อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า

อาหารและเครื่องดื่มสูตรน้ำตาล 0% ช่วยในเรื่องของการลดความอ้วนไม่ได้ และสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ไม่สามารถทำให้อยากอาหารเพิ่มขึ้นได้ เพราะในสารที่ให้ความหวานไม่มีสารกระตุ้นความอยากอาหารอยู่
“สารที่ให้ความหวานสามารถช่วยในเรื่องของการลดหรือควบคุมปริมาณแคลอรีในอาหารและเครื่องดื่มที่รับประทานได้ เพราะสูตรน้ำตาล 0% เป็นเพียงแค่การลดพลังงานหรือแคลอรีบางส่วนที่ได้รับจากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเท่านั้น และในส่วนของพลังงานที่ลดเป็นเพียงนิดเดียวเท่านั้น”

อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ ยกตัวอย่างว่า สมมุติว่าน้ำอัดลมกระป๋องที่มีขนาด 325 กรัม มีน้ำตาลประมาณ 10 ช้อนชา เมื่อคูณ 4 จะได้ 40 กรัม คูณ 4 กิโลแคลอรี ก็จะได้ประมาณ 160 กิโลแคลอรี เพราะฉะนั้นการดื่มน้ำอัดลม 0% ก็คือการทานน้ำอัดลมที่ให้พลังงานแคลอรีน้อยลงไป 160 แคลอรี เพียงเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่จะทำให้เกิดความอ้วนจะขึ้นอยู่กับปริมาณของพลังงานตามที่ร่างกายได้รับ ซึ่งอาหารหลักที่รับประทานวันละ 3 มื้อ ที่ประกอบไปด้วยข้าว โปรตีน คาร์โบไฮเดรต หรือไขมัน ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้จะทำให้เกิดความอ้วนขึ้นได้ โดยเฉพาะไขมันและแป้ง ที่เป็นตัวให้พลังงานมากกว่าน้ำตาลถึงสองเท่า
สรุปคือ การรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม สูตรน้ำตาล 0% เป็นเพียงอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มเพียงเท่านั้น

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เจาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ แจงผลวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวเจ้านาปีและข้าวเหนียวนาปี ระบุ ในเขตพื้นที่เหมาะสม ข้าวเจ้านาปี มีต้นทุนการผลิต 4,920 บาทต่อไร่ ผลผลิต 736 กก. ในขณะที่ข้าวเหนียวนาปี ต้นทุนการผลิต 5,529 บาทต่อไร่ ให้ผลผลิต 733 กก.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการสำรวจวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวเจ้านาปี และข้าวเหนียวนาปีของภาคเหนือ โดยจัดเก็บข้อมูลต้นทุนการผลิตตามความเหมาะสมทางกายภาพของพื้นที่ 2 กลุ่ม ได้แก่ พื้นที่เหมาะสม (S) และพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) รวม 8 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ตาก และสุโขทัย เพื่อสนับสนุนโครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2560

จากผลการวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทนของ สศก. ที่ได้จากการจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรในพื้นที่ พบว่า ข้าวเจ้านาปี เขตพื้นที่เหมาะสม (S) ต้นทุนการผลิต 4,920 บาทต่อไร่ ผลผลิต 736 กก.ต่อไร่ ต้นทุน 6,658 บาทต่อตัน รายได้ 5,567 บาทต่อไร่ ผลตอบแทน 664 บาทต่อไร่ ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) มีต้นทุนการผลิต 4,912 บาทต่อไร่ ผลผลิต 677 กก.ต่อไร่ ต้นทุน 7,249 บาทต่อตัน รายได้ 5,082 บาทต่อไร่ ผลตอบแทน 170 บาทต่อไร่ ซึ่งต้นทุนต่อตันจะสูงกว่าในพื้นที่เหมาะสม ทำให้ผลตอบแทนต่อไร่ที่ได้น้อยว่าในพื้นที่เหมาะสม

ข้าวเหนียวนาปี เขตพื้นที่เหมาะสม (S) ต้นทุนการผลิต 5,529 บาทต่อไร่ ผลผลิต 733 กก.ต่อไร่ ต้นทุน 7,547 บาทต่อตัน รายได้ 8,853 บาทต่อไร่ ผลตอบแทน 3,324 บาทต่อไร่ ในขณะที่พื้นที่ไม่เหมาะสม (N) มีต้นทุนการผลิต 4,904 บาทต่อไร่ ผลผลิต 540 กก.ต่อไร่ ต้นทุน 9,076 บาทต่อตัน รายได้ต่อไร่ 4,615 บาท ผลตอบแทน1,512 บาทต่อไร่ ซึ่งต้นทุนต่อตันจะสูงกว่าในพื้นที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลตอบแทนต่อไร่น้อยว่าในพื้นที่เหมาะสม

รองเลขาธิการ กล่าวต่อไปว่า ความเหมาะสมของดินเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นในการตัดสินใจของเกษตรกรที่จะผลิตสินค้าใด โดยต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่ดีกว่า สอดคล้องกับความต้องการผลผลิตในระดับพื้นที่ หรือความต้องการของตลาดโดยรวม มีการใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

ทั้งนี้ สศก. ได้จัดทำข้อมูลเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ โดยสำรวจจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนผลตอบแทนสินค้าเกษตรที่สำคัญ 4 ลำดับแรก ตามมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ซึ่งในปี 2560 ดำเนินการใน 48 จังหวัด เพื่อศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทน และจัดทำบัญชีสมดุลของสินค้านั้นของจังหวัด เพื่อทำข้อเสนอทางด้านนโยบายหรือยุทธศาสตร์ทางเลือกของจังหวัด ในการที่จะส่งเสริมหรือให้ข้อมูลกับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชหรือผลิตสินค้าเกษตรทางเลือกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูล สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทร. 0 2561 2870 อีเมล

คณะกรรมาธิการสนช. เห็นชอบให้เว้นภาษีที่ดินเพื่ออยู่อาศัยให้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ขยายฐานจากที่รัฐบาลเสนอมาไม่เกิน 50 ล้าน รอสนช.เห็นชอบ ในวาระ 3 โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในปี 2562
นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นให้ควรเว้นภาษีที่ดินเพื่ออยู่อาศัยให้ไม่เกิน 20 ล้านบาท จากที่รัฐบาลได้เสนอให้เว้นไม่เกิน 50 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สนช. เห็นให้ลดอัตราภาษีเก็บจริงสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยให้ลดลง เพื่อไม่เป็นภาระกับผู้มีบ้านมากจนเกินไป

นอกจากนี้ กรรมาธิการยังต้องพิจารณาว่า เมื่อลดการเว้นภาษีบ้านไม่เกิน 50 ล้านบาท จะต้องไปลดการเว้นภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรลงด้วยหรือไม่ เพื่อให้มีความสอดคล้องกันและเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีทุกกลุ่ม
“หลังจากนี้ จะต้องให้ สนช.เห็นชอบในวาระ 3 ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะทำได้ภายในปีนี้ โดยกฎหมายจะมี ผลบังคับใช้ในปี 2562” นายวิสุทธิ์ กล่าว

รมช.คลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมากรรมาธิการได้ขยายเวลาการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินเพิ่มอีก 60 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดเดือน ก.ย.2560 นี้ อย่างไรก็ตามในเดือนนี้ การหยุดประชุมหลายครั้ง ทำให้อาจจะต้องขยายเวลาการพิจารณาอีกครั้งเป็นเวลา 30 หรือ 60 วัน เพื่อพิจารณา รายละเอียดของกฎหมายอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีข้อเสนอจากภาคส่วนต่างๆ เข้ามาให้พิจารณาจำนวนมาก

ทั้งนี้ อัตราเพดานภาษีที่รัฐบาลเสนอให้ สนช.พิจารณา แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1. ที่ดินเพื่อการเกษตรมีเพดานภาษี 0.2% และให้เว้นเก็บภาษีที่ดินมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนที่ดินมูลค่า 50-100 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.05% และมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ให้เก็บ 0.10%
ประเภทที่ 2 เป็นที่ดินเพื่อยู่อาศัยเพดานภาษี 0.5% เว้นภาษีบ้านหลังแรกมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท บ้าน 50-100 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.05% และเกิน 100 ล้านบาท เก็บ 0.10% สำหรับบ้านหลังที่ 2 มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.03% บ้าน 50-100 ล้านบาท ให้เก็บภาษี 0.05% และเกิน 100 ล้านบาท เก็บ 0.10%

ประเภทที่ 3 ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ และประเภทที่ 4 ที่ดินว่างเปล่า กำหนดเพดานภาษีไม่เกิน 2% โดยมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท เสียภาษี 0.3% มูลค่า 20-50 ล้านบาท เสีย 0.5% มูลค่า 50-100 ล้านบาท เสีย 0.7% มูลค่า 100-1,000 ล้านบาท เสีย 0.9% มูลค่า 1,000-3,000 ล้านบาท เสีย 1.2% และมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านบาท เสีย 1.5%
ส่วนของที่ดินว่างเปล่า หากไม่ใช้ประโยชน์จะเก็บเพิ่มขึ้น 0.5% ทุกๆ 3 ปี แต่สุดท้ายต้องไม่เกิน 5%

ตลาดส่งออกข้าวสะเทือน เวียดนามรุกหนักพัฒนาพันธุ์สู้ไทยกว่า 10 สายพันธุ์ ส่งข้าวขาวต้นทุนต่ำ-คุณภาพสูง-ราคาถูก ตีตลาด ขณะที่ไทยมุ่งเน้นส่งเสริมชาวนา-ดูแลต้นทุนการผลิต

ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้การส่งออกข้าวไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงจากคู่แข่งส่งออกใหม่ที่พยายามพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นมาสู้ไทย โดยเฉพาะเวียดนามที่พยายามพัฒนาสายพันธุ์ข้าวขาวใหม่ ที่มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ต้นทุนต่ำลง ทั้งยังมีคุณภาพสูงออกมาตีตลาดส่งออกเดียวกับไทย ในราคาที่ถูกกว่า โดยล่าสุดจะเห็นว่าเวียดนามได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวขาวเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 สายพันธุ์ ที่มีคุณสมบัติทั้งนุ่ม เมล็ดยาว เพื่อตีตลาดไทย จากก่อนหน้านี้ที่เวียดนามได้พัฒนาข้าวหอม KDM เข้ามาแข่งขัน

โดยส่งออกในราคาต่ำกว่าข้าวหอมมะลิไทยถึงตันละ 300-400 เหรียญสหรัฐ
“ไทยมีแต่ข้าวขาวอย่างเดียว แต่เวียดนามมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวขาว ให้มีความหลากหลายมากกว่า 10 ชนิด มีทั้งแบบที่ราคาสูงกว่าข้าวขาวทั่วไป เช่น ข้าวขาวเมล็ดยาว นุ่ม ที่เรียกว่าพันธุ์ 5141 ราคา 450 เหรียญสหรัฐ ข้าว Nang Hua ที่มีลักษณะเหมือนข้าวหอมมะลิ ไม่หอมเท่ากับข้าวมะลิไทย ราคาตันละ 550 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ขาวทั่วไปจะส่งออกราคาตันละ 370-380 เหรียญสหรัฐ ข้าว ST21 เมล็ดสั้น ผสมมาจากพันธุ์ของประเทศไต้หวัน ราคาตันละ 470-480 เหรียญสหรัฐ”

โดยปัจจุบันการส่งออกข้าวของเวียดนามทำได้ปริมาณปีละ 6-6.5 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวหอมมะลิ ประมาณ 1.5-1.6 ล้านตัน ข้าวเหนียว 600,000 ตัน ข้าวขาวชนิดเดิม และข้าวขาวชนิดราคาสูง อีก 3-4 ล้านตัน จากความได้เปรียบทั้งความหลากหลายของข้าว ที่เจาะตลาดแต่ละเซ็กเมนต์ ความสะดวกและต้นทุนโลจิสติกส์ เช่น การส่งออกไปจีนผ่านชายแดน โดยไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทำให้มีตัวเลขตรงนี้เพิ่มจากช่องทางส่งออกปกติได้อีก 1.5-2.0 ล้านตัน
ร.ต.ท. เจริญ กล่าวอีกว่า หลักการพัฒนาของเวียดนามจะเน้นความต้องการของตลาดเป็นหลัก แล้วมุ่งพัฒนาพันธุ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ขณะที่หลักการพัฒนาข้าวของไทยยังเป็นแบบเดิม กล่าวคือ มุ่งเน้นการส่งเสริมรายได้ให้กับชาวนาเป็นหลัก และดูแลต้นทุนการผลิต แต่ไม่ได้มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน หรือปรับตัวตามทิศทางตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้พันธุ์ข้าวยังเป็นแบบเดิม และยังคุณภาพแย่ลงๆ ทุกวัน เช่น ความหอมลดลง อีกทั้งไทยยังมีปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่ามากกว่าคู่แข่งอีก 7-8% ในปีนี้

ดังนั้น แนวทางแก้ไขไทยต้องมีการจัดทำยุทธศาสตร์ข้าว 20 ปี กำหนดพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวที่ชัดเจน เช่น พื้นที่ข้าวหอมที่ต้องการได้ผลผลิตพรีเมี่ยมชั้น 1 ขายราคาตันละ 1,000 เหรียญสหรัฐ ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลินอกเขต แต่ได้ผลผลิตดี เช่น จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ซึ่งไม่ได้เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมแต่ผลผลิตต่อไร่สูง และเมื่อตรวจสอบทางพันธุกรรมแล้ว ได้ความบริสุทธิ์ 92% จะดำเนินการอย่างไร หากมีแผนการปลูกและแผนการตลาดที่ชัดเจน รัฐไม่ต้องไปบอกเกษตรกรว่า ปลูกหรือไม่ควรปลูก เชื่อว่าเกษตรกรพร้อมจะปรับเปลี่ยนด้วยตัวเอง

รายงานจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่า การส่งออกข้าวไทยในช่วง 7 เดือนแรก มีปริมาณ 6.40 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 5.45 ล้านตัน ด้านมูลค่า เท่ากับ 95,170 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 85,994 ล้านบาท
โดยมาจากการส่งออกเดือนกรกฎาคม 2560 ที่มีปริมาณ 986,389 ตัน เพิ่มขึ้น 121.7% จากเดือนกรกฎาคม 2559 อย่างไรก็ตามสถานะการส่งออกล่าสุดไทยยังครองความเป็นผู้ส่งออกเบอร์ 1 มากกว่าอินเดียที่ส่งออกได้ 6.26 ล้านตัน และเวียดนามที่ส่งออกได้ 3.90 ล้านตัน

ทั้งนี้ ใน 7 เดือนแรกการส่งออกข้าวขาว 3.05 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9.4% ข้าวหอมมะลิ 1.46 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9.3% ข้าวนึ่ง 1.48 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 38.4% ข้าวเหนียว 280,913 ตัน เพิ่มขึ้น 54% ข้าวหอมไทย 130,388 ตัน เพิ่มขึ้น 76%
สำหรับตลาดข้าวหลัก ได้แก่ เบนิน ปริมาณ 951,302 ตัน เพิ่มขึ้น 57.2% จีน 761,376 ตัน เพิ่มขึ้น 50.2% แอฟริกาใต้ 377,022 ตัน เพิ่มขึ้น 21.1%
ร.ต.ท. เจริญ ระบุว่า สมาคมคาดว่ายอดส่งออกข้าวในเดือนนี้จะเหลือเดือนละ 700,000-800,000 ตัน เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งซื้อใหม่ และเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ออกสู่ตลาด ผู้ส่งออกจึงเพียงส่งมอบข้าวให้กับลูกค้าที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ เท่านั้น

นางฉันทรา พูนศิริ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาและการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากสารสกัดจากธรรมชาติไทย เพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 2 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่าง “วว.” ซึ่งจะทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี ในการพัฒนาสารสำคัญและประสิทธิภาพของสารธรรมชาติต่างๆ ในระดับก่อนคลินิก (pre-clinic) รวมทั้งการนำผลงานวิจัยมาพัฒนาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และ“กรมการแพทย์” จะทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยด้านการทดสอบประสิทธิภาพระดับคลินิก รวมทั้งเป็นหน่วยการผลิตขั้นต้น

เพื่อสนับสนุนข้อมูลด้านประสิทธิภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์เวชสำอาง…ตามยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาลในการสนับสนุน ส่งเสริม และเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติไทย…พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม เพื่อใช้เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางไทย บนฐานความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) การใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างคุ้มค่า และคงเอกลักษณ์คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ธรรมชาติไว้ รวมทั้งร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมจากสิ่งเหลือทิ้งทางการเกษตร หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สู่การเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ ด้วย วทน.

สภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ สรุป 6 แนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ ให้ทุกประเทศใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นปีละ 10% พร้อมเสนอตั้ง “ตลาดยางพาราระดับภูมิภาค” RRM เป็นตลาดซื้อขายล่วงหน้า

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย เปิดเผยในฐานะเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา ประจำปี 2560 ภายใต้สภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) ร่วมกับนายดาตุ๊ก เสอรี มะ ซีอีว เขี่ยว รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศมาเลเซีย และ ดร. รัน ดุช แองการ์ตีอาสโต้ ลูกีตา รัฐมนตรีกระทรวงการค้า ประเทศอินโดนีเซีย ว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2559 ถึง 2560 สภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อตลาดและราคายางทำให้มีความผันผวน ขณะที่ปริมาณผลผลิตลดลงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับเกษตรกรรายย่อยหันไปประกอบอาชีพเกษตรอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ITRC และ IRCo ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าว จากการร่วมประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศครั้งนี้ มีข้อสรุปแนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบ

สำหรับข้อสรุปแนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบ 6 ประการ คือ 1. ส่งเสริมด้านอุปสงค์ เพิ่มปริมาณการใช้ยางในแต่ละประเทศให้เพิ่มมากขึ้นปีละ 10% กับการพัฒนาและดำเนินงานต่างๆ ทั้งการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน กีฬาสุขภาพ ตลอดจนการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยจะให้ความสำคัญในการวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมทั้งภาครัฐและเอกชน และมีข้อตกลงร่วมกันในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการใช้ยางธรรมชาติของแต่ละประเทศสำหรับก่อสร้างถนนและการปูผิวถนนใหม่

2. การจัดตั้งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (ITRC Regional Rubber Market : RRM) เป็นลักษณะการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้สนใจได้เข้ามาซื้อขายผลผลิตจากสถาบันเกษตรกรโดยตรงมากยิ่งขึ้น

3. การบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบผ่านโครงการจัดการอุปทาน (Supply Management Scheme : SMS) เป็นการลดปริมาณผลผลิตและพื้นที่ปลูก จะเป็นมาตรการระยะยาวช่วงปี 2560-2568 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความต้องการใช้และปริมาณผลผลิต เป็นมาตรการเข้มข้น จะส่งผลดีให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น และสร้างความมั่นใจในการจัดหายางธรรมชาติให้กับผู้บริโภค

4. มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง (Agreed Export Tonnage Scheme : AETS) หากราคายางปรับตัวลดลงจนน่าเป็นห่วง อาจจำเป็นจะต้องนำมาตรการนี้มาใช้ เพื่อช่วยกระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น

5. ITRC ทั้งสามประเทศต่างมีความเห็นร่วมกันในการรับประเทศเวียดนามเป็นสมาชิกสมทบภายใต้กรอบการทำงานของ ITRC โดยประเทศเวียดนาม ถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ของโลกที่มีผลผลิตค่อนข้างสูง ฉะนั้น การมีส่วนร่วมของเวียดนามจะช่วยเพิ่มบทบาทของ ITRC ในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยาง

6. การหาแนวทางใหม่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ในอนาคตจะปรับกลยุทธ์ในการหารือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ไทย-เดนมาร์คเปิดแผนเชิงรุก เร่งขยายฐานคนรุ่นใหม่ sananegerek.com ส่งซับแบรนด์จัดทัพสินค้าเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร เดินหน้าเติมช่องทางเข้าถึงผู้บริโภค ต่อยอดร้านนมผุดฟู้ดทรัก “โมบายมิลค์ช้อป” ตระเวนงานอีเวนต์ ควบคู่กับพัฒนาช่องทางขายออนไลน์ พร้อมจัดกิจกรรมการตลาดเฉพาะพื้นที่บาลานซ์ช่องทางขายเอ็มที-ทีที
นางสาวอรนุช จิราวัฒนานุรักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค กล่าวว่า ปี 2561 อ.ส.ค. มีแผนทำตลาดเชิงรุกมากขึ้นเพื่อขยายฐานกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยปีหน้าเตรียมจัดทัพกลุ่มสินค้าแต่ละเซ็กเมนต์ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยการใช้ชื่อซับแบรนด์สื่อสารถึงสินค้าแต่ละกลุ่ม เช่น นมเปรี้ยวโฉมใหม่ภายใต้ชื่อ “เพรียวดี” หรือในอนาคตที่มีแผนพัฒนานมสำหรับผู้สูงอายุที่จะใช้ชื่อว่า “อยู่ดี” จากก่อนหน้านี้เริ่มดำเนินการแล้วในกลุ่มนมยูเอชทีสำหรับเด็ก “คิดดี” ที่จะช่วยให้การสื่อสารสร้างการรับรู้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พร้อมกันนี้จะเดินหน้าเพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้บริโภค ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาโมเดลโฮมดีลิเวอรี่ ช่องทางซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ร่วมกับไปรษณีย์ไทยพัฒนาช่องทางและการจัดส่งสินค้า รวมทั้งเตรียมเปิดตัวโมบายมิลค์ช้อป รถร้านนมเคลื่อนที่ที่ต่อยอดมาจากร้านมิลค์ช็อปในโรงเรียนซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น โดยจะเป็นรถฟู้ดทรักจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมของไทย-เดนมาร์ค รวมทั้งเมนูของหวาน-เครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนประกอบ เช่น ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ ขนมปังปิ้ง ตระเวนไปตามงานอีเวนต์ต่างๆ จะได้เห็นในช่วงเดือนตุลาคม ระยะแรกเริ่มด้วยรถทั้งหมด 5 คัน ส่วนร้านมิลค์ช้อปในโรงเรียน มีเป้าหมายเปิดในทุกจังหวัด อย่างน้อยจังหวัดละ 1 โรงเรียน ซึ่งปัจจุบันนี้เปิดให้บริการแล้ว 2 จังหวัด

สำหรับช่องทางขายปกติ มีแผนบาลานซ์ระหว่างโมเดิร์นเทรด (เอ็มที) และเทรดิชันนอลเทรด (ทีที) ให้เท่ากันที่ 50% ภายในปี 2564 จากปัจจุบันที่เอ็มทีเป็นสัดส่วนกว่า 57% ด้วยการทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเข้มข้น ทำกิจกรรมการตลาดที่เฉพาะเจาะจง เหมาะสมกับแต่ละภูมิภาคมากขึ้น
สำหรับแคมเปญทั่วประเทศ จะทำแคมเปญใหญ่เปิดตัวโลโก้-บรรจุภัณฑ์ดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้นในไตรมาส 1 ปี 2561 รวมทั้งทำแคมเปญสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กในวงกว้าง หลังจากปัจจุบันได้เริ่มทดลองตลาดมากว่า 2 เดือนแล้ว

“นอกจากการสื่อสารแบบครบวงจร แนวทางการพัฒนาสินค้าต่อจากนี้จะเดินหน้าเพิ่มนวัตกรรมสินค้าให้หลากหลายมากขึ้น โดยมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างน้อย 2 รายการต่อปี”
ปี 2561 ตั้งเป้ายอดขาย 9,560 ล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่าจะปิดยอดขายที่ 9,100 ล้านบาท โดยจะมีตลาดในต่างประเทศ อย่างกลุ่มประเทศซีแอมเอ็มวี และประเทศใหม่ๆ อย่างมาเลเซียที่จะเป็นสปริงบอร์ดไปอินโดนีเซีย-บรูไนในอนาคต จะเป็นอีกตลาดที่ช่วยสร้างการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมาย