พระราชทานปริญญาบัตร มทร.ศรีวิชัย ประจำปีการศึกษา 2559

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2560 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯพระราชทานปริญญาบัตร ให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ประจำปีการศึกษา 2559มีผู้สำเร็จการศึกษารวมทั้งสิ้น 3,268 คน จาก 6 พื้นที่ได้แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา วิทยาลัยรัตภูมิ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ขนอมและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ณ หอประชุมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา ได้รายงานว่า ในช่วงวันที่ 18-19 ก.ย. ประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง สำหรับทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 20-24 ก.ย. ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้รวมทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

โดยคาดหมายว่า ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมเป็นช่วงเปลี่ยนจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว ลักษณะอากาศจะแปรปรวนโดยเฉพาะช่วงกลางเดือน โดยมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทย จะเริ่มเปลี่ยนเป็นมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันออกในบางช่วง และบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะๆ ลักษณะดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยตอนบนฝนลดลงกับมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้า ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนาแน่นกับจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ โดยคาดว่าบริเวณประเทศไทยตอนบน ปริมาณฝนรวมจะต่ำกว่าค่าปกติ 5-20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนภาคใต้ทั้งสองฝั่ง ปริมาณฝนรวมจะสูงกว่าค่าปกติ 5-10 เปอร์เซ็นต์

ข้อควรระวัง ในเดือนนี้อาจมีพายุหมุนเขตร้อนก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก เคลื่อนตัวผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ และมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนผ่านภาคตะวันออกและภาคใต้ตอนบนของประเทศไทยได้ ซึ่งจะทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะบริเวณที่มีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่าน อาจเกิดคลื่นพายุซัดฝั่งบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออก รวมทั้งภาคใต้ จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและคำเตือนเรื่องพายุหมุนเขตร้อนจากกรมอุตุนิยมวิทยาไว้ด้วย เบทาโกรตอกย้ำแนวคิด “เพื่อคุณภาพชีวิต” ประกาศนโยบาย สวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) เพื่อผู้บริโภคมั่นใจ จากสัตว์สุขภาพดี สู่ผู้บริโภคสุขภาพดี

เบทาโกร พัฒนาการเลี้ยงสุกร ยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ ยกเลิกการเลี้ยงแม่สุกรแบบยืนซองภายหลังคลอดและระหว่างคลอด เปลี่ยนเป็นการเลี้ยงแบบรวมกลุ่มและคอกคลอด ตั้งเป้าครบ ทุกฟาร์มภายใน 10 ปี ช่วยให้แม่สุกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารและสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค

นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือเบทาโกร เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา เบทาโกรให้ความสำคัญและมุ่งมั่นก้าวเป็นผู้นำในเรื่องการผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง (Food Quality) และปลอดภัย (Food Safety) สำหรับผู้บริโภคทุกระดับ “คุณภาพ” แบบเบทาโกร มีความเข้มข้นในระดับที่เรียกว่าถ้าสิ่งนั้นไม่ดีจริง จะไม่ยอมให้ออกสู่ภายนอกไปถึงมือผู้บริโภค (Uncompromising Quality) ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เกิด Uncompromising Quality มาจาก คนคุณภาพ (Excellent People) โดยเบทาโกร มุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของพนักงานทุกระดับ ทำให้พนักงานมีความรู้ ความสามารถ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และกระบวนการควบคุมคุณภาพ (Excellent Process) ได้แก่ Betagro Quality Management 24/7 โดย หลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของเครื่องมือการจัดการด้านคุณภาพดังกล่าวนี้ด้วย

ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจปศุสัตว์มาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 40 ปี เบทาโกรได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสายพันธุ์สุกร ซึ่งถือเป็นต้นทางของการผลิตสุกรให้มีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการผลิต การควบคุมมาตรฐานและคุณภาพ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน อีกสิ่งหนึ่งที่เบทาโกรให้ความสำคัญคือการคำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี โดยมีนโยบายที่ชัดเจน และริเริ่มหลากหลายโครงการที่ยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงและการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีคุณธรรม ครอบคลุมทุกขั้นตอนการผลิต และสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ ได้แก่ การนำหลักสวัสดิภาพสัตว์ขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (World Organisation for Animal Health: OIE) มาตรฐานหลักปฏิบัติและกฎระเบียบของสหภาพยุโรป มาประยุกต์ใช้ เป็นต้น รวมถึงให้ความสำคัญดำเนินตามมาตรฐานที่เข้มข้นตามที่ลูกค้ากำหนด นอกจากนี้ ทีมบุคลากรยังประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้รับการอบรมด้านสวัสดิภาพสัตว์จากหลายสถาบันระดับโลก เช่น มหาวิทยาลัยบริสทอล ประเทศอังกฤษ

ปีพ.ศ.2558 เครือเบทาโกร ได้ร่วมมือกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เป็นรายแรกในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ในโครงการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงลักษณะของสุขภาพสัตว์ที่เกี่ยวข้องในการผลิตสุกรและสัตว์ปีก จากการทำงานร่วมกันตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ทำให้เบทาโกรตัดสินใจประกาศยกเลิกการเลี้ยงแม่สุกรแบบยืนซองภายหลังคลอดและซองคลอดเป็นรายแรกในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเปลี่ยนมาเป็นระบบการเลี้ยงแบบรวมกลุ่มและคอกคลอด เพื่อให้สุกรในฟาร์มสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ลดภาวะเครียด และสามารถแสดงออกถึงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้มากขึ้น โดยตั้งเป้าครบทุกฟาร์มในเครือฯ ภายในปีพ.ศ.2570 ซึ่งจะมีจำนวนแม่สุกรไม่ต่ำกว่า 250,000 แม่ ได้รับการปรับปรุงด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีขึ้น

“เราเชื่อว่าสัตว์ในฟาร์มควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี การเลี้ยงหมูแบบรวมกลุ่ม มีพื้นที่เคลื่อนไหวได้มากขึ้น จะทำให้หมูเครียดน้อยลง ทำให้ลูกสุกรหย่านมมีน้ำหนักที่ดีกว่าการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มอย่างไม่ถูกต้องโดยเฉพาะการเลี้ยงที่หนาแน่นเกินไปหรือเลี้ยงในพื้นที่ที่จำกัดไม่เป็นธรรมชาติ จะส่งผลให้สัตว์เกิดความเครียด พฤติกรรมต่างๆ การทำงานของร่างกาย เช่น ภูมิคุ้มกันและสุขภาพของสัตว์จะแย่ลง มักเป็นต้นเหตุของการใช้ยาปฏิชีวนะในอัตราที่สูง ส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหาร และมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค” นายวนัสกล่าว

นางสุภาภรณ์ ลาสต์ ผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับเบทาโกรมาในตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เพราะเราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงสุกรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เบทาโกรมีแนวคิดและมีความมุ่งมั่นในการเลี้ยงสุกร ไม่เพียงให้ได้มารตฐานสากลเท่านั้น แต่ยังให้ความสนใจในการพัฒนาและปรับปรุงการเลี้ยงสุกรให้ได้รับสวัสดิภาพที่ดี ทำให้สุกรมีคุณภาพชีวิตก่อนนำส่งถึงมือผู้บริโภค ดังนั้นจึงเป็นข่าวดีที่เบทาโกรได้ประกาศยกเลิกการเลี้ยงสุกรแบบยืนซองภายหลังคลอด มาเป็นระบบการเลี้ยงแบบกลุ่ม โดยองค์กรฯ เชื่อมั่นว่าเป็นนิมิตหมายอันดีต่ออนาคตของสุกรที่เลี้ยงในระบบฟาร์ม เพราะจะส่งผลทำให้ผู้ประกอบการรายอื่น รวมถึงผู้บริโภคหันมาใส่ใจแหล่งที่มาของเนื้อหมูมากขึ้น นั่นหมายถึงสุกรนับแสนในแต่ละปีจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น

ส่วนองค์กรฯ ก็ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคเข้าใจและหันมาใส่ใจในแหล่งผลิตของเนื้อหมู พร้อมกับรณรงค์ให้ผู้ผลิตเลี้ยงสุกรอย่างมีคุณภาพ ให้ความสำคัญในเรื่องสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของสุกร (raised with care) รวมถึงกระตุ้นผู้จัดจำหน่ายให้เพิ่มจำนวนและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เนื้อหมูที่ถูกเลี้ยงอย่างมี สวัสดิภาพที่ดีให้แก่ผู้บริโภค เพราะเนื้อหมูที่ดีนั้นมาจากหมูสุขภาพดี

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ในขณะนี้ไม่มีสต็อกของรัฐบาลมากดดันเรื่องราคาข้าวในตลาดแล้ว และข้าวเริ่มกลับมามีคุณภาพมากขึ้นจากที่เกษตรกรไม่เร่งผลิตมากเกินไป มีเวลาเอาใจใส่ดูแลใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ นอกจากนี้บางประเทศผู้ผลิตข้าวยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม คืออินเดีย และบัคลาเทศ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ไทยจะแข่งขันในตลาดข้าวได้มากขึ้น โดยหวังว่าสถานการณ์ทั้งหมดจะผลักดันให้ข้าวที่กำลังจะออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้ประเภทหอมมะลิ ที่ 1.1 -1.2 หมื่นบาทต่อตันข้าวเปลือก ข้าวขาว ซึ่งมีปริมาณมากที่สุด

มีราคาสูงกว่า 8,000 – 9,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก อย่างไรก็ตามจากการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่เริ่มไต่ระดับขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ถึงปัจจุบันเฉลี่ยมากถึง 8 % ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และรัฐบาลยังไม่มีแนวทางป้องกัน แก้ไขหรือระมัดระวังปัญหานี้ ดังนั้นจึงคาดว่าจะส่งผลอย่างยิ่งต่อการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ใช้วัตถุดิบและผลลผิตในประเทศทั้งหมด 100% ซึ่งในส่วนของข้าวที่มีคู่แข่งสำคัญคือเวียดนาม ปัจจุบันเงินด่งแข็งค่าขึ้นเพียง 2 % เท่านั้น ซึ่งต่างจากไทยอยู่ถึง 6 % ทำให้ราคาข้าวของไทยสูงกว่าถึง ตันละ 24 ดอลลาร์สหรัฐ อาจส่งผลให้การตัดสินใจสั่งซื้อข้าวลดลง

“ราคาข้าวของเวียดนามที่ต่ำกว่าของไทยมาก ทำให้การประมูลซื้อข้าวของฟิลิปปินส์ เวียดนามคว้าไปเกือบทั้งหมด ในขณะที่อินโดนีเซียยังไม่ชัดเจนว่าปีนี้จะเปิดประมูลซื้อข้าวหรือไม่เพราะผลผลิตในประเทศอาจจะเพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นแนวโน้มราคาข้าวที่จะออกสู่ตลาดสิ้นปีนี้ จึงเป็นไปได้ยากที่จะผลักดันให้ถึงตามเป้า” นายเจริญกล่าว

นายเจริญ กล่าวว่า การส่งออกข้าวปัจจุบันที่สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายมากนักเพราะมีคำสั่งซื้อข้าวนึ่งเข้ามาจำนวนมาก แต่คาดว่าคงไม่มากพอที่จะกระตุ้นราคาข้าวช่วงปลายปีให้สูงขึ้นได้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกในยุ้งฉางที่รัฐบาลประกาศไปแล้วจะช่วยพยุงราคาได้ระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นทางออกที่ดี ในกรณีที่เกษตรกรมียุ้งฉางเป็นของตัวเอง ส่วนเกษตรกรที่ไม่มีก็ต้องขายเข้าโรงสีตามราคาตลาด ในขณะที่ผู้ส่งออกยังหวังว่ารัฐบาลและ ธปท. จะมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวเงินบาทที่แข็งค่าเพราะปัจจุบันที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐนั้นเป็นระดับที่สูงมาก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” ณ จังหวัดขอนแก่น ส่งมอบองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำและการสร้างฝายชะลอน้ำให้กับชุมชน เพื่อขยายผลในพื้นที่ตนเองอย่างเหมาะสม สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

กิจกรรม “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” เป็นการสืบสานพระราชปณิธานการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายหลังจากที่ได้นำตัวแทนชุมชนและเยาวชนคนรุ่นใหม่ของจังหวัดขอนแก่น กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช ไปศึกษาเรียนรู้ชุมชนที่ประสบความสำเร็จจากการสร้างฝายชะลอน้ำที่จังหวัดลำปาง และแนวทางการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริจากศูนย์การศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้มีความรู้แล้วนำกลับมาดำเนินการต่อในพื้นที่บ้านเกิดตัวเอง

ณ พื้นที่ตำบลม่วงหวาน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นเป็นพื้นที่น้ำขาดน้ำแล้ง ชาวบ้านอาศัยน้ำตามฤดูกาล ทำให้ในช่วงฤดูแล้ง น้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร ชาวบ้านต้องอพยพหนีความแห้งแล้งไปนอกพื้นที่ จากการร่วมเดินทางไปกับ “รักษ์น้ำ The Journey” ตัวแทนชุมชนจึงได้รับความรู้ความเข้าใจและจุดประกายการทำฝายชะลอน้ำเป็นครั้งแรก

นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง กล่าวถึงแนวคิดการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริว่า นับเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการน้ำของชุมชนในหลายๆ พื้นที่ เพราะฝายชะลอน้ำทำให้พื้นดินชุ่มชื้นและกักเก็บน้ำบางส่วนให้อยู่ในพื้นที่ได้นานที่สุด เมื่อมีน้ำและสามารถเก็บน้ำไว้ได้ ก็ทำให้เพาะปลูกได้ผลผลิตดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมา เหมือนอย่างชุมชนต้นแบบในจังหวัดลำปางที่เอสซีจีได้พาไปเรียนรู้

“สำหรับกิจกรรมที่ตำบลม่วงหวานในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อฟื้นคืนความชุ่มชื้นให้ป่าต้นน้ำของชุมชน ซึ่งจากนี้ทางชุมชนก็ได้ร่วมกันวางแผนที่จะจัดทำแก้มลิง และเชื่อมต่อระบบน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้ทำการเกษตรอย่างพอเพียงในอนาคตอีกด้วย ซี่งตรงตามแนวทางพระราชดำริ “หาน้ำให้ได้” “เก็บน้ำไว้ใช้” และ “ใช้น้ำให้เป็น” นายธนวงษ์กล่าว

นายประสาท จันทรวิเศษ ผู้ช่วยกำนัน หมู่ 2 บ้านสระกุด ต.ม่วงหวาน เล่าว่า เดิมทีเมื่อพูดถึงฝาย ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นฝายกักเก็บน้ำไว้ใช้ ต่างคนต่างสร้างฝายกันเองตามภูมิปัญญาชาวบ้าน พอได้ไปเรียนรู้กับทางเอสซีจี จึงเกิดความเข้าใจ “ฝายชะลอน้ำ” รวมถึงเห็นประโยชน์ของการสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งเป็นอีกแนวทางของการอนุรักษ์น้ำ ที่สามารถช่วยชะลอน้ำและเก็บกักความชื้น คืนความสมบูรณ์ให้น้ำใต้ดิน “พอไปเห็นพื้นที่จังหวัดลำปาง ที่เคยเป็นเขาหัวโล้นแห้งแล้งสามารถกลับเป็นพื้นที่สีเขียวได้ ทำให้มีความหวัง อยากให้ป่าบ้านเรามีความอุดมสมบูรณ์ มีความชุ่มชื้นแบบเขาบ้าง ชาวบ้านจะได้ไปหาของป่าและมีรายได้เสริม ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในต.ม่วงหวาน ที่ชาวบ้านจะร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ และจากนี้ผมก็จะรวมพลังชุมชนหาแนวร่วมต่อไป ”

นายพิชาญ ทิพวงษ์ ผู้ประสานงานลุ่มน้ำชี คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่า ภูถ้ำ ภูกระแต มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสริมว่า พื้นที่อีสานส่วนใหญ่มีปัญหาน้ำแล้ง และปัญหาน้ำหลาก ต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำเป็นภาพรวม ต้องศึกษาภูมิประเทศ เข้าใจปัญหา โดยพื้นที่ตำบลม่วงหวานควรเริ่มต้นจากทำฝายชะลอน้ำ หรือฝายชะลอความชุ่มชื้น สู่การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืน

“สิ่งที่สำคัญต้องทำให้ชุมชนเห็นภาพรวมร่วมกัน รู้ว่าเขาทำแล้วได้อะไร ให้ความรู้ความเข้าใจเขา เชื่อว่าองค์ความรู้และประสบการณ์จากมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในการทำผังน้ำ การสำรวจเส้นทางน้ำ และวิเคราะห์ตัวเลขการใช้น้ำ จะช่วยเหลือให้ต่อยอดไปสู่การพัฒนาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายพิชาญเสริม

การเดินทางของ “รักษ์น้ำ The Journey” ยังไม่จบเพียงเท่านี้ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เอสซีจีสนับสนุนจุดประกายชุมชนต่างๆ ในประเทศไทย ส่งเสริมสร้างความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน เสริมความเข้มแข็ง สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป

กองส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร คิดค้นผ้านาโน ที่มีกลิ่นดอกไม้กว่า 10 ชนิด ที่สามารถทำได้ในระดับครัวเรือน ไม่ต้องสั่งทำในอุตสาหกรรมโรงงาน ขณะผ้านาโนที่คิดค้นสามารถป้องกันน้ำและมด ได้

เมื่อวันที่ 20 กันยายน ผศ.ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ขณะนี้ทางกองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มน. ได้คิดค้นการทอผ้าลวดลายต่างๆ ทั้ง 20 ลวดลาย และได้ลวดลายที่เป็นประจำจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 11 ลวดลาย จากนั้นได้ต่อยอดผ้าที่เป็นลวดลายประจำจังหวัด นำมาผลิตผ้านาโนที่สามารถกันมด กันน้ำ ที่จะทำให้ชื้นได้ พร้อมทั้งสามารถใส่กลิ่นดอกไม้ต่างๆที่เป็นประจำจังหวัดได้ โดยไม่ต้องสั่งทำจากโรงงานที่จะต้องผลิตผ้าเป็นพันเมตร ที่ทางโรงงานจะผลิตกลิ่นดอกไม้ให้ แต่ในระดับครัวเรือนก็สามารถทำกลิ่นดอกไม้ต่างๆ ได้แล้ว โดยเฉพาะกลิ่นดอกปีบ กลิ่นดอกแก้ว กลิ่นดอกจำปี กลิ่นดอกลั่นทม เป็นต้น ซึ่งแต่ละกลิ่นนั้นผู้สวมใส่ สามารถสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกได้ เช่น ใส่กลิ่นดอกลั่นทมกับผ้าขาว ที่จะสวมใส่ไปวัด ซึ่งจะสามารถลดความกำหนัดได้

การผลิตผ้านาโนที่มีกลิ่นและสวดลายประจำจังหวัดนี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนเปลี่ยนนวัตกรรมผ้าพื้นเมืองของจังหวัดพิษณุโลก ที่จะสามารถนำไปผลิตและดัดแปลงการใช้ ทั้งผ้าคลุม ผ้าพันคอ กระเป๋า และสิ่งของต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยทาง มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ทำการวิจัยกลิ่นผ้านี้สำเร็จมากว่า 1 เดือนแล้ว และจะสามารถผลิตออกสู่ท้องตลาดได้ภายใน 4 เดือน นี้

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 ที่ห้องฝ้ายคำ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานแถลงข่าวโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตกาแฟล้านนาคุณภาพ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 – Lanna Thai Coffee Hub โดยมี ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ รองประธานมูลนิธิโครงการหลวง นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ และ ผศ.ดร.เยาวลักษณ์ จันทร์บาง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกันดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนงบประมาณปี พ.ศ.2560 จากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1

ทั้งนี้ เพื่อหวังยกระดับคุณภาพผลผลิตกาแฟในเขตภาคเหนือตอนบน 1 ให้มีคุณภาพสูงขึ้นตรงตามความต้องการของตลาด พร้อมกำหนดพื้นที่เป้าหมายดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และลำปาง ซึ่งจากการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมาพบว่า มี smart farmer อย่างน้อย 19 ราย ที่มีองค์ความรู้ในการผลิตกาแฟคุณภาพและสามารถถ่ายทอดไปยังกลุ่มสมาชิกได้

นายปวิณกล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดประชุมเพื่อร่างยุทธศาสตร์กาแฟจังหวัดเชียงใหม่ 2561-2565 ไว้ 5 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์ที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม กลยุทธ์ที่ 2 พัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม กลยุทธ์ที่ 3 พัฒนาด้านการตลาด กลยุทธ์ที่ 4 ด้านการวิจัยและพัฒนา และกลยุทธ์ที่ 5 ด้านการบริหารจัดการ ซึ่งในฤดูการผลิตที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 19 อำเภอ จำนวน 17,487 ไร่ มีผลผลิตประมาณ 3,848 ตัน ผลเฉลี่ยต่อไร่ทั้งจังหวัดประมาณ 220 กิโลกรัม โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เร่งพัฒนางานส่งเสริมการผลิตกาแฟให้มีคุณภาพ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น โครงการแปลงใหญ่ในโครงการ 9101 โครงการศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เป็นต้น

ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ถือว่าเป็นแหล่งต้นน้ำและมีสภาพภูมิอากาศดี บางพื้นที่มีความสูงระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรขึ้นไป จึงเหมาะแก่การปลูกกาแฟอย่างยิ่ง ซึ่งกาแฟสามารถปลูกได้ดีใต้ร่มเงาของต้นไม้ต่างๆ โดยตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี จังหวัดเชียงใหม่จะเป็น ‘เมืองแห่งกาแฟ’ จากการศึกษาพบว่าการปลูกกาแฟบนพื้นที่สูงส่งผลให้เกษตรกรไม่เผาทำลายป่า เพราะเกษตรกรต้องดูแลรักษาต้นกาแฟให้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อให้ผลผลิตกาแฟมีคุณภาพ ส่วนด้านการตลาด กาแฟยังมีความต้องการสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ โครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ตลอดจนภาคเอกชน ที่ให้ความร่วมมือและยังเป็นการร่วมสนับสนุนให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองแห่งกาแฟอีกด้วย

วว.จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเกษตรแบบแม่นยำสูง…ทิศทางอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร ไทยแลนด์ 4.0 รองรับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของรัฐบาล เพิ่มผลผลิต เพิ่มศักยภาพการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การเกษตรแบบแม่นยำสูง และทิศทางของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร ไทยแลนด์ 4.0” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 ณ สถานีวิจัยลำตะคอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อรองรับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของรัฐบาล ชูเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ นักวิชาการ และผู้ประกอบการไทยด้านอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร กว่า 100 คน ในการนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรแบบแม่นยำสูง ไปต่อยอดพัฒนาและส่งเสริมการใช้งานให้เกิดเป็นรูปธรรม เพิ่มผลผลิต เพิ่มศักยภาพด้านการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมฯ ว่า เพื่อให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย นักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่สนใจการเกษตรแบบแม่นยำสูง ได้ทราบถึงสถานภาพและวิธีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ ทิศทางในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรแบบแม่นยำสูงที่เหมาะกับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน กอปรกับการที่เราจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อการผลิตสินค้า พัฒนา ปรับปรุง ต่อยอด ผ่านการวิจัยและพัฒนาในด้านอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร การถ่ายทอดเทคโนโลยีในด้านนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและสามารถพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีของประเทศให้เจริญรุดหน้ายิ่งๆขึ้นไป

“การถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นวิธีการที่สำคัญในการได้มาซึ่งเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร ที่มุ่งเน้นการเกษตรแบบแม่นยำสูง เพื่อรองรับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของรัฐบาล อันจะเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การใช้ระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูงนั้น ยังเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรรุ่นใหม่หันมาใช้เทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตร ลดความยากลำบากในการทำการเกษตร อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคโนโลยีการเกษตรแบบแม่นยำสูงอีกทางหนึ่งด้วย…” ดร.อาภารัตน์ฯ กล่าว

รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวต่อว่า ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้การเกษตรแบบแม่นยำสูงนั้น จะช่วยในเรื่องการประหยัดต้นทุน ผลิตได้ทันเวลา และได้สินค้าที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด ทำให้เกษตรกรมีผลกำไรมากยิ่งขึ้น การถ่ายทอดเทคโนโลยีในครั้งนี้จะเป็นรากฐานความรู้และการพัฒนา เพื่อปรับปรุงและต่อยอดเทคโนโลยีด้านนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ

อนึ่ง การเกษตรแบบแม่นยำสูง (Precision Agriculture : PA) sportboard.net เป็นการเกษตรที่ใช้การบริหารจัดการดูแลรักษาแปลงผลิตผลทางการเกษตร ที่ใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับภูมิประเทศและเวลา เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นแนวทางหนึ่งในการบริหารจัดการแปลงเกษตรโดยอาศัยการสังเกต การวัดและการตอบสนองต่อความแปรปรวนภายในและระหว่างแปลงเกษตร มีประโยชน์ในการสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตและเพิ่มคุณภาพของผลผลิต นอกจากนั้นยังสามารถสร้างประโยชน์แก่สภาพการทำงานและสังคม ตัวอย่างเช่น ระบบการบังคับพวงมาลัยรถแทรกเตอร์อัตโนมัติ สามารถลดความเหนื่อยล้าของแรงงาน หรือระบบเทคโนโลยีจัดการวัวนมเชิงปัจเจกแบบอัตโนมัติ สามารถลดความต้องการแรงงานที่เดิมจำเป็นต้องรีดนมวันละสองครั้ง ทั้งยังสามารถเพิ่มสวัสดิการสัตว์ได้อีกด้วย เป็นต้น

น้ำตาล หนึ่งในเครื่องปรุงอาหารที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารของคนไทย เพราะคนไทยส่วนมากชอบรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวาน
การรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวาน สามารถช่วยให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขหรือสารเอนดอร์ฟินออกมา ที่มีฤทธิ์ช่วยทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย และช่วยลดความเครียดได้

แต่ความหวานที่ได้รับจากน้ำตาล นอกจากจะสร้างความอร่อยให้กับอาหารที่รับประทานแล้ว ความหวานก็แฝงมาด้วยอันตรายมากมาย
ซึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ฉบับใหม่ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่าจะปรับโครงสร้างภาษีจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือ “ภาษีความหวาน” ที่มีหลักเกณฑ์คือ เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินกำหนด จะต้องถูกจัดเก็บภาษีตามอัตราที่วางเอาไว้ กล่าวคือ ยิ่งเครื่องดื่มนั้นมีน้ำตาลมาก ก็ยิ่งเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น

โดย “ภาษีความหวาน” นี้มีเป้าหมายเพื่อดูแลสุขภาพผู้บริโภค เป็นมาตรการควบคุมการเกิดกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วนลงพุง หรือโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันได้มีผู้ประกอบการเข้ามาเจาะตลาดของกลุ่มผู้รักสุขภาพมากขึ้น ในส่วนของสินค้าในรูปแบบอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่ให้แคลอรี (Calories) ต่ำออกมาให้ได้เห็นอย่างแพร่หลาย หลากหลายแบรนด์ หลายยี่ห้อ

สินค้าส่วนใหญ่ที่ถูกผลิตออกมานั้น มักจะใช้คำว่า “0% แคลอรี” ในการบ่งบอกว่าสินค้าตัวนั้นเป็นสินค้าที่ช่วยในเรื่องของการควบคุมแคลอรี่ ซึ่งสินค้าที่จะพบ “0% แคลอรี” บ่อยๆ เป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ที่มีมูลค่าสูงถึง 203,300 ล้านบาท (ตุลาคม 2558-กันยายน 2559)
เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ น้ำอัดลม ถือได้ว่าเป็นเครื่องดื่มยอดฮิต ที่หลายคนต่างเลือกดื่มในเวลากระหายน้ำ เพราะความหวาน ความซ่าของน้ำอัดลมทำให้รู้สึกสดชื่น แต่การดื่มน้ำอัดลมก็แฝงไปด้วยความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ มากมาย อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรืออาจจะทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยทองได้ง่ายเช่นกัน

ดังนั้น อาหารและเครื่องดื่ม สูตรน้ำตาล 0% ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีความหวาน เพราะอาหารและเครื่องดื่มสูตรน้ำตาล 0% จะใส่สารให้ความหวานแทนการใส่น้ำตาล จึงทำให้ไม่มีน้ำตาลที่ทำให้เกิดไขมันสะสมในร่างกาย
อย่างไรก็ตาม มีข้อสงสัยเกิดขึ้นในโลกโซเชียลว่า การบริโภคสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลต่อเนื่องในระยะเวลานาน สารที่ให้ความหวานจะไปกระตุ้นกลไกในสมอง ส่งผลทำให้สมองอยากอาหารมากขึ้น หิวเก่งขึ้น และกินมากขึ้นกว่าปกติราว 30% จริงหรือ