มีสารอะไรอยู่ในผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอกบ้าง? คอลัมน์

ฟิสิกส์ธรรมดาสาระมันส์ในสารซักฟอกต่างๆ นอกจากจะมีสารที่ช่วยให้คราบสิ่งสกปรกหลุดออกมาได้ง่ายแล้ว ยังมีการใส่ส่วนผสมที่ทำให้ผ้าดูสดใสไม่หม่นหมองเข้าไปด้วย เรียกว่าสารฟอกขาว (Bleach) ซึ่งจะทำปฏิกิริยาออกซิไดซ์กับเนื้อผ้า นอกจากนี้สารทำให้ผ้าขาวและสดใสประเภทฟลูออเรสเซนต์ก็ถูกใส่เข้าไปในสารซักฟอกด้วยเช่นกันเนื่องจากมันสามารถลดความเหลืองบนเนื้อผ้า (โดยเฉพาะผ้าขาว) ด้วยการดูดซับแสงอัลตราไวโอเลตและสะท้อนกลับเป็นแสงสีฟ้าทำให้ความเหลืองที่หมองและดูสกปรกนั้นจางลงและผ้าดูขาวสะอาดขึ้น

หลายคนอาจไม่รู้ว่าในสารซักฟอกต่างๆ มีการเติมเอนไซม์ลงไปด้วย ใช่แล้วครับ เอนไซม์ที่ว่านี้เป็นสารประเภทเดียวกับที่อยู่ในระบบการบ่อยอาหารของเรานั่นแหละ โดยทั่วไป เอนไซม์เป็นสารที่ช่วยให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดได้เร็วขึ้น ซึ่งมีหลายชนิดได้แก่

– โพรทีส (Protease) ช่วยในการย่อยสลายโปรตีน
– ไลเปส (Lipase) ช่วยในการย่อยสลายไขมัน
– อะไมเลส (Amylase) ช่วยในการย่อยสลายแป้ง

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เอนไซม์เหล่านี้เป็นสารธรรมชาติที่สามารถเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลาดังนั้นสารซักฟอกจึงต้องผสมสารยับยั้งการสลายตัวของเอนไซม์เพื่อช่วยทำให้เอนไซม์ถูกเก็บและใช้งานได้อย่างยาวนานด้วย

ส่วนประกอบอื่นๆ อย่างเช่นน้ำหอมและสีก็ทำให้สารซักฟอกนั้นมีความโดดเด่นทั้งกลิ่นและรูปลักษณ์ในบางครั้งการผสมสีเอาไว้เล็กน้อย แต่ไม่มากพอที่จะย้อมสีเสื้อผ้า ทำให้นอกจากทำให้เราเห็นสีขณะใช้งานอย่างเด่นชัดแล้วยังทำให้ทราบด้วยว่าหากสารซักฟอกยังถูกล้างออกไม่หมดจะยังคงมีคราบสีดังกล่าวหลงเหลืออยู่

ส่วนประกอบสุดท้ายที่เหลือจะถูกเรียกว่า Filler หรือสารเติมเต็มเพื่อช่วยเป็นตัวทำละลายหรือทำให้ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์มีความเหมาะสม ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอกจะถูกเติมด้วย Filler ที่ต่างกัน โดยในผงซักฟอกจะใช้โซเดียมซัลเฟตซึ่งมีลักษณะเป็นเม็ดๆ ในขณะที่น้ำยาซักฟอกจะใช้น้ำ

*แล้วผงซักฟอกกับน้ำยาซักฟอกต่างกันอย่างไร?*

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สารซักฟอกอยู่สองแบบใหญ่ๆคือแบบผงและแบบน้ำ

ส่วนประกอบส่วนใหญ่ของทั้งสองแบบนั้นเหมือนกันยกเว้นส่วนสารเติมเต็ม (Filler) นอกจากนี้ทั้งสองแบบมีทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบในตัวมันเองขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้งานและความชอบส่วนตัวมากกว่า เนื่องจากความสามารถในการทำความสะอาดนั้นใกล้เคียงกัน

ตัวอย่างข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของผงซักฟอกข้อได้เปรียบ : ราคาถูก
ข้อเสียเปรียบ : บางคนคิดว่ามันละลายได้ไม่ดีในน้ำซึ่งเป็นปัญหาในผงซักฟอกยุคแรกๆแต่ตอนนี้ผงซักฟอกละลายน้ำได้ดีมากแล้ว
ข้อเสียเปรียบ : โซเดียมซัลเฟตทำให้สร้างความเสียหายในระบบระบายน้ำเสีย
ข้อเสียเปรียบ : ผงซักฟอกประกอบด้วยสารเคมีเยอะกว่าเนื่องจากสารเติมเต็มของผงซักฟอกก็เป็นสารเคมี ในขณะที่น้ำยาซักฟอกเป็นน้ำ
ส่วนในน้ำยาซักฟอกมีข้อได้เปรียบและเสียเปรียบดังนี้
ข้อได้เปรียบ : น้ำยาซักฟอกถูกทำละลายมาไว้ก่อนแล้วทำให้ไม้ต้องกังวลเรื่องการละลายไม่หมด
ข้อได้เปรียบ : สามารถกำจัดคราบก่อนได้ด้วยการเทน้ำยาโดยตรงลงบนเนื้อผ้า
ข้อเสียเปรียบ : มักจะแพงกว่าประเภทผงซักฟอก
ข้อเสียเปรียบ : บรรจุภัณฑ์เป็นพลาสติกซึ่งดูเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า
ถึงแม้ว่าสารซักฟอกนั้นทำงานกำจัดคราบสกปรกได้ดีแค่ไหนแต่ก็มีผลที่ตามมาเช่นกันหากคิดถึงสารพิษสารเคมีและคาร์บอนในกระบวนการผลิต อาทิตย์หน้าจะเล่าให้ฟังต่อนะครับ

หมายเหตุ – บทความนี้ได้รับการเขียนโดยคุณ ภาณี ภัททิยไพบูลย์ ซึ่งเป็นผู้อ่าน ผมเห็นว่าเขียนและเรียบเรียงได้ดีจึงติดต่อมาลงไว้ในคอลัมน์นี้เพื่อให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

รศ.ดร.พิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “Business 4.0 : Readiness and Roadmap” ในโอกาสครบรอบ 79 ปีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทางคณะพาณิชยศาสตร์ฯ ได้ศึกษาวิจัยเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยสำรวจผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 3 อุตสาหกรรม คือ เกษตรและอาหาร ท่องเที่ยวและบริการ และสุขภาพ จำนวน 275 ราย พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ และที่เข้าใจถูกต้องมีน้อยมาก ดังนั้น สถาบันศึกษามีส่วนต้องสนับสนุนนโยบาย ทั้งนี้ ผลวิจัยสรุปได้ว่า การจะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปถึง 4.0 จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการไม่เข้าใจ 4.0

โดยผู้ประกอบการเข้าใจความหมาย เป้าหมาย แนวทางของนโยบายเพียง 37% ภาพรวมความพร้อมผู้ประกอบการอยู่ระดับน้อยถึงปานกลางที่ 2-2.5 และยังเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยผู้ประกอบการเชื่อว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่ไม่มั่นใจในทิศทางรัฐ ซึ่งอนาคตจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ หากเป็นความท้าทายการปรับองค์กรเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร สะท้อนว่าปัจจุบันแต่ละอุตสาหกรรมเกิดการแข่งขันด้านคุณภาพมากขึ้น มีการสร้างแบรนด์ ต่างจากเดิม

นายสุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิปป๊อป จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตก้าวกระโดด พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน แต่พบรัฐตีโจทย์ธุรกิจใหม่อย่าง startup ไม่ชัด บางธุรกิจที่ไม่ใช่บริการ แต่อยู่ในอุตสาหกรรมกลุ่มเดียวกัน ทำให้มีช่องว่างภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะกฎหมายยังเป็นแบบเดิมและไม่ชัดเจน

นายนพพล อนุกูลวิทยา ผู้ก่อตั้ง TakeMeTour กลุ่ม startup ท่องเที่ยว มองว่า ธุรกิจท่องเที่ยวสร้างมูลค่าเติบโตถึง 20% ของจีดีพี และอนาคตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจจะเข้ามาแทนที่ภาคเกษตร ธุรกิจนี้มาพร้อมการรุกตลาดออนไลน์ แต่ธุรกิจเหล่านี้ยังไร้ทิศทางการผลักดันจากภาครัฐ ประกอบกับกฎหมายไม่เอื้อต่อการลงทุน ธุรกิจ startup เหล่านี้จึงไม่ได้จดทะเบียนในไทย

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ กำลังขยายตัวอีกจากการเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเร็วๆ นี้ ภาครัฐจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเสรีอีกด้วย เมื่อรวมกับกระแสของระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบ “แบตเตอรี่” หรือ energy storage คาดการณ์ได้ว่าปริมาณแผงโซลาร์เซลล์ในประเทศจะเพิ่มขึ้นอีก แต่ประเด็นที่อาจจะถูกมองข้ามคือ เมื่อแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุและกลายเป็น “ขยะ” จะจัดการอย่างไร องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development : TBCSD) ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute : TEI) จัดเสวนา “แนวทางการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์ของภาคอุตสาหกรรม” เพื่อหาคำตอบไปเมื่อเร็วๆ นี้

ผศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉายภาพโซลาร์เซลล์ของประเทศในขณะนี้ว่า เมื่อพิจารณาจากแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือแผน AEDP (Alternative Energy Development Plan 2558-2579) จะมีแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งรวม 6,000 เมกะวัตต์ ซึ่งแผงเหล่านี้ก็จะเป็นซากขยะสะสมใน 20 ปีข้างหน้า สูงถึง 7.5 แสนตัน หรือประมาณ 36 ล้านแผง โดยปัจจุบันมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แล้ว 2,600 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 15 ล้านแผง และจะกลายเป็นขยะ 5.1 แสนตัน จึงเริ่มวิจัยเพื่อหาแนวทางจัดการขยะดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันใช้วิธี “ฝังกลบ” เท่านั้น แม้ผู้ผลิตจะระบุว่าแผงโซลาร์จะมีอายุใช้งานที่ 20 ปี แต่ในระหว่างกระบวนการผลิตหรืออื่นๆ จะมีแผงที่ชำรุด หรือเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นในระบบต่อเนื่อง เพราะแผงโซลาร์เซลล์ในตลาดมีหลายเกรดและคุณภาพต่างกัน ฉะนั้นปริมาณขยะโซลาร์อาจจะ “มากกว่า” ที่คาดการณ์ไว้

สำหรับแนวทางจัดการแผงโซลาร์ที่มีความเป็นไปได้ คือ 1. คัดแยกด้วยมือ 2. รีไซเคิล และ 3. บดและเข้ากระบวนการสกัดโลหะออกมาใช้ประโยชน์สูงสุด เช่น เงิน, ซิลิคอน, อะลูมินัม, ตะกั่ว, แคดเมียม และอินเดียม ซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น เช่น นำไปเป็นส่วนประกอบของจอแอลอีดี (LED)

ทั้งนี้ ผศ.ดร.พิชญระบุว่า ในอนาคตยังจะมีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (energy storage) ทำให้ขณะนี้กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่และพลังงานเริ่มวิเคราะห์ว่า เทรนด์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะทำให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในปี ’59 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการติดตั้งแผงโซลาร์รวม 222 กิกะวัตต์ ซึ่งในปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 300 กิกะวัตต์ โดยกำลังผลิตส่วนใหญ่อยู่ในแถบยุโรป เช่น เยอรมนี จากนี้จะเริ่มมาขยายในแถบเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศจีน ทั้งนี้ ได้ศึกษาส่วนของการจัดการในเยอรมนี และญี่ปุ่นนั้น กฎหมายที่ใช้ควบคุมดูแลแผงโซลาร์เทียบเคียงมาจากสหภาพยุโรปเป็นหลัก ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในการกำจัดแผงโซลาร์คือ “ผู้ผลิต” และ “ผู้นำเข้า” กฎหมายของเยอรมนีระบุว่า ในอนาคตจะต้องรีไซเคิลได้ 80% ของน้ำหนักแผง ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นระบุผู้รับผิดชอบกำจัดแผงคือ “เจ้าของแผงโซลาร์” เพราะถือว่าได้รับประโยชน์จากแผงโซลาร์ไปแล้ว

ดร.พิชญมองว่า สำหรับไทยจะต้องพิจารณากันตั้งแต่ “แหล่งกำเนิด” เช่น เป็นโรงไฟฟ้า หรือติดตั้งบนหลังคาบ้าน จากนั้นจะต้องหาจุดรวบรวมขยะแผงเหล่านี้ ในกรณีที่นำไปใช้ประโยชน์ต้องมองว่า คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจหรือไม่ และต้องมองให้ครอบคลุมกับผู้มีความเกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้รวบรวม และผู้รับรีไซเคิล ต้องหารือให้ชัดก่อนที่นำเสนอต่อภาครัฐในการกำกับดูแลต่อไป

ด้านภาคเอกชนในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ นายจตุพร โสภารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่องและธุรกิจใหม่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เผยว่า การใช้ประโยชน์จากโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจะกลายเป็นขยะในอนาคตต่อจากนี้นั้น ส่วนของเอกชนรอความชัดเจนจากภาครัฐในการกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อดูแลซากแผงโซลาร์ในอนาคต เพราะราชบุรี โฮลดิ้งส์ มีโครงการโซลาร์ฟาร์มรวม 44 เมกะวัตต์ (ถือในสัดส่วน 24 เมกะวัตต์) รวมถึงมีโครงการอื่นๆ ในต่างประเทศประมาณ 42 เมกะวัตต์ และคาดว่าในอีก 20 ปีก็จะเริ่มมีแผงทยอยหมดอายุ ซึ่งบริษัทก็มีนโยบายการทำธุรกิจที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันไม่มีโรงงานรีไซเคิลแผงโซลาร์ แต่จะมี 1 โรงที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและแล้วเสร็จในปี 2561 ซึ่งในอนาคตภาครัฐควรมีการส่งเสริมโรงงานประเภทนี้มากขึ้น

ราชบุรี โฮลดิ้งส์ได้ประเมินแผงโซลาร์ที่ถือครองอยู่ประมาณ 3 แสนแผง หรือประมาณ 5,800 ตัน มีกระจกเป็นองค์ประกอบ 80% อีก 10% เป็นอะลูมิเนียม ซึ่งโจทย์สำคัญที่เหลือ 10% ที่เป็นซิลิคอน และคอปเปอร์ อยู่ระหว่างศึกษาว่าจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร

“อยากให้ภาครัฐผลักดันเรื่องนี้ให้ชัดเจน และควรมีผู้รับผิดชอบชัดเจน ในเรื่องของโซลาร์เซลล์ไม่ได้มีแค่เรื่องแผงเท่านั้น เช่น อินเวอร์เตอร์ หม้อแปลง แต่เมื่อมีแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นมา โรงกำจัดปัจจุบันก็ใช้วิธีเก็บส่วนประกอบทั้งหมดไม่สามารถแยกชิ้นส่วนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาครัฐจะส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าอีก”

ถัดมาคือ นายพงษ์ภัทร พุกะนัดด์ ผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจองค์กร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในประเทศ มีกำลังผลิต 182 เมกะวัตต์ และมีโครงการในญี่ปุ่นรวม 140 เมกะวัตต์นั้น ได้หารือกับผู้ผลิตแผงที่ป้อนให้กับโครงการไว้อยู่แล้วคือ วิธีการรีไซเคิล เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแล้วจะได้กระจก อะลูมิเนียม และอื่นๆ ซึ่งมองว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งภาครัฐจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ออกมาให้ชัดด้วยว่าจะมีการบริหารจัดการซากแผงโซลาร์อย่างไร

บริษัทเทคโนโลยีของจีนสร้างชื่อเสียงขึ้นมาเทียบชั้นบริษัทจากตะวันตก และมีพัฒนาการยกระดับขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ คนทั่วโลกคุ้นหูกับชื่อ “อาลีบาบา” ของ แจ็ก หม่า มากที่สุด หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และทำสถิติหุ้นไอพีโอที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในการซื้อขายวันแรก

ล่าสุดนี้บริษัทไอทีจากจีน อย่าง “เทนเซนต์” (Tencent) ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในนามผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย “วีแชท” (WeChat) ดูเหมือนทำสถิติฮือฮายิ่งกว่าอาลีบาบา ในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย 2 สถิติด้วยกัน

โดยในวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน ทำสถิติเป็นบริษัทเอเชียรายแรกที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เกิน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับมาร์เก็ตแคปของ “เฟซบุ๊ก” เมื่อราคาหุ้นของเทนเซนต์ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ราคาพุ่งขึ้นไปอยู่ที่หุ้นละ 420 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 53.76 ดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้มูลค่าโดยรวมไปอยู่ที่ 3.99 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 5.107 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อปิดตลาด ส่วนเฟซบุ๊กอยู่ที่ 5.2014 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อเมซอน 5.4446 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

และมาร์เก็ตแคปของเทนเซนต์ยังมากกว่าบริษัทอีคอมเมิร์ซ อาลีบาบา ซึ่งอยู่ที่ 4.7415 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ถัดจากการทำสถิติเป็นบริษัทเอเชียรายแรกที่มาร์เก็ตแคปเกิน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว เทนเซนต์ยังทำสถิติใหม่ในวันที่ 21 พฤศจิกายน เมื่อราคาหุ้นขยับขึ้นไปเป็น 439.6 ดอลลาร์ฮ่องกง ทำสถิติใหม่ในช่วงระหว่างชั่วโมงซื้อขาย ทำให้มาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นไปที่ 5.345 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแซงเฟซบุ๊ก ซึ่งอยู่ที่ 5.194 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้เทนเซนต์กลายเป็นบริษัทเอเชียรายแรกที่ติดท็อป 5 บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก โดยอันดับหนึ่งเป็นของแอปเปิล ตามมาด้วย อัลฟาเบต (บริษัทแม่กูเกิล) ไมโครซอฟท์ อเมซอน และเทนเซนต์ หลังจากที่เขี่ยเฟซบุ๊กตกไป

เทนเซนต์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เมื่อปี 2547 ด้วยราคาหุ้นละ 3.70 ดอลลาร์ฮ่องกง จากนั้นราคาเพิ่มขึ้นกว่า 11,000% เฉพาะปีนี้ราคาปรับขึ้นแล้ว 126.69%

ธุรกิจหลักของเทนเซนต์มีทั้ง “วีแชท” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบออล-อิน-วัน ให้บริการทั้งแชตและจ่ายเงินออนไลน์ มีผู้ใช้บริการมากกว่า 1,000 ล้านราย และเกมบนสมาร์ทโฟนที่เทนเซนต์เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัทซูเปอร์เซลล์ของฟินแลนด์ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเกมยอดนิยม “แคลช ออฟ แคลนส์” ซึ่งเฉพาะไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ธุรกิจกลุ่มนี้สร้างรายได้ให้กับบริษัทมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 67% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์

แม้จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่แต่เทนเซนต์ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักนอกประเทศจีนมากนัก โดยเฉพาะในอเมริกา ดังนั้นเทนเซนต์จึงพยายามขยายธุรกิจออกนอกประเทศ โดยได้เข้าลงทุนในบริษัทเทสลา ผู้ผลิตรถไฟฟ้า และสแนป (Snap) โซเชียลมีเดียชื่อดังในสหรัฐ ทั้งยังเข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพหลายกิจการในเอเชีย หนึ่งในนั้นคือ “โอลา” ในอินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งอูเบอร์

นักวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อเทนเซนต์ โดยบาร์เคลย์ปรับราคาเป้าหมายของเทนเซนต์จาก 49 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 59 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะรายได้โฆษณา รวมทั้งจากโมบายเกมจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง การจัดวางกลยุทธ์ธุรกิจที่จะสร้างรายได้อย่างหลากหลาย

ในสนามของตลาดจ่ายเงินออนไลน์ “วีแชทเพย์” กับ “อาลีเพย์” ของอาลีบาบา ต่างแข่งกันขยายตลาดในระดับโลก แม้ว่าขณะนี้บริการจะจำกัดอยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันอาลีเพย์ให้บริการใน 34 ประเทศ และวีแชทเพย์ ให้บริการใน 13 ประเทศ แต่นักวิเคราะห์มองว่าทั้งสองบริษัทมีเป้าหมายต่างกัน โดยอาลีเพย์ต้องการสร้างระบบจ่ายเงินระดับโลก แต่วีแชทเพย์เพียงต้องการเพิ่มจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการ (ทราฟฟิก) วีแชทมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้โฆษณา

เนื่องด้วย ขณะนี้มีมิจฉาชีพหาผลประโยชน์ หลอกเอาทรัพย์สินกับเกษตรกร โดยมีวิธีการดังนี้ เมื่อทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านลงพื้นที่สัมภาษณ์เกษตรกร(แหล่งข่าว) และได้นำเรื่องราวมาทำการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร และเว็บไซต์เทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อบทความได้รับการเผยแพร่ไปสู่ผู้อ่าน จะมีบุคคลผู้ต้องสงสัยที่เป็นแก๊งมิจฉาชีพ โดยใช้เบอร์โทรศัพท์หมายเลข (091) 820-2327 โทรศัพท์ไปยังเกษตรกร(แหล่งข่าว)ที่ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือหรือบนเว็บไซต์ โดยทำทีท่าว่าจะติดต่อทางธุรกิจด้วย

เป็นต้นว่า ถ้าแหล่งข่าวเป็น เกษตรกรที่เลี้ยงโคนม มิจฉาชีพรายนี้ ก็จะพูดคุยทำทีท่าว่าจะมอบอาหารสำหรับเลี้ยงโคนมให้ แต่มีเงื่อนไขว่า ทางเกษตรกรจะต้องโอนเงินค่าขนส่งไปให้ หรืออาจจะให้เกษตรกรไปพบเจอตามที่ต่างๆ เพื่อตกลงซื้อสินค้า โดยอ้างว่ารู้จักกับทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านเป็นอย่างดี

หรือบางเหตุการณ์กล่าวอ้างว่า cerrochapelco.com เป็นเจ้าของห้องเย็นส่งปลาจำหน่ายออกต่างประเทศ จะติดต่อให้ทางเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ส่งปลามาให้เพื่อส่งตรวจ โดยเกษตรกรก็หลงเชื่อและส่งปลามาให้ จากนั้นมิจฉาชีพก็เงียบหายไป

เมื่อ ผู้เสียหายได้สอบถามมาทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่า รู้จักกับบุคคลนี้หรือไม่ เพราะมิจฉาชีพรายนี้อ้างกับผู้เสียหายว่า รู้จักกับทีมงานเป็นอย่างดี ทางทีมงาน จึงได้ทราบว่ามีเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น

จากกรณีทั้งหมดนี้ ขอแจ้งให้ทราบว่า ภายหลังจากการทำข่าวในพื้นที่ต่างๆ แล้ว กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน ไม่มีนโยบาย หรือมีแนวทางในการทำธุรกิจกับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการขอซื้อสินค้า ขายสินค้า ส่งสินค้าไปตรวจ หรือในทางใดๆ หรือให้บุคคลใดอ้างอิงชื่อทีมงานไปติดต่ออย่างเด็ดขาด หากมีกรณีที่ต้องติดต่อกันภายหลัง ทางทีมงานจะติดต่อไปเองโดยตรง
หากท่านใดพบเจอเหตุการณ์ดังกล่าวมานี้ อย่าหลงเชื่อ อีกทั้ง ขอให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองและตั้งสติ มิเช่นนั้น ท่านอาจจะเกิดความเสียหายและเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีช้างป่าลงมาเล่นน้ำที่บริเวณบึงโขงหลง ตรงกับบ้านเจริญสุข หมู่ 12 ต.โสกก่าม อ.เซกา จ.บึงกาฬ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และรุดไปยังจุดที่ชาวบ้านพบช้างป่า พบว่าเป็นช้างป่าเพศผู้ 1 ตัวมีงาเดียวด้านขวา คาดว่าพลัดหลงฝูงมาจากป่าภูวัว กำลังเล่นน้ำแบบชิวๆ อยู่ในบึงโขงหลงห่างจากฝั่งประมาณ 100 เมตร ท่ามกลางดงบัวแดง กอสนม และสาหร่ายหางกระรอก ระดับน้ำลึกถึงกลางลำตัวช้าง เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวโดยนายสุนทร หมูทอง และนายไพสิทธิ์ ปัททุม ต้องคอยแจ้งเตือนประชาชนไม่ให้เข้าใกล้และเฝ้าติดตามการเคลื่อนที่ของช้างตลอดเวลา พร้อมทั้งประสานกับเจ้าหน้าที่อีกชุดให้เข้ามาสมทบ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้มีชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงให้ความสนใจมาดูช้างกว่า 20 คน

หลังช้างเล่นน้ำอยู่ในบึงโขงหลงอย่างสบายอารมณ์นานประมาณ 45 นาที ช้างจึงเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งและเดินผ่านทุ่งนา เข้าไปยังสวนยางพาราในบริเวณใกล้เคียง และเดินข้ามถนนลาดยางบ้านเจริญสุขและผ่านไปตามทุ่งนา มุ่งหน้ากลับสู่ภูวัวโดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามการเคลื่อนที่ของช้างอย่างใกล้ชิด นับว่าโชคดีที่ช้างไม่ได้ทำอันตรายหรือสร้างความเสียหาย

ด้านนายอำพล แสงวิเชียร พนักงานขับรถดับเพลิง อบต.โสกก่าม กล่าวว่า ราวๆ 04.00 น. ตนได้ยินเสียงสุนัขเห่าผิดอยู่บริเวณหลังบ้านของตังเอง ทีแรกเห็นเงาตะคุ่มๆ นึกว่ามีคนมาขโมยไก่ พอเดินเข้าไปใกลๆเห็นชัดๆ ว่าเป็นช้างรู้สึกตกใจมาก จึงรีบถอยออกมา สุนัขที่เห่าอยู่ตลอดเวลาทำให้ช้างเคลื่อนตัวไปทางบึงโขงหลงและหายไปในความมืด รุ่งเช้าตนจึงรีบไปแจ้งความไว้กับทาง สภ.โสกก่าม

สำหรับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวมีเนื้อที่ 186 ตารางกิโลเมตร หรือ 116,562 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอเซกา และอำเภอบึงโขงหลง เกือบติดพรมแดนประเทศลาว มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 150 – 300 เมตร สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น บางส่วนเป็นสันเขาหินทราย ลานหินและทุ่งหญ้า มีช้างป่าอาศัยอยู่ราวๆ 50 ตัว ซึ่งจุดที่พบเห็นช้างป่าอยู่ห่างจากบ้านเจริญสุขจุดช้างปรากฏตัวในแนวรัศมีกว่า 10 กิโลเมตร เนื่องจากรอบๆ ภูวัวมีทั้งสวนยางพาราและนาข้าว ช่วงนี้ข้าวในนาสุกพร้อมเกี่ยวช้างอาจจะลงมากินข้าว อย่างไรก็ตามยังไม่พบว่าช้างไปทำลายนาข้าวพืชสวนของเกษตรกรแต่อย่างใด

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2560) ฉบับที่ 20 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ระบุว่าในช่วงวันที่ 28 พ.ย.- 1 ธ.ค.2560 หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างจะเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ผ่านภาคใต้ตอนล่าง และทะเลอันดามัน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นอย่างต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนเตรียมการป้องกันและระวังอันตรายจากสภาวะอากาศดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

พื้นที่ที่คาดว่าได้รับผลกระทบมีดังนี้
ในช่วงวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2560 บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูลในช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 1 ธันวาคม 2560 บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนทะเลอันดามัน

มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก ขอให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย