หากสถานที่รอบๆ ผู้ป่วยปลอดภัยดี ให้เข้าไปหาผู้ป่วยยืนยันว่า

ผู้ป่วยหมดสติจริง โดยการตีที่ไหล่แล้วเรียกด้วยเสียงดัง 4-5 ครั้ง หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัวอยู่ หายใจเองได้ ให้จับนอนตะแคง รอการช่วยเหลือ ไม่ควรทำ CPR ขณะที่ผู้ป่วยยังมีสติ และหากไม่ได้สติ ไม่ลืมตาจริงๆ และหยุดหายใจ ให้เริ่มกดหน้าอก โดยจับผู้ป่วยนอนหงาย นั่งคุกเข่าข้างผู้ป่วย วางสันมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างกระดูกหน้าอก (ตำแหน่งตรงกลางระหว่างหน้าอก ระดับเดียวกับหัวนมพอดี) และวางมืออีกข้างทับประสานกันไว้ เริ่มการกดหน้าอกด้วยความลึกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ในอัตราเร็ว 100-200 ครั้ง ต่อนาที ควรทำ CPR ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าทีมแพทย์หรือหน่วยกู้ภัยจะมา กรณีอยู่ด้วยหลายคนสลับให้คนอื่นมาช่วยปั๊มหัวใจแทนได้

สำหรับการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันด้วยการรับประทานอาหารแป้ง น้ำตาล ไขมันแต่น้อย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ และตรวจสุขภาพตนเองเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซินเจนทาร่วมแสดงเทคโนโลยีพัฒนาเมล็ดพันธุ์ พร้อมเดินหน้าให้ความรู้ชาวสวนปาล์ม ใช้สารอารักขาพืชสู่มาตรฐาน RSPO ในงานประชุมวิชาการการรักขาพืชแห่งชาติครั้งที่ 13

ซินเจนทา ร่วมแสดงนวัตกรรมพัฒนาเมล็ดพันธุ์ เทรนด์ใหม่เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านอาหารเอเชียแปซิฟิค ในงานประชุมวิชาการ การอารักขาพืชแห่งชาติครั้งที่ 13 พร้อมชูกิจกรรมเพื่อสังคมผนึกหน่วยงานภาครัฐ การศึกษา เดินหน้าให้ความรู้เกษตรกรชาวสวนปาล์มไทยให้ใช้สารอารักขาถูกวิธี ยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐาน RSPO สากล

นายสัญญา สุชาโน ผู้จัดการฝ่ายขายลูกค้ารายใหญ่ ผลิตภัณฑ์สารคลุกเมล็ด บริษัท ซินเจนทา ครอปโปรเทคชั่น จำกัด เปิดเผยในงาน ประชุมเชิงวิชาการ “การอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 13 หรือ The 13th Nation Plant Protection Conference ว่างานประชุมครั้งนี้ มีสมาคมนักโรคพืชแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ สมาคมกีฎและสัตววิทยาแห่งประเทศไทย สมาคม

การให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผลิตภัณฑ์ด้านสารอารักขาพืช และ ผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรอื่นๆ ล้วนส่งผลต่อมาตรฐานการผลิตของอุตสาหกรรมเกษตรของไทย โดยในพื้นที่ภาคใต้นี้ Syngenta Stewardship Team ได้จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ การศึกษา ตลอดจนวิสาหกิจชุมชนให้สอดคล้องกับภาคการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ที่มาตรฐาน RSPO หรือ Roundtable on Sustainable Palm Oil มาตรฐานการผลิตปาล์มอย่างยั่งยืนระดับสากล ที่เป็นสากลมีข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจน โรงงานอุตสาหกรรม ต้องผลิตน้ำมันปาล์ม อย่างถูกต้องเป็นธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งเรื่องพื้นที่ปลูกต้องถูกกฎหมาย การใช้แรงงานต้องเป็นธรรมเป็นไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ตลอดจนการใช้สารอารักขาพืชตลอดกระบวนการผลิตต้องเป็นไปตามเงื่อนไขสากล เป็นต้น

“โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการของ Syngenta Stewardship Team จะออกแบบให้สอดคล้องกับพืชแต่ละชนิดที่มีการใช้สารอารักพืชในกระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน ในพื้นที่ภาคใต้ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน มีสัดส่วนของการใช้สารอารักขาพืชที่สูง ซินเจนทาได้ร่วมมือกับ ภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าไปให้ความรู้ด้านการใช้สารอารักขาพืชอย่างถูกต้องและปลอดภัย ได้เรียนรู้เทคนิคการฉีดพ่น และการใช้อุปกรณ์การใช้งานอย่างถูกต้อง ตลอดจนสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรชาวสวนปาล์ม และผู้มีอาชีพรับจ้างฉีดพ่นสารอารักขาพืชในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งซินเจนทาได้เข้าร่วมสนับสนุนมาตรฐานดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2554 โดยมีเป้าหมายให้การอบรมแก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มกว่า 2,000 คน ภายในปี 2560”

นับเป็นเฟืองสำคัญในการสร้างภูมิต้านทานให้กับเกษตรกรไทย ตั้งแต่การพัฒนายกระดับเมล็ดพันธุ์ ร่วมกับการส่งต่อองค์ความรู้ในการใช้สารอารักขาพืช ที่บริษัท ซินเจนทาครอป โปรเทคชั่น จำกัดต้องการสร้างให้เกษตรกรไทย เติบโต เข้มแข็งอย่างยั่งยืนสร้างในที่สุดนั่นเอง

เครือเบทาโกร โดย ลัดดา โกวิทย์ธรรมกรณ์ ผู้อำนวยการสื่อสารตราสินค้า (ที่ 2 จากขวา) ร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับ โปรเม เอรียา และ โปรโม โมรียา จุฑานุกาล โกลบอล แบรนด์ แอมบาสเดอร์ ของเครือเบทาโกร เดินทางกลับประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังโปรเมคว้าแชมป์ ในการแข่งขันกอล์ฟรายการ CME Group Tour Championship 2017 ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และโปรโม ได้ตำแหน่งรองแชมป์ในรายการ Blue Bay LPGA 2017 ที่เกาะไหหนาน ประเทศจีน ปิดท้ายฤดูกาล LPGA

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในกิจกรรมเก็บเกี่ยวข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ซึ่งจังหวัดราชบุรีได้นำมาปลูกประดับตกแต่งโดยรอบพระเมรุมาศจำลอง ที่วัดมหาธาตุวรวิหารพระอารามหลวง อ.เมือง จ.ราชบุรี ในงานถวายดอกไม้จันทน์ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยได้ร่วมกับส่วนราชการ และจิตอาสา เก็บเกี่ยวข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ซึ่งได้รับพิจารณาเป็นสายพันธุ์ข้าวดีเด่น จากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีคุณสมบัติให้ผลผลิตสูงคุณภาพดี ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง ต้านทานโรค มีอายุการเก็บเกี่ยว 120 วันเกษตรกรจึงนิยมปลูกอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จได้มอบให้เกษตรกร ผ่านประธานศูนย์ข้าวชุมชน จำนวน 10 แห่ง เพื่อนำไปปลูกขยายพันธุ์เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัว จากนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องการให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น นำไปสู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ขณะนี้ได้เห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมอีกทั้งพลังความเข้มแข็งของเกษตรกร โดยเฉพาะ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ ศพก ทุกอำเภอ หรือศพก. เครือข่าย ต่อยอดความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขณะที่รัฐบาลมีนโยบายดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ หลายพื้นที่สามารถดำเนินการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเกษตรกรผ่านการอบรมของ ศพก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงวางทิศทางเพื่อให้ ศพก. เป็นกลไกหลักในการปฏิรูปภาคการเกษตร และรับฟังเสียงสะท้อนจากการทำงานของเกษตรกร มากกว่าที่ผ่านมา เปิดเวทีให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดเครือข่ายการทำงาน การช่วยเหลือกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับทิศทางการทำงานระดับประเทศ หรือการทำงานในระดับพื้นที่

ทั้งนี้ เกษตรกรทั่วประเทศสามารถรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่อเร่งพัฒนาและแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ อีกทั้งพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ดังนั้นเมื่อเกิดโครงการในรูปแบบของแปลงใหญ่ ผลสะท้อนที่ตามมาคือเกิดความสามัคคีกันในหมู่เกษตรกร สามารถพัฒนาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ตลอดเวลา และมีกลุ่มตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง อย่างฟาร์มชุมชน ภายใต้การบริหารงานของ นายวิศรุต อ่วมกลัด ประธานกลุ่มฟาร์มชุมชน ตำบลยี่ล้น อำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ โดยดำเนินการในรูปแบบฟาร์มชุมชน มีการทำการเกษตรหลากหลาย ทั้งการปลูกผัก ทำนา เลี้ยงปลา โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาของกลุ่มนี้ที่มีความโดดเด่น มีสมาชิกจำนวน กว่า 80 ราย เกิดการรวมตัวกันเพื่อหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาราคาปลาตกต่ำ มีการเลี้ยงปลาบ่อดิน อาทิ ปลาช่อน ปลาดุก ปลานิน ปลาสวาย ฯลฯ ซึ่งทางกลุ่มได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาดำเนินการเดินตามรอยเท้าพ่อหลวง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม

จากกการศึกษาดูงานทางกลุ่มได้รับคำแนะนำให้นำปลาที่เลี้ยงหลังจากการขายปลาสดแล้วนั้น นำมาแปรรูปทำเป็นปลาช่อนแดดเดียว สามารถจำหน่ายได้ราคาถึง 200 บาทต่อกิโลกรัม ปลาร้า ปลายอ น้ำพริก แหนม สามารถออกจำหน่ายเป็นรายได้ทุกวัน ทำให้เกษตรกรและสมาชิกกลุ่มมีรายได้ต่อเนื่อง ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สำหรับการรวมกลุ่มดังกล่าวมีข้อดีที่เห็นได้ชัด เกษตรกรเกิดความรักสามัคคีเกิดขึ้นภายในชุมชน จากเดิมที่อยู่แบบตัวใครตัวมัน แต่ปัจจุบันสามารถพึ่งพาซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะบางรายมีการพัฒนานำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ก็นำมาถ่ายทอดให้เกษตรกรในภายในชุมชนซึ่งกันและกัน มีการปรับสภาพพื้นบ่อทำให้การเลี้ยงปลามีคุณภาพมากขึ้น และที่สำคัญมีการพัฒนาความรู้ตลอดเวลา มีการอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรที่เลี้ยงปลาภายในชุมชนสามารถผลิตปลาและแปรรูปอาหารจากปลาอย่างมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม คุณวิศรุต เล่าให้ฟังอีกว่า ทุกกิจกรรมภายในฟาร์มชุมชนมีความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เกษตรกรที่รับผิดชอบสามารถทำงานแต่ละด้านตามความถนัด ความชำนาญของตนเองได้ จนสามารถนำไปจำหน่ายภายใต้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้ และผลจากการดำเนินโครงการฯ เกษตรกรเครือข่าย ศพก. ยังตั้งเป้ารวมตัวกันทำแปลงใหญ่ ปลาช่อนและปลานิลซึ่งขณะนี้มีสมาชิกกว่า 30 ราย พร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการแล้ว ในปี 2561

“สุดท้ายที่เกษตรกรได้จากการก่อตั้งฟาร์มชุมชนแห่งนี้ ได้มีการก่อตั้งธนาคารเพื่อใช้แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างเกษตรกรด้วยกัน อาทิ เกษตรกรรายได้มีกากน้ำตาลก็สามารถนำมาแลกปุ๋ยไปใช้ได้ รวมทั้งสินค้าอื่นๆ อีกหลากหลาย และประการสำคัญทำให้เกิดความรัก สามัคคี ภายในชุมชน” คุณวิศรุต กล่าว

เท้ายายม่อมเป็นพืชที่มีหัว มีใบ 1-3 ใบ แต่ละใบจักเป็น 3 แฉก เว้าแบบขนนก ดอกเป็นช่อยาว แต่ละช่อมีดอกย่อย 20-40 ดอก ผลกลม หัวของพืชชนิดนี้นำไปทำแป้ง ที่เรียกแป้งเท้ายายม่อม เป็นพืชในฤดู พอถึงช่วงฤดูฝนต้นจะงอก แล้วสะสมอาหาร ถึงฤดูหนาวจะยุบ ใบจะเหลือง เราก็เลือกขุดหัวใหญ่ไปใช้ เหลือหัวเล็กเอาไว้สะสมอาหารในหน้าร้อน เมื่อวนกลับมาฤดูฝนหัวที่เล็กมีการสะสมอาหารมาแล้วจะพร้อมขุดไปทำแป้งแปรรูปอาหารอีกครั้ง วันนี้เราต้องรู้ว่าพืชที่เราปลูกทำอะไรได้บ้าง ทำเป็นอะไรคนถึงจะชอบ เท้ายายม่อม

ลักษณะพิเศษของเท้ายายม่อมจะใสและอยู่ตัว เทียบง่ายๆ ตามท้องตลาดเป็นแป้งจากโรงงานจะอ้างสรรพคุณว่านี่คือแป้งเท้ายายม่อม แต่เมื่อไปดูส่วนประกอบไม่ใช่แป้งท้าวยายม่อมเป็นแป้งที่ทำมาจากมันสำปะหลัง วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ละลายน้ำง่าย ถ้าเป็นแป้งมันสำปะหลังจะมันๆ เมื่อนำไปทำอาหารคืนตัวเร็ว แต่ถ้าเป็นแป้งเท้ายายม่อมแท้จะคืนตัวช้า หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมเกษตรกรไม่นิยมปลูก เพราะสรรพคุณดีขนาดนี้ คำตอบคือมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องดูโรงงาน เพราะสมัยนี้มันสำปะหลังเยอะ พืชหัวไม่ได้มีเท้ายายม่อมอย่างเดียว มีหลายพืช เช่น สาคู มันนก มันเสา มากมาย แต่ก็ลดน้อยหายไปเรื่อยๆ เพราะอุตสาหกรรมเข้ามา แป้งก็ราคาถูก และกระบวนการทำที่ยาก วิธีที่ดีที่สุด ควรปลูกและหาวิธีแปรรูปเอง

วันที่ 24 พ.ย. นางชลิดา พันธ์กระวี ผอ.สนง. ศุลกากรภาค 3 ร่วมกับ พล.ต.ธวัช ศรีสว่าง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน ผบก.ภ.จว.น่าน และ นายพิภัช ประจันเขตต์ ปลัดจังหวัดน่าน ร่วมกันตรวจสอบและตรวจยึดไม้ประดู่แปรรูป ผ่านแดนจากประเทศสปป.ลาว เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน ณ บริเวณคลังสินค้า อ.ทุ่งช้าง หลังได้รับการประสานจากฝั่ง สปป.ลาวให้ตรวจยึด เนื่องจากมีการปลอมแปลงเอกสารการผ่านด่านสากลน้ำเงิน สปป.ลาว

จากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด 13 ตู้ พบเป็นไม้เฟอร์นิเจอร์ประดู่ขนาดต่าง จำนวน 835,000 ชิ้น และไม้ประดู่ท่อนอีก จำนวน 254 ท่อน นางชลิดา เปิดเผยว่า บริษัทขนส่งสินค้ารายนี้ได้ทำการขนส่งสินค้าจากสปป.ลาวผ่านประเทศไทยไปยังประเทศจีนหลายครั้ง โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับการประสานจากด่านฝั่งสปป.ลาวให้ตรวจยึด ทั้งนี้หลังตรวจยึดได้และตรวจสอบแล้ว มีการปลอมแปลงเอกสารการผ่านพิธีการศุลกากรผ่านแดนและหลีกเลี่ยงข้อกำกัด

ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ไม้ท่อน ไม้แปรรูปและสิ่งประดิษฐ์ ของไม้บางประเภทเป็นสินค้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ. 2559 และ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 12 ล้านบาท และหากมีการส่งออกไปยังประเทศจีนสำเร็จ มูลค่าจะสูงถึง 30 ล้านบาท จะได้นำหลักฐานทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนสภ.ทุ่งช้าง เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด อย่างไรก็ตามการจับกุมการลักลอบขนส่งไม้ข้ามแดนครั้งนี้ ได้ส่งผลให้ด่านฝั่งสปป.ลาวเข้มงวด และระงับการขนส่งสินค้าผ่านด่านต่างๆแล้วหลายราย

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากกรณีชาวสวนผลไม้ จ.จันทบุรี กว่า 400 ราย นัดชุมนุม ติดตามทวงเงินค่าซื้อ – ขายลำไยจากบริษัท หงส์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด ที่รับซื้อลำไยเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน โดยจ่ายเช็คล่วงหน้า 3 เดือน รวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท เมื่อถึงกำหนดปรากฎว่าเช็คเด้ง นั้น

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ทำการตรวจสอบข้อมูลของบริษัท หงส์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด พบว่า จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2555 มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ประกอบธุรกิจส่งออกผลไม้และผัก มีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่างคนไทยกับคนจีน สัดส่วนการถือหุ้นเป็นของคนไทย 51% และเป็นของคนจีน 49% ซึ่งธุรกิจดังกล่าว อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญในการกำกับดูแลและตรวจสอบ เพราะเป็นธุรกิจที่มี คนต่างชาติร่วมลงทุน ว่าจะเป็นการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (NOMINEE) หรือไม่ และเป็นธุรกิจที่มีผลกระทบกับเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมากรมร่วมกับกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบธุรกิจแต่ไม่พบการกระทำความผิดตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรม

จากกรณีที่เป็นข่าวนั้น แม้ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นคนจีนจะหนีกลับประเทศไปแล้ว แต่ผู้เสียหายยังสามารถเรียกร้องเอาผิดกับบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ทั้งทางแพ่งและอาญา เนื่องจากยังมีกรรมการและผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยอยู่ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ เกรงว่าบริษัทดังกล่าวจะชิงยื่นจดทะเบียนยกเลิกกิจการหรือปิดบริษัทหนีไปก่อนที่คดีจะสิ้นสุด สามารถขอความร่วมมือมายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ โดยกรมพร้อมให้ความร่วมมือในการระงับการจดทะเบียนเลิกของบริษัทดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม กรมขอเตือนพี่น้องชาวเกษตรกร หรือผู้ประกอบการ ตลอดจนประชาชนทั่วไปว่าก่อนตัดสินใจร่วมลงทุนหรือค้าขายกับนิติบุคคลรายใดก็ตาม ควรตรวจสอบสถานะและวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล จากหนังสือรับรองที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกให้โดยสามารถตรวจสอบได้ 3 ช่องทาง 1. สายด่วน 1570 2. www.dbd.go.th (คลังข้อมูลธุรกิจ) และ 3. ดาวน์โหลด Application ‘DBD e- Service’

เฝอ หรือก๋วยเตี๋ยว ที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” จะพาไปชิมก๋วยเตี๋ยวรสเด็ด ยายเสบี่ยง ที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นสูตรเด็ด ขายมานานกว่า 30 ปี ยังคงความอร่อยมาจนถึงทุกวันนี้

คำว่า “เฝอ” มาจากเวียดนาม โดยมีรากศัพท์จากภาษาฝรั่งเศส หมายถึงอาหารที่ทำจากเส้น ซึ่งได้แผ่อิทธิพลมายังประเทศลาว และแถบแม่น้ำโขงในฝั่งไทยด้วย ชาวหนองคาย ชาวลาว และชาวเวียดนาม ส่วนใหญ่จะเรียก ก๋วยเตี๋ยว ว่า “เฝอ”

ร้านเฝอ หรือว่าก๋วยเตี๋ยวยายเสบี่ยง ที่เห็นอยู่นี้เป็นร้านเฝอเก่าแก่ ดั้งเดิม ซึ่งยายเสบี่ยง ศรีละวงษา เปิดขายมานานกว่า 30 ปี โดยความอร่อยของเฝอ หรือก๋วยเตี๋ยวที่ร้านนี้จะอยู่ที่น้ำซุปกลมกล่อม เพราะต้มจากกระดูกวัวทั้งชิ้นจนเปื่อย ปรุงรสด้วยสูตรเฉพาะของทางร้าน มีทั้งเฝอน้ำใส เฝอน้ำตก เฝอเนื้อ เฝอหมู มีขนาดปกติ พิเศษ และจัมโบ้ ราคาตั้งแต่ 40-50 บาท

เฝอต้องรับประทานกับผักสด ซึ่งที่ร้านบุฟเฟ่ต์ผักไม่อั้น และพิเศษสุดด้วยกระดูกเปื่อยที่ทางร้านตักมาเสิร์ฟทั้งกระดูก นำมาแทะเนื้อเปื่อย เอ็นเปื่อย เนื้อติดซี่โครง อร่อยได้อีกแบบ หรือจะสั่งเนื้อลวก ลูกชิ้นลวก จิ้มกับแจ่วเพี้ยสูตรเด็ดของทางร้านก็ได้เช่นกัน

ร้านเฝอยายเสบี่ยง ตั้งอยู่ที่ริมถนนศรีเชียงใหม่ losingweightdone.com สังคม ข้างปั๊มน้ำมัน ปตท. เขตเทศบาลศรีเชียงใหม่ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 7 โมงเข้าไปจนถึงบ่ายสาม ก็หมดแล้ว ใครผ่านไปเส้นทางนั้นแวะชิมเฝอ รสเด็ดสูตรดั้งเดิมได้ ส่วนยอดขายเจ้าของร้านไม่ขอเปิดเผยบอกเพียงว่าพออยู่ได้แบบสบาย ๆ

เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 25 พฤศจิกายน น.ส.พะยาว์ เมืองงาม ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลาเปิดเผยว่า ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ออกประกาศฉบับที่ 10 (150/2560) เรื่อง คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง

“ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานีลงมา มีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ฝนสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ในวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2560”

น.ส.พะเยาว์เปิดเผยว่าคลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมแรง และคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันดังกล่าวด้วย

จากกรณีสื่อโซเชียลมีการแชร์ภาพและข้อมูลจากนักวิชาการระบุว่า ดอกบัวตองเป็นดอกไม้สยองขวัญ โดยระบุในหัวข้อโซเชียลว่า บัวตองสยองขวัญ โดยเฉพาะที่ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เป็นพืชต่างถิ่นชนิดรุกรานรุนแรง ทำลายระบบนิเวศดั้งเดิมนับ 1,000 ไร่ ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดยั้งได้ ซึ่งบัวตองสร้างสารพิษต่อพืชอื่นรอบๆ ทำให้ทั้งข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง หญ้าพื้นเมืองอื่นๆ ได้รับผลกระทบ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวของออกมาแก้ไขปัญหาอย่างแข็งขันเช่นเดียวกับกรณีหนอนตัวแบนนิวกินีที่มีการข่าวแพร่กระจายในประเทศไทยก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ทุ่งดอกบัวตอง ที่ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวมนั้น เดิมกรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อปี 2542 โดยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่สุรินทร์ ซึ่งการจัดการพื้นที่วนอุทยานนั้นจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าเขตอุทยานแห่งชาติ

ทั้งนี้ ดอกบัวตองที่พบในพื้นที่ดอยแม่อูคอนั้นมีมาก่อนการประกาศเป็นวนอุทยานและมีการจำกัดพื้นที่ มีเป็นจำนวนมากในเขต จ.แม่ฮ่องสอนเท่านั้น และหากพื้นที่ดังกล่าวและบริเวณโดยรอบไม่ได้ประกาศเป็นวนอุทยาน วันนี้ก็อาจถูกบุกรุกและเปลี่ยนสภาพเป็นเขาหัวโล้นไปแล้วก็ได้

นายทรงธรรมกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในเขตอุทยานฯ หรือหน่วยจัดการต้นน้ำบางแห่งในพื้นที่ภาคเหนือก็พบดอกบัวตองขึ้นมาก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ แต่ไม่ได้ขึ้นเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งดอกบัวตองเป็นพืชต่างถิ่นก็จริง แต่ยังไม่แพร่กระจายหรือส่งผลกระทบต่อป่าธรรมชาติ และที่สำคัญไม่อนุญาตให้ปลูกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อยู่แล้ว

หากพบต้องกำจัดทิ้ง ไม่เฉพาะเพียงชนิดพันธุ์ต่างถิ่นหรือเอเลี่ยนสปีชีส์จากต่างประเทศเท่านั้น หากไม่ใช่พืชพันธุ์ที่พบในพื้นที่ท้องถิ่นนั้นๆ เราก็ไม่ให้นำเข้ามาปลูกอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เป็นเรื่องของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ มีมติ ครม.รองรับในการดำเนินการ และเป็นนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรฯ ในการดูแลผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

นายทรงธรรมกล่าวว่า กรมอุทยานฯ ได้ศึกษาเรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งผลกระทบของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอาจเป็นได้ทั้งด้านบวกและด้านลบทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบในพื้นที่อุทยานฯ มีจำนวน 22 ชนิด และมีการแพร่กระจายในหลายอุทยานฯ มากที่สุดคือ สาบเสือ หญ้าคา ไมยราบเลื้อย กระถินยักษ์ สาบหมา ผักเผ็ดแม้ว ผกากรอง หญ้าขจรจบดอกเล็ก ไมยราบยักษ์ ปีนนกไส้ เป็นต้น

ขณะที่อุทยานฯถ้ำสะเทิน และอุทยานฯ แก่งกระจาน พบพืชต่างถิ่นเหล่านี้รุกรานมากที่สุด ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ขอยกตัวอย่างไมยราบยักษ์ ที่สามารถเติบโตแก่งแย่งการเอาชนะพืชในท้องถิ่นได้ ทำให้องค์ประกอบของพันธุ์ไม้ในป่าผิดไปจากเดิม สัตว์ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นต้องย้ายที่อยู่เพราะถิ่นอาศัยเปลี่ยนไป เป็นต้น