อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในอยู่ระหว่าง

การตั้งงบประมาณในการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสี ข้าวอินทรีย์ โดยเฉพาะการรับรองมาตรฐานข้าวในตลาดต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ ต้นทุนในการขอใบรับรองสูง ซึ่งตั้งงบประมาณเบื้องต้นไว้ที่ 20 ล้านบาท ระยะเวลาปี 2563-2565 และภายหลังการ MOU ต้องการให้เกษตรกรเตรียมความพร้อมด้านการเพาะปลูกให้ได้มาตรฐาน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน ทั้งเรื่องดิน น้ำ พันธุ์ข้าว ซึ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน หากต้องการให้ได้มาตรฐานเกษตรกรต้องเริ่มต้นในตอนนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบเพื่อขอรับรองคุณภาพ มาตรฐานจะได้สะดวกมากขึ้น

“ค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองมาตรฐานข้าวในต่างประเทศอยู่ที่ราคา 70,000-80,000 บาทต่อ 1 ใบรับรอง ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ใบรับรองมาตรฐานเพื่อการส่งออก กรมจึงได้ตั้งงบประมาณขึ้นมา โดยที่เกษตรกรไม่ต้องจ่าย เพื่อสร้างมาตรฐานข้าวให้ได้ตามการตรวจสอบเท่านั้น” นายบุณยฤทธิ์กล่าว และว่า

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อสามารถผลิตข้าวสี ข้าวอินทรีย์ และได้การรับรองจากต่างประเทศ จะทำให้การส่งออกข้าวไทยขยายตัวได้ในอนาคต และระหว่างที่เกษตรกรเตรียมการเพาะปลูกกรมจะเชิญชวนผู้ปลูกที่มีข้าวสีอยู่แล้วมาร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และผู้จัดงานของเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้จัดงานอันดับหนึ่งของโลกในการจัดงานเกษตรอินทรีย์ และเพื่อให้ข้าวสี ข้าวอินทรีย์ของไทย เริ่มเป็นที่รู้จัก และทำการประชาสัมพันธ์ไปในตัว ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นการทำตลาดที่ดีให้กับเกษตรกรเองด้วย โดยงานจะมีขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคม 2561

อดีตสาวโรงงาน ปลูกผักชีฝรั่งกิโลกรัมละ 50 รายได้งาม

วันนี้ 23 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรีรายงานว่า ช่วงต้นฤดูหนาวนี้ได้รับแจ้ง มีเกษตรกรปลูกผักสวนครัว สร้างรายได้ดี โดยเฉพาะผักชีฝรั่ง มีผู้ปลูกทำเงินสร้างรายได้มากกว่าแสนบาท จึงลงพื้นที่พบนางศิริพร คล้ายเจริญ อายุ 44 ปี เลขที่ 46หมู่ 6 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี อดีตสาวโรงงาน ที่ผันชีวิตสาวโรงงานหันมาทำการเกษตรกรรมแบบอินทรีย์แบบผสมผสาน สร้างรายได้แก่ครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนใช้แรงงานในบ้านกับสามี ไม่ได้ว่าจ้างใคร ผลตอบรับได้ผลเกินคาด จากการทดลองปลูกผักชีฝรั่งในที่ดินว่างเปล่า 1 ไร่เศษ ครั้งแรกขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท รับเงินสดมาแล้วเป็นๆแสนบาท

นางศิริพร หรือ (เอ๋)กล่าวว่า “การปลูกผักชีฝรั่ง หรือ ที่เราเรียกกันอีกอย่าง ผักชีใบเลื่อย ไม่ยุ่งยากนักซื้อเมล็ดพันธ์มา กก.ละ1,500 บาท ใช้ปลูกในอัตรา 10 กก/ไร่ ผักชีฝรั่งจะเริ่มถอนได้ต่อเมื่อมีอายุ 3 เดือนพอดี

วิธีการเก็บผักชี ฝรั่งจะใช้มือถอนเอานั่งถอน ซึ่งจะเลือกถอนเฉพาะต้นที่โตสมบูรณ์เต็มที่ โดยให้สังเกตดูว่าต้นจะยาวพอประมาณครึ่งศอก หรือ 25 ซม.มัดด้วยยาง วงไว้หนึ่งกำใหญ่ จากนั้นก็เก็บใส่ตระกร้ามาเด็ดใบล่างทิ้งให้เหลือไว้ 2-3 ใบต่อต้นเท่านั้นจะได้ราคาดีมาก เมื่อเด็ดใบล่างออกหมดแล้ว ก็จะนำไปใส่ถังน้ำล้างให้สะอาด 2 น้ำ นำทาบรรจุใส่ถุง ถุงละ 5 กิโลกรัม เก็บทุกวัน วันละ 70-80 กิโลกรัม มัดเป็นกำ กำละครึ่งกิโลกรัม”

“ในการปลูกผักชีฝรั่งนี้ค่อนข้างง่ายมาก สำหรับคนมือใหม่ที่เพิ่งหัดทำ แค่มีที่ดิน ซื้อเมล็ดมา แล้วตีดินให้ร่วนแบบนาน้ำตม อาทิตย์เดียวผักชีก็จะงอก วิธีให้น้ำโดยใช้ท่อสปริงเกอร์ กว้าง4 x 4 เมตร ใช้ซาแลนด์ดำแบบโปร่งทำหลังคา และรอบข้างคล้ายโรงเรือนสูง 4 เมตร ใช้เสาไม้ไผ่ ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ผักชีฝรั่งแมลงไม่ค่อยรบกวน”นางศิริพร กล่าว

นางศิริพรกล่าวต่อไปว่า “ผักชีฝรั่งปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บได้ 2 รุ่น ซึ่งจะเก็บต้นเล็กๆฝอย ที่ยังไม่โตเต็มที่ แม้ต้นเล็กๆที่ยังไม่ได้ถอน ซึ่งเรานั่งถอนเหยียบย่ำ ถ้ารถน้ำ ต้นมันก็จะทะลึ่งขึ้นอีกภายใน 2-3 วัน รออีก 7-10 วัน ก็จะถอนได้อีกครั้งหนึ่ง ปลูกรอบเดียวเก็บได้สองรุ่นถือว่าคุ้มค่าที่ลงทุน”

“ในการปลูกพืชสวนครัวนี้ ใช้แรงงานในครอบครัว สามี,ลูกและเพื่อนบ้าน มาช่วย 4-5 คน เพื่อให้ทันต่อการมารับของพ่อค้า ขายส่งที่ตลาดไทย และที่เหลือส่งภายในอำเภอนิดหน่อย”

ครั้งที่สองได้ปลูกผักชีฝรั่ง 2 ไร่ ทำแบบเดิม ส่งพ่อค้า แม้ว่าจะทำครั้งเป็นครั้งแรก แต่ช่วงต้นหนาวผลตอบรับดีมาก ทำให้มีกำลังใจทำต่อ หักแล้วเหลือ 3 หมื่นบาทต่อครั้ง ดีกว่าทำโรงงานขาแข็ง เพราะเป้นผลผลิตจากที่ดิน ,แรงงาน และ การประกอบการจากเราเอง ก็ยังดีที่ได้ลงมือทำเกษตรมือใหม่และจะปลูกผักชีฝรั่งนี้ต่อไป เพราะว่ามีรายได้ดีและชอบ หากมีใครสนใจอยากทราบข้อมูลเทคนิคนิดหน่อยติดต่อสอบถามได้ที่ทางโทรศัพท์ 087 999 4452- 061 545 298”นางศิริพร กล่าวในที่สุด

เนื่องด้วย ขณะนี้มีมิจฉาชีพหาผลประโยชน์ หลอกเอาทรัพย์สินกับเกษตรกร โดยมีวิธีการดังนี้ เมื่อทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านลงพื้นที่สัมภาษณ์เกษตรกร(แหล่งข่าว) และได้นำเรื่องราวมาทำการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร และเว็บไซต์เทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อบทความได้รับการเผยแพร่ไปสู่ผู้อ่าน จะมีบุคคลผู้ต้องสงสัยที่เป็นแก๊งมิจฉาชีพ โดยใช้เบอร์โทรศัพท์หมายเลข (091) 820-2327 โทรศัพท์ไปยังเกษตรกร(แหล่งข่าว)ที่ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือหรือบนเว็บไซต์ โดยทำทีท่าว่าจะติดต่อทางธุรกิจด้วย

เป็นต้นว่า ถ้าแหล่งข่าวเป็น เกษตรกรที่เลี้ยงโคนม มิจฉาชีพรายนี้ ก็จะพูดคุยทำทีท่าว่าจะมอบอาหารสำหรับเลี้ยงโคนมให้ แต่มีเงื่อนไขว่า ทางเกษตรกรจะต้องโอนเงินค่าขนส่งไปให้ หรืออาจจะให้เกษตรกรไปพบเจอตามที่ต่างๆ เพื่อตกลงซื้อสินค้า โดยอ้างว่ารู้จักกับทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านเป็นอย่างดี

หรือบางเหตุการณ์กล่าวอ้างว่า เป็นเจ้าของห้องเย็นส่งปลาจำหน่ายออกต่างประเทศ จะติดต่อให้ทางเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ส่งปลามาให้เพื่อส่งตรวจ โดยเกษตรกรก็หลงเชื่อและส่งปลามาให้ จากนั้นมิจฉาชีพก็เงียบหายไป

เมื่อ ผู้เสียหายได้สอบถามมาทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่า รู้จักกับบุคคลนี้หรือไม่ เพราะมิจฉาชีพรายนี้อ้างกับผู้เสียหายว่า รู้จักกับทีมงานเป็นอย่างดี ทางทีมงาน จึงได้ทราบว่ามีเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น

จากกรณีทั้งหมดนี้ ขอแจ้งให้ทราบว่า ภายหลังจากการทำข่าวในพื้นที่ต่างๆ แล้ว กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน ไม่มีนโยบาย หรือมีแนวทางในการทำธุรกิจกับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการขอซื้อสินค้า ขายสินค้า ส่งสินค้าไปตรวจ หรือในทางใดๆ หรือให้บุคคลใดอ้างอิงชื่อทีมงานไปติดต่ออย่างเด็ดขาด หากมีกรณีที่ต้องติดต่อกันภายหลัง ทางทีมงานจะติดต่อไปเองโดยตรง

หากท่านใดพบเจอเหตุการณ์ดังกล่าวมานี้ อย่าหลงเชื่อ อีกทั้ง ขอให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองและตั้งสติ มิเช่นนั้น ท่านอาจจะเกิดความเสียหายและเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ท้ายที่สุดนี้ ทางทีมงาน ขอประนามการกระทำของมิจฉาชีพดังกล่าว และจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ลำไยนอกฤดูจันทบุรีเจอ 2 เด้ง ผลผลิตล้นราคาดิ่ง-ล้งเช็คเด้ง ทิ้งสัญญาเลือกเก็บเบอร์ 1, 2 ป้อนตลาดจีน อ้างตลาดตาย ลำไยไร้คุณภาพ ชาวสวนกว่า 300 ราย บุกทวงเงิน “หงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่” ลุ้น 3 สัปดาห์จ่ายเงินครบ

นายคมศักดิ์ หลิวทวีศรีประกาย นายกสมาคมชาวสวนลำไยจังหวัดจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ลำไยนอกฤดูผลิตเพื่อส่งออกลำไยผลสดป้อนตลาดจีนทั้งหมด ซึ่งจำหน่ายได้ราคาสูงมาตลอด แต่ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนลำไยนอกฤดูกำลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคาลำไยตกต่ำ และไม่มีตลาดระบาย เนื่องจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมากและออกมาประดังในช่วงปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม อีกทั้งเจอปัญหาคุณภาพลำไย เนื่องจากฝนตกทำให้ผิวลำไยไม่สวย ตกเกรด ราคาต่ำ บางสวนปล่อยทิ้ง หรือขายเป็นลำไยร่วงกิโลกรัมละ 6-7 บาท ล่าสุดยังประสบปัญหาล้งขอลดราคาและทิ้งสวน โดยอ้างว่าต้องการซื้อเฉพาะลำไยคุณภาพเบอร์ 1 และ 2 ตามความต้องการของตลาดจีนเท่านั้น สร้างความเสียหายให้เกษตรกรชาวสวนลำไยอย่างหนัก

นายชรัตน์ เนรัญชร ผู้ช่วยเลขาธิการหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เจ้าของสวนลำไย อ.สอยดาว จ.จันทบุรี กล่าวว่า ปีนี้ผลผลิตลำไยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 25% ทำให้ลำไยล้นตลาด และมีลำไยที่ไม่ได้คุณภาพออกสู่ตลาดจีนด้วย ทำให้พ่อค้าจะเลือกซื้อเฉพาะลำไยคุณภาพ ส่วนลำไยที่ถูกคัดออกเป็นเกรด 3 และ 4 ถูกกดราคาต่ำมาก จากกิโลกรัมละ 35-40 บาท เหลือ 20-25 บาท และอาจจะถูกตีเป็นลำไยร่วงตกเกรดเหลือกิโลกรัมละ 3-8 บาท

ด้านนายสุชาติ จันทร์เหลือง หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจันทบุรี กล่าวว่า ลำไยของ จ.จันทบุรีทำรายได้อันดับ 2 รองจากทุเรียน อยู่ที่ 11,000 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลประมาณการผลผลิตปี 2560 อยู่ที่ 328,458 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน 296,275 ตัน เพิ่มขึ้น 32,183 ตัน หรือร้อยละ 10 โดยผลผลิตจะออกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ จำนวน 221,000 ตัน หรือ 69% ซึ่งปกติช่วงพีกสุดที่ลำไยจะออกสู่ตลาดมากถึง 70% ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ประกอบกับปีนี้มีลำไยนอกฤดูภาคเหนือออกมาพร้อมกันด้วย

สำหรับราคาเหมาในสวนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 38-45 บาท ส่วนใหญ่ล้งจะเลือกซื้อเบอร์ 1 และ 2 ซึ่งเป็นลำไยเกรดคุณภาพมีปริมาณราว 10% ราคากิโลกรัมละ 40-50 บาท แต่ที่เป็นปัญหาตอนนี้คือ ลำไยเบอร์ 3 และ 4 มีขนาดเล็ก ไม่สวย พ่อค้าบางล้งจึงซื้อรวมกับลำไยร่วงเพียงกิโลกรัมละ 3-5 บาทเท่านั้น ปัจจุบันมีล้งรับซื้อลำไย 50 ล้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.จันทบุรี ว่า ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนลำไยเจอปัญหาการจ่ายเงินของล้ง หรือเช็คเด้ง โดยชาวสวนลำไยประมาณ 300 ราย ที่ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัท หงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด ที่อำเภอโป่งน้ำร้อน ได้รวมตัวกันไปเรียกร้องให้บริษัทจ่ายเงินตามสัญญา ซึ่งตัวแทนบริษัทชาวจีนได้ชี้แจงผ่านล่ามคนไทยว่า บริษัทยอมรับเรื่องเช็คเด้ง โดยมีสาเหตุ 2 ประการ คือ การค้าลำไยประสบภาวะขาดทุนมาก เพราะซื้อในราคาที่สูงกว่าบริษัทอื่น ๆ และเรือที่ขนส่งลำไยต้องลอยลำอยู่ในทะเลเพื่อรอราคาตลาด จึงทำให้เงินหมุนเวียนไม่ทัน รวมทั้งการจดทะเบียนชื่อบริษัทใหม่และนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังไม่เสร็จเรียบร้อย

นอกจากนั้นยังชี้แจงอีกว่า บริษัทเริ่มทยอยจ่ายเงินให้ชาวสวนคู่สัญญาที่ได้รับเช็คเด้งแล้ว คาดว่าภายใน 3 สัปดาห์จะจ่ายได้ครบแน่นอน ส่วนคู่สัญญาที่เก็บลำไยเสร็จในช่วงนี้และระยะถัดไปจากนี้จะได้รับเงินภายใน 2 เดือน

นายอรรธวุฒิ เวชปรีชา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ตัวแทนชาวสวนลำไยที่เข้าประชุม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า บริษัท หงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด เป็นบริษัทใหญ่อันดับต้นของจังหวัดจันทบุรีที่เข้ามาซื้อลำไย 2-3 ปีมาแล้ว มีลูกค้าจำนวนมากทั้งรายเล็ก-รายใหญ่ในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อนและ อ.สอยดาว และซื้อโดยการจ่ายเช็คล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งไม่เคยมีปัญหาหยุดซื้อ หรือค้างเงินชำระ แต่ปีนี้บริษัทอ้างว่าตลาดจีนไม่ซื้อ ตลาดไม่เดิน และบริษัทอยู่ในระหว่างการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์

ตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อใจว่าจะได้เงินตามกำหนดครบถ้วนหรือไม่ และเกษตรกรจำนวนมากที่ทำสัญญาไว้กับบริษัทอื่นอีกหลายราย ที่ยังไม่ได้เก็บผลลำไยช่วงเดือน พ.ย. 60-มี.ค. 61

“ปัญหาเรื่องล้งผิดสัญญายังคงมีอยู่แบบเดิม ๆ ทั้งขอลดราคา ไม่มาเก็บตามสัญญา เลือกเก็บเฉพาะเบอร์สวย ทิ้งสวน หรือขอเงินมัดจำ แต่รุนแรงที่สุดในปีนี้คือเช็คเด้ง ฉะนั้นการทำสัญญาระหว่างล้งกับเกษตรกรควรมีเจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานภาครัฐร่วมอยู่ด้วย เพราะวงเงินสูงตั้งแต่ 3 แสนถึง 15 ล้านบาท” นายอรรธวุฒิกล่าว

ด้านนางกาญจนา พงศ์พฤกษทล รองประธานกรรมการ บริษัท อาร์.เค.ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกลำไยอบแห้งทั้งเปลือกรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปลูกลำไยนอกฤดูในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนขยายตัวมากขึ้นในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีตลาดจีนรับซื้อเพียงตลาดเดียว

“สถานการณ์ปีนี้ ลำไยนอกฤดูอยู่ในสภาวะตลาดตาย ผลผลิตออกมาปริมาณมาก ทำให้ไม่สามารถขายได้เร็ว ด้วยเพราะเป็นผลลำไยสด เมื่อส่งออกไปจีนจึงมีระยะเวลาในการขาย”

นางกาญจนากล่าวอีกว่า บริษัทเน้นทำลำไยอบแห้งทั้งเปลือกในฤดู 100% มีตลาดส่งออกคือจีน ส่วนการทำลำไยอบแห้งทั้งเปลือกนอกฤดูมีสัดส่วนเพียง 25% ซึ่งปีนี้มีออร์เดอร์ลำไยอบแห้งทั้งเปลือกนอกฤดูจากจีนเข้ามา โดยลำไยเกรด AA รับซื้อกิโลกรัมละ 17.50-18 บาท เกรด A รับซื้อ 12 บาท/กก. และเกรด B รับซื้อ 9 บาท/กก. โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมารับซื้อลำไยนอกฤดู 5 หมื่นกิโลกรัม ขณะที่สามารถรับซื้อได้ถึง 3 แสนกิโลกรัม

พาณิชย์จัด MOU ชาวนากับโรงสี-ผู้ส่งออก ดันสร้างมาตรฐาน “ข้าวสี” ทำตลาดต่างประเทศ ด้านกรมการค้าภายในเตรียมของบประมาณ 20 ล้านบาท ขอใบรับรองมาตรฐานในตลาดต่างประเทศ พร้อมแนะเกษตรกรเตรียมความพร้อมด้านเพาะปลูกรองรับตลาดในอนาคต

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการเชื่อมโยงตลาดข้าวสี ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ปลูกข้าวสี กับผู้ที่จะเข้ามารับซื้อ คือ โรงสี และผู้ส่งออก ผู้ประกอบการข้าวถุง เพื่อนำไปทำตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศต่อไป การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกในการทำตลาดข้าวสีไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ซื้อรู้จักและผู้ปลูกมีช่องทางการทำตลาดที่ชัดเจน โดยจากนี้ไปกระทรวงพาณิชย์จะส่งเสริมข้าวสีไทยให้ได้มาตรฐานทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อยกระดับการแข่งขันต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสริมตลาดข้าว จึงจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อผลักดันให้ข้าวไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะข้าวสีไทย ซึ่งมีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเพื่อผลักดันสู่ตลาดมากนัก ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมมาตรฐานข้าวสีไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

“เมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน ทำให้เกษตรกรสนใจปลูกข้าวสีมากขึ้น เนื่องจากขายได้ราคาดี แต่ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้คุณภาพ และเป็นที่ยอมรับตามความต้องการของตลาด ต่อไปกระทรวงพาณิชย์จะทำการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และทิศทางของตลาด ราคา โดยเกษตรกรต้องเตรียมความพร้อมด้านการเพาะปลูก และคุณภาพข้าว มาตรฐาน เพื่อรองรับตลาดในอนาคต ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ” นางอภิรดีกล่าว

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างการตั้งงบประมาณในการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสี ข้าวอินทรีย์ โดยเฉพาะการรับรองมาตรฐานข้าวในตลาดต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ ต้นทุนในการขอใบรับรองสูง ซึ่งตั้งงบประมาณเบื้องต้นไว้ที่ 20 ล้านบาท ระยะเวลาปี 2563-2565 และภายหลังการ MOU ต้องการให้เกษตรกรเตรียมความพร้อมด้านการเพาะปลูกให้ได้มาตรฐาน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน ทั้งเรื่องดิน น้ำ พันธุ์ข้าว ซึ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน หากต้องการให้ได้มาตรฐานเกษตรกรต้องเริ่มต้นในตอนนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบเพื่อขอรับรองคุณภาพ มาตรฐานจะได้สะดวกมากขึ้น

“ค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองมาตรฐานข้าวในต่างประเทศอยู่ที่ราคา 70,000-80,000 บาทต่อ 1 ใบรับรอง ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ใบรับรองมาตรฐานเพื่อการส่งออก กรมจึงได้ตั้งงบประมาณขึ้นมา โดยที่เกษตรกรไม่ต้องจ่าย เพื่อสร้างมาตรฐานข้าวให้ได้ตามการตรวจสอบเท่านั้น” นายบุณยฤทธิ์กล่าว และว่า

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อสามารถผลิตข้าวสี ข้าวอินทรีย์ magiuropa.com และได้การรับรองจากต่างประเทศ จะทำให้การส่งออกข้าวไทยขยายตัวได้ในอนาคต และระหว่างที่เกษตรกรเตรียมการเพาะปลูกกรมจะเชิญชวนผู้ปลูกที่มีข้าวสีอยู่แล้วมาร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และผู้จัดงานของเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้จัดงานอันดับหนึ่งของโลกในการจัดงานเกษตรอินทรีย์ และเพื่อให้ข้าวสี ข้าวอินทรีย์ของไทย เริ่มเป็นที่รู้จัก และทำการประชาสัมพันธ์ไปในตัว ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นการทำตลาดที่ดีให้กับเกษตรกรเองด้วย โดยงานจะมีขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคม 2561

เร่งสร้างมาตรฐาน ก่อนทำตลาด “ข้าวสี” เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงพาณิชย์ และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้จัดคณะใหญ่นำทัพผู้นำเข้าข้าวจากฮ่องกงที่เดินทางมาลงนามบันทึกความเข้าใจซื้อข้าวจากประเทศไทย ไปลงพื้นที่ชมวิถีชีวิตชาวนาไทย ตั้งแต่บายศรีสู่ขวัญก่อนลงนาเกี่ยวข้าว พร้อมลงนาชมกระบวนการสีข้าวจากโรงสี เรียกว่า “ครบวงจร”

หนึ่งในกิจกรรมเด็ด หนีไม่พ้นการรับประทานข้าวที่สมาคมผู้ส่งออกฯคัดสรรมาเสิร์ฟเป็นเมนูพิเศษ โดยนำ “ข้าวสี” 2 ชนิด มาหุงให้รับประทานบนโต๊ะอาหารจีน ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นถกกันอย่างกว้างขวางระหว่างกูรูโรงสีข้าวหอมมะลิอีสาน ผู้ส่งออกข้าวรุ่นใหญ่ และผู้ส่งออกข้าวรุ่นใหม่ว่า ข้าวที่หุงมานั้น คือ สายพันธุ์ใด ?

หากดูจากลักษณะทางกายภาพ ข้าวชนิดแรกสีน้ำตาลเมล็ดยาว น่าจะเป็น “ข้าวสังข์หยด” พัทลุง หรือไม่ก็ “ข้าวหอมแดง” และอีกชนิดเป็น “ข้าวสีม่วงดำ” น่าจะเป็น “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” หรือไม่ก็ “ข้าวหอมนิล”

หลังจากทั้งชิมและดมกันไปรอบ ยังตัดสินไม่ได้ จนต้องเรียกเจ้าภาพมาเฉลยว่า ข้าวสีน้ำตาลเป็น “ข้าวพันธุ์ทับทิมชุมแพ” ซึ่งเป็นลูกผสมเกิดจาก “สังข์หยด” บวกกับ “หอมมะลิ” ส่วนอีกชนิดที่มีสีม่วงแดง คือ “ข้าวหอมนิล” ที่มีหน้าตาคล้าย “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”สะท้อนว่า ขนาดกูรูยังดูไม่ออกเลยว่า ข้าวสีที่เห็นเป็นสายพันธุ์ไหน แล้วคนทั่วไปจะทราบได้อย่างไรก่อนตัดสินใจซื้อ !

กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการถกกันถึงเรื่องการกำหนด “มาตรฐานข้าวสีไทย” ซึ่งทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพเริ่มยกร่างมาตั้งแต่กลางปี 2560 ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทเป็นเซลส์แมน ขายทุกอย่างที่เป็น “ข้าวสี”

ฝ่ายโรงสีให้ความเห็นว่า การกำหนดมาตรฐานโดยใช้เฉดสีเป็นตัววัดไม่ได้ เพราะสีของเมล็ดข้าวสายพันธุ์เดียวกัน หากปลูกคนละปี คนละพื้นที่ คนละสภาพอากาศ ให้สีแตกต่างกัน ดังนั้นการตรวจสอบและวัดมาตรฐานทำได้ยาก และราคาขายในท้องตลาดแตกต่างกัน เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ บางที่ขายสูงถึง 100 บาท/กก. แต่ตลาดนัดบางที่ขาย 50-60 บาท/กก. แล้วประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวไหนของแท้ หรือก๊อบเกรดเอ

ด้านผู้ส่งออกมองว่า ปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกข้าวสีมีเพียง 0.01% เทียบกับยอดส่งออกข้าวทั้งประเทศ โดยปี 2559 มีการส่งออกข้าวกล้องแดงมากที่สุด 8,710 ตัน ข้าวเหนียวดำ 2,187 ตัน ข้าวกล้องดำ 1,324 ตัน ปี 2558 ข้าวสีทุกชนิดส่งออกรวม 10,130 ตัน

การทำตลาดยากตรงที่จะสื่อให้ผู้บริโภครับทราบ เพราะขนาดกูรูวงการข้าวยังแยกไม่ออก หากเป็นเช่นนี้ย่อมมีผลต่อการกำหนดราคาขาย…

และเมื่อการตลาดไม่ชัดเจน ไม่มีตลาดรองรับ ย่อมจะส่งผลย้อนกลับมาถึงภาคการผลิต ทำให้ชาวนาไม่นิยมปลูก

ในโต๊ะอาหารยังแสดงความเป็นห่วงถึง “ข้าว กข. 43” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯพัฒนาและส่งเสริมการปลูก โดยข้าวชนิดนี้มีจุดแข็ง คือ มี “ดัชนีน้ำตาลต่ำ” ถูกใจสายสุขภาพ เพราะทานแล้วไม่อ้วน ในอนาคตหากตลาดข้าวกลุ่มนี้ขยายตัว ทั้งที่ยังไม่มีการควบคุมมาตรฐานแน่นอน เกรงว่าอาจจะซ้ำรอย คล้ายกับมาตรฐานข้าวสี

จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องเร่งหารือ เพื่อให้ข้าวสีไทยผงาดในตลาดโลกได้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นต่อไป กรมเชื้อเพลิงรอความชัดเจนแผนพีดีพีและผลประมูล 2 แหล่งก๊าซในอ่าวไทยก่อนทบทวนแผนบริหารจัดการก๊าซ 20 ปีใหม่ รองรับกำลังการผลิตในประเทศลดต้องพึ่งพาแอลเอ็นจี เผยหลังปี 2579 ต้องนำเข้าแอลเอ็นจีถึง 90%

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างทบทวนแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ 20 ปี (แก๊สแพลน 2015) ที่จะต้องมีการปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงต่างๆ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการใช้ในอนาคต โดยจะต้องรอผลสรุปและความชัดเจนของการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2015) ก่อน จึงจะเดินหน้าปรับแก๊สแพลนต่อไป ขณะเดียวกันต้องรอความชัดเจนจากผลการประมูล 2 แหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย คือ เอราวัณและบงกช ว่าผู้ชนะการประมูลจะสามารถรักษากำลังผลิตก๊าซไว้ที่ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามเดิมได้หรือไม่