“สมาร์ทฟาร์มเมอร์” พัฒนาเกษตรกรเลขาธิการส่งเสริมการศึกษา

นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เดินทางไป จังหวัดนครราชสีมา เพื่อชี้แจงนโยบายและจุดเน้นการดำเนินการสำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ให้กับบุคลากรในสังกัด กศน. จังหวัดนครราชสีมา และภาคีเครือข่าย รวม 931 คน ได้ทราบ เข้าใจแนวทางการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนั้นยังมอบนโยบาย 3 ข้อให้แก่บุคลากร กศน.นำไปปฏิบัติ ประกอบด้วย 1. ให้บุคลากร กศน.ทุกคน มีความรู้ความเข้าใจการผลิตสื่อการเรียนการสอน เพื่อส่งถ่ายทอดให้กับผู้รับบริการที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ได้รับรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยสื่อที่ผลิตอาจจะเป็นรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อมัลติมีเดีย และสื่อออนไลน์

2. การวางโครงสร้างพื้นฐาน วางระบบต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างบุคลากร ให้มีความรู้ความสามารถในการเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการ โดยช่วงแรกให้เน้นกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเกษตรกร รู้จักนำเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ และ 3. สร้างอาชีพให้กับประชาชนสอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 โดยเน้นการสร้างสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยสำนักงาน กศน.จะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมให้ความรู้กับเกษตรกรในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปบริหารจัดการพืชผลการเกษตรอย่างเป็นระบบ โดยกิจกรรมของ กศน. จึงเน้นไปที่ทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีทั้งระบบการศึกษาต่อเนื่อง และระบบการให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพระยะสั้น รองรับความต้องการ

“ออมสิน” ปล่อยกู้คนจน-สูงวัยวงเงิน 1 หมื่นล้าน ช่วยสร้างอาชีพจับมือ 20 มหา’ลัย จัดอบรมให้ฟรี “ออมสิน” เตรียมวงเงิน 1 หมื่นล้าน ปล่อยกู้อาชีพคนจน-ผู้สูงวัย พร้อมจับมือ 20 มหาวิทยาลัยเปิดอบรมอาชีพให้ฟรี จับมืออุดมศึกษาอีก 16 แห่ง หนุนพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาทำโครงการสร้างอาชีพผู้มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ โดยจะปล่อยกู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงกับธนาคารประชาชน 0.75-1% ต่อเดือน เพราะเป็น กลุ่มมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ แต่หากรัฐบาลกำหนดให้เป็นโครงการจากนโยบายรัฐ (พีเอสเอ) อาจจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงได้อีก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะกู้เงินต้องผ่านการฝึกอบรมตามที่ธนาคารกำหนด ขณะนี้ธนาคารมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 20 แห่ง

คาดว่าปีหน้าจะเพิ่มอีก 20 แห่ง รวมเป็น 40 แห่ง โดยมีแผนจัดอบรมตลอดทั้งปีใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัย ซึ่งธนาคารจะสนับสนุนค่าวิทยากร และค่าอาหารสำหรับผู้ร่วมอบรม คาดว่าจะสามารถอบรมได้ประมาณ 2-3 หมื่นคน ต่อปี ”ในการฝึกอบรมธนาคารไม่จำกัดเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐที่ธนาคารดูแลอยู่ 3 ล้านคน แต่จะเปิดกว้างสำหรับผู้สนใจทั่วไป โดยอาชีพที่อบรม ต้องดูตามความเหมาะสมของผู้เข้าร่วมอบรม และความเหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น เช่น อบรมเรื่องอาหาร หัตถกรรม สอนภาษาจีนเพื่อต้อนรับทัวร์จีน”

นายชาติชาย กล่าวนายชาติชาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาออมสินสนับสนุนโครงการตามนโยบาย ล่าสุดมีวงเงินที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท สร้างผลขาดทุนให้ธนาคารปีละกว่า 2,000 ล้านบาท บางโครงการรับการชดเชยจากรัฐบาล บางโครงการไม่ได้รับการชดเชยเป็นตัวเงินแต่ให้นำผลขาดทุนแปลงกลับมาเป็นผลกำไร เพื่อประเมินผลงาน และโบนัสของพนักงาน แต่บางโครงการธนาคารแบกรับผลขาดทุนไว้เองนายชาติชาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ธนาคารได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

ปี 2560-2561 ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ระหว่างธนาคารออมสินกับสถาบันอุดมศึกษา 16 แห่ง ทั้งนี้ จะลงพื้นที่ศึกษาวิเคราะห์และพัฒนาองค์ความรู้ทางธุรกิจมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนและแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย จัดการด้านทรัพยากร รูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ และตราสินค้า พัฒนากระบวนการผลิต ทำแผนการเงิน และจัดทำบัญชี การจัดการราคา และความสามารถในการทำกำไร การจัดการการตลาด และการจัดการช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโอท็อป

องค์กรชุมชน/กลุ่มอาชีพในชุมชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสตาร์ตอัพ และอื่นๆ ซึ่งจะมีการนำความรู้มาบูรณาการกับองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผนวกกับกระบวนการต่างๆ ที่ธนาคารออมสินจะดำเนินการสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้แก่ประชาชนในระดับฐานราก จะเข้ามาสนับสนุนให้กระบวนการสร้างอาชีพตามนโยบายรัฐบาล

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีบริษัทหงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ ซึ่งเป็นล้งรับซื้อลำไยส่งออกในจังหวัดจันทบุรี ค้างชำระเงินค่าลำไยเกษตรกรกว่า 400 คน เป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท ทำให้ชวนสวนลำไยประท้วงเพื่อขอรับเงินจากการจำหน่ายว่า เบื้องต้นได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์เตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางจัดระเบียบล้งจีนเพื่อป้องกันเกษตรกรถูกหลอกหรือถูกฉ้อโกงในอนาคต เช่น การกำหนดให้ล้งต้องขึ้นทะเบียน แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายสามารถแจ้งความเพื่อดำเนินคดีในเรื่องการฉ้อโกงกับบริษัทดังกล่าวได้

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันล้งจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นแหล่งปลูกผลไม้สำคัญของไทย และเป็นผลไม้ที่ต้องการของจีน จึงมีทำการค้าร่วมกันระหว่างคนไทยและคนจีน ทำล้งขึ้นมาเป็นแหล่งรวบรวมรับซื้อผลไม้ ที่ผ่านมาล้งจีนถือว่ามีบทบาทสำคัญในการรับซื้อผลไม้ และทำให้ผลไม้ราคาดี ทำให้เกษตรกรไว้ใจและทำการค้าขายผ่านระบบล้งมากขึ้น

ยะลา – เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ชาวนาในพื้นที่หมู่ที่ 1 และ หมู่ที่ 8 ตำบลบุดี จังหวัดยะลา กำลังได้รับความเดือดร้อนจากหอยเชอรี่ที่ระบาดในแปลงนาข้าวปลอดสารพิษกว่า 1,000 ไร่ ต้องออกเก็บหอยเชอรี่ด้วยมือทุกวัน แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นเพราะไม่ต้องการใช้สารเคมีในการกำจัดปัญหาดังกล่าว บางแปลงต้องดำนาใหม่เพราะต้นกล้าเสียหายทั้งหมด

นายการิง เย๊ะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 กล่าวว่า พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการขอซื้อหอยเชอรี่มาในราคากิโลกรัมละ 2 บาท แต่ชาวบ้านนำมามอบให้ฟรี แต่ยังช่วยแก้ปัญหาไม่ได้มาก อยากให้ทางราชการซื้อลูกเป็ดให้ชาวบ้านปล่อยเลี้ยงในนาข้าวครอบครัวละ 15-20 ตัว เพื่อให้กินหอยเชอรี่ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาได้ยั่งยืนมากกว่า

นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า สมอ.ได้นำนวัตกรรมการเข้าถึงข้อมูลด้านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ด้วยการเพิ่มคิวอาร์โค้ดในใบรับรองเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยให้ผู้ได้รับการรับรองนำไปแสดงบนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลการรับรองของผลิตภัณฑ์ได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน และเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการประชาสัมพันธ์สินค้าที่ได้รับการรับรอง มผช.ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น

นายณัฐพล กล่าวว่า นอกจากนี้ สมอ.ได้ปรับปรุงกระบวนการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยลดระยะเวลาดำเนินการจาก 73 วันทำการ เหลือ 33 วันทำการ เริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยการลดขั้นตอนนี้ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไข คำนึงถึงความพร้อมและศักยภาพในการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนของผู้ยื่นคำขอ ความพร้อมของสถานประกอบการ อาทิ จะต้องมีเครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องใช้ ที่เหมาะสมในการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน และต้องมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ชุมชนเพียงพอสำหรับการเก็บตัวอย่างเพื่อทำการตรวจสอบตามที่มาตรฐานกำหนด อย่างไรก็ตาม นอกจากความรวดเร็วแล้วจะเน้นความโปร่งใสในการตรวจสอบด้วย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2560 การเปิดใช้ซิมใหม่ทั้งระบบเติมเงิน และระบบรายเดือน จะต้องลงทะเบียนซิมแบบอัตลักษณ์ ผ่านการตรวจสอบใบหน้า (face recognition) หรือการสแกนลายนิ้วมือ (finger print) ซึ่งจะนำร่องที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ทั้ง 5 ราย ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรู ทีโอที และกสท.(แคท) ที่ศูนย์ให้บริการหลักของทั้ง 5 ราย จำนวน 2,000 แห่งทั่วประเทศก่อน และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561

โอเปอเรเตอร์รายอื่น เช่น ไลน์โมบาย เพนกวินซิม ต้องให้บริการการลงทะเบีบนซิมแบบอัตลักษณ์ ส่วนประชาชนที่เคยลงทะเบียนแล้วไม่จำเป็นต้องมาลงทะเบียนใหม่ เฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และ 4 อำเภอ ผู้ใช้งานซิมปัจจุบันจะต้องมาลงทะเบียนซิมในระบบใหม่ เพื่อยืนยันตัวตน ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากไม่ลงทะเบียนใหม่จะไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งจะมีประกาศอย่างเป็นทางการหลังวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ต่อไป ”การลงทะเบียนซิมแบบอัตลักษณ์เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

เพราะปัจจุบันมีการการใช้งานโมบายแบงกิ้งมากขึ้น และเพื่อมอนิเตอร์กรณีการซื้อซิมจำนวนมากของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเพื่อป้องกันความมั่นคงของประเทศใน 3 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งความมั่นคงของประเทศ” นายฐากร กล่าวนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การลงทะเบียนแบบอัตลักษณ์ หรือ 2 แชะอัตลักษณ์ สามารถทำได้ทั้งผ่านสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ โดยขั้นตอนแบ่งเป็นใช้บัตรประชาชนฉบับจริงอ่านในเครื่องอ่านบัตร และตรวจสอบใบหน้าจากการถ่ายภาพ หรือตรวจสอบลายนิ้วมือ หากใช้วิธีสแกนลายนิ้วมือ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ทั้งนี้ จะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลลายนิ้วมือและข้อมูลบัตรประชาชนไว้ที่จุดบริการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 รายดังกล่าวยืนยันว่าพร้อมให้บริการลงทะเบียนซิมแบบอัตลักษณ์ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม นี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบระบบ นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานคณะกรรมการด้านปาล์มน้ำมันและพืชพลังงาน สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากผลวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงประจำเดือนตุลาคม 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 2.42 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นรวมถึงปาล์มน้ำมัน โดยลดลงเนื่องจากภาวะการค้ายังชะลอตัวและสต็อกน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูง

ขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น สำหรับสถานการณ์ของปาล์มน้ำมันนั้นส่วนตัวมองว่าระบบการจัดการยังไม่พร้อม ด้วยหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ต่างๆ ยังไม่บูรณาการงานเข้าด้วยกัน เช่น ฐานข้อมูลพื้นที่ , ผลผลิต , ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil : CPO) หากไม่รู้ข้อมูล ณ ปัจจุบันที่ชัดเจนแน่นอน พอจะนำไปใช้การจัดการจะเป็นปัญหา เรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องก็จะไม่ถูกต้องและไม่เป็นระบบ เช่น การนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในส่วนพลังงานสำหรับการผลิตน้ำมันดีเซล B5 หรือ B7 อย่างไรให้เหมาะสมกับสต็อค CPO เป็นต้น

ในส่วนการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ….. เพื่อนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น ประเด็นที่ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติจะนำเสนอที่สำคัญสุดคือ มาตรา 14 ในส่วนของอำนาจหน้าที่ ซึ่งเดิมแล้วสภาเกษตรกรฯได้เขียนไว้ในฉบับร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ…..ว่าคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการ แต่ในร่างพ.ร.บ.ฉบับที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมีแค่ส่วนของหน้าที่เท่านั้นไม่มีอำนาจในการดำเนินการแต่อย่างใด ส่วนประเด็นอื่นจะนำเสนอในหลักการ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกรเรื่องการผลิตปาล์มน้ำมันต้องจัดการให้เป็นปาล์มคุณภาพและทำปาล์มที่ถูกหลักเพื่อการเพิ่มผลผลิตและปริมาณน้ำหนัก ถ้าตัดผลปาล์มสุกก็จะมีน้ำหนักและเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้นราคาก็จะสูงตามไปด้วย

นายพิเชษฐ์ กันทรส นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กื้ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ช่วงฤดูท่องเที่ยวอุณหภูมิบนยอดดอยเฉลี่ย 15-20 องศาเซลเซียส ไม่หนาวมากนัก มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวปางช้าง 12 แห่ง มีช้างกว่า 500 เชือก ล่องแพ นั่งเกวียน เล่นซิปไลน์ พักรีสอร์ตและโรงแรมอย่างคึกคัก เพราะมีลำน้ำแตงที่มีต้นน้ำจาก อ.เวียงแหง ไหลผ่านตำบลกว่า 45 กิโลเมตร จึงมาล่องแพไม้ไผ่และแพยาง ที่บ้านป่าข้าวหลาม หมู่ที่ 7 บางส่วนกางเต็นท์นอนชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่บ้านห้วยน้ำดัง หมู่ที่ 5 สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,300 เมตร

“ตำบลกื้ดช้าง อยู่ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 64 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอแม่แตง 24 กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนเผ่า อาทิ ลาหู่ ม้ง ปกากะญอ ลีซอ อาข่า และพื้นราบบางส่วน เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน ปีนี้การท่องเที่ยวคึกคักกว่าที่ผ่านมา คาดว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 50,000 คน เพิ่มขึ้น 10% สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท”

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวให้เร็วขึ้นจากเดิม เพื่อป้องกันความเสียหายของผลผลิตที่อาจเกิดจากปัญหาน้ำท่วม และพื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำที่เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จยังสามารถใช้เป็นพื้นที่รองรับปริมาณน้ำส่วนเกินเพื่อช่วยในการบริหารจัดการน้ำได้อีกทางหนึ่ง โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 13 ทุ่งทั้งพื้นที่ตอนบนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พื้นที่ทุ่งบางระกำ ตามแผนงานโครงการบางระกำโมเดล 60 ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560

มีพื้นที่น้ำท่วม 240,000 ไร่ ปริมาณน้ำที่อยู่ในคลองส่งน้ำและทุ่งนา จำนวน 500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีแผนการระบายน้ำออกจากทุ่งจำนวน 400 ล้าน ลบ.ม. และเก็บกักไว้ในระดับเก็บกักของคลองส่งน้ำ 100 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเป็นต้นทุนน้ำในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปัจจุบันพื้นที่น้ำท่วมลดลง เหลือประมาณ 80,000 ไร่ ปริมาณน้ำค้างทุ่งจำนวน 152 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำแล้ว 348 ล้าน ลบ.ม หรือคิดเป็น 87% เหลือปริมาณน้ำที่รอระบายน้ำอีก 52 ล้าน ลบ.ม. หรือ 13% คาดว่าอีก 4 วัน จะสามารถระบายน้ำปริมาณดังกล่าวได้ทั้งหมด ซึ่งเร็วกว่าแผนการระบายน้ำที่วางไว้ให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560

นายทองเปลวกล่าวว่า ส่วนการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ตอนล่างลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็มีความก้าวหน้ากว่าแผนงานเช่นกัน โดยมี 2 ทุ่งที่ดำเนินการระบายน้ำออกจากทุ่งแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเร็วกว่าแผนมาก ได้แก่ ทุ่งฝั่งซ้ายของคลองชัยนาท-ป่าสัก ในพื้นที่อ.บ้านหมี่ และอ.เมือง จ.ลพบุรี ซึ่งใช้เป็นพื้นที่รับน้ำจำนวน 72,680 ไร่ (ตามแผนงานแล้วเสร็จวันที่ 5 ธันวาคม) และทุ่งท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง และ อ.เมือง จ.ลพบุรี จำนวน 45,700 ไร่ (ตามแผนงานแล้วเสร็จวันที่ 10 ธันวาคม) หลังจากนี้จะเร่งระบายน้ำออกจาก 10 ทุ่งที่เหลือ คือ ทุ่งเชียงราก

ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้เร่งดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวให้มากที่สุด โดยพื้นที่ทั้ง 13 ทุ่งทั้งตอนบนและตอนล่าง จะยังคงมีปริมาณน้ำที่เหลือไว้เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงเพาะปลูกพืชฤดูแล้งและจะเริ่มให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป ตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งประจำปี 2560/61 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. จ.พิษณุโลก มีแนวคิด และผลักดันให้เกษตรกรหันมาทำน้ำยางสด ซึ่งมีราคาสูงกว่า โดยบูรณาการร่วมระหว่าง กยท. เกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการ เพื่อทำหน้าที่รวมรวบผลผลิตน้ำยางสดคุณภาพดี ในแหล่งปลูกยางทั่วจ.พิษณุโลก พร้อมทั้งมีรถกระบะและรถ 6 ล้อ รับน้ำยางสดจากพื้นที่สวนยางมารวบรวมที่สำนักงาน เพื่อเตรียมส่งขายสู่โรงงานเอกชน ขณะนี้มีบริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็กซ์ฯ เป็นผู้ร่วมหลักในการรับซื้อน้ำยางสด เพื่อนำไปส่งโรงงานแปรรูปที่ จ.ระยอง นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาราคายางพาราผันผวน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนยางที่สนใจนำผลผลิตน้ำยางมาส่งขายในตลาดน้ำยางสดของ กยท. จะต้องมีกระบวนการและผลผลิตยางที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะมีเปอร์เซ็นเนื้อยางแห้ง (ดีอาร์ซี) ไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งการซื้อขายยางที่มีคุณภาพมาตรฐานในตลาดแห่งนี้จะส่งผลดีต่อทั้งเกษตรกรผู้ขายและผู้ซื้อ จะได้รับราคาและสินค้าที่ยุติธรรม

“ที่ผ่านมา กยท.ดำเนินการเปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกที่ จ.สงขลา ตลาดนี้มีการซื้อขายน้ำยางในราคาสูงกว่าราคาท้องถิ่น ชาวสวนยางทุกคนสามารถนำน้ำยางขายผ่านตลาดนี้ได้ วันนี้จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานที่ขายผลผลิตในรูปยางก้อนถ้วย ให้เป็นการขายน้ำยางสดแทน เพื่อช่วยดูดซับปริมาณยางก้อนถ้วยออกจากระบบ ทางจังหวัดพิษณุโลกถือเป็นจังหวัดนำร่อง จากนั้นจะต้องนำแนวคิดนี้ไปเผยแพร่ยังจังหวัดในภาคเหนือและอีสานต่อไป” นายธีรวัฒน์กล่าว

ปัญหายางพาราตกต่ำ ยังสะท้อนบ่งบอกให้รับรู้กันว่า ที่ผ่านมานโยบายการแก้ปัญหายางพาราให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั้งระบบยังประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับพื้นที่จนถึงระดับประเทศ จะมีความพยายามแก้ปัญหาก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางแก้ปัญหาจะเจอภาวะตีบตัน ไม่เห็นปลายทางแห่งแสงสว่างของปลายอุโมงค์แต่อย่างใด

ภาพที่สะท้อนให้เห็นความจริงของการออกมาเคลื่อนไหวของบรรดาเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงเครือข่ายองค์กรชาวสวนยางพารา ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาช่วยเหลือ ผลักดันราคายางพาราให้สูงขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน แต่จนบัดนี้ราคายางพาราก็ยังอยู่ในเหวลึก ยากที่จะฉุดดึงให้รอดพ้นห้วงเหวดังกล่าวได้ ทุกๆ ปี เรามักจะเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นประจำ หากเปรียบเสมือนภัยก็เป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซากซ้ำ จำเจ แก้แล้วแก้เล่า

ขายผ้าเอาหน้ารอดเป็นครั้งๆ ไปเท่านั้นจังหวัดตรัง caseyrace.com ซึ่งเป็นเมืองหลวงของยางพารา ด้วยเหตุผลที่มียางพาราต้นแรกของประเทศไทย และมีเกษตรกรประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะเดือดร้อน เกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดตรังก็หนีไม่พ้นชะตากรรมนี้ไปด้วย ด้วยเหตุนี้ทางจังหวัดจึงพยายามนำนโยบายการสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราเป็นวาระจังหวัดในขณะนี้ แต่จะก้าวเดินไปสู่จุดหมายหรือไม่นั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไปวันก่อน นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ไขข้อข้องใจ

ด้วยการเปิดแสงสว่างปลายอุโมงค์ของการแก้ไขปัญหายางพาราในพื้นที่จังหวัดตรังให้ฟังว่า จังหวัดมีความต้องการในอันที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเป็นระบบและยั่งยืน จะไม่มีการถอยอย่างเด็ดขาด ด้วยการจัดสรรพัฒนาจังหวัดจำนวน 100 ล้านบาท จัดกิจกรรมนำเกษตรกรชาวสวนยางระดับผู้กรีดยางที่ไม่เคยเข้ากลุ่มเข้าร่วมกิจกรรมกับทางอำเภอ จังหวัด อาทิ การประชุมสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจ ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้ไม่เคยได้รับโอกาส ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อจะได้สะท้อนปัญหาเสนอความคิดเห็นอย่างแท้จริง

ซึ่งจะเป็นเกษตรกรชาวสวนยางระดับรากหญ้าจริงๆ เรื่องนี้จังหวัดยังไม่เคยทำ และจะต้องทำกันต่อไป“ความต้องการของเกษตรกรกลุ่มนี้จะต้องได้รับการช่วยเหลือ แม้จะต้องมีการมอบปัจจัยการผลิตแม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับยาง โดยมอบหมายให้ นายอำเภอไปคิดว่าจะคัดเลือกหาหลักเกณฑ์ ช่วยเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มที่เดือดร้อนสุดสุด มีสวนยางน้อย ยากจน มีหนี้สินที่สุจริตมาก อยากบอกว่า พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดตรัง จะต้องมีความคิดและจะต้องแก้ปัญหายางพาราด้วยความแหลมคมให้ได้ ให้สมกับราคาที่จังหวัดตรังมียางต้นแรก

ทำไมเราต้องรอฟัง สงขลา พัทลุง และจังหวัดอื่น ทำไมจังหวัดเหล่านั้นไม่รอฟังตรัง ผมบอกพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดตรังได้เลยว่า จังหวัดตรังต้องเป็นผู้นำ เกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดตรังต้องเป็นผู้นำ ถึงแม้จะมีการประท้วงก็ตาม จึงได้บอกว่า ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังต้องรับรู้” นายศิริพัฒ กล่าวขณะที่ นายประทบ สุขสนาม ประธานเครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้ ให้ความเห็นว่า แนวคิดของผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในนามของเครือข่ายเห็นด้วยที่อยากให้จังหวัดตรัง เป็นผู้นำเรื่องยางพารา เนื่องจากจังหวัดตรัง

เป็นแหล่งปลูกยางพาราต้นแรกของประเทศไทย ทางเครือข่ายพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเบื้องต้นจากการยื่นข้อเรียกร้องของทางเครือข่ายผ่านทางจังหวัดตรังนั้น โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้ให้แนวคิดว่าจะเข้ามาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในระดับรากหญ้า ที่ไม่มีเอกสารสิทธิและเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ ซึ่งทางเครือข่ายจึงเสนอให้หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดตรังทำงานอย่างบูรณาการ

โดยเฉพาะฝ่ายปกครองและท้องถิ่นจะรับทราบปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างแท้จริง ด้วยการคัดเลือกตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางที่เดือดร้อนจริงๆ เข้าโครงการดังกล่าว”ในส่วนของงานนโยบายงบประมาณของจังหวัดตรัง ไม่ว่าจะเป็นงบยุทธศาสตร์จังหวัด งบกลุ่มจังหวัด ที่เกี่ยวข้องเรื่องยางพารา ทราบว่าทางจังหวัดได้จัดสรรงบประมาณลงมาให้ความช่วยเหลือ ประการสำคัญนโยบายระดับประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญเรียกร้องให้ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอให้เข้ามาดูแลปัญหา

จะมอบหมายให้หน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องกับยางพารามาแก้ปัญหา คงจะแก้ยาก ด้วยเหตุผลบางครั้งติดขัดในหลายๆ เรื่อง จึงอยากให้รัฐมนตรี รวมถึงนายกรัฐมนตรี ลงมาแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร” นายประทบ ระบุการแก้ปัญหายางพาราให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดตรัง ที่พุ่งเป้าไปยังเกษตรกรชาวสวนยางระดับรากหญ้า แม้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราได้ในระดับหนึ่ง แต่โดยภาพรวมแล้ว การแก้ปัญหาดังกล่าวจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ แม้ว่าขณะนี้ยังประสบปัญหา แต่หากในอนาคตก็คงต้องจับตามองกันต่อไป