ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนัก

แห่งกับมีลมกระโชกแรง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง กับมีลมกระโชกแรง บริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง กับมีลมกระโชกแรง บริเวณจังหวัดชลบุรีและระยอง อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง และพังงา
อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง กับมีลมกระโชกแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. วันที่ 24 ตุลาคม เวลา 08:00 น. ตรวจสอบสถานการณ์น้ำเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เช้าวันนี้พบว่าปริมาณน้ำจากภาคเหนอไหลเข้าเขื่อนมีปริมาณสูงวัดได้ 3,044 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนพื้นที่ อ.เมืองชัยนาท อ.วัดสิงห์ และ อ.มโนรมย์ เพิ่มขึ้นอีก 7 ซ.ม.วัดได้ 17.47 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง หลายจุดใกล้ที่จะล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชน ทำให้เขื่อนเจ้าพระยา ต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นอีก 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเดิม 2,598 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเป็น 2,698 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ท้ายเขื่อนเจ้าพระยามีระดับน้ำเพิ่มขึ้น วัดได้ 16.03 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

ทั้งนี้บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ ต.บางหลวง ต.ตะหลุก ต.สรรพยา ต.หาดอาษา ต.โพนางดำออก และ ต.โพนางดำตก จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมสูงมากว่า 2 สัปดาห์ ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวจึงควรตรวจสอบทรัพย์สิน ยกขึ้นที่สูงให้พ้นระดับน้ำที่จะสูงขึ้นได้อีกประมาณ 25 ซ.ม.

ส่วนพื้นที่ จ.สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยาจะได้รับผลกระทบระดับน้ำเพิ่มสูงอีกในรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้าจึงควรเฝ้าติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป

ทั้งนี้ จ.ชัยนาทมีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมแล้วกว่า 2,800 หลังคาเรือน ชาวบ้านต้องขนของอพยพขึ้นมาอาศัยกิน-นอนอยู่บนถนนกว่า 700 ครัวเรือน มีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายกว่า 16,000 ไร่

นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า ขณะนี้เขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 2,962 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 122% ของความจุเขื่อน คิดเป็นปริมาณน้ำมากกว่าความจุเขื่อนหรือปริมาณน้ำส่วนเกิน 531 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่ระดับน้ำอยู่ที่ 183.35 ม.ระดับน้ำทะเลปานกลาง(รทก.) สูงเกินระดับเก็บกักสูงสุดปกติ 1.35 เมตร ด้วยปริมาณน้ำดังกล่าวจึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำเพื่อสร้างความสมดุลของพื้นที่เหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน รวมถึงเป็นไปตามกฎความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน โดยจะระบายน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมวันละ 50 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 54 ล้าน ลบ.ม. จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

“การระบายน้ำเป็นไปตามมติคณะบริหารจัดการน้ำ จ.ขอนแก่นที่ให้ระบายได้ก่อนหน้านี้ ถือเป็นการระบายน้ำเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ขั้นบันได และเป็นปริมาณน้ำที่เป็นไปตามความคาดการณ์ ไม่ได้ระบายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีหนังสือแจ้งให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นำท้องถิ่นทราบ เพื่อประกาศแจ้งเตือนประชาชนในแต่ละพื้นที่ให้ทราบล่วงหน้า พร้อมกันนี้ กฟผ.เขื่อนอุบลรัตน์ได้เปิดศูนย์อำนวยการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมตลอด 24 ชม.ด้วย” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ นายอำเภอคลองหาด จ.สระแก้ว ได้มอบหมายให้ นายเตชิต ทรงบุญศาสตร์ ปลัดอาวุโส สมาชิก อบต.คลองหาด พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะ ออกดำเนินการตามโครงการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้พิการผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ไม่สามารถที่จะเดินเคลื่อนไหวได้ ได้มีโอกาสถวายดอกไม้จันทน์เนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ถึงบ้านของผู้พิการ

นายชัยพร กล่าวว่า เราได้พูดคุยกันในส่วนราชการ เพื่อให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ตลอดทั้งผู้พิการผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ไม่สามารถที่จะเดินเคลื่อนไหวได้ ได้มีโอกาสน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายอาลัย ในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงได้ตกลงกัน พร้อมได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระองค์ท่าน จัดขบวน ออกเดินทางไปยังบ้านของผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งนับว่าเป็นที่ปราบปลื้มปีติและร่วมน้อมถวายอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ ผู้พิการและผู้ป่วยติดเตียงบางท่านถึงกับน้ำตาไหล ที่ไม่คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว จึงขอขอบคุณภาคราชการมา ณ โอกาสนี้ด้วย

นายสายยนต์ อินจำปา อายุ 78 ปี ต.คลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว หนึ่งในผู้พิการติดเตียงที่ได้มีโอกาสถวายดอกไม้จันทน์ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ถึงแม้จะพูดไม่ได้ แขนขาชา มือลีบ แต่ขณะที่กำดอกไม้จันทน์ อยู่ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ได้ร้องไห้ออกมา คนที่อยู่ในนั้นถึงกับน้ำตาครอเบ้าทุกคน ซึ่งญาติได้กล่าวว่า พ่อเป็นอัมพาตมาหลายปีแล้ว และท่านทราบดีว่าในหลวง ร.9 สวรรคตแล้ว ซึ่งที่ทางราชการมีโครงการแบบนี้ก็ดีใจเป็นอย่างมาก ขอขอบพระคุณอย่างสูง

สำหรับดอกไม้จันทน์ที่ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ ที่ได้ถวายในครั้งนี้แล้ว ทางอำเภอคลองหาด ก็จะได้อันเชิญใส่พานและนำผ้าขาวคลุม พร้อมทั้งอันเชิญไปเก็บไว้ยังสถานที่เหมาะสมเพื่อรอทำพิธีเผาดอกไม้จันทน์พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ต่อไป

วันที่ 24 ตุลาคม เป็นวันสถาปนาองค์การสหประชาชาติ (UNITED NATION – UN) เป็นองค์การเพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นกับประเทศทั่วโลก มีองค์กรในสังกัดหลายองค์การ
นับแต่ พ.ศ.2534 หลังการครองราชย์ 45 ปี องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม สหประชาชาติ (UNESCO)ได้ทูลเกล้าฯถวายเหรียญฟิเล (Philae Medal) แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการพัฒนาชนบทและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

เป็นเหรียญแรกที่องค์การระดับโลกเห็นความสำคัญและพระวิริยอุตสาหะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนโดยแท้ นับแต่นั้นมา พ.ศ.2535 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNPD) ทูลเกล้าฯถวายเหรียญทองเกียรติยศ ในฐานะที่ทรงอุทิศพระองค์และทรงเป็นแบบอย่างในการพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ปีเดียวกันนั้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ทูลเกล้าฯถวายเหรียญทองสาธารณสุขเพื่อมวลชน ในฐานะที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความสำเร็จในการดูแลสุขภาพประชาชนถ้วนหน้า

ปีถัดมา พ.ศ.2536 ธนาคารโลกทูลเกล้าฯถวายรางวัลแห่งความสำเร็จในฐานะที่ทรงเป็นนักอนุรักษ์ดินและน้ำจากการที่ทรงพัฒนาและทรงเสริมการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ พ.ศ.2537 ผู้อำนวยการบริหารของแผนงานสหประชาชาติเพื่อควบคุมยาเสพติดในนานาประเทศ (UNDCP) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองคำสดุดีพระเกียรติคุณด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

ปีรุ่งขึ้น พ.ศ.2538 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ทูลเกล้าฯถวายเหรียญอะกรีโคลา ในฐานะที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความอยู่ดีและมีความสุขของประชาชนชาวไทย

พ.ศ.2540 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ทูลเกล้าฯถวายรางวัลเทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงสนับสนุนงานอุตุนิยมวิทยาและทรงนำทรัพยากรน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พ.ศ.2542 FAO ทูลเกล้าฯถวายเหรียญ เทเลฟู้ด ในฐานะที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อพัฒนาการเกษตรไทย ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและเพื่อทำความมั่นคงทางอาหาร

ติดต่อกัน 2 ปี พ.ศ.2543, 2544 ถวายโล่ในฐานะที่ทรงอุทิศพระองค์เป็นแบบอย่างในด้านสาธารณสุข และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ทูลเกล้าฯถวายรางวัลนักประดิษฐ์ยอดเยี่ยม จากผลงานการประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย (กังหันชัยพัฒนา)

พ.ศ.2547 โครงการก่อตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN HABITAT) ทูลเกล้าฯถวายรางวัลเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้วยความวิริยอุตสาหะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยทั้งในเมืองและในชนบท และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานอย่างยั่งยืน

พ.ศ.2549 นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ พร้อมคณะ ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติในฐานะที่ทรงอุทิศพระองค์พัฒนามนุษย์ด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ เป็นรูปพานทรงกลม ทำด้วยเงินบริสุทธิ์ ประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณเนื่องในโอกาสที่ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี เป็นรางวัลชิ้นแรกของโครงการ

ที่สุด รางวัลสำคัญ พ.ศ.2552 องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกทูลเกล้าฯถวายรางวัลผู้นำด้านทรัพย์สินทางปัญญา ทรงเป็นบุคคลแรกที่ได้รับการทูลเกล้าฯถวายรางวัลนี้ จากการที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการพัฒนาคิดค้นเพื่อการพัฒนาชุมชนให้พสกนิกรอยู่ดีกินดี

ทั้งหมด นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ “มติชน” เมื่อไม่นานมานี้

ห้วงเวลาที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี เป็นห้วงเดียวกับการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ เมื่อ พ.ศ.2488 ถึงวันนี้ “ยูเอ็น” ยังได้นับวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลกอีกด้วย ผู้นำเข้า169 บริษัท จาก 24 ปท. แห่ร่วมงานเจรจาจับคู่ซื้อข้าวไทย 30 ต.ค.นี้ ‘พาณิชย์’ เดินหน้ายุทธศาสตร์’ไตรภาคี’เชื่อมโยงผลผลิตถึงมือผู้ซื้อ ลุยหาตลาดรองรับผลผลิตสินค้าเกษตร สร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรสำคัญข้าว-มันสำปะหลัง-ข้าวโพด

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดกิจกรรมการหาตลาดรองรับผลผลิตข้าวนาปี 2560/2561 ที่จะออกในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเชิญนักธุรกิจจากทั่วโลก มาเจรจาซื้อขายข้าวระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายนนี้ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอทเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งขณะนี้มีผู้ซื้อจำนวน 169 บริษัท จาก 24 ประเทศได้แจ้งตอบรับมาแล้ว อาทิ จีน ฮ่องกง แคนาดา สหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา ซาอุดิอาระเบีย และอาเซียน

นอกจากนั้น กระทรวงพาณิชย์ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมขยายการเชื่อมโยงตลาดข้าวสีภายใต้แนวทางการตลาดนำการผลิต (Demand Driven) เพื่อเพิ่มปริมาณและขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว ข้าวสีที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน อาทิ ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวหอมมะลิดำ (หอมนิล) และข้าวไรซ์เบอรี่ ล้วนมีศักยภาพการส่งออกสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยจะเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสี – โรงสีของกลุ่มเกษตร/โรงสีของวิสาหกิจชุมชน – สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย/สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ซึ่งจะนำร่องในพื้นที่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ และศรีสะเกษ ก่อนขยายผลไปยังจังหวัดอื่น

นางอภิรดี กล่าวถึงนโยบายในการดูแลสินค้าเกษตรว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกันจัดทำแผนการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน เพื่อรองรับการกระจายผลผลิตสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ เน้นจัดทำแผนการตลาดสำหรับผลผลิตในแต่ละจังหวัด (Mapping) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และจัดเวทีเจรจาซื้อขายสินค้า(Matching) เชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร กับผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ ในรูปแบบของ “โมเดลไตรภาคี” มั่นใจว่าสามารถหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรให้ทันท่วงที โดยเฉพาะช่วงที่ผลิตผลออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้ามีเสถียรภาพดียิ่งขึ้น

“สินค้าเกษตรมีความอ่อนไหวง่ายต่อข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะผลกระทบเชิงจิตวิทยา กระทรวงพาณิชย์จึงได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์ผลผลิตในระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการการรับซื้อตลอดห่วงโซ่อุปทานให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”

ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ได้เชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ระหว่างเกษตรกร – ผู้รวบรวม (หรือผู้ใช้) – โรงงานอาหารสัตว์ ในรูปแบบของ “โมเดลไตรภาคี” โดยเป็นการจับคู่เชื่อมโยงผลผลิตระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้รับซื้อก็จะได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดโดยทั่วไป โดยดำเนินการไปแล้วใน 14 จังหวัด อาทิ น่าน นครสวรรค์ ลำพูน กาญจนบุรี และกำแพงเพชร เป็นต้น มีปริมาณรับซื้อรวมกันกว่า 151,000 ตัน

สำหรับแนวทางบริหารจัดการมันสำปะหลัง กระทรวงพาณิชย์ได้เชื่อมโยงผู้เลี้ยงปศุสัตว์ภายในจังหวัดกับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในรูปแบบของ“มหาสารคามโมเดล” เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มและสร้างช่องทางการจัดจำหน่าย ลดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ เน้นวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยอีกทางหนึ่ง ขณะนี้มี 15 จังหวัดได้นำโมเดลนี้ไปดำเนินการแล้ว อาทิ มหาสารคาม นครราชสีมา กำแพงเพชร อุดรธานี และลำพูน ส่งผลให้เกิดปริมาณรับซื้อรวมกันกว่า 253,000 ตัน

ในส่วนของการหาตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศจัดคณะเดินทางไปตุรกี และสามารถบรรลุข้อตกลงซื้อขายมันสำปะหลังอัดเม็ดกับผู้นำเข้าตุรกีได้ถึง 900,000 ตัน มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

“ได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ในทุกภูมิภาคทั่วโลก เร่งจัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และคุณประโยชน์ข้าวสีของไทยซึ่งดำเนินการอยู่แล้วให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นโดยเร็วต่อไป ” นางอภิรดี กล่าว

วันที่ 24 ตุลาคม นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม(สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวว่า ในรอบปีที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลมายังบริเวณท้องสนามหลวง และรอบพระบรมมหาราชวัง เพื่อถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯอย่างไม่ขาดสาย และปฏิเสธไม่ได้ว่ามีปัญหาที่ตามมา คือ ปริมาณขยะที่มีอยู่ปริมาณมหาศาล อาทิ กล่องโฟม ขวดพลาสติก ถุงพลาสติก เศษกระดาษ และเศษอาหาร ซึ่งทำให้บริเวณดังกล่าวไม่สะอาดและเป็นภาพที่ไม่น่ามอง จึงขอเชิญชวนประชาชนที่จะเดินทางเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในวันที่ 25-26 ตุลาคม ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และพระเมรุมาศจำลองหรือซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ประจำแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ โปรดเตรียมพร้อมตนเองก่อนร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ฯ

นายรัชฎา กล่าวว่า เพื่อช่วยลดปริมาณขยะในบริเวณสถานที่จัดงาน ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ คือ 1.เตรียมกระเป๋า เป้ หรือถุงผ้าสำหรับใส่ของส่วนตัว แทนการใช้ถุงพลาสติก 2. เตรียมถุงพลาสติกสำหรับใส่ขยะส่วนตัว ก่อนนำกลับไปทิ้งที่บ้าน 3.เตรียมกล่องใส่อาหาร สำหรับเก็บอาหารสำรองระหว่างรอร่วมพิธี 4.เตรียมผ้าเช็ดหน้า สำหรับเช็ดหน้าหรือเช็ดมือ แทนการใช้กระดาษทิชชู่ 5.เตรียมกระบอกน้ำสำหรับใส่น้ำดื่ม ลดการใช้ขวดน้ำและแก้วพลาสติก 6.เตรียมผ้าพลาสติกสำหรับรองนั่ง ลดการใช้เสร็จแล้วทิ้ง 7.เตรียมหมวกหรือร่ม สำหรับกันแดดและฝน แทนการใช้กระดาษหรือถุงพลาสติกคลุมศีรษะ หากประชาชนทุกท่านช่วยกัน เชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาขยะ และทำให้งานพระราชพิธีฯดังกล่าว ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์นี้จะอยู่ในความทรงจำของคนไทยทุกคนตลอดไป

วันที่ 22 ตุลาคม นพ.ฆนัท ครุธกูล playminigamesnow.com กรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง และแพทย์ประจำศูนย์หัวใจ หลอดเลือดและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลกินเจประชาชนควรเลือกรับประทานอาหารเจอย่างเหมาะสม เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักรับประทานอาหารเจที่ให้พลังงานสูงประเภทเมนูอาหารผัด ทอด หรือเมนูที่มีการใช้น้ำมันปริมาณมาก นำไปสู่ภาวะการเกิดโรคอ้วนและมีปัญหาด้านสุขภาพ

โดยอาหารเจที่ควรหลีกเลี่ยง 5 อันดับ ได้แก่ 1.ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊วเจ เพราะให้พลังงานถึง 568 กิโลแคลอรี 2.ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยเจให้พลังงาน 480 กิโลแคลอรี 3.ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเจให้พลังงาน 415 กิโลแคลอรี 4.ข้าวผัดเจให้พลังงาน 397 กิโลแคลอรี และ 5.ก๋วยเตี๋ยวเจน้ำใส 1 ชามให้พลังงานถึง 349 กิโลแคลอรี จึงอาจส่งผลให้เทศกาลถือศีลกินเจนี้กลายเป็นเทศกาลเพิ่มน้ำหนักหรือเพิ่มความอ้วนได้ 1-2 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์

นพ.ฆนัทกล่าวว่า ใครที่กังวลเรื่องสุขภาพและน้ำหนักควรเลือก และคำนวณปริมาณอาหารที่เรารับประทานเข้าไปอย่างพอดี และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยควบคุมน้ำหนักและสุขภาพแข็งแรงได้ โดยมีเมนูอาหารเจแคลอรีต่ำ 10 อันดับมาแนะนำ เผย 10 เมนูอาหารเจแคลอรี่ต่ำ ไร้พุง-ไม่เป็นโรคอ้วน คือ 1.ส้มตำเจ ให้พลังงาน 55 กิโลแคลอรี 2.ต้มยำเห็ดเจ ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี 3.แกงส้มมะละกอเจ ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี 4.แกงจืดฟักเจให้พลังงาน 90 กิโลแคลอรี 5.แกงเลียงเจ ให้พลังงาน 115 กิโลแคลอรี 6.ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเจ ให้พลังงาน 118 กิโลแคลอรี 7.แกงจืดผักกาดขาวเต้าหู้เจให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี 8.ยำผักหวาน ให้พลังงาน 128 กิโลแคลอรี 9.ยำวุ้นเส้นเจให้พลังงาน 145 กิโลแคลอรี และ 10.ต้มจับฉ่าย ให้พลังงาน 180 กิโลแคลอรี

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นางสำราญ อรอินทร์ อายุ 46 ปี เกษตรกรที่ปลูกแตงโมส่งจำหน่าย ได้เดินทางเข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนเพื่อฝากเตือนภัยให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ โดยนางสำราญ เล่าว่าตนได้ว่าจ้างรถกระบะที่วิ่งรับจ้างทั่วไป โดยมีนายหน้าติดต่อจัดหารถกระบะมารับจ้างในพื้นที่อีกทอดเพื่อให้ช่วยบรรทุกแตงโม จากไร่ของตนเองไปส่งให้กับลูกค้าที่ จ.ชลบุรี โดยตกลงราคาจ้างรถกระบะ จำนวน 5,000 บาท เป็นรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ ทะเบียน บม-130 ชัยภูมิ สีขาว

จนกระทั่งวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา รถคันดังกล่าวจึงขับเข้ามารับแตงโมภายในไร่แตงโมของตนหลังจากที่ขนแตงโมขึ้นเต็มคันรถแล้วเวลาประมาณ 13.00 น.รถคันดังกล่าวก็ขับออกจากไร่ของตน ซึ่งปกติการส่งแตงโมไปขาย ก็จะทำกันอย่างนี้ซึ่งหลังจากแตงโมไปถึงมือของลูกค้าแล้วรถที่รับจ้างถึงจะไปรับค่าจ้างกับลูกค้าปลายทาง แต่จนกระทั่งเช้าวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมาแตงโมก็ยังไม่ถึงมือของลูกค้า ตนจึงพยายามติดต่อกับคนขับรถที่ให้เบอร์โทรศัพท์เอาไว้แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้

จนเวลาประมาณ 07.00 น. ตนได้รับแจ้งจากลูกค้าที่รอรับแตงโมว่า คนขับรถได้โทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่าขณะนี้รถเสียอยู่กลางทางแต่ลูกค้าพยายามสอบถามกลับไปว่า เสียอยู่ที่ไหนคนขับรถก็ตัดสายทิ้งไปและไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย กระทั่งขณะนี้ตนจึงคิดว่าถูกเชิดแตงโมหนีอย่างแน่นอน จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าติ้ว จ.ยโสธร เพื่อให้เร่งติดตามคนขับรถกระบะคันดังกล่าวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

และจากการตรวจสอบทราบชื่อคนขับรถ คือ นายสุภาพ ศรีษาพุทธ อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 110 หมู่ 8 ต.โนนสะอาด อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งตนกับคนขับรถรับจ้างไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และเพิ่งจะว่าจ้างให้บรรทุกแตงโมเป็นเที่ยวแรกก็มาถูกเชิดแตงโมน้ำหนักรวมทั้งหมดกว่า 4 ตัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท หลบหนีลอยนวล