พสกนิกรล้น-เข้ากราบบรมศพ เพื่อให้ทัน กำหนดปิด 30 ก.ย.นี้

เผยนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตพสกนิกรท่วมท้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อย่างล้นหลาม หลังสำนักพระราชวังออกประกาศให้ประชาชนเข้ากราบได้ในวันที่ 30 ก.ย. เป็นวันสุดท้าย ขณะที่ชาวสวนชุมพร เช่ารถมาพร้อมเพื่อน เผยตื้นตันใจ และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ เผยนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต ขณะที่น.ศ.ราชภัฏกำแพงเพชร ออกจากบ้านตั้งแต่ตี 3 มาเฝ้ากราบ ประกาศทำหน้าที่ครูตามรอยพระยุคลบาท

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังอาทิ วิทยาลัยอาชีวศึกษาปทุมธานี โรงเรียนอนุบาลวัดนางใน บริษัท เค.พี.ที.กลอรี่ จำกัด, บริษัท เอื้ออมรสุข จำกัด กลุ่มจันทรโรจน์วานิช, บริษัท อีเลฟเว่น สตรีท (ประเทศไทย) จำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไอยเรศวัสดุก่อสร้าง ปวงข้าฯ ขอเทิดไว้เหนือเกล้า นางพุทธชาด รัตนบรรณกิจ และคณะ สภาวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร มูลนิธิศรีแก้วอริยะ ศิษย์เก่า รุ่นที่ 11 โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันมีพสกนิกรเดินทางมากราบสักการะจำนวนมากโดยหาง แถวที่เข้าคิวรอกราบพระบรมศพล้นออกนอกสนามหลวงไปตลอดเส้นถนนราชดำเนินใน ไปยังเส้นถนนสนามไชย หลังเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา สำนักพระราชวัง ประกาศเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ในวันที่ 30 ก.ย. 2560 เป็นวันสุดท้ายเพื่อจัดเตรียมการพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพ ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้เปิดให้เข้ากราบมาตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2559 เป็นต้นมา

โดยในวันนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 23.20 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอกราบสักการะพระบรมศพในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 52,378 คน รวม 317 วัน มี 10,654,552 คน และมีประชาชนถวาย เงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,618,704.50 บาท รวม 317 วัน เป็นเงิน ทั้งสิ้น 790,646,708.76 บาท

นางอำนวย ชังสัจจา อายุ 45 ปี อาชีพชาวสวน พสกนิกรจาก อ.สวี จ.ชุมพร เช่ารถตู้เดินทางมาพร้อมญาติพี่น้องและเพื่อนกว่า 10 คน มาถึงสนามหลวงเวลา 07.00 น. ก่อนจะได้เข้ากราบพระบรมศพในเวลา 10.00 น. เปิดเผยด้วยความตื้นตันใจว่า พวกเราทุกคนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 มาตลอดชีวิต เท่าที่จำความได้ก็เห็นพระองค์ทรงงานตลอด ส่วนตัวประทับใจที่พระองค์ทรงช่วยเหลือเกษตรกรชาวไทย ซึ่งตนได้น้อมนำมาใช้ในการทำสวนซึ่งปลูกปาล์มน้ำมัน สวนยาง และสับปะรด ทำให้มีกินมีใช้ รวมทั้งการใช้จ่ายอย่างไม่ฟุ่มเฟือย ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

นางอัจฉราทั้งพร้อมน้ำตาด้วยว่า วันนี้ได้มาเห็นคนมาจำนวนมากรอคิวเพื่อเข้ากราบ ก็รู้สึกตื้นตันใจในความรักที่มีต่อพระองค์ท่าน แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้มากราบ แต่ตนก็รู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก เป็นความอบอุ่นในหัวใจ ขณะที่ขึ้นกราบสักการะพระองค์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท บอกกับพระองค์ว่าขอให้คุ้มครองคนไทยให้อยู่ดีมีสุข หากมีโอกาสก็อยากมากราบพระองค์อีกสักครั้ง

น.ส.ศศิธร เขียวชัย น.ส.พัสวี ธีรพงษ์ อายุ 22 ปี และน.ส.อรวรรณ แพงแก้ว อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ โปรแกรมภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ที่เดินทางมาถึงตั้งแต่ 03.00 น. และเข้ากราบเวลา 08.00 น. กล่าวว่า ตั้งใจอยากจะมากราบพระบรมศพนานแล้ว แต่ไม่สามารถมาในวันธรรมดาได้ต้องหาโอกาสวันหยุดสุดสัปดาห์ ด้วยการเรียนและการเดินทางลำบากจากต่างจังหวัด แต่ด้วยความตั้งใจอย่างไรก็ต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต แม้ตลอดชีวิตของตัวเอง เกิดมาก็ไม่เคยได้เห็นพระพักตร์จริงๆ ของพระองค์ท่าน ได้เห็นแค่จากสารคดีหรือในทีวี แต่ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์จึงอยากมาตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพวกเรา ด้วยพวกเราเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานนาม ทรงจัดตั้งให้มีสถานศึกษาแก่เด็กในต่างจังหวัด ได้มีการศึกษา อีกทั้งยังพระราชทานพระราชลัญจกรเป็นตราประจำมหาวิทยาลัย พวกเราก็เป็นเหมือนประชาชนของพระองค์ เป็นข้าของแผ่นดิน

น.ส.ศศิธรกล่าวด้วยว่า ตนได้น้อมนำ คำสอนเรื่องความพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน แม้เป็นนักศึกษาแต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงค่าครองชีพแพง พวกเราจึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด ประกอบกับทำงานหารายได้เสริม ทั้งสอนพิเศษ ขายของ พนักงานเสิร์ฟ โดยใช้จ่ายอย่างประหยัด อดออม และทำเพื่อผู้อื่นซึ่งเราเรียนครู จำได้ขึ้นใจที่ท่านทรงมีรับสั่งกับครูชาวดอยว่า “เป็นครูใช่หรือไม่ ขอฝากเด็กๆ ด้วย” พวกเราก็จะทำหน้าที่ความเป็นครูให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ

ที่บริเวณชายหาดหัวหิน ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีประชาชนชาว อ.หัวหิน ใช้อุปกรณ์จับสัตว์น้ำ เช่น อวน แห ฉมวก ลงจับสัตว์ทะเลทั้งกุ้ง หอย ปู ปลาจำนวนมากที่ลอยแพขึ้นหายใจเต็มทะเลหัวหินอย่างคึกคัก ตั้งแต่บริเวณท่าเทียบเรือสะพานปลาถึงริมกำแพงวังไกลกังวล ในเขตเทศบาลเมืองหัวหินระยะทางราว 2 กม. โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติยืนถ่ายภาพแชร์ในสังคมโซเชียล หลังจากชาวบ้านแต่ละรายสามารถจับปลาขนาดใหญ่ ทั้งปลาสร้อย ปลากระเบน ปลาฉลาม ปูม้า และกุ้งทะเล เพื่อนำกลับไปประกอบอาหารที่บ้าน ขณะที่มีแม่ค้าส่วนหนึ่งมารับซื้อปลาที่บริเวณชายหาด บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

สำหรับปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากมีฝนตกหนักในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน ทำให้มีปริมาณน้ำฝนจำนวนมากไหลลงสู่ทะเล จนปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “น้ำเปลี่ยนสี” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “น้ำเบียด-น้ำกัน” ส่งผลให้น้ำทะเลมีค่าออกซิเจนที่น้อยลง สัตว์ทะเลจึงลอยขึ้นเหนือน้ำเพื่อหายใจ และหลังจากนี้หากไม่มีฝนตกต่อเนื่องสถานการณ์ก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับสัตว์ทะเลที่นำไปบริโภคชาวบ้านยืนยันว่าไม่มีผลกระทบใดๆ เนื่องจากมีปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทุกปี

“พาณิชย์” ถก USTR สหรัฐ 12-17 ก.ย. ปัดหารือเรื่องเปิดตลาดนำเข้าสุกร แง้มอาจจะมีข่าวดี หวังดึงผู้ผลิตแบรนด์เนมกระเป๋า 2 รายดังลงทุนไทย รับสิทธิพิเศษทางภาษี GSP 0%

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสนำคณะผู้บริหารเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 12-17 ก.ย.นี้ เพื่อพบและหารือกับหน่วยงานสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ และภาคเอกชน เพื่อเป็นการเตรียมการก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ และเป็นการติดตามผลการดำเนินงานตามที่หารือ ในกรอบความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทย-สหรัฐ (TIFA)

“ประเด็นเรื่องการเจรจาเปิดตลาดนำเข้าเนื้อสุกรสหรัฐไม่ได้มีการหารือกันในรอบนี้ เพราะหลังจากรับทราบข้อกังวลจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติถึงเรื่องผลกระทบหากไทยเปิดตลาด ต้องไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคปศุสัตว์ เพื่อขอทราบท่าทีเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถเดินหน้าเจรจาโดยลำพังได้ แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่เจรจาแต่ต้องขอความเห็นจากทุกภาคส่วน”

อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปครั้งนี้ คาดว่าจะมีการหารือถึงความคืบหน้าในหลายประเด็น อาทิ ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐ (USPTO) เรื่องการสร้างความร่วมมือเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกัน โดยไทยหวังว่า MOU จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อีกทั้งไทยเพิ่งประกาศเข้าร่วมการเป็นสมาชิกภายใต้พิธีสารมาดริด เพื่ออำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศสมาชิก 98 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560

พร้อมกันนี้ยังมีแผนจะหารือกับภาคเอกชนสหรัฐ ผู้ผลิตกระเป๋าและเครื่องเดินทาง 2 ราย ที่เคยได้ไปพบเมื่อเดือนเมษายน 2560 (Coach และ Tumi) ซึ่งทั้ง 2 รายให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนผลิตในไทย เพื่อใช้ประโยชน์จากการที่ไทยได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรจากสหรัฐ (GSP) เป็น 0% จากก่อนหน้านี้ที่มีอัตราอากรนำเข้าถึง 4.5-20%

โดยในปี 2559 สหรัฐนำเข้าสินค้านี้จากทั่วโลกประมาณ 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการนำเข้าจากไทยเพียง 46 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือสัดส่วน 0.67% ขณะที่นำเข้าจากจีน 65% และเวียดนาม 30%

รายงานข่าวระบุว่า ประเด็นการเปิดเสรีนำเข้าเนื้อสุกรและเครื่องในสุกร ที่เลี้ยงโดยการใช้สารเร่งเนื้อแดง (แรกโตพามีน) ของสหรัฐนั้น ข้อเท็จจริงคือ สหรัฐอ้างว่าต้องการให้ไทยทำตามมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ Codex ซึ่งอนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวได้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่ไทยมีกฎหมายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงหมู เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งประเด็นนี้เป็นข้อเรียกร้องที่มีการหารือกันมาเป็นเวลานาน ที่ผ่านมาเคยเกิดข้อพิพาทลักษณะนี้จนมีการยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ในหลายประเทศ เช่น สหภาพยุโรป จีน ซึ่งสร้างความวิตกกังวลว่าสหรัฐอาจจะกดดันไทย โดยอ้างมาตรฐาน Codex และนำไปสู่การฟ้องร้อง

อย่างไรก็ตาม หากจะมีการเปิดตลาดอาจจะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขในการนำเข้า เช่น การบังคับให้ผู้ผลิตต้อง “ติดฉลากเป็นภาษาไทย” บนผลิตภัณฑ์ว่าใช้สารเร่งเนื้อแดงปริมาณเท่าไร เพื่อให้ผู้บริโภคใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อ ซึ่งแนวทางนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานต้นทาง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์เคยทำหนังสือสอบถามไปแต่ไม่ได้รับคำตอบ

ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแสดงความกังวลว่าหากไทยยอมนำเข้าตามที่สหรัฐเรียกร้อง จะทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคได้รับผลกระทบ และที่สำคัญต้นทุนการเลี้ยงสุกรของไทยยังสูงกว่าสหรัฐ จนทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไทยไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นที่น่าสังเกตว่าในการเดินทางครั้งนี้ นอกจากจะมีตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว ยังปรากฏว่ามีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมด้วย อาจมีการหารือเรื่องหลักเกณฑ์กำกับดูแลธุรกิจบริการสื่อสาร และแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ซึ่งผู้ประกอบการสหรัฐ เช่น เฟซบุ๊กยูทูบ ต้องการให้ไทยหารือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนมีผลบังคับใช้ด้วย

นายสุวัฒน์ จันทร์สุข นายอำเภอพรานกระต่าย เปิดเผย “ข่าวสด” ว่า ได้รับแจ้งจากพระครูวิศาลวชิรกิจ เจ้าคณะตำบลหนองหัววัว เจ้าอาวาสวัดเทพสโมสร อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร ว่า มีเห็ดโคนขึ้นภายในวัดให้รีบมาเก็บ จึงพร้อมด้วย จ.ส.อ.สันติ อินลา รองหัวหน้าชุดรักษาความสงบเรียบร้อย อ.พรานกระต่าย นายไพฑูรย์ ทองมี กำนันตำบลพรานกระต่าย และนายทองเลี่ยม ถาวร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านหนองน้ำใส ร่วมเดินทางไปเก็บเห็ดโคน พบว่าที่วัดเทพสโมสร หมู่ 6 บ้านหนองน้ำใส ต.พรานกระต่าย บริเวณข้างๆศาลาการเปรียญ และหลังกุฏิเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นป่าไม้เบญจพรรณ มีเห็ดโคนขึ้นงบานขาวสะพรั่ง โดยเป็นเห็ดโคนราม จึงช่วยกันเก็บโดยใช้มีดปลายแหลมแทงดินให้ชิดกับดอกเห็ดและงัดเห็ดขึ้นมา เมื่อนำไปชั่งได้ประมาณ 2 กิโลกรัม

สำหรับเห็ดโคนของอำเภอพรานกระต่าย เป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่ขึ้นตามธรรมชาติประจำฤดูกาลตามกำหนดและเวลา ยังไม่มีใครสามารถนำมาปรับปรุง คือเพาะปลูกให้ขึ้นนอกฤดูกาลได้มีหลายชนิด เช่น เห็ดโคนไฟ จะมีสีน้ำตาลอ่อน ไม่ค่อยนิยมนำมารับประทานเพราะรสชาติไม่ค่อยหวาน เมื่อนำมาปรุงแล้วจะมีเมือกมาก เห็ดโคนเล็ก (เห็ดโคนหัวดำ) เป็นเห็ดขนาดเล็กดอกมีสีขาวแต่ปลายดอกสีดำ อายุสั้นโรยเร็วมาก รสชาติเหมือนเห็ดโคนราม ซึ่งเป็นเห็ดขนาดกลางมีลักษณะใกล้เคียงกับเห็ดโคนใหญ่มาก สีจะขาวเห็ดโคนทุกชนิด รสชาติและค่านิยมใกล้เคียงกับเห็ดโคนใหญ่ เห็ดโคนใหญ่ มีลักษณะสีคล้ายไข่ไก่ สีและขนาดจะมีแตกต่างกันเกี่ยวกับพื้นที่ดิน ถ้าเป็นป่าดงดิบป่าทึบดอกจะใหญ่ และยาวกว่า สีค่อนข้างจะดำเรื่อๆ แต่ถ้าเป็นดินทรายป่าไม้เตี้ยๆ (ป่าแดง) ดอกจะเล็กกว่าและสีขาวกว่า รสหวานและกรอบกว่า เห็ดโคนใหญ่เป็นเห็ดที่รสชาติหวานกรอบเป็นที่นิยมของตลาดโดยทั่วไป เมื่อขึ้นแล้วจะขึ้นทั่วๆไปทุกสถานที่ที่เคยขึ้นและมีจำนวนมาก ซื้อขายกันในราคากิโลกรัมละ 400-600 บา

ในขณะนี้เห็ดโคนกำลังขึ้นประชาชนจะออกไปหาเก็บเห็ดโคนกันในช่วงตั้งแต่เวลา 03.00 น.โดยใช้ไฟฉายส่องเพราะที่ดอกเห็ดโคนจะเลืองแสงเห็นได้ชัด พอเวลา 07.00 น.จะมีพ่อค้าแม่ค้าไปรับซื้อถึงในป่าเลย เป็นการหารายได้เสริมให้ชาวบ้านอีกฤดูหนึ่ง

4 สมาคมมันฯ เผยผลสำรวจไร่มัน ปี60/61 ลดลง เกือบ 1 ล้านไร่ ผลผลิตวูบ 2 ล้านตัน หลังชาวไร่ขาดทุนยับ 2 ปีต่อเนื่อง หันปลูกอ้อย-ข้าวโพดแทน ล่าสุดราคาหัวมันสดยังต่ำกว่าราคาที่ 3 สมาคมตกลงร่วมกันรับซื้อ กก.ละ 1.95 บ.

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการค้ามันสำปะหลัง 4 สมาคม (สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กรมส่งเสริมการเกษตร และมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ได้สำรวจภาวะผลผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ปี 2560/2561 ระหว่างวันที่ 6-12 กันยายน 2560 ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 50 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่ามีพื้นที่เก็บเกี่ยว 8.073 ล้านไร่ ลดลง 9.39% จากปีก่อนที่มีพื้นที่ 8.910 ล้านไร่ และมีผลผลิตโดยรวม 28.565 ล้านตัน ลดลง 7.66% จากปีก่อนที่มีผลผลิต 30.935 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จาก 3.472 ตันต่อไร่ เป็น 3.538 ตันต่อไร่

ทั้งนี้ จากข้อมูลเปรียบเทียบพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ พบว่าปรับลดลงทุกภูมิภาค เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่เก็บเกี่ยว 4.345 ล้านไร่ ลดลง 10.30% จากปีก่อนที่ 4.845 ล้านไร่ โดยจังหวัดสำคัญ ๆ ลดลงหมด เช่น นครราชสีมา ชัยภูมิ อุบลราชธานี เลย อุดรธานี กาฬสินธุ์ เป็นต้น
ส่วนพื้นที่ภาคกลาง 1.942 ล้านไร่ ลดลง 9.89% จากปีก่อนที่ 7.38 ล้านไร่ ส่วนภาคเหนือ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 1.785 ล้านไร่ ลดลง 6.48% จากปีก่อนที่ 1.908 ล้านไร่

“ราคาหัวมันสำปะหลังใน 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาตกต่ำลงมาก funlok.com เกษตรกรขาดทุน และขาดเงินทุนหมุนเวียน จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทน ทั้งในปีที่ผ่านมามีปัญหาอุทกภัยในบางพื้นที่ใน จ.สกลนคร และกาฬสินธุ์ ดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย ฝนตกชุกจึงส่งผลกระทบต่อผลผลิต ทำให้หัวมันฯ เติบโตได้ไม่เต็มที่ และยังมีปัญหาการลักลอบนำเข้าหัวมันฯ ผ่านตามแนวชายแดน”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ประชุมได้เสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ ควรใช้มาตรการควบคุมดูแลการนำเข้าผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้เป็นไปตามกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อดูแลเกษตรกรภายในประเทศ

สำหรับราคามันสำปะหลังที่โรงงานรับซื้อ ณ วันที่ 13 กันยายน 2560 หัวมัน (เปอร์เซ็นต์แป้ง 30%) กก.ละ 1.85-2.35 บาท มันเส้น กก.ละ 4.35-5.20 บาท แป้งมัน กก.ละ 10.70-10.80 บาท มันเส้น เอฟ.โอ.บี. ตันละ 176 เหรียญสหรัฐ แป้งมัน เอฟ.โอ.บี. ตันละ 345 เหรียญสหรัฐ ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อมันเส้น กก.ละ 5.50-5.60 บาท มันเม็ด กก.ละ 5.30-5.40 บาท กากแห้ง กก.ละ 3.10-3.20 บาท

“ราคาที่ตลาดรับซื้อหัวมันบางพื้นที่ต่ำกว่าราคาที่คณะกรรมการร่วมดูแลมันสำปะหลังระหว่างสมาคมมัน 3 สมาคม (ยกเว้นสมาคมแป้งมันฯ) ตกลงกันว่าจะร่วมกันรับซื้อหัวมัน กก.ละ 1.95 บาท เพราะว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาที่ขอให้สมาชิกทั้ง 3 สมาคมส่งออกในราคาไม่ต่ำกว่าตันละ 181 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพื่อให้สอดคล้องกับราคาขายแอลกอฮอล์ในจีน ที่ตันละ 4,600 หยวน แต่ตอนนี้ราคาส่งออกยังอยู่ในระดับ 176 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น เพราะการส่งออกไปจีนในช่วง 7 เดือนแรกยังไม่ดีขึ้น จีนยังไม่ซื้อ”

กาแฟ (Coffeae semen) เป็นไม้พุ่มไม่ผลัดใบขนาดเล็ก อยู่ในแฟมิลี่ Rubiaceae จีนัส Coffea พบว่ามีการปลูกหลายประเทศในเขตร้อนชื้นบริเวณเส้นศูนย์สูตร

กาแฟมีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์ที่มีการผลิตและซื้อขายในตลาดโลก เดิมกาแฟถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และยา เนื่องจากมีปริมาณของคาเฟอีนและโพลีฟินอลปริมาณสูง ปัจจุบันสายพันธุ์ที่มีการปลูกมากโดยทั่วไปในโลกมีอยู่ 3 สายพันธุ์คือ อราบิก้า (Coffeae Arabica L.) โรบัสต้า (Coffeae robusta L. Linden) และไลบราเรี่ยน (Coffeae Liberica Hiern.)

ในการผลิตเม็ดกาแฟทางการค้านั้น จะนำผลกาแฟสุก (coffee cherry) ที่เก็บใหม่ๆ มาผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการสีเปียก แล้วนำไปผ่านการล้างเมือกและหมัก เพื่อนำเอาเปลือกของเม็ดออก จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งและเก็บบ่มเป็นเวลาหลายเดือนถึงหลายปี เนื่องจากระยะเวลาการบ่มจะมีผลต่อรสชาติของกาแฟ เมื่อบ่มจนได้ที่แล้วจึงนำออกมากะเทาะเอาเปลือกแข็ง (กะลา) ที่หุ้มอยู่ออกโดยใช้เครื่องสี จากนั้นจึงนำเม็ดกาแฟที่ได้ไปคั่วที่อุณหภูมิและใช้เวลาแตกต่างกัน ในขั้นตอนการคั่วนี้จะเป็นเทคนิคเฉพาะและเป็นความลับของผู้ผลิต

กาแฟเขียว (กาแฟที่ยังไม่ผ่านการคั่ว) เป็นหนึ่งในสินค้าทางการเกษตร ซึ่งมีการซื้อขายกันมากที่สุดในโลก องค์ประกอบหลักที่พบในกาแฟเขียวคือ สารในกลุ่มอัลคาลอยด์ (alkaloid) คือกาเฟอีน และสารในกลุ่มฟิโนลิก โดยเฉพาะ คลอโรจินิก แอซิด (cholorogenic acid) มีรายงานว่าสารสองชนิดนี้มีผลต่อการเผาผลาญไขมันในร่างกาย จึงถูกนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก สาร Hydroxycinnarmoylquinic acids เป็นสารที่ให้รสขมที่พบในเม็ดกาแฟ สารเหล่านี้จะมีปริมาณลดลงเมื่อนำกาแฟมาคั่ว โดยเฉพาะ คลอโรจินิก แอซิด จะลดลงเมื่อคั่วระดับกลาง (medium) โดยจะลดลง 60% และลดลง 100% เมื่อคั่วเป็นกาแฟสีดำ

การนำสารสกัดกาแฟเขียวมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสารสกัดที่มีปริมาณ คลอโรจินิก แอซิด สูงและมีปริมาณคาเฟอีนต่ำ โดยสารสกัดนี้มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความดันเมื่อทำการทดสอบกับหนูและคน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหลอดเลือด ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ a-glucosidase ยับยั้งการดูดซึมปริมาณกลูโคสในลำไส้เล็ก ทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง ยับยั้งเอนไซม์ Glucose-Phosphatase ทำให้การสะสมของ Glycogen ที่ตับและกล้ามเนื้อลดลง ยีนที่เป็นแม่แบบในการสังเคราะห์เอนไซม์ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์กรดไขมันคือ SREBP-1c มีการแสดงออกน้อยลง เป็นผลทำให้กระบวนการสังเคราะห์กรดไขมันลดลงและยับยั้งการสะสมของไขมันในตับและเนื้อเยื่อไขมัน เป็นผลทำให้น้ำหนักลดลง และจากการศึกษาพบว่า สารสกัดจากกาแฟควรต้องมีทั้งคาเฟอีนและคลอโรจินิก แอซิด 45-50% และต้องรับประทาน 400 มิลลิกรัม/วัน