ระบุว่าแคโรทีนอยด์แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมี

คือ แคโรทีน และเบต้าแคโรทีน ซึ่งในปัจจุบันพบว่าแคโรทีนอยด์มีประโยชน์ทางด้านช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ช่วยในการรวมตัวเองเข้ากับเยื่อบุเซลล์เหมือนกับวิตามินอี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ถึง 40% อีกทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่งคือ แอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นรงควัตถุหรือสารที่ให้สีแดง ม่วง และน้ำเงิน สารสกัดแอนโทไซยานินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันในสมอง ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร

มะม่วงมหาชนกเป็นมะม่วงพันธุ์ลูกผสมที่เกิดจากการผสมกันระหว่างพันธุ์ซันเซทของอเมริกา และพันธุ์หนังกลางวันของไทย มีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่ามะม่วงพันธุ์อื่น คือ เปลือกผลเมื่อแก่หรือสุกจะมีผิวสีแดงม่วงสวยงาม หรือเหลืองเข้มปนแดง ดังนั้นจึงมีการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดสีแดง และปริมาณแอนโธไซยานินในผลมะม่วงมหาชนก พบว่าการฉีดพ่นสารเมทิลจัสโมเนส ความเข้มข้น 80 ppm สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพ เช่น วิตามินซี ปริมาณน้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส ซูโครส และพบการเพิ่มขึ้นของปริมาณแคโรทีนอยด์ เท่ากับ 1.43 มิลลิกรัมตอ 100 กรัมน้ำหนักสด มากกว่าการไม่ฉีดพ่นสาร อีกทั้งการใช้สารเมทิลจัสโมเนส และเอทิฟอนมีผลในการเพิ่มระดับของแคโรทีนอยด์ระหว่างการสุกแก่มากกว่ามะม่วงที่ไม่ใช้สาร 50% โดยพบมากที่สุดในช่วงวันที่ 5-6 ของการเก็บรักษา (ระยะพร้อมรับประทาน) อีกทั้งการประยุกต์ใช้สารเมทิลจัสโมเนส และเอทิฟอน ยังสามารถควบคุมกระบวนการสุกและปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการของผลมะม่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสารดังกล่าวมีความปลอดภัยสูง ปราศจากสารตกค้าง

นอกจากนี้นักวิจัยยังได้ศึกษาปัจจัยของแสงร่วมกับสารเมทิลจัสโมเนส พบว่าผลมะมวงที่ไดรับแสงรวมกับการฉีดพนสารละลายเมทิลจัสโมเนส ความเขมขน 80 ppm ที่อายุผล 90 วันหลังดอกบาน ทําใหเกิดพื้นที่สีแดงเพิ่มขึ้น 25% ของพื้นที่ผิวเปลือกผล และมีปริมาณแอนโทไซยานินเพิ่มขึ้นในมะม่วงพันธุ์มหาชนกเทากับ 1.31 มิลลิกรัมตอ 100 กรัมน้ำหนักสด โดยแสงอาจมีผลต่อการส่งเสริมการสร้างแอนโทไซยานินในผลมะม่วง “งานวิจัยนี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมะม่วงมหาชนกให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ทั้งนี้ในฤดูกาลจะให้ผลผลิตในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน และนอกฤดูในช่วงเดือนมิถุนายนถึงมีนาคม หากสามารถทำให้มะม่วงมหาชนกมีสีแดงสม่ำเสมอและสวยงาม จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น” นักวิจัยกล่าว

ขณะที่ รศ. ดร.กรกนก อิงคนินันท์ หัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมสถานวิจัยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะเภสัชศาสตร์ เพื่อติดตามผลงานวิจัย “ผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่กระตุ้นการขึ้นใหม่ของผม และผลิตภัณฑ์ชะลอการเจริญของขนรักแร้และขนตามร่างกาย” ซึ่งทำวิจัยร่วมกับ รศ. ดร.เนติ วระนุช และคณะ หลังจากพบว่าภาวะผมร่วงเป็นปัญหาที่มีผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจในตนเอง หนึ่งในภาวะผมร่วงที่พบบ่อย คือภาวะผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชาย ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) ที่ส่งผลกระตุ้นทำให้เกิดอาการผมร่วง การใช้สารต้านเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทสที่เปลี่ยนเทสโทสเตอโรน เป็น DHT จึงมีศักยภาพที่จะใช้รักษาภาวะผมร่วงจากฮอร์โมนเพศชายได้

การวิจัยพบว่าสารสกัดจากว่านมหาเมฆซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกับขมิ้น มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชายทั้งในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ด้วยกลไกยับยั้งเอนไซม์ไฟว์แอลฟารีดักเทส โดยสารหลักที่ออกฤทธิ์สูงสุดคือ “เจอมาโครน” ซึ่งจากการศึกษาความเป็นพิษพบว่าสารสกัดไม่เกิดพิษทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง จากนั้น คณะวิจัยได้ศึกษาคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของสารสกัด และพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมสำหรับผู้มีปัญหาศีรษะล้านจากสารสกัดมาตรฐานนี้

ผลการทดสอบความปลอดภัยพบว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีปัญหาด้านการระคายเคืองต่อผิว ขณะที่ประสิทธิภาพ ในเชิงคลินิกในอาสาสมัครชายจำนวน 87 คนที่มีภาวะศีรษะล้านในโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่ง โดยศึกษาแบบสุ่มเทียบกับยาหลอก และยาไมน็อกซิดิล ซึ่งเป็นยากระตุ้นการเจริญของผม พบว่าสารสกัดนี้ช่วยเพิ่มการเจริญของผมอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก และแสดงผลเทียบเท่ากับไมน็อกซิดิล แต่ผลจะดียิ่งขึ้นถ้าใช้สารสกัดร่วมกับยาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงแสดงถึงศักยภาพในการนำสารสกัดว่านมหาเมฆมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์กระตุ้นการเจริญของผม โดยคณะนักวิจัยได้จดสิทธิบัตรและได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัท สยาม นวัตต ในปี 2559 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้การมีแอนโดรเจนฮอร์โมนมากจะนำไปสู่การเจริญของขนตามลำตัวและใบหน้ามากกว่าปกติ คณะผู้วิจัยจึงได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผ่านทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) เพื่อศึกษาฤทธิ์ของว่านมหาเมฆในการยับยั้งการเจริญของขนรักแร้ โดยพัฒนาโรลออนสำหรับชะลอการเจริญของขนรักแร้ ซึ่งผลการประเมินประสิทธิภาพในเชิงคลินิกในอาสาสมัครหญิง 30 คน ทั้งศึกษาแบบสุ่มและควบคุมด้วยยาหลอก พบว่าอัตราการเจริญของขนรักแร้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ไป 4 สัปดาห์เมื่อเทียบกับยาหลอก

ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพศรีวิชัย (Tvet Hub Srivijaya) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ร่วมกับ Chevron และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย จัดการอบรมเชิงปฎิบัติการเรื่อง “ความตระหนัก ในระบบแมคคาทรอนิกส์” ในโครงการ Chevron Enjoy Science ให้แก่ครูจากวิทยาลัยเทคนิคในเครือข่ายจังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมพัฒนาและยกระดับความรู้ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปถ่ายทอดเพิ่มทักษะฝีมือชั้นสูงให้แรงงาน รองรับนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม โดยมีกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ Rollout of Mechatronic Awareness Traing workshop to OVEC teachers โดยได้รับเกียรติจาก ดร.บุษราคัม ทองเพชร รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย และ รองศาสตราจารย์ ดร.เสริมเกียรติ จอมจันทร์ยอง” ที่ปรึกษาอาวุโสโครงการ Chevron Enjoy Science (TVET) เป็นประธานในพิธี

รองศาสตราจารย์ ดร.เสริมเกียรติ จอมจันทร์ยอง ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันคีนันแห่งเอเชีย กล่าวว่า การจัดการอบรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ที่มีวัตถุประสงค์มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนาศักยภาพแรงงานวิชาชีพที่มีทักษะฝีมือและพื้นฐานด้าน STEM หรือ Science, Technology, Engineering, Math เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพแรงงานด้านระบบแมคคาทรอนิกส์ เพื่อตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศตามนโยบาย “ประเทศไทย 4.0”

โดยจัดการอบรมครูด้านความตระหนัก ในระบบแมคคาทรอนิกส์ ในครั้งนี้ ต้องการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครูฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบออโตเมชัน, การควบคุมหุ่นยนต์เคลื่อนที่โดยใช้ Wireless และการเขียนโปรแกรมควบคุมเครื่องจักร เป็นต้น เพื่อนำความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่แรงงานที่เข้าสู่อุตสาหกรรมให้มีทักษะความสามารถความต้องการของภาคเอกชน

ขณะที่อาจารย์อรุณ สุขแก้ว อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (วิทยากร) กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาประเทศตามนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งระบบแมคคาทรอนิกส์เป็นส่วนสำคัญ เนื่องด้วยในชีวิตประจำวัน เราต้องพบเจอกับระบบแมคคาทรอนิกส์โดยที่เราอาจไม่ทราบ การจัดโครงการในครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่มเติมความรู้ หลักการทางระบบแมคคาทรอนิกส์ แก่ครูเทคนิคเพื่อเป็นต้นแบบการถ่ายทอดให้กับนักเรียน นักศึกษา เพื่อเจตรียมความพร้อมก่อนออกไปสู่ตลาดแรงงานต่อไป

ด้านนายทวี ศิลาพันธ์ ครูจากวิทยาลัยเทคนิคภูเก็ต กล่าวว่า การได้เข้าร่วมอบรมครูฝึกพัฒนาฝีมือด้านความตระหนัก ในระบบแมคคาทรอนิกส์ ในครั้งนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการทำให้ครูฝึกจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรม 4.0 มากขึ้น รวมทั้งได้พัฒนาและยกระดับความรู้ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ยิ่งขึ้นสำหรับนำไปถ่ายทอดให้แก่แรงงานในสถานประกอบการต่างๆ

หอการค้าชี้ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยังมีจุดอ่อน เอกชนห่วงกระทบผู้ประกอบการขนาดกลาง-เล็ก หวั่นมีปัญหาหากบังคับใช้จริงปี 2562 ชี้ทรัพย์ส่วนกลาง-สาธารณูปโภคในโครงการไม่ควรถูกนำมาคำนวณเป็นฐานจัดเก็บภาษี

นายอธิป พีชานนท์ กรรมการบริหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กล่าวในงานสัมมนา “เจาะลึกกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ว่า ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ… อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ และเริ่มจัดเก็บได้ในปี 2562 แต่การจัดทำร่างกฎหมาย ดังกล่าว ยังไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนครอบคลุมมากเท่าที่ควร ซึ่งเอกชนก็ไม่ได้คัดค้านการ ออกกฎหมายดังกล่าว และเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย

แต่รายละเอียดของกฎหมายมีบางประเด็นที่อาจเกิดความไม่เป็นธรรม เช่น อัตราการจัดเก็บที่ต้องคิดคำนวณ ที่แบ่งเก็บไม่เท่ากัน จึงอยากให้ปรับทำให้ผู้จ่ายภาษีเข้าใจได้ง่าย นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดบางข้อที่ให้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาจัดเก็บ อาจจะส่งผลต่อความไม่เป็นธรรม และอาจจะเป็นภาระให้กับหน่วยงานที่จะต้องมีการจัดเก็บในอนาคตอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอาจจะมีบุคลากร รวมถึงความรู้ความเข้าใจในการจัดเก็บไม่เพียงพอ เพราะหากไม่มีการให้ความคิดเห็นจากฝ่ายเอกชน หรือฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว อาจจะเกิดปัญหาในเชิงปฏิบัติได้

จากการระดมความเห็นมีข้อสังเกตคือ กรณีทรัพย์ ส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุด และสาธารณูปโภคในโครงการบ้านจัดสรร ไม่ควรถูกนำมาคำนวณเป็นฐานในการจัดเก็บภาษี โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาควรได้รับการลดหย่อนภาษีเนื่องจากยังไม่ก่อให้เกิดรายได้ รวมทั้งที่ดินที่เป็นที่รกร้างว่างเปล่าและถูก รอนสิทธิ์ หรือ ประกาศผังเมืองห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้าง หรือ ที่ดินที่มีลักษณะเป็นทางน้ำหลาก ควรได้รับการยกเว้น ที่ดินเช่าเพื่อการเกษตร

นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าฯ กล่าวว่า ที่ยังห่วงคืออาจมีผลกระทบต่อ ผู้ประกอบการระดับกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่จะมีภาระในการจ่ายภาษีดังกล่าว ดังนั้นหอการค้าจึงจัดให้มีการระดมความคิดเห็นทั่วประเทศเพื่อจะได้รวบรวมข้อมูลเสนอต่อภาครัฐต่อไป

รศ.ดร. วรวุธ วิสุทธิ์เมธางกูร รองอธิการบดีวิทยาเขตภูเก็ต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กล่าวถึงการทำหน้าที่เป็นสถาบันด้านวิชาการที่เอื้อกับพื้นที่ชายฝั่งด้านอันดามันของวิทยาเขตภูเก็ต ในการนำเสนอทิศทางและงานวิจัยของวิทยาเขตที่มีผลกระทบต่อจังหวัดภูเก็ต และฝั่งอันดามัน ต่อสภามหาวิทยาลัย

เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ม.อ.วิทยาเขตภูเก็ตถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการบริการและการท่องเที่ยวของเอเชีย มีความโดดเด่นด้านภาษาและวัฒนธรรมของไทยและอาเซียน มีคณะวิชาที่สนองต่อ การพัฒนาชุมชน จังหวัด พื้นที่ เช่น ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อรองรับการเป็นสมาร์ต ซิตี้ และการเป็นเมืองนานาชาติ การจัดการสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน มีการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองอธิการบดีวิทยาเขตภูเก็ตกล่าวด้วยว่า วิทยาเขตภูเก็ตยังมีงานวิจัยหลายชิ้นที่เน้นแก้ปัญหาของพื้นที่มีการนำไปสู่ภาคปฏิบัติ และต่อยอดไปสู่นวัตกรรม เช่น การบริหารจัดการน้ำ การประมงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ระบบบูรณาการฐานข้อมูลด้านกฎหมายและนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินภาครัฐข้ามหน่วยงาน โครงการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางการท่องเที่ยวอัจฉริยะจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน การวิจัยเพื่อบริหารจัดการหาดจังหวัดภูเก็ต พัฒนาตำบล ราไวย์เป็นต้นแบบหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ สปาและการส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โครงการวิจัยชาวจีนโพ้นทะเลในจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ผลงานวิจัยดังกล่าวได้นำไปเผยแพร่เพื่อการใช้ประโยชน์ โดยคำนึงถึงทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ

รศ.ดร. วรวุธ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยยังได้เข้าไปร่วมคิดร่วมแก้ปัญหากับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัดภูเก็ตอย่างใกล้ชิด และเข้ามีส่วนร่วมกำหนดและให้ข้อคิดเห็นในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัดกลุ่มอันดามัน รวมถึงเสนอโครงการที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัด

“หมอวิชัย” ปลื้ม “ไอเฟค” เตรียมรับรู้รายได้เดือนละ 3.7-4.0 ล้านบาทต่อเดือน หลังเดินเครื่องขายกระแสไฟเพิ่มอีก 2 แห่ง โรงไฟฟ้า ”หนองจอก-บางบัวทอง” พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับมาร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อผลประโยชน์ต่อส่วนรวม

สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์จัดเป็นพลังงานธรรมชาติที่มีความสะอาดปราศจากมลพิษ นับเป็นพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้า ศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ad
ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือพีดีพี 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 (2555-2573) กำหนดให้มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนต่างๆ ไว้ถึง 9,481 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นปี 2573 โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีการตั้งเป้าหมายไว้ถึง 2,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2564

นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC เปิดเผยว่าที่ผ่านมาไอเฟคได้ให้ความสำคัญอุตสาหกรรมธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์มาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นไอเฟคจึงมีบริษัทในเครือที่ทำธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ครอบคลุมเกือบทั่วประเทศ

นายวิชัยกล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ได้ดำเนินการขายกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าบางบัวทองแล้ว ประมาณ 1 เมกะวัตต์ และเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ขายกระแสไฟฟ้าไปแล้ว 5 เมกะวัตต์ ของโรงไฟฟ้าหนองจอก รวมสองแห่ง 6 เมกะวัตต์ ในราคา 5.377 บาทต่อหน่วย

“ทั้งสองโรงไฟฟ้า จะมีรายได้รวมต่อเดือนประมาณ 4 ล้านบาท หรือราว 48 ล้านบาทต่อปี”

ทั้งนี้โครงการผลิตไฟฟ้าหนองจอก และโครงการที่บางบัวทอง เป็นพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรระยะที่ 1 ซึ่งโครงการนี้ บริษัทสแกน อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และ บริษัท ซีอาร์ โซลาร์ จำกัด ได้ร่วมลงทุนกับสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.กรุงเทพมหานคร จำกัด และสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด โดยมีขนาดกำลังผลิต 5 MWpและ 1MWp ระดับแรงดัน 22 กิโลโวลต์ตามลำดับ

“โครงการที่หนองจอก ตั้งอยู่บนพื้นที่ 51 ไร่ ใช้จุดเชื่อมโยงระบบที่สถานีโรงไฟฟ้าย่อยสุวินทวงศ์ และโครงการที่บางบัวทอง ตั้งอยู่บนพื้นที่ 15 ไร่ ใช้จุดเชื่อมโยงระบบที่สถานีโรงไฟฟ้าย่อยไทรน้อยซึ่งการก่อสร้างและติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์แล้วเสร็จและขายไฟเรียบร้อยแล้ว”

นอกจากนี้ นายวิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนมุ่งมั่นเดินหน้าแก้ปัญหามาโดยตลอดและวอนขอให้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่และอดีตกรรมการบริษัท กลับมาร่วมมือกันและมาช่วยกันผลักดันให้ธุรกิจของไอเฟคเดินหน้าต่อไป

วันที่ 1 กันยายน 2560 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 1 เรื่อง พายุ “มาวาร์” (MAWAR)

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (1 ก.ย. 60) พายุโซนร้อน “มาวาร์” (MAWAR) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ที่ ละติจูด 19.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 118.4 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 70 กม./ชม. พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือค่อนทางตะวันตกเล็กน้อยด้วยความเร็วประมาณ 10 กม./ชม. คาดว่าจะเคลื่อนตัวไปทางเกาะฮ่องกง และประเทศจีนด้านตะวันออกในช่วงวันที่ 3-4 ก.ย. 60 พายุนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

ประกาศ ณ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560 เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 1 กันยายน 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนน้อยลง เว้นแต่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีฝนตกมากกว่าภาคอื่น ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่ม ที่ลาดเชิงเขาระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมในระยะนี้ไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา simpleweightlossplans.com ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังอ่อน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง เว้นแต่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีฝนตกมากกว่าภาคอื่น อนึ่ง พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “มาวาร์”แล้ว คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเกาะฮ่องกงและประเทศจีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 3-4 ก.ย.60 นี้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน สุโขทัย และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ และสกลนคร อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันที่ 8 กันยายน 2560 เพื่อขอขยายระยะเวลาโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ใต้ร่มบารมี ซึ่งหมดระยะดำเนินการแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเพิ่มโครงการอีกประมาณ 5,000 โครงการ จากเดิมดำเนินการไปแล้วในเฟสแรก 24,000 โครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)

โดยเฉพาะชาวนาที่นาข้าวเสียหายสิ้นเชิงไม่สามารถปลูกข้าวซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวได้ทันในปีนี้ ทั้งนี้จากเดิมตั้งใจจะลงไปช่วยเหลือเกษตรกร โดยนำเงินปัจจุบันเรามีเงิน 2 ส่วน ได้แก่ เงินบริจาคผ่านสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งชดเชยตามระดับความเสียหาย ตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งได้ชดเชยให้เกษตรกรไปบางส่วนแล้ว

ส่วนที่ 2 คือ เงินในงบประมาณของแต่ละกรม ที่เฉลี่ยงบลงไปเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนเงินที่จะของบกลางมาช่วยเกษตรกรเพิ่มเติมจะทำได้ยากเพราะติดเรื่องระเบียบที่ทับซ้อนกัน อาทิ ข้าว มีการจ่ายเงินให้เกษตรกรไร่ละ 1,123 บาท เป็นต้น จึงเลือกใช้เงินโครงการ 9101 ซึ่งง่ายที่สุด

“สำหรับโครงการ 9101 ฯ ที่จะเพิ่มเติมขึ้นมาจากเดิม เบื้องต้นคาดว่าจะมีอีก 5,000 โครงการ ได้สั่งให้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งสรุปข้อมูลพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกข้าวหอมมะลิ เพื่อที่จะได้นำเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายมาเข้าร่วมโครงการ 9101 ให้เร็วที่สุด โดยจะใช้งบประมาณจากเงินในโครงการซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ในการขับเคลื่อนโครงการที่เพิ่มเข้ามา”