เตือนทั่วไทยฝนยังตกชุก หนักบางพื้นที่ เสี่ยงท่วมฉับวันนี้ฝน

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ดังนี้ ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนตกชุก และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนที่อาศัยในที่ราบลุ่ม ที่ลาดเชิงเขาระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมได้เลื่อนขึ้นพาดผ่านภาคเหนือ และตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย และตาก
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณจังหวัดเลยหนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา และชัยภูมิ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

จากกรณีเมื่อวันที่ 29 ส.ค. เว็บไซต์ The Phuket News ซึ่งเป็นสื่อภาษาอังกฤษ ของจังหวัดภูเก็ต ได้มีการเผยแพร่ภาพนิ่งและวีดิโอคลิปรายงานข่าวเกี่ยวกับจระเข้ขนาดใหญ่ซึ่งว่ายน้ำอยู่ในทะเล ซึ่งในรายละเอียดระบุว่าเป็นหาดบางเทา อ.ถลางจ.ภูเก็ต

โดยในคลิปดังกล่าว เป็นภาพมุมสูงที่ถ่ายจากโดรน เห็นจระเข้ขนาดใหญ่ กำลังว่ายน้ำไปอย่างใจเย็น ซึ่งห่างจากชายฝั่งไปเกือบ 100 เมตร ซึ่งโดรนก็พยายามเข้าไปใกล้ ก่อนที่จระเข้ตัวดังกล่าวจะตกใจและดำน้ำหายไป

ทั้งนี้จากข้อมูลของเวปไซด์ The Phuket News รายงานเพิ่มเติมว่า จระเข้ดังกล่าวถูกถ่ายไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (ประมาณวันที่ 24 ส.ค.) โดย ผู้ที่ถ่ายไว้ได้ซึ่งไม่ขอระบุชื่อได้ส่งภาพวีดิโอพร้อมข้อความมาให้กับผู้สื่อข่าว โดยระบุว่า เป็นภาพของจระเข้ขนาดประมาณ 7 ฟุต กำลังว่ายนำอยู่นอกชายหาดบางเทา โดยผู้ที่ส่งภาพมายังระบุไว้ว่า เขาอยากให้ภาพดังกล่าวเพื่อให้มีการนำเสนอ แต่ไม่ต้องการที่จะให้จระเข้ถูกฆ่าตาย หรืออาจจะส่งผลให้มันสูญหายไปจากทะเลอันดามัน อยากให้มีวิธีดำเนินการอย่างปลอดภัยแต่ไม่จำเป็นต้องฆ่า

ล่าสุดผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อ Thon Thamrongnawasawat หรือ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความระบุ “มีข่าวเรื่องจระเข้น้ำเค็มที่หาดบางเทา ภูเก็ต ชาวต่างชาติชื่อคุณไมค์ไปเดินเล่นแล้วสังเกตเห็น จึงวิ่งกลับมาบ้านแล้วเรียกลูกชายเอาโดรนไปถ่ายภาพไว้ คลิปที่เห็นชัดเจนมากครับว่าเป็นจระเข้ขนาดใหญ่ ความยาวน่าจะถึง 3 เมตร #จระเข้ภูเก็ต กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เมื่อปี 56 ก็มีรายงานว่าชาวบ้านเคยเห็นที่หาดไม้ขาว ภูเก็ต จากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป

ก่อนที่จะถามว่าเป็นตัวเดียวกันหรือเปล่า ? เรามาดูที่มาของจระเข้ก่อน จระเข้น้ำเค็มเคยพบในฝั่งอันดามัน มีหัวกะโหลกเป็นหลักฐานที่เกาะตะรุเตา ใครเคยไปคลองพันเตมะละกา คงจำได้ว่าข้างในมี “ถ้ำจระเข้” แล้วเป็นไปได้ไหมที่จะมีจระเข้ตามธรรมชาติเหลืออยู่ ตั้งแต่สมัยนั้นยันตอนนี้ โอกาสมีน้อยมากครับ แต่แน่นอนว่ายังพอมีจระเข้น้ำเค็มอยู่แถบนี้บ้าง อาจเป็นในพม่าในสุมาตรา แต่โอกาสที่จะมาถึงภูเก็ต เป็นไปได้แต่ยากนิด อีกแหล่งอาจเป็นจระเข้หลุดจากฟาร์มหรือแหล่งที่เลี้ยงอื่นๆ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งน้ำจืด ลูกผสมและน้ำเค็ม

แล้วเราทำอย่างไร ? แน่นอนว่าเราก็ต้องหาทางจับ เป็นไปได้ว่าจระเข้ต้องขึ้นฝั่งบ้าง เพื่ออาบแดดเติมความร้อนให้ร่างกาย ตอนที่ขึ้นฝั่งน่าจะเป็นโอกาสดี แต่ขึ้นตรงไหน ? อ่านต่อไปนะฮะ แล้วจระเข้เป็นอันตรายหรือไม่ ? จระเข้อาจเป็นอันตราย แม้เขาอาจไม่ทำร้ายคนเป็นประจำ แต่ก็มีข่าวอยู่บ้างนะ

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พายุเข้า คลื่นใหญ่ จระเข้คงไม่เข้ามาน้ำตื้น จะลอยอยู่นอกแนวคลื่น ซึ่งช่วงนี้คลื่นใหญ่ แนวคลื่นอยู่ห่างฝั่ง ซึ่งคนเล่นน้ำทั่วไปคงไม่ต้องกลัวมากนัก แต่ถ้าคนที่ว่ายน้ำไปไกล พวกเล่นกระดานโต้คลื่น อย่างนั้นก็ต้องระวังเพิ่มขึ้นนิด แต่ถ้าถามผมตามตรง ผมไม่ค่อยวิตกมาก คงเป็นเพราะผมเคยเรียนที่ออสเตรเลียหลายปี แถมจุดที่ผมออกฟิลก็ดงจระเข้ เคยเจอตอนแบกอุปกรณ์ริมคลองด้วยซ้ำ (far north queensland ครับ) ปกติจระเข้ที่จู่โจมคน จะเป็นตามคลองที่เชื่อมต่อกับทะเล ตามป่าโกงกาง โอกาสที่จระเข้โจมตีคนตามชายหาดทรายมีน้อยครับ

ผมเชื่อว่าคนในพื้นที่คงหาทางจัดการต่อไป ก็คงพยายามตามหาและจับให้ได้ อาจบอกให้ผู้คนช่วยกันสังเกตตามคลองที่ต่อกับทะเลแถวนั้น อาจต้องเฝ้าดูไปถึงอ่าวพังงา เพราะถ้าจระเข้ว่ายผ่านทางสารสิน เข้าไปในป่าชายเลนพังงาได้ง่าย จระเข้อาจขึ้นมาอาบแดดตามหาดเลน ตอนช่วงน้ำลง แต่ถ้าหาไม่เจอก็คงเฝ้าระวังต่อไปสักระยะ ในขณะเดียวกันก็ควรมีการตรวจเช็คตามฟาร์มต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง (รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงด้วย) ว่ามีจระเข้หลุดหรือไม่

“การดูแลจระเข้ในฟาร์ม เป็นหน้าที่ของกรมประมง ปกติจระเข้ขนาดใหญ่น่าจะมีการฝังชิป สุดท้ายเราคงต้องตรวจสอบระบบการเลี้ยงและดูแล เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เป็นปัญหาในอนาคต (จะหลุดหรือไม่หลุด ตรวจไว้สักนิดก็ดีครับ) ผมดูคลิปแล้วยืนยันว่าจระเข้แน่นอนครับ”

ดร.ธรณ์ กล่าวว่า เครือข่ายสิ่งแวดล้อมทางทะเลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ จ.ภูเก็ต ควรเร่งตรวจสอบและค้นหาจระเข้น้ำเค็มในพิกัดที่ชาวต่างชาติบันทึกภาพได้บริเวณชายหาดบางเทา โดยสันนิษฐานว่าเป็นจระเข้ที่ถูกนำมาเลี้ยงและหลุดออกมาจากหลายสาเหตุโดยไม่ได้รายงานให้กรมประมงรับทราบ ดังนั้นจึงไม่ใช่จระเข้น้ำเค็มในธรรมขาติที่มีเพียงตัวเดียว เนื่องจากข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่าประเทศไทยจระเข้น้ำเค็มซึ่งสัตว์คุ้มครองแต่สูญพันธ์นานแล้ว และไม่น่าจะพลัดหลงมาจากทะเลลึกในเขตประเทศเมียนมาหรือเกาะสุมาตรา เนื่องจากมีระยะทางไกลหลายร้อยกิโลเมตร และ จ.ภูเก็ตอยู่พื้นที่กึ่งกลางของทะเลอันดามัน

นายธานินทร์ สมบูรณ์ กรมทางหลวง(ทล.) เปิดเผยว่า ตามที่กรมทางหลวงได้ก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นและรองรับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ East – West Economic Corridor ประกอบด้วย ตัวสะพานข้ามแม่น้ำเมย ซึ่งได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ สำหรับถนนเพื่อเชื่อมต่อสะพานทั้ง 2 ฝั่ง อยู่ระหว่างก่อสร้างโดยคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนกลางปี 2561 รวมทั้งอาคารด่านพรมแดน(Border Control Facilities) เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยงานต่างๆที่มีภารกิจรับผิดชอบการตรวจผ่านแดน เข้ามาใช้สถานที่ปฏิบัติงานให้บริการประชาชนร่วมกัน อาทิ เช่น กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมปศุสัตว์ โดยล่าสุดความคืบหน้าโครงการอาคารด่านพรมแดน(Border Control Facilities)ดังกล่าว กรมทางหลวงจะลงนามสัญญากับผู้รับจ้างภายในปีนี้และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2562

อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวต่อไปอีกว่า การก่อสร้างอาคารด่านพรมแดนใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 1,127 ล้านบาท แบ่งเป็นอาคารด่านฝั่งไทย 586 ล้านบาท ฝั่งเมียนมา 541 ล้านบาท ซึ่งอาคารด่านพรมแดนมีพื้นที่กว้าง 380 เมตร ยาว 450 เมตร ทั้งสองฝั่ง ภายในด่านพรมแดนจะแยกอาคารผู้โดยสารและอาคารสินค้า ซึ่งอาคารผู้โดยสาร จะออกแบบให้มีความทันสมัยและยังคงรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมของแต่ละประเทศ ลักษณะอาคารผู้โดยสารจะแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นพื้นที่ตรวจและสำนักงานของกรมศุลกากร พื้นที่ตรวจและสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงสำนักงานกักกันโรค ชั้นที่ 2 เป็นสำนักงานของกรมทางหลวง สำนักงานความมั่นคง ในส่วนอาคารสินค้าได้ออกแบบให้มีความสะดวกในการขนส่งสินค้าได้อย่างพอเพียง

อนึ่งโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 มีจุดเริ่มต้นโครงการบนทางหลวงหมายเลข 12 ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน ที่บ้านวังตะเคียน ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ราชอาณาจักรไทย เข้าสู่บ้านเยปู หมู่ที่ 5 เมืองเมียวดี จังหวัดเมียวดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มีจุดสิ้นสุดบรรจบถนนหมายเลข 85 สายเมียวดี – กอกะเร็ก เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงเอเชียหมายเลข 1

ทั้งนี้เมื่อโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 แล้วเสร็จสมบูรณ์จะช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา อำนวยความสะดวกรวดเร็วในการคมนาคมขนส่ง ส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้าการลงทุนในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดปัญหาการจราจรแออัดของสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา แห่งที่ 1 และรองรับการจราจรที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมทั้งจะกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงให้มีความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียน-โลกและการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ ยังรับน้ำได้อีกมาก ส่วนพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีฝนตกชุก ส่งผลให้ระดับน้ำเจ้าพระยาที่นครสวรรค์เพิ่มสูงขึ้น คาดจะสูงสุดวันที่ 4 ก.ย.นี้

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำ ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด หากเกิดปัญหาให้รีบดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน นั้น

จากการติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ในช่วงวันที่ 30 ส.ค.- 3 ก.ย. 60 ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านตอนบนภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคเหนือ

สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(29ส.ค.60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 50,850 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 12,907 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 27,031 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 53 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 14,124 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีก 24,364 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 14,359 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ58 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 3,496 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 7,663 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 4,167 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 10,512 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม(Upper Rule Curve) 8 แห่ง ดังนี้ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนสิริธร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ส่วน อ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ระหว่างร้อยละ 80 – 100 มีทั้งสิ้น 161 แห่ง และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าระดับเก็บกัก มีจำนวน 66 แห่ง กรมชลประทาน ได้ให้ทุกโครงการชลประทาน บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยลดระดับน้ำในอ่างฯให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ (Rule curve) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ(Inflow) มากกว่าความจุของอ่างฯ รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่ (Watershed Area) เมื่อมีฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมอบหมายผู้รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำของแต่ละอ่างฯ ต้องติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถเตรียมการรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที

อนึ่ง ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้คาดการณ์ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ล่วงหน้า 7 วัน (ระหว่างวันที่ 29 ส.ค. – 4 ก.ย. 60) โดยการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ พบว่าปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดว่าปริมาณน้ำสูงสุดจะไหลผ่านที่สถานี C.2 ในเกณฑ์ประมาณ 2,014 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 4 ก.ย. 2560 นี้ ในขณะที่ปัจจุบันมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,498 ลบ.ม./วินาที โดยบริเวณเหนือเขื่อนได้แบ่งรับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้งสองฝั่งวันละประมาณ 398 ลบ.ม./วินาที การทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ ทำให้ระดับน้ำทางด้านเหนือเขื่อนสูงขึ้นจากเมื่อวาน 12 เซนติเมตร อยู่ที่ระดับ +15.99 ม.รทก.(บริเวณด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาสามารถรับน้ำได้จนถึงระดับ +17.00 เมตร(รทก.))

ดังนั้น ปริมาณน้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ ทำให้คาดว่าระดับเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จะไม่ยกตัวขึ้นสูงถึงระดับ +17.00 เมตร(รทก.) การระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จึงยังคงอยู่ในอัตราไม่เกิน 1,500 ลบ.ม./วินาที ตามแผนการระบายน้ำที่ได้วางไว้ ซึ่งจะไม่ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำอาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยจากปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงสู่แม่น้ำ(Sideflow) ทางด้านท้ายเขื่อนซึ่งจะมีปริมาณน้ำไม่มากนัก สำหรับในช่วงวันที่ 4 – 8 กันยายน 2560 จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง มีผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงจังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร หลังจากวันที่ 8 กันยายน 2560 ก็จะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ

กรมชลประทาน ได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา,ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร รวมไปถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้ว

นายสมศักดิ์ คุณเงิน รองประธานคณะกรรมการด้านปศุสัตว์ njcarpet-cleaning.com สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผลผลิตด้านเกษตรกรรมอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก ผลผลิตการเกษตรมีทั้งบริโภคภายในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ นำเงินตราเข้าประเทศไทยจำนวนมากสินค้าเกษตรกรด้านพืช ด้านประมงล้วนมีกฎหมายหลายฉบับดูแล ควบคุม แต่ด้านปศุสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคเนื้อและเนื้อโค ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายเป็นการเฉพาะในการส่งเสริมพัฒนา ทั้งๆ ที่โคเนื้อเป็นอาหารที่คนไทยจำนวนมากนิยมบริโภค แต่การเลี้ยงโคเนื้อกลับลดลงไปเรื่อยๆ ทำให้ต้องนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ และเนื้อโคที่ผลิตในประเทศไทยก็มีราคาสูงกว่าบางประเทศ ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขัน

เห็นจำเป็นว่าควรมีองค์กรขึ้นมาเพื่อการส่งเสริมกิจการโคเนื้อเป็นการเฉพาะ คณะกรรมการด้านปศุสัตว์ สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้ยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการโคเนื้อแห่งประเทศไทย พ.ศ. …. ขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรด้านโคเนื้อโดยเฉพาะ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อน และพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรต่อไป โดยร่าง พรบ.ดังกล่าวประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ คือ 1.คณะกรรมการส่งเสริมกิจการโคเนื้อแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ หลักเกณฑ์ วิธีการ ข้อบังคับ ระเบียบการส่งเสริมกิจการโคเนื้อ ฯ 2.องค์การส่งเสริมกิจการโคเนื้อแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่ ส่งเสริม ดำเนินการเลี้ยงโคเนื้อทั้งใน และต่างประเทศ เช่น กระบวนการเพาะพันธุ์ โรงเรือน การตลาด การวิจัย เป็นต้น รักษาเสถียรภาพด้านราคา การฝึกอบรมบุคคลให้มีความรู้ ความชำนาญและทักษะในการเลี้ยง วางแผนธุรกิจ ฯลฯ 3. กองทุนรักษาเสถียรภาพด้านราคาโคเนื้อ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนหรือจ่ายขาดการดำเนินกิจการโคเนื้อตามร่าง พรบ.

รองประธานคณะกรรมการด้านปศุสัตว์ สภาเกษตรกรฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตลาดบ้านเราขาดแคลนเนื้อเพื่อบริโภคปีหนึ่งประมาณ 200,000 – 300,000 ตัว เรายังขยายการตลาดได้อีกแน่นอน โดยเฉพาะตลาดจีน เวียตนาม สามารถที่จะรองรับโคเนื้อเป็นสินค้าส่งออกได้ กระแสตื่นตัวเรื่องการเลี้ยงโคเนื้อมีสูงแต่กลไกส่งเสริมต้นน้ำยังอ่อนแอ องค์กรที่จะมาเป็นหลักให้กับเกษตรกรในด้านการส่งเสริม การพัฒนาหรือการตลาดยังไม่เห็นความชัดเจน สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงเสนอร่าง พรบ.ดังกล่าวเพื่อเพิ่มพลัง ศักยภาพ ความมั่นคงให้กับเกษตรกร

อ.ส.ค.จัดงาน “สวนมะเดื่อ ฟิลด์เดย์” เปิดช่องทางเกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้เทคโนโลยีการจัดการฟาร์มโคนมอย่างเหมาะสม หวังยกระดับการผลิตน้ำนมดิบอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิตสูงขึ้น เสริมทักษะอาชีพเลี้ยงโคนมภาคกลาง ขณะเดียวกันอ.ส.ค.เร่งให้การสนับสนุนองค์ความรู้ พัฒนาบุคคลกร และหนุนปัจจัยการผลิต หวังให้เกษตรกรและสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมพัฒนาคุณภาพน้ำนมให้ได้มาตรฐานตามที่กระทรวงเกษตรฯกำหนด

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคกลางได้จัดงาน “ฟิลด์เดย์ (Field Day) ภาคกลาง
ครั้งที่ 6” ขึ้นภายใต้ชื่อ “สวนมะเดื่อ ฟิลด์เดย์” (Saunmadua Field Day) ที่สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค สวนมะเดื่อ จำกัด ตำบลห้วยขุนราม อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการจัดการฟาร์มโคนม รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตน้ำนมดิบอย่างเหมาะสม และนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการพัฒนาระบบการเลี้ยงโคนมในฟาร์มของตนเองได้

นอกจากนี้ยังเน้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานและโครงการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ อ.ส.ค. ดำเนินงานประสบผลสำเร็จทั้ง 4 ภูมิภาค ให้เกษตรกรและผู้สนใจได้รับทราบ นอกจากนั้น ยังเป็นเวทีให้ผู้เลี้ยงโคนม เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนได้พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ในการเลี้ยงโคนม เพื่อใช้เป็นแนวทางยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ช่วยพัฒนาต่อยอดและเสริมทักษะอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง สามารถสืบสานอาชีพเลี้ยงโคนมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน