้อ-ผู้ขายจำนวนมาก การกำหนดราคาเป็นไปตามกลไกตลาด “ต่างจากมันเส้นที่มีผู้ซื้อ-ผู้ขายน้อยราย” มีการแข่งขันลดราคาส่งออกระหว่างผู้ส่งออกด้วยกันเอง ในช่วงที่ผ่านมาราคาส่งออกแป้งมัน FOB อยู่ที่ตันละ 320-330 เหรียญ หรือลดลงต่ำสุดในรอบหลาย ๆ ปี เพราะ “มีการแข่งขันสูง” ดังนั้นผู้ส่งออกแป้งจึงไม่สามารถจะกำหนดราคาส่งออกขั้นต่ำได้ แต่ยืนยันว่า “โรงแป้งเป็นผู้ซื้อหัวมันหลัก 80-90% มีการแข่งขันราคากันและจะไม่กดราคาเกษตรกร โดยขณะนี้ราคาเฉลี่ยรับซื้อที่ กก.ละ 1.80 บาท” นายบุญมีกล่าว

ธ.ก.ส.นำร่องขจัดหนี้นอกระบบให้เป็นศูนย์ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ตามนโยบายกระทรวงการคลัง มุ่งเน้นปรับวิธีคิด สร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ พร้อมปล่อยสินเชื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินป้องกันการก่อหนี้รอบใหม่

วันที่ 21 สิงหาคม ห้องประชุมวี-วัน 1-2 โรงแรมวี-วัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบสำหรับเกษตรกรและครอบครัว โดยให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน เพื่อนำไปชำระหนี้สินนอกระบบ เป็นการลดภาระทางการเงินให้กับเกษตรกร

โดย ธ.ก.ส.เตรียมวงเงินกู้ไว้รวม10,000 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดได้รายละไม่เกิน 100,000 บาท กรณีใช้บุคคล
ค้ำประกัน และสูงสุดไม่เกิน 150,000 บาท กรณีใช้ที่ดินจำนองค้ำประกัน คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน หรือ ร้อยละ 12 บาทต่อปี ผลดำเนินงานปัจจุบันจ่ายสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้แล้ว 40,857 ราย เป็นเงินสินเชื่อ 3,978 ล้านบาท ซึ่งนอกจากการนำหนี้นอกระบบ ให้เข้ามาอยู่ในระบบแล้วธ.ก.ส.ยังมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ในการดำเนินชีวิตของเกษตรกรด้วย การให้ความรู้ การทำบัญชีครัวเรือน การประหยัดอดออม การสร้างรายได้จากอาชีพเสริม เช่น การทำกระยาสารท การทำข้าวเม่า ผ้าห่ม เป็นต้น

ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหามีความยั่งยืนมากขึ้น และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกษตรกร กลับไปก่อหนี้นอกระบบขึ้นอีก ธกส.ได้เตรียมวงเงินสินเชื่ออีกจำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรดังกล่าวสามารถกู้เงินกรณีมีความจำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในครัวเรือนต่างๆ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร เป็นต้น โดยมีการผ่อนคลาย หลักประกัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ปัจจุบัน จ่ายสินเชื่อนี้แล้วจำนวน 2,780ล้านบาท ช่วยเกษตรกรได้จำนวน 58,352ราย

“สำหรับจังหวัดนครราขสีมา ธ.ก.ส.จะดำเนินการเป็นจังหวัดนำร่องในการขจัดหนี้นอกระบบให้เป็น
ศูนย์ตามนโยบาย ของกระทรวงการคลังด้วยการเปิดจุดบริการ ให้คำปรึกษาแนะนำ โดยมุ่งเน้นเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย ที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย และแจ้งว่ามีหนี้นอกระบบ สำหรับการดำเนินการจะมีการให้สินเชื่อเพื่อนำหนี้นอกระบบ ให้เข้ามาอยู่ในระบบ มีการอบรมให้ความรู้ เกษตรกรเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการดำเนินชีวิตโดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวปฏิบัติ รวมทั้ง การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน กรณีจำเป็นเพื่อป้องกัน มิให้เกษตรกรหวนกลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก ทั้งนี้จะทำงานร่วมกับส่วนงานต่างๆ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานกองทุนหมู่บ้าน ฯ โดยใกล้ชิดเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้” นายอภิรมย์กล่าว เพิ่งมีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติของ “อินทผลัม” สด ติดใจยิ่งนัก หวานกำลังดี กรอบกร๊วมละม้ายพุทรา หอมอ่อนๆ

ที่สำคัญ มีสรรพคุณดีงามร้อยแปดจริงๆ ตั้งแต่ไม่มีคอเลสเตอรอล มีไขมันต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 16 วิตามินเค แคลเซียม เหล็ก ซัลเฟอร์ ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แมงกานีส ฯลฯ ยังพบสารอาหารจำพวกน้ำมันโวลาไทล์ ไฟเบอร์ และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย และช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ป้องกันการเกิดมะเร็งอีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ คือคุณสมบัติที่ช่วยฟื้นฟูระบบเมตาบอริซึมของร่างกาย และช่วยให้เซลล์ที่ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพสามารถฟื้นกลับมาทำงานได้ตามปกติ

รวมทั้งในแง่ของการบำรุงตับอ่อนให้สามารถหลั่งอินซูลินได้ปกติ ซึ่งนี่คือ ประเด็นหลักที่นักวิจัยคาดหวังว่าในอนาคตอาจมีข้อยืนยันว่าอินทผาลัมสามารถดูแลผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ควบคุมน้ำตาลควรจะหันมากินอินทผลัมกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
แค่สามารถ “กินได้” แต่อย่ามาก รอให้มีงานวิจัยออกมาคอนเฟิร์มเสียก่อน

ขณะเดียวกัน ด้วยราคากิโลละ 600-800 บาท ก็น่าจะช่วยติงให้บริโภคแต่พองามเช่นกัน อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ถือเป็นต้นทุนสำคัญของภาคปศุสัตว์ ปัญหาที่เกิดในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จึงเชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกรถึงผู้บริโภค แต่ละปีอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีกำลังการผลิต 20 ล้านตัน ทำให้มีความต้องการใช้วัตถุดิบทั้ง ข้าว มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ปลาป่น และข้าวโพดอย่างมาก แต่วัตถุดิบมีไม่เพียงพอจึงเกิดปัญหาตามมามากมาย

นายบุญธรรม อร่ามศิริวัฒน์ เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เล่าว่า ความต้องการใช้ข้าวโพดในแต่ละปี เฉลี่ย 8 ล้านตัน แต่ไทยปลูกได้ 4.6-5.0 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่น เช่น ข้าวสาลี กากข้าวสาลี (DDGS) มาทดแทน 3 ล้านตัน เพื่อผสมให้ได้สารอาหารโปรตีนในระดับใกล้เคียงกับข้าวโพด ซึ่งมีโปรตีน 7-8% ส่วนข้าวสาลีมีโปรตีน 9-10% DDGS มีโปรตีน 25-30% เป็นเหตุให้กระทรวงพาณิชย์ต้องกำหนดมาตรการให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพด 3 ส่วนเพื่อรับสิทธินำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ไม่ให้กระทบชาวไร่

แต่ปัญหาสำคัญมาจากไทยปลูกข้าวโพดผิดวิธีและขาดประสิทธิภาพ โดยแต่ละปีปลูกข้าวโพดได้ 4.6-5 ล้านตัน แบ่งเป็น 3 ฤดูกาล คือ 1) ข้าวโพดต้นฝน เก็บเกี่ยวช่วงสิงหาคม-พฤศจิกายนของทุกปี มีสัดส่วน 70% ของผลผลิตทั้งหมด มักเกิดปัญหาผลผลิตออกพร้อมกัน เมื่อใช้รถเกี่ยวเกิดปัญหาเม็ดแตกบวกความชื้นสูง 30-40% จึงมักมีสารพิษอัลฟาทอกซิน
2) ข้าวโพดช่วงปลายฝน เก็บเกี่ยวช่วงฤดูหนาว ระหว่างธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศแห้ง ความชื้นต่ำ คุณภาพดี มีสัดส่วนเพียง 25% ของผลผลิตทั้งหมด และ 3) ข้าวโพดหลังนา ปลูกหลังเกี่ยวข้าวนาปี มีสัดส่วนเพียง 5% ซึ่งอาจเรียก “โมเดล 70-25-5” ที่ทำให้คุณภาพไม่ดี ความชื้นสูง ราคาขายต่ำกว่าความเป็นจริง

อีกมิติหนึ่ง ข้าวโพดต้นฝน 70% เป็นข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่รุกป่าเกินครึ่ง ไม่มีเอกสารสิทธิ ส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้า เช่น สหภาพยุโรป แสดงความกังวลว่าเนื้อสัตว์จากไทยเลี้ยงด้วยอาหารสัตว์ที่ผลิตจากข้าวโพดในพื้นที่ผิดกฎหมาย ไทยจึงต้องเร่งแก้ไข

แนวทางการแก้ไขปัญหาข้าวโพดที่ผ่านมาได้ดำเนินการคู่ขนานกัน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จัดทำยุทธศาสตร์ข้าวโพด เพื่อปรับโมเดลการปลูกจาก 70-25-5 เป็น 20-30-50 หมายถึง ลดพื้นที่ต้นฝนจาก 70% ให้เหลือ 20% และเพิ่มพื้นที่ข้าวโพดรุ่น 2 จาก 25% เป็น 30% และเพิ่มสัดส่วนข้าวโพดหลังนาจาก 5% เป็น 50% โมเดลใหม่นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาคุณภาพข้าวโพด ลดการ กระจุกตัวที่ส่งผลต่อราคาข้าวโพดแล้ว อีกมิติยังเป็นการดึงพื้นที่นาราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีเอกสารสิทธิที่ดินถูกต้องมาปลูกข้าวโพดทดแทนลดปัญหาการรุกพื้นที่ป่าได้

นอกจากนี้ การปรับพื้นที่นาปรังมาปลูกข้าวโพด ยังได้ช่วยลดการใช้น้ำ และลดซัพพลายผลผลิตข้าวนาปรังได้อีกมิติหนึ่ง

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนโมเดลนี้ดำเนินการคู่ขนานกับการแก้ไขปัญหาการรุกป่าโดยภาครัฐ หากสำเร็จจะสร้างประโยชน์ต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารของประเทศอย่างมาก ส่งผลดีต่อเกษตรกรไปจนถึงผู้บริโภค ราคาสัตว์ปีกในนครย่างกุ้ง เมืองเศรษฐกิจของเมียนมาร่วงต่ำลงอย่างมาก หลังเกิดการเเพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) 2009 โดยขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตจากการติดเชื่อดังกล่าวอยู่ที่ 27 คน

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า จากผลการสำรวจพบว่าราคาเป็ดเเละไก่ในนครย่างกุ้ง อยู่ที่ตัวละ 1,700 จ๊าด (ตัวละ 1.6 กิโลกรัม) หรือราว 40 บาทไทย จากเดิมที่ก่อนหน้านี้เคยวางจำหน่ายอยู่ที่ตัวละ 3,200 จ๊าด โดยราคาร่วงลงถึงร้อยละ 50

สำหรับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A (H1N1) 2009 เริ่มเเพร่ระบาดในเมียนมาตั้งเเต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม มียอดผู้ติดเชื้อรวมเเล้วทั้งสิ้น 277 ราย ส่วนยอดเสียชีวิตเพิ่มเป็น 27 ราย
โดยกระทรวงสาธารณสุขและกีฬาของเมียนมา ประกาศเเจ้งเตือนให้ประชาชนปฎิบัติตามคำเเนะนำเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังและมีภูมิต้านทานต่ำ รวมถึงหากผู้ใดพบอาการป่วยให้เดินทางมาพบเเพทย์ที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าบุคลากรทางการเเพทย์ติดเชื้อดังกล่าว

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 เพื่อให้ระบบประกันภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรไทย และเริ่มรับประกันภัยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2560 มีเกษตรกรสนใจทำประกันภัยข้าวนาปีแล้ว 1.3 ล้านราย มีพื้นที่ทั้งสิ้น 20.02 ล้านไร่

โดยเดือนกรกฎาคม ประเทศไทยประสบกับสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เบื้องต้นได้รับรายงานความเสียหายจากภัยน้ำท่วมแล้ว 2.08 ล้านไร่ จากพื้นที่ที่ทำประกันภัย 13.54 ล้านไร่ คิดเป็น 15.41% ทางสำนักงาน คปภ.จึงออกมาตรการ 2 ส่วน ได้แก่ มาตรการป้องกันสำหรับพื้นที่ที่ยังไม่ถูกน้ำท่วมเพื่อลดผลกระทบ และมาตรการเยียวยาในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้วยการมอบเครื่องอุปโภคบริโภค และน้ำดื่ม แจกจ่ายให้กับประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมทั้งร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด บริษัท ประกันภัย บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด สาขาธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวบรวมข้อมูลความเสียหาย เพื่อประสานติดตาม เร่งรัดการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

นอกจากนี้ ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนเพื่อผ่อนผันเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันชีวิตในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ได้แก่ มาตรการขยายระยะเวลาการผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยในกรณีที่ครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัย ระหว่าง 5 กรกฎาคม ถึง 31 สิงหาคม 2560 จากเดิมออกไปอีก 60 วัน มาตรการยกเว้นดอกเบี้ยและงดการตรวจสุขภาพในกรณีต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน มาตรการในการยกเว้นดอกเบี้ยการชำระคืนเงินกู้ชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติภายใน 6 เดือน รวมทั้งออกประกาศให้ตัวแทนประกันในพื้นที่เกิดอุทกภัยที่ใบอนุญาตหมดอายุให้สามารถขอขยายระยะเวลาพร้อมขอต่ออายุใบอนุญาตได้ภายใน 15 วัน

พร้อมกันนี้ เพื่อบริหารความเสี่ยงภัยจากภัยน้ำท่วมสำหรับในพื้นที่ภาคใต้ ได้เตรียมมาตรการป้องกันภัย โดยขอให้มีการจัดหาพื้นที่กลางสำหรับจอดรถ เพื่อป้องกันไม่ให้รถยนต์ของประชาชนถูกน้ำท่วม และเร่งประชาสัมพันธ์ให้ชาวนาในพื้นที่ที่ยังไม่ถูกน้ำท่วมให้รีบทำประกันภัยข้าวนาปี เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดยพื้นที่ภาคใต้สามารถซื้อประกันภัยข้าวนาปีได้ตั้งแต่ก่อนเพาะปลูกจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2560

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึง การเปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำที่ จ.ลำปาง โดย นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2560 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สภาเกษตรกรแห่งชาติและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ณ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง ศาลากลางจังหวัดลำปาง ว่า ถือเป็นเรื่องใหม่มากกับข้อมูลสารสนเทศเรื่องน้ำ/ภูมิอากาศแบบบูรณาการ โดยมีศูนย์บริหารจัดการน้ำเป็นศูนย์เชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร, กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น เป้าหมายหลักคือเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ สิ่งที่สภาเกษตรกรฯจะทำต่อไปคือจัดโครงการอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ พร้อมกับวิเคราะห์ให้ใช้ประโยชน์ในการวางแผนการผลิตและป้องกันความเสียหาย ลดความเสี่ยงจากความผันแปรของสภาพอากาศในพื้นที่ของตัวเอง

ซึ่งมีเกษตรกรหลายรายที่เข้าใจและนำไปใช้เพื่อบริหารงานเกษตรแล้ว โดยข้อมูลจะมีทั้งรายวัน / สัปดาห์ ระยะสั้นและระยะยาว เกษตรกรสามารถนำไปวางแผนการเกษตรด้านพืช/ปศุสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลบอกจะมีฝนตกในอีก 2 วัน เกษตรกรที่ต้องฉีดพ่นหรือให้อาหารเสริมหรือหว่านปุ๋ยก็ชะลอไว้ก่อนเพราะหากฝนตกมาก็จะถูกชะล้าง ข้าว ต้นไม้ พืชทั้งหลายก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เกษตรกรก็เกิดความเสียหาย สิ้นเปลือง หรือแม้กระทั่งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง เกษตรกรจะได้จัดเตรียมสำรองน้ำไว้ใช้ได้อย่างเพียงพอ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มองว่าสิ่งที่เกษตรกรไทยเวลานี้ควรทำคือการหาสินค้า ผลิตภัณฑ์หรือพืชชนิดอื่นที่เป็นทางเลือกมาเพาะปลูกเพื่อให้เกิดความหลากหลาย หากไม่แสวงหาสิ่งใหม่ๆเพื่อเข้ามาสร้างรายได้เพิ่มในพื้นที่เพาะปลูกของตัวเองจะเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่มาก อยากให้เกษตรกรพยายามสร้างระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสานจะได้มีรายได้หลากหลายทาง ทั้งพืช / ปศุสัตว์ ทั้งหมดเรียนรู้ได้ โดยสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องในทุกเวที ทุกจังหวัด ซึ่งก็ได้ผลในหลายพื้นที่หลายจังหวัดมีการปรับเปลี่ยนไปเยอะแล้ว

อุตสาหกรรมเกลือทะเลในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของประเทศ เผชิญภาวะราคาผันผวนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ราคาเกลือทะเลเคยตกต่ำไปอยู่ที่ 800 บาท/เกวียน แต่ปีนี้ราคาขยับขึ้นมาที่ 2-3 พันบาท/เกวียน

ทั้งนี้ มีหลายปัจจัยที่ทำให้ราคาเกลือตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศร้อนที่ทำให้มีการตกผลึกเกลือเพิ่มขึ้นถึง 15% แต่ปริมาณการใช้เกลือกลับน้อยลง เนื่องจากอุตสาหกรรมหมักดองทั้งปลาและผักลดลง จึงมีการสต๊อกเกลือทะเลตั้งแต่ปี 2558-2559 อีกทั้งผู้ประกอบการหันไปใช้เกลือสินเธาว์มากขึ้น
สถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป และราคาเกลือตกต่ำ ทำให้เกษตรกรชาวนาเกลือทะเลต้องเร่งปรับตัวให้อยู่รอด ซึ่งขณะนี้มี 2 แนวทางคือ การแปรรูปเพิ่มมูลค่าเกลือ ด้วยการผลิตสินค้าใหม่ๆ จาก “ดอกเกลือ” เพื่อเจาะตลาดสปาและอาหาร รวมทั้งผนึกกำลัง 5 สหกรณ์การผลิตเกลือใน 3 จังหวัด ทำระบบเกษตรแปลงใหญ่ ภายใต้การสนับสนุนส่งเสริมจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สำหรับจุดเด่นของดอกเกลือ คือ เป็นเกลือชุดแรกที่ลอยตัวขึ้นมาเกาะตัวเป็นแพบนผิวน้ำ ไม่ใช่เกลือที่รอให้น้ำระเหยออกไปจนตกผลึก รสชาติดีไม่เค็มจัด มีความหวานซ่อนอยู่ และราคาสูงกว่าเกลือธรรมดา

“เลอพงษ์ จันทอง” ประธานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดสมุทรสาครในรูปแบบประชารัฐ ตามโครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร เพื่อแปรรูปเกลือทะเล ภายใต้ชื่อสินค้า “Siam Sea Salt” และยังได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ 9101 (ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืน) ประมาณ 1.8 แสนบาท โดยนำมาพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพ ทั้ง
ขั้นตอนของการไล่ความชื้นทำให้แห้ง การโม่ให้ละเอียด และร่อนให้เป็นผง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตมีมูลค่าเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาดอกเกลือเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และได้ยื่นขอ อย.เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้แก่ เกลือสปาขัดผิว เกลือแช่เท้า สบู่ดอกเกลือ และดอกเกลือสำหรับปรุงอาหาร ราคาจำหน่ายจากสหกรณ์อยู่ที่ประมาณ 200 บาท/ขวด ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และตอนนี้มีผู้ประกอบการต้องการผลิตภัณฑ์จากดอกเกลือประมาณ 3-4 ราย เพื่อนำไปติดแบรนด์เป็นของตัวเอง ซึ่งต้องปรึกษากับสมาชิกก่อนว่าจะอนุมัติหรือไม่
ขณะเดียวกัน ทางจังหวัดยังให้การสนับสนุนด้านเงินทุนและการตลาด จำนวน 20 ล้านบาท ให้กับสหกรณ์ชาวนาเกลือ 2 แห่งของจังหวัดสมุทรสาคร คือ สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และสหกรณ์การเกษตรนาเกลือสมุทรสาคร จำกัด

นอกจากนั้น ยังได้รับการส่งเสริมระบบเกษตรแปลงใหญ่ โดยได้เริ่มรวมกลุ่มผู้ผลิตเกลือทะเลจำนวน 5 สหกรณ์ จากพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบไปด้วย 1. สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด 2. สหกรณ์การเกษตรนาเกลือสมุทรสาคร จำกัด 3. สหกรณ์การเกษตรนาเกลือสมุทรสงคราม จำกัด 4. สหกรณ์นาเกลือบางแก้ว จำกัด จังหวัดสมุทรสงคราม และ 5. สหกรณ์การเกษตรนาเกลือบ้านแหลม จำกัด จังหวัดเพชรบุรี

ทั้งนี้ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น “ชุมนุมเกลือทะเลไทย จำกัด” โดยกำหนดให้ถือหุ้นร่วมกันแห่งละ 2 แสนบาท ซึ่งโครงการเกษตรแปลงใหญ่จะสามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร รวมไปถึงการร่วมซื้อขาย เพิ่มอำนาจในการต่อรองราคา และการบริหารจัดการร่วมกัน
ด้าน “สุรีย์รัช อวนสกุล” เลขานุการกรมส่งเสริมสหกรณ์ มองว่า แม้จังหวัดสมุทรสาครจะเป็นแหล่งผลิตเกลือทะเล แต่ต้องดูกำลังการผลิตรองรับการแปรรูปด้วย เพราะปริมาณเกลืออาจจะไม่เพียงพอต่อการแปรรูปผลผลิต และต้องร่วมมือกับอีกหลายส่วน

สำหรับกรมส่งเสริมสหกรณ์นั้น มีศูนย์กระจายสินค้าของสหกรณ์ (Cooperative Distribution Center: CDC) โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตร เช่น ลำไย มังคุด เงาะ ฯลฯ โดยมีศูนย์ตั้งอยู่ทั่วประเทศ ทั้งระดับเขต ระดับจังหวัดกว่า 50 แห่ง สามารถกระจายหรือระบายผลผลิตจากแต่ละภูมิภาคไปอีกภูมิภาคได้ เพื่อช่วยเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และเป็นการป้องกันการกดราคาของพ่อค้าคนกลางได้ด้วย
ดังนั้น การแปรรูปเกลือจะช่วยเกษตรกรในช่วงที่เกลือมีราคาตกต่ำของทุกปี เพราะที่ผ่านมามีการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว แต่มารอบนี้นโยบายหลายอย่างเสริมกัน กลุ่มสหกรณ์ได้ให้ความช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนในเรื่องของเครื่องมือที่ทำให้เกลือมีคุณภาพสูงกว่าเกลือสินเธาว์ที่เป็นคู่แข่ง และการส่งเสริมให้ผู้บริโภครู้จักเกลือทะเลมากขึ้น

“ปกติราคาเกลือสูงสุดจะอยู่ที่ 3-4 พันบาท/เกวียน ในช่วงเดือนมกราคม และวนเวียนเป็นวัฏจักรต่ำสุดในช่วงเดือนเมษายน โดยมีปัจจัยจากสภาพอากาศร้อน ซึ่งเกลือสินเธาว์จะราคาถูกกว่าเกลือทะเลอยู่ประมาณ 0.5-1 บาท/กิโลกรัม”
นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชาวนาเกลือทะเล ที่จะฝ่าข้ามความผันผวนของราคา ฉีกหนีคู่แข่ง และขยายฐานตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม abrahamstent.org เกิดขึ้นจากพระเมตตาของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยการศึกษาของนักเรียนที่อยู่ห่างไกล จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมขึ้นภายในโรงเรียนวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อถ่ายทอดสดการเรียนการสอนออกไปให้โรงเรียน ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ได้มีโอกาสรับความรู้จากครูผู้สอนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญไปพร้อม ๆ กัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สานต่อแนวพระราชดำริในการถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชน จึงได้จัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียมถ่ายทอดสู่โรงเรียนกว่า 30,000 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้ เด็กนักเรียนกว่า 3 ล้านคนสามารถเข้าถึงวิชาสหกรณ์โดยผ่านการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม และชมวิธีการสอนวิชาสหกรณ์ในรูปแบบกิจกรรมให้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายทุกห้องเรียน ซึ่งการสอนวิชาสหกรณ์ผ่านการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม เป็นการดำเนินโครงการเพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับกระบวนการสหกรณ์ ตลอดจนการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้แก่เด็กนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลทั่วทุกภูมิภาค ได้มีโอกาสเข้าถึงวิชาสหกรณ์ เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า การถ่ายทอดวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียมไปยังโรงเรียนเป้าหมาย 30,000 กว่าแห่งประเทศ ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการและมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในการร่วมจัดทำหลักสูตรการสอนวิชาสหกรณ์เพื่อถ่ายทอดไปยังโรงเรียนเป้าหมายทั่วประเทศ ซึ่งในเทอมที่ 1 จะสอนในวิชาสหกรณ์ทางไกลผ่านดาวเทียมในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภายใน 1 ปี และเมื่อเด็กนักเรียนได้รับความรู้ในทางทฤษฎีไปแล้ว ก็จะมีการทดลองปฏิบัติจริง โดยมีกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ควบคู่ไปด้วย เพราะว่าต้องเรียนไปด้วย และปฏิบัติไปด้วย ถึงจะเข้าใจในเรื่องสหกรณ์อย่างถ่องแท้

ซึ่งทางกรมฯมีแนวคิดที่จะพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบวิธีการถ่ายทอดความรู้วิชาสหกรณ์ เพื่อให้มีความน่าสนใจและนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญเรื่องของการสหกรณ์ ในทุกโครงการที่พระองค์ท่านมีพระราชดำริให้ดำเนินการ จะใช้วิธีการสหกรณ์เข้าไปพัฒนาและขับเคลื่อนโครงการต่างๆ มีความเข้มแข็ง สำหรับโรงเรียนวังไกลกังวล เป็นโรงเรียนที่ทรงอุปถัมภ์ ในอดีตที่ผ่านมาพระองค์ทรงเสด็จฯมาเป็นพระอาจารย์ด้วยพระองค์เอง กรมส่งเสริมสหกรณ์รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถือว่าเป็นความโชคดีที่ได้รับโอกาสจากทางโรงเรียน ให้เข้ามาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสหกรณ์ให้กับนักเรียน เพื่อสานต่อแนวพระราชดำริของพระองค์สู่เยาวชนรุ่นหลังสืบไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สำหรับโรงเรียนวังไกลกังวล นอกเหนือจากการจัดหลักสูตรการสอนวิชาสหกรณ์โดยถ่ายทอดทางไกลผ่านดาวเทียมแล้ว ยังมีการสอนวิชาสหกรณ์ในชั้นเรียน และการจัดกิจกรรมสหกรณ์ร้านค้าในโรงเรียนควบคู่กัน เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าในได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น การจัดหลักสูตรวิชาสหกรณ์จะดำเนินการให้สอดคล้องกับโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เปิดสอนวิชาสหกรณ์ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผนวกเข้ากับวิชาสังคมศึกษา จำนวน 3 ห้องเรียน ส่วนกิจกรรม ที่ 2 จะสอนเรื่องสหกรณ์ในชั่วโมงชมรมสหกรณ์ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 7 ห้อง โดยจะเรียนรวมกันทั้งหมด และจะมีการผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ การจัดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้เรื่องสหกรณ์ให้กับนักเรียนแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งจะเน้นหนักในหลักการ วิธีการสหกรณ์ เพื่อให้เด็กได้มีความรู้ในเรื่องสหกรณ์ และแนวทางในการทำงานร่วมกัน การรู้จักเสียสละแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามแนวทางของสหกรณ์ เพื่อให้เด็กเติบโตและนำความรู้ด้านสหกรณ์ไปใช้ได้ในอนาคต