มหาวิทยาลัยแม่โจ้พร้อมจัดตกแต่งพระเมรุมาศจำลองที่จังหวัด

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมลงพื้นที่จัดตกแต่ง และดูแลรักษาสถานที่รอบพระเมรุมาศจำลอง เริ่ม 17 ตุลาคม 2560 นี้ จนกว่าจะแล้วเสร็จพิธี ณ พระเมรุมาศจำลอง ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติจังหวัดเชียงใหม่

พิธีถวายดอกไม้จันทน์ ของจังหวัดเชียงใหม่ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะนี้ได้มีการก่อสร้างพระเมรุมาศจำลองแล้วเสร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งทางโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม เหลือเพียงการปรับภูมิทัศน์และการตกแต่งพื้นที่โดยรอบ ด้วยดอกไม้สีเหลือง โดยเฉพาะดอกดาวเรืองกว่า 6 หมื่นต้น

อาจารย์รชฏ เชื้อวิโรจน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “ในส่วนของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับมอบหมายจากจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นกรรมการฝ่ายจัดตกแต่งสถานที่โดยรอบบริเวณพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ณ พระเมรุมาศจำลอง ด้วยดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลือง ซึ่งทำงานร่วมกับ สำนักงานปศุสัตว์เชียงใหม่และสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะนำดอกดาวเรืองจากอำเภอกัลยาณิวัฒนา จำนวน 60,000 ต้น ปลูกลงในกระบะไม้ไผ่ ขนาด 1.5×5 เมตร บริเวณสถานที่โดยรอบ นอกจากนั้น จะจัดตกแต่งสวนหย่อมด้วยไม้ดอกไม้ประดับอื่นที่เน้นสีเหลือง ขาว และโทนสีบูล จำนวนประมาณ 15,000 ต้น บนพื้นที่อีก 600 ตารางเมตร ซึ่งจะนำนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยลงพื้นที่ปฏิบัติงานประมาณวันละ 80 คน ร่วมกับบุคลากรของสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ และจะเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 17 – 22 ตุลาคม 2560 พร้อมทั้งจัดเตรียมเจ้า หน้าที่คอยดูแลรักษาต้นดอกดาวเรืองและไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ ตั้งแต่วันที่ 17-29 ตุลาคม 2560

“ดาวเรือง” เป็นดอกไม้ประจำพระองค์ ด้วยสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล-อดุลยเดช และนับเป็นดอกไม้ที่คนไทยนิยมปลูกด้วยชื่อที่เป็นมงคล และเป็นไม้ดอกเพื่อการเกษตรที่ช่วยสร้างรายได้ และยังมีสรรพคุณทางยาอีกนานัปการ ดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองจะเบ่งบานอยู่ในหัวใจคนไทยตราบนานเท่านาน

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันอุดมศึกษาที่มีรากฐานทางการเกษตรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ได้รับพระมหา-กรุณาธิคุณสนองงานด้านต่างๆ เรื่อยมา ได้น้อมนำศาสตร์ของพระราชาในการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และกิจกรรมในครั้งนี้จึงนับเป็นเกียรติอันสูงส่ง ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้และพนกนิกรทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ มอบชุดอาหารว่างจำนวน 24,000 ชุด มูลค่ารวม 360,000 บาท และข้าวสาร น้ำดื่ม อาหารแห้งจากขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดเพชรบุรีให้กับนางสาวจริยา สุทธิไชยา รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนการรับรองและบริการประชาชนที่มาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนน้อยในระยะนี้ แต่ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง เริ่มมีกำลังอ่อนลงลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนน้อย สำหรับร่องมรสุมกำลังอ่อนพาดผ่านภาคใต้ตอนบนเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนน้อยในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร และสุโขทัย อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง และพังงา อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง “การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการยกระดับโอทอปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) จังหวัดตาก” โดยมี นายสุรพงษ์ กิติภัทย์พิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ผศ.ประพัฒน์ เชื้อไทย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ร่วมเป็นเกียรติด้วย ในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ณ โรงแรมเวียงตาก ริเวอร์ไซต์ จังหวัดตาก

งานสัมมนาดังกล่าวจัดโดยความร่วมมือของหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ วว. กรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาตาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์โอทอปด้วย วทน. และเสริมสร้างศักยภาพ สนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการ เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์

วันที่ 20 ตุลาคม 2560 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 4 เรื่อง“สภาพอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 21-26 ต.ค. 2560) ”

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่าในช่วงวันที่ 21-26 ต.ค. 60 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีอากาศร้อนชื้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยในช่วง 1-3 วันแรกจะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 2-5 องศาเซลเซียส โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป
ผลกระทบมีดังนี้

– ในช่วงวันที่ 21-22 ต.ค. 2560, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์

– ในช่วงวันที่ 22-23 ต.ค. 2560 ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย และกำแพงเพชร
ภาคกลาง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท อุทัยธานี
สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และชลบุรี
– ในช่วงวันที่ 24-26 ต.ค. 2560 ประเทศไทยตอนบนมีฝนน้อยลง ส่วนภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้น

จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวน และติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

ประกาศ ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น. เกษตรฯ-สาธารณสุข ยืนยันสินค้าเกษตรจากแปลง GAP ปลอดภัยต่อผู้บริโภคพร้อมผนึกกำลังการเฝ้าระวังความปลอดภัยของผู้บริโภค ทั้งจากแหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายอย่างเข้มข้น ใกล้ชิด และต่อเนื่อง

นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตรดำเนินการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างจากแหล่งผลิตพืชทั่วประเทศ ทั้งหมด 196 ชนิดพืช รวม 4,518 ตัวอย่าง ในช่วงเดือนตุลาคม 2559 – กรกฎาคม 2560 แบ่งเป็น แปลงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (จีเอพี : GAP) จำนวน 1,608 ตัวอย่าง และแปลงที่อยู่ระหว่างการตรวจรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร (จีเอพี : GAP) จำนวน 2,904 ตัวอย่าง และแปลงเกษตรอินทรีย์ (Organic) จำนวน 6 ตัวอย่าง

สรุปได้ว่า สินค้าเกษตรที่เก็บจากแปลงที่ได้มาตรฐาน จีเอพี ผ่านมาตรฐานสารพิษตกค้าง 92.2 % และแปลงที่อยู่ระหว่างการตรวจรับรองมาตรฐาน จีเอพี ผ่านมาตรฐาน 93.6% ส่วนแปลงเกษตรอินทรีย์ 6 แปลง ไม่พบสารตกค้างทั้งหมด ทั้งนี้จากการตรวจวิเคราะห์ โดยสินค้าเกษตร 145 ชนิด จาก 196 ชนิด ผ่านมาตรฐานปลอดภัย 100% เช่น หอมแดง มะเขือยาว ผักสลัด/ไฮโดรโพนิกส์ ผักกาดหอม กระเจี๊ยบเขียว บลอคโคลี ชะอม ถั่วแขก เห็ด กล้วย สตรอเบอร์รี ส้มโอ เป็นต้น

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวด้วยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางในการกำกับดูแล คือ สินค้าเกษตรที่อยู่ระหว่างการขอการรับรองมาตรฐานที่ตรวจพบการตกค้างที่เกินค่ามาตรฐาน กรมวิชาการเกษตรจะไม่ออกใบรับรองแหล่งผลิตพืชให้เกษตรกรรายนั้นๆ และต้องดำเนินการขอยื่น การขอรับรองใหม่

ส่วนสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและตรวจพบการตกค้างที่เกินค่ามาตรฐาน กรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการแจ้งเตือนเกษตรกรให้ปรับปรุงระบบการผลิตพร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา หากแนวทางแก้ไขปรับปรุงไม่ได้ผลหรือไม่มีประสิทธิภาพและตรวจพบปัญหาซ้ำ กรมวิชาการเกษตรจะพิจารณาให้พักใช้ใบรับรองแหล่งผลิตพืชต่อไป

ทางด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ผักผลไม้ที่พบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน สูงกว่าผักผลไม้อื่น เช่น คะน้า พริก มะเขือเทศ ส้ม องุ่น ซึ่ง เป็นต้น พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานประมาณ 7% ของตัวอย่างทั้งหมด

ในขณะที่ผักผลไม้บางชนิด เช่น กะเพรา โหระพา ผักชี ผักชีฝรั่ง มะม่วง ลำไย แก้วมังกร ฝรั่ง มังคุด เป็นต้น ซึ่งเป็นพืชที่ยังมีมาตรฐานสารพิษตกค้าง (MRLs) กำหนดไว้น้อยมาก ซึ่งผลการพบสารพิษตกค้างนั้น แม้พียงปริมาณน้อยๆ ก็สรุปว่าเกินมาตรฐานแล้ว สินค้าที่พบสารตกค้างเกินมาตรฐานส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทพืชผักสวนครัว ซึ่งบริโภค ในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีการเพาะปลูกในประเทศอื่นๆ จึงยังไม่มีข้อมูลการทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อกำหนดมาตรฐาน

ในเรื่องนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. จะเร่งดำเนินการกำหนดมาตรฐานตามหลักสากลร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับใช้ในการกำหนดค่ามาตรฐานต่อไป

“การที่พบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ในกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าผักผลไม้เหล่านี้ ไม่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย ผู้บริโภคไม่ต้องวิตกกังวลในเรื่องความปลอดภัยผัก ผลไม้ จนเกินไป เพราะสารตกค้างนี้จะเกิดอันตรายต่อเมื่อผู้บริโภค บริโภคในปริมาณมาก นอกจากนี้การล้างผักผลไม้ก็ยังเป็นกระบวนสำคัญที่จะช่วยลดสารตกค้างเหล่านี้ได้” รองเลขาธิการ มกอช. กล่าว

ส่วนนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เปิดเผยว่า เพื่อประเมินความปลอดภัยของผู้บริโภค กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านอาหารของประเทศ มีบทบาทหน้าที่วิจัยพัฒนาองค์ความรู้ เฝ้าระวังคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร กำหนดมาตรฐานการวิเคราะห์และพัฒนาห้องปฏิบัติการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

ในปี 2560 ได้ดำเนินการศึกษาปริมาณสารพิษตกค้างที่ผู้บริโภคได้รับจริงจากอาหาร ที่เรียกว่า “Total Diet Study” ซึ่งเป็นการประเมินการได้รับสัมผัสที่องค์การอนามัยโลกยอมรับว่าเป็นการศึกษาที่ให้ข้อมูลที่แสดงการได้รับสารพิษจากอาหารได้อย่างแม่นยำใกล้เคียงความเป็นจริงเพื่อประเมินความเสี่ยงของคนไทย โดยเก็บตัวอย่างอาหารครอบคลุมทั่วทุกภาคตามข้อมูลผู้บริโภคของประเทศไทยมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยตรวจวิเคราะห์สารพิษสารปนเปื้อน ทั้ง 5 ประเภท ได้แก่ 1) สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช 2) โลหะหนัก 3) สารกลุ่มไดออกซิน และสารกลุ่มพีซีปีที่มีโครงสร้างคล้ายไดออกซิน 4) สารกลุ่มพีเอเอช (polycyclic aromatic hydrocarbons, PAHs) และ5) ยาสัตว์ตกค้าง

นายแพทย์สมฤกษ์ ยืนยันด้วยว่า ผลการวิเคราะห์พบว่าคนไทยมีความปลอดภัยจากการได้รับสารพิษสารปนเปื้อนทั้ง 5 ประเภท จากอาหารที่บริโภค โดยสารพิษตกค้างชนิดที่พบสูงสุด พบเพียงไม่เกิน 15% ของค่าปลอดภัย และส่วนใหญ่พบไม่ถึง 1% ของค่าปลอดภัย ซึ่งหากพบสารพิษตกค้างมากกว่า 100% ของค่าปลอดภัย แสดงว่าผู้บริโภคจะได้รับอันตรายจากอาหารที่บริโภค บ่งชี้ว่าการปนเปื้อนโลหะหนักจากอุตสาหกรรมการผลิตภาคเกษตร และการกำกับดูแลควบคุมการใช้สารเคมีต่างๆ ที่เป็นปัจจัยการผลิตของประเทศไทยมีประสิทธิภาพ

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในการเฝ้าระวังปัญหาดังกล่าว และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินงานบูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยจะดำเนินการโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ภายใต้นโยบาย Green & Clean Hospital ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยและสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตร ตามมาตรฐานอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ในระยะต่อไป กระทรวงเกษตรฯ และ กระทรวงสาธารณสุข จะร่วมมือกันในการเฝ้าระวังความปลอดภัยของผู้บริโภค ทั้งจากแหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายอย่างเข้มข้น ใกล้ชิดและต่อเนื่องต่อไป

จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ใน อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ผ่านมา11วัน ในพื้นที่7ตำบลประกอบด้วย ต.สรรพยา ต.บางหลวง ต.เขาแก้ว ต.ตะหลุก ต.หาดอาษา ต.โพนางดำออก และ ต.โพนางดำตก บ้านเรือนประชาชน ต้องถูกน้ำท่วมจำนวนกว่า2,700หลังคาเรือน ชาวบ้านต้องขนของอพยพขึ้นมาอาศัยกิน-นอนอยู่บนถนนกว่า500ครัวเรือน มีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายกว่า16,000ไร่ นั้น

นอกจากประชาชนจำนวนกว่า7,000คนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้แล้ว ชาวบ้านบอกว่ายังมีพืชสวนครัวต่างๆที่ต้องแช่น้ำมาถึง11วัน ทำให้เริ่มมีพืชหลายชนิดมีอาหารเหี่ยวเฉา ใบเหลืองใหม้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังจะตายเช่น มะะกอ กล้วย ขนุน มะม่วง และไม้ผลต่างๆ ซึ่งชาวบ้านเองก็ทำได้แต่เพียงแค่นั่งดูด้วยความรันทดใจเพราะไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร เพราะชาวบ้านเองปัจจุบันก็กินอยู่กันอย่างลำบาก ได้เพียงแค่ภาวนาให้น้ำลดลงเร็วๆก่อนที่ต้นไม้จะตายหมด

โดยจากการตรวจสอบปริมาณน้ำจากภาคเหนือที่ไหลผ่าน จ.นครสวรร์เข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทรงตัว โดยวัดได้ 2,854ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนระดับน้ำเหนือเขื่อนเพิ่มขึ้น8ซ.ม.วัดได้17.06เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางซึ่งต่ำกว่าตลิ่งเพียงเล็กน้อย โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงการระบายน้ำไว้ที่2,598ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนทรงตัวอยู่ที่15.81เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง

ชาวนาและจิตอาสาในจังหวัดจันทบุรี จำนวนมาก ร่วมพิธีอัญเชิญแม่พระโพสพที่แปลงนาข้าวบ้านหมู่ศาลาแดง ต.คลองนารายณ์ เพื่อนำไปประดับตกแต่งพระเมรุมาศจำลอง

ผู้สื่อข่าวจันทบุรี รายงานว่าในช่วงเช้าของวันที่ 19 ตุลาคม ที่บริเวณแปลงนาข้าว บ้านศาลาแดง หมู่ที่ 5 ตำบลคลองนารายณ์ อ.เมืองจันทบุรี จ.จันทบุรี นางประภัสสร ศิริแสงจันทร์กุล ท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรี

พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น , ประชาชนจิตอาสาทั้ง8ด้าน และชาวบ้านเกษตรกร ร่วมในพิธี ขอขมาแม่พระธรณี จากนั้นร่วมกันถอนต้นข้าวที่กำลังออกรวง จำนวน 8,900 กอ เพื่อนำไปประดับตกแต่งสถานที่ รอบพระเมรุมาศจำลอง ณ.ลานหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

จากนั้นชาวบ้านจิตอาสา ลงในแปลงนาข้าวพื้นที่รวม 10 ไร่ ทำการขุดกอข้าวทั้งรวงนำลงในกระถาง ผูกมัดรวงข้าว และต้นข้าว ป้องกันการชำรุดเสียหาย นำขึ้นรถจีเอ็มซี ของทหารนาวิกโยธินและรถจิตอาสาเคลื่อนขบวนตรงไปที่ อบจ.จันทบุรี ประดับ รอบเมรุมาศจำลอง เพื่อความสวยงาม

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่คลองดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี นายชยาวุธ จันทร ผวจ.ราชบุรี พร้อมด้วยนายอำเภอดำเนินสะดวก ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พสกนิกรชาวดำเนินสะดวก ร่วมกันนำต้นดาวเรืองลงเรือพายล่องตามลำคลองดำเนินสะดวก ตามเส้นทางเสด็จเมื่อครั้งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2510 ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงประทับเรือพระที่นั่งเสด็จโดยพระราชดำเนินตามคลองดำเนินสะดวกและมาขึ้นที่ท่าเทียบเรือหน้าวัดโชติทายการาม อ.ดำเนินสะดวก

ซึ่งเป็นท่าเรือพระประเทียบ เพื่อเสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐินต้น ณ วัดโชติทายการาม ในเทศกาลออกพรรษา ตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินของประชาชนชาวดำเนินสะดวกที่ ปรารถนาจะได้เข้าเฝ้าชมพระบารมีของทั้งสองพระองค์

โดยวันนี้พสกนิกรชาวดำเนินสะดวกได้พร้อมเพียงกันร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้จัดริ้วขบวนนำต้นดาวเรืองไว้บนเรือ พร้อมทั้งประดับเรืออย่างสมพระเกียรติ พร้อมทั้งอัญเชิญภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตร ล่องไปตามลำคลองจากที่คลองต้นเข็ม หน้าที่ว่าการอำเภอดำเนินสะดวก โดยขบวนเรือได้พายกันอย่างพร้อมเพียงและสวยงาม ล่องไปตามเส้นทางเสด็จมุ่งหน้าไปยังท่าเทียบเรือ บริเวณด้านหลังพลับพลาที่ประทับจริง ที่ได้อนุรักษ์ไว้ ที่วัดโชติทายการาม ตามเวลาที่ใช้กำหนดจริงในการเสด็จในเวลา 14.00 น.