ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่มีฝนตกหนัก

บางแห่งบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลาอุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดระนอง และพังงา อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. นางผ่องศรี เปี่ยมทอง อายุ 56 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรี บ้านน้ำทรัพย์ ก่อตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ.2558 ตอนนี้มีสมาชิก 34 คน โดยกลุ่มตั้งขึ้นเพื่อปลูกหญ้าเนเปียร์ขายให้ผู้เลี้ยงโค โดยตอนเริ่มต้นมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 13 ไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 130 ไร่ เดิมทีสมาชิกทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ เห็นว่าการปลูกหญ้าเนเปียร์มีรายได้ดี จึงรวมตัวกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชม โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกนำพันธ์มาจากศูนย์วิจัยพืชอาหารสัตว์เพชรบุรี วิธีปลูกไม่ยากเริ่มจากนำรถไถ ปรับพื้นที่ ไถแปร และยกร่อง แล้วต้นหญ้าเนเปียร์ลงปลูก ใช้เวลานานประมาณ 2 เดือนก็ตัดขายได้

“การปลูกหญ้าเนเปียร์สร้างรายได้ดีมาก พื้นที่ 130 ไร่ใน 1 ปี กลุ่มสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้เงินประมาณ 4,500,000 บาท หักต้นทุนแล้วกลุ่มจะเหลือกำไรปีละประมาณ 3,000,000 บาท โดยหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกจะขายให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคนเนื้อ”นางผ่องศรี เปี่ยมทอง กล่าว

ด้าน นายบรรเทิง นวนภักดี ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์เพชรบุรี และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพุสวรรค์โคเนื้อ เผยว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนพุสวรรค์โคเนื้อเพชรบุรี เดิมทีเลี้ยงแม่วัว และปลูกหญ้าเนเปียร์เอง แต่ปัจจุบันได้ซื้อหญ้าเนเปียร์จาก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหญ้าโคเนื้อเพชรบุรีมาเลี้ยงโคเพราะสะดวกกว่า

เจ้าของฟาร์มหมูถึงกับร้องไห้ ไม่คาดฝันพนังกั้นน้ำแตก มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลบ่าอย่างรวดเร็วระดับน้ำสูงกว่า 1.5 เมตร เร่งขนย้ายหมูจำนวนกว่า 200 ตัวหนีน้ำ หมูบางส่วนลอยถูกกระแสน้ำพัด และจมน้ำตายจำนวน 50 ตัว สูญเงินกว่า 2.5 แสนบาท

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนังดินกั้นแม่น้ำวังทองแตกไหลทะลักเข้าท่วมฟาร์มหมู ตั้งอยู่เลขที่ 99/2 หมู่ 5 บ้านทางลัด ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ส่งผลทำให้หมูของชาวบ้านจมน้ำสูงกว่า 1.5 เมตร ต้องเร่งขนย้ายหมูจำนวนกว่า 200 ตัว อย่างเร่งด่วน หมูบางส่วนลอยไปกับกระแสน้ำ และบางตัวจมน้ำตายจำนวน 50 ตัว สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้แก่นางมณฑา มั่งสายทอง อายุ 48 ปี เจ้าของฟาร์มหมูเป็นอย่างมาก โดยชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างมาช่วยกันเดินลุยน้ำเข้าไปในฟาร์ม เพื่อไล่ต้อนหมูออกมาไว้บนถนนเป็นการชั่วคราวพร้อมทั้งทำคอกไม้กั้นไว้ แต่ก็ยังมีหมูอีกจำนวนมากที่ยังติดอยู่ไม่สามารถนำออกมากได้ จึงประสานไปยัง ร.ท.ประเสริฐ บิณฑโก นายทหารชำนาญงาน กองบิน 46 นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร 20 นาย และเรือท้องแบนเข้าไปลำเลียงหมูออกมาจากฟาร์มอย่างทุลักทุเล

ด้าน นางมณฑา มั่งสายทอง เจ้าของฟาร์มหมู เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า พนังดินกั้นแม่น้ำวังทองได้แตกเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้ โดยที่ตนเองยังไม่ทันตั้งตัว กระแสน้ำไหลแรงและรวดเร็วจนท่วมพื้นที่บ้านและฟาร์มหมูที่อยู่ติดกับแม่น้ำวังทอง ตนจึงไปตามเพื่อนบ้านให้มาช่วยไล่ต้อนหมูออกมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ก็มีหมูอีกจำนวนมากที่จมน้ำและลอยไปกับกระแสน้ำต่อหน้าต่อหน้า ส่งเสียงร้องโหยหวยอย่างทรมาน สร้างความเสียใจให้ตนเป็นอย่างมาก เพราะหมูที่เลี้ยงไว้กำลังจะถึงเวลาจับไปขาย ซึ่งตัวหนึ่งจะมีน้ำหนัก 100-120 กก. ขายได้ตัวละ 5,000 บาท แต่ตรวจนับเบื้องต้นแล้วพบว่ามีหมูตายมากถึง 50 ตัว จึงแจ้งให้กับเขียงหมูมารับซื้อไปในราคาตัวละ 1,000 บาทเท่านั้น ส่วนหมูเป็นยอมขายขาดทุนไปในราคา 4,000 บาท ซึ่งมูลค่าความเสียหายที่ประเมินไว้อยู่ที่ 2.5 แสนบาท

นอกจากนี้ยังมีฟาร์มหมูของเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันก็ถูกน้ำโอบล้อมไว้รอบด้าน ซึ่งจะต้องดำเนินการขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ เนื่องจากหากหมูจมน้ำเป็นเวลานานจะน็อคน้ำและช็อคตายในที่สุด จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเยียวยาช่วยเหลือในเบื้องต้นด้วย.

โลว์ไพรซ์แต่ไฮควอลิตี้ “เทสโก้” ทุ่มงบฯยกเครื่องแผนกอาหารสด ย้ำสินค้าออร์แกนิกราคาถูกกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต 20-25% หวังทำลายความเชื่อเดิมๆ ชี้ของดีราคาไม่จำเป็นต้องแพง
นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการ ฝ่ายการพาณิชย์ เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า ทิศทางของเทสโก้ต่อจากนี้นอกจากการเดินหน้าขยายสาขา 100 แห่ง ในทุกโมเดลตลอดปีนี้แล้วนั้น ยังตอกย้ำภาพของสินค้าและบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยได้ทุ่มงบฯ 40 ล้านบาท ยกเครื่องแผนกอาหารสด โดยจะเริ่มนำร่องที่สาขาอ่อนนุชก่อนที่จะขยายไปในอีก 5 สาขา ภายในปีนี้ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ซึ่งปัจจุบันพฤติกรรมลูกค้าหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ ผ่านการรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ สะอาด ปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้เทสโก้ โลตัส ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้า แต่ยังคงรักษาราคาให้อยู่ในระดับที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้

“เราต้องการทำลายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า ของดีมีคุณภาพต้องมีราคาแพง และของราคาประหยัดจำเป็นต้องเป็นของไม่ดีเสมอไป โดยจากการสำรวจพบว่าราคาอาหารสดและสินค้าออร์แกนิกในเทสโก้ โลตัส ถูกกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ โดยเฉลี่ย 20-25%”
โดยที่ผ่านมาเทสโก้ได้ตั้งงบฯ 1,000 ล้านบาท ต่อปี สำหรับปรับราคาอาหารสดทั้งแผนก เพื่อให้ราคาสินค้าเทียบเท่าราคาขายส่ง รวมถึงได้ลงทุนพัฒนาระบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเพื่อยกระดับคุณภาพอาหารสด ตั้งแต่แหล่งเพาะปลูก กระบวนการตัดแต่ง บรรจุ ขนส่ง การจัดเรียงสินค้าในร้าน ซึ่งเป้าหมายของเทสโก้คือการมีสินค้าที่มีหลากหลาย บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้า และราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

หนองบัวลำภู – น.พ. ไพฑูรย์ ใบประเสริฐ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลหนองบัวลำภู เผยถึงปัญหาโรคเนื้อเยื่อเน่าตาย พบเกษตรกรเข้ารับรักษาในช่วงฤดูฝน แต่ละปีมีผู้ป่วยมากถึงประมาณ 120 ราย และเสียชีวิตร้อยละ 10 หรือปีละประมาณ 12 ราย หน้าฝนปีนี้มีผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้ว 6 ราย ขณะนี้มีผู้ป่วยถูกส่งตัวมารับการผ่าตัดและรักษาตัวอยู่ 6 ราย ในนี้มี 1 ราย มีภาวะวิกฤตอยู่ในห้องไอซียู แพทย์ผ่าตัดตั้งแต่ต้นขาลงไปมีอาการติดเชื้อ

ขณะนี้มีผู้ป่วยรักษาตัวอยู่ในทุกโรงพยาบาล จากการซักประวัติผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ทานยาชุดที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ อาการที่เกิดขึ้นคือมักมีบาดแผลสัมผัสกับแหล่งน้ำ ก่อนจะเกิดอาการบวมแดง พุพอง และได้รับเชื้อแบคทีเรียพวก Stretococci, Staphylococci นอกจากนี้การฉีดพ่นสารเคมีทางการเกษตร มีส่วนเสริมที่ทำให้การติดเชื้อได้ง่ายขึ้น คนไข้ส่วนใหญ่หายามารับประทานเอง บางรายก็ไปหาหมอน้ำมนต์ กว่าจะมาหาหมอที่โรงพยาบาลก็อาการหนักแล้ว เชื้อจะลุกลามเร็วในสามวันผู้ป่วยก็เข้าขั้นอาการหนัก พอมาถึงหมอก็ต้องใช้วิธีผ่าตัดเอาเนื้อและผิวหนังส่วนที่เสียหายออก หลายรายต้องเลาะเนื้อออกจนถึงกระดูก หลายรายถึงขั้นต้องตัดอวัยวะแขนหรือขาทิ้ง ให้ยาและรักษาแผล จนกระทั่งกล้ามเนื้อกลับคืนสภาพจึงต้องศัลยกรรมหาผิวหนังมาเสริม ส่วนใหญ่จะรักษานาน

ด้านผู้ป่วยชายวัย 66 ปี ชาวอำเภอศรีบุญเรือง ถูกส่งตัวมารักษาเผยว่ามีบาดแผลเล็กน้อย แล้วไปที่ทุ่งนาซึ่งมีไร่อ้อยอยู่ใกล้ ร่างกายถูกน้ำเมื่อกลับมาบ้านก็เกิดอาการคันมีผื่นขึ้น ก่อนจะปวดกล้ามเนื้อหายาชุดมาทาน พร้อมกับไปหาหมอน้ำมนต์ ผ่านมาสามวันก็ปวดจนทนไม่ไหวจึงเข้ารับการรักษาหมอผ่าตัดเอาเนื้อที่ตายออก ตอนนี้กำลังนอนให้เลือดและรักษาอาการอยู่ รู้สึกดีขึ้น

พื้นที่ตำบล “กุดจอก” และตำบล “เนินขาม” จังหวัดชัยนาท มีจุดแข็งเป็นแหล่งวัฒนธรรมของชุมชนลาวครั่งและลาวเวียง ปัจจุบันถือเป็นชุมชนเป้าหมายที่มีหลายหน่วยงานร่วมกันเข้ามาส่งเสริมอาชีพในหลายด้าน เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 1 ใน 12 นโยบายประชารัฐของรัฐบาล ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน

“อนุรักษ์ เรืองรอบ” ผู้จัดการสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสัมมาชีพชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากถือเป็นการทำงานภาพรวมขนาดใหญ่ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่เคยพึ่งพาการส่งออกไปยังต่างประเทศประมาณ 70% ให้เป็นการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภายในประเทศ โดย พอช.มีส่วนช่วยขับเคลื่อนนโยบาย
ดังกล่าวในฐานะคณะทำงาน ผ่านเครือข่ายพื้นที่กับสภาองค์กรชุมชนกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ปฏิบัติการกว่า 500 ตำบล กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป้าหมายขับเคลื่อน 3 ประเด็นหลัก คือ การเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยเชื่อมโยงกับบริษัทประชารัฐรักสามัคคีของแต่ละจังหวัด
ส่วนการจัดกิจกรรมพัฒนาชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดชัยนาทนับเป็นครั้งที่ 9 ซึ่งทำให้คนในชุมชนมองเห็นการจัดการตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำและนำไปสู่การพัฒนาต่อไป

ด้าน “เอกราช เอี่ยมเอื้อยุทธ” พัฒนาการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ทางจังหวัดชัยนาทก็ได้มีการจัดตั้งบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีชัยนาท (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ขึ้นมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 โดยมีการระดมทุนวงเงิน 4 ล้านบาท แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการเกษตร โดยจะมีการพัฒนาและฟื้นฟูสวนส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา ซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดชัยนาท

เนื่องจากพื้นที่ปลูกส้มโอ ประมาณ 2,500 ไร่ ถูกน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ได้รับความเสียหายไปประมาณพันกว่าไร่ ปัจจุบันความต้องการของตลาดมีมาก แต่กำลังการผลิตมีน้อย ฉะนั้นจำเป็นต้องมีแผนฟื้นฟูให้ได้ปีละ ประมาณ 50 ไร่

2. ด้านการแปรรูป มี 2 โครงการ คือ 1. การนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากในจังหวัดชัยนาทคือผักตบชวามาแปรรูปเป็นเครื่องจักสาน โดยเฉพาะในอำเภอสรรพยาและอำเภอหนองมะโมง บริษัทประชารัฐรักสามัคคีชัยนาทฯ ได้เข้ามาส่งเสริมรูปแบบ ความรู้ และการตลาดให้กลุ่มชาวบ้าน และ 2. การส่งเสริมผ้าทอให้เป็นสินค้าโอท็อปประจำจังหวัด ได้แก่ ผ้าทอของชาวลาวครั่งในอำเภอหนองมะโมง และผ้าทอตำบลเนินขามของชาวลาวเวียง และ 3. ด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน มีแผนที่จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดผ้าทอถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดชัยนาท โดยเฉพาะผ้าทอจากตำบลเนินขาม ที่บริษัทประชารัฐรักสามัคคีชัยนาทฯ ได้เข้าไปส่งเสริมและคิดค้นลายทอผ้าขึ้นมาใหม่ เรียกว่า “ผ้าทอลายช่อใบมะขาม” เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของบ้านเนินขามและจังหวัดชัยนาท และยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ผ้าทอ ราคาจำหน่ายผืนละหลักพันถึงหลักแสนบาท ซึ่งได้ยื่นจดลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ตลาดตอบรับดีมาก จนกำลังการผลิตไม่เพียงพอ เพราะยอดการสั่งซื้อ/สั่งจองผ้าทอเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ทางจังหวัดจึงมีแนวคิดผลักดันให้ผ้าทอลายช่อใบมะขามเป็นสินค้าโดดเด่นจังหวัด และได้เตรียมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น โดยมีการพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้รู้จักการทอผ้าลายช่อใบมะขาม รวมไปถึงการต่อยอดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย
ขณะเดียวกันชัยนาทก็มียุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การแปรรูป การพัฒนาการท่องเที่ยว และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมไปถึงยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 (ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี)

อีกทั้งมีงบประมาณที่มาส่งเสริมกิจกรรมภายในจังหวัด ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดชัยนาทประสบความสำเร็จได้ด้วยดี ประชาชนมีอาชีพที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง
ชัยนาทวันนี้จึงไม่ได้มีแค่ส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา แต่ยังมีการท่องเที่ยวโดยชุมชน และผลิตภัณฑ์ชุมชนเด่นๆ อีกหลากหลายชนิด รวมถึงการคิดค้นผ้าทอลายช่อใบมะขาม สินค้าแห่งภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านเนินขามและจังหวัดชัยนาท

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีเหตุการณ์ใดร้อนระอุแบบแลกกันหมัดต่อหมัด ระหว่าง 1. 40 องค์กรที่ทำงานด้านเกษตร คุ้มครองสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ในนามของ “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง” 2. กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณา ลด ละ เลิกใช้วัตถุอันตราย พาราควอตไดคลอไรด์ คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต-ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม และ 3. ฝ่ายราชการ นำโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ถือดาบอาญาสิทธิ์ ภายใต้ผลประโยชน์หลายหมื่นล้านบาทของผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย เป็นเดิมพัน
จับตารัฐต่อทะเบียน 3 สาร

โดย “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง” ได้รวมตัวกันเปิดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 ตอกย้ำให้ “กรมวิชาการเกษตร” ในฐานะแม่งานหลัก เร่ง “ยกเลิกการใช้”
พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต โดยเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปฏิเสธการต่อทะเบียนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ที่กำลังหมดอายุในต้นเดือนตุลาคมนี้

รวมทั้งให้ยุติการขึ้นทะเบียนในปี 2561 และยุติการใช้ภายในปี 2562 ตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 ซึ่งมีกรรมการจาก 4 กระทรวงเข้าร่วม ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข

พร้อมประกาศรวมพลเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพื่อยื่นหนังสือต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด
ในวันที่ 19 กันยายนนี้ เพราะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาว่า ต้นเดือนตุลาคมนี้กรมวิชาการเกษตรจะมีการพิจารณาต่อทะเบียน 3 สารเหล่านี้ออกไปอีก 6 ปี
นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) สรุปสถานการณ์ หลังจากที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศมติดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ทางกรมวิชาการเกษตรได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นมาเป็นลำดับนั้น

ข้อมูลส่วนใหญ่จากผู้เข้าร่วมเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นและการอ้างผลงานที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือทางวิชาการ ทางเครือข่ายจึงขอสนับสนุนมติของกระทรวงสาธารณสุข (ตามที่กล่าวข้างต้น) และยืนยันที่จะให้ทางกรมวิชาการเกษตรปฏิบัติตามมติ โดยไม่มีการต่อทะเบียนพาราควอตของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งที่กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 9 ตุลาคม 2560

“ไทย-แพน” แฉรัฐยื้อเวลาแบน
ภายหลังกรมวิชาการเกษตรแถลงข่าวในวันที่ 12 กันยายน “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง” ได้ออกมาตอบโต้กรมวิชาการเกษตรทันควันว่า รู้สึกผิดหวังต่อคำแถลงและผลการพิจารณาของกรมวิชาการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง ที่ยื้อเวลาการเพิกถอนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสออกไป

การที่ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร แถลงว่า ไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณาข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย จึงจะขอคำปรึกษาจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานก่อน ถือเป็นการยื้อเวลา และหมกเม็ดให้มีการใช้สารพิษดังกล่าวออกไป เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ ได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งประกอบไปด้วย 4 กระทรวงหลักขึ้นมาพิจารณาผลกระทบโดยรอบด้าน และมีมติให้ยกเลิกพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เนื่องจากผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค มีงานวิชาการที่ชัดเจนรองรับแล้ว

กรมวิชาการเกษตร สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 มาตรา 25 คือ ใบอนุญาตที่ออกไปแล้ว หากมีเหตุสําคัญเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอํานาจออกใบอนุญาต มีอํานาจสั่งแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขในการอนุญาตได้ตามความจําเป็น แต่กรมวิชาการเกษตรมิได้กล่าวถึงประเด็นนี้แต่ประการใด

หวั่นเข้าทางบริษัทสารเคมีดัง
การผลักเรื่องนี้ออกไป i-army.org ทั้งที่สามารถดำเนินการระงับการใช้สารเคมีทั้งสองชนิดได้ ไปให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย จึงเข้าทางบริษัทสารเคมี เนื่องจากในคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีกรรมการอย่างน้อย 2 คน เป็นตัวแทนของสมาคมของบริษัทขายสารเหล่านี้ร่วมอยู่ในคณะกรรมการด้วย โอกาสที่จะแบนสารเคมีดังกล่าวจะเป็นไปได้ยาก หรือยื้อเวลาต่อไปอีกหลายปี ดังที่ปัจจุบัน คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่ได้ประกาศแบนคาร์โบฟูราน และเมโทมิล ทั้งๆ ที่กรมวิชาการเกษตรได้เสนอให้มีการแบนทั้งสองสารดังกล่าว มานานกว่า 4 ปีแล้ว

นอกจากนี้ การจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต โดยระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ทางกรมวิชาการฯ ต้องมีมาตรการและกลไกมารองรับการจำกัดการใช้ ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานตามแนวทางที่วางไว้

ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ นอกจากบริษัท สหกรณ์นิคมบาเจาะ จำกัด จังหวัดนราธิวาสแล้ว ผู้ประกอบการปาล์มน้ำมันมีอีกเพียงรายเดียว คือ บริษัท ปาล์มพัฒนาชายแดนใต้ จำกัด ตั้งอยู่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2554 ภายใต้การบริหารของ “ณัฐศศิ มณีโชติ” ผู้จัดการทั่วไป ซึ่งเป็นเจนที่ 2 ของตระกูลมณีโชติ และเป็นผู้บริหารรุ่นแรกของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

ณัฐศศิเล่าว่า เดิมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ค่อยปลูกปาล์ม เนื่องจากไม่มีโรงงานในพื้นที่ มีเพียงแห่งเดียวที่บาเจาะ ขณะที่ครอบครัวทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง กระทั่งวันหนึ่งเกษตรกรมาถามคุณพ่อว่า ถ้าปลูกปาล์มจะไปส่งที่ไหน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ศึกษาเรื่องปาล์ม และสร้างโรงงาน

ปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ 45 ตันทะลาย/ชั่วโมง สามารถรองรับปาล์มได้วันละ 1,000 ตัน โดยปี 2559 มูลค่าการรับซื้ออยู่ที่ 900 กว่าล้านบาท แต่เป็นผลผลิตในพื้นที่ 3 จังหวัด เพียง 30% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด

เหตุผลหลักที่ผลผลิตในพื้นที่น้อย เพราะเกษตรกรไม่มีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปลูกปาล์ม ทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ บางรายผลิตได้เพียง 1 ตัน/ไร่/ปีเท่านั้น โรงงานจึงร่วมกับสมาชิกเกษตรกรกว่า 1,000 คน ให้ความรู้ และกระตุ้นให้ตื่นตัวด้วยการจ่ายเงินปันผลให้ 10% ของผลผลิตที่เข้าสู่โรงงาน เป้าหมายระยะแรกต้องการให้เกษตรกรพัฒนาผลผลิตเพิ่มเป็น 3 ตัน/ไร่/ปี

และเพื่อรองรับผลผลิตที่จะเพิ่มมากขึ้น โรงงานอยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิต ใช้งบประมาณกว่า 300 ล้านบาท เพิ่มขนาดการผลิตที่ 60 ตันทะลาย/ชั่วโมง ในปี 2561 และปี 2563 เพิ่มเป็น 120 ตันทะลาย/ชั่วโมง หรือราว 2,000 ตัน/วัน ตั้งเป้าอนาคตจะรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ 70% และนอกพื้นที่ 30%

ณัฐศศิบอกอีกว่า การขยายโรงงาน แม้จะเพิ่มการจ้างงานอีกไม่มากนัก เนื่องจากการผลิตหลัก ๆ ใช้เครื่องจักร แต่มองว่าจะเป็นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรที่เพาะกล้าพันธุ์ดี ๆ ไว้ขาย และธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะโตตาม เช่น กลุ่มรับจ้างปลูก รับจ้างตัด เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเส้นใยที่ได้หลังการหีบน้ำมัน นำไปเป็นเชื้อเพลิงของบอยเลอร์ และขายให้โรงไฟฟ้าชีวมวล ส่วนเมล็ดที่ยังไม่กะเทาะ จะแยกได้ 2 ส่วน คือ กะลา กับเมล็ดในอบแห้ง ในส่วนกะลานำไปเป็นเชื้อเพลิง เมล็ดในนำเข้าโรงหีบน้ำมันเมล็ดใน สามารถใช้ทำสบู่ ครีมเทียม และขณะนี้โรงงานมีแผนขยายทำโรงงานน้ำมันเมล็ดในด้วย ส่วนกากที่เหลือจะส่งต่อเข้าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

สำหรับทะลายที่เหลือยกให้เกษตรกรฟรี เพื่อนำไปใส่โคนต้นปาล์มบำรุงหน้าดิน บางรายนำไปเพาะเห็ดโคนน้อยเป็นอาชีพเสริม ได้ราคาดีถึงกิโลกรัมละ 400 บาท