แต่อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาผลกระทบต่อร่างกายด้านอื่นๆ เช่น

การดื่มกาแฟที่มีปริมาณ cholorogenic acid มีผลทำให้โฮโมซีสทีน (homocysteine) ในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ แพ้คาเฟอีน เป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ควรบริโภคกาแฟด้วยความระมัดระวัง รัฐมนตรีไทย-มาเลย์-อินโด แถลงผลประชุมสภาไตรภาคียางพารา เตรียมร่วมมือพัฒนาการวิจัยและอุตสาหกรรมยาง

รัฐมนตรีไทย-มาเลย์-อินโด แถลงผลประชุมสภาไตรภาคียางพารา เตรียมร่วมมือพัฒนาการวิจัยและอุตสาหกรรมยาง เน้นนำยางธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ตั้งเป้าพัฒนายางพาราให้ยั่งยืนและมั่นคง

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2560 ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา ประจำปี 2560 ภายใต้สภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) นำโดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย ร่วมกับ MR. MAH SIEW KEONG (ดาตุ๊ก เสอรี มะ ซีอีว เขี่ยว) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศมาเลเซีย และ Drs. Enggartiasto Lukita (ดอกเตอร์ รัน ดุช แองการ์ตีอาสโต้ ลูกีตา) รัฐมนตรีกระทรวงการค้า ประเทศอินโดนีเซีย เผยความร่วมมือในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติของโลก มุ่งพัฒนายางพาราสู่ความยั่งยืน เน้นแปรรูปโดยแต่ละประเทศสมาชิกส่งเสริมแปรรูปใช้ยางในประเทศ ชูถนนยางพารา ณ โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงปีพ.ศ. 2559 ถึง 2560 อุตสาหกรรมยางธรรมชาติยังคงได้รับอิทธิพลจากตลาดต่างประเทศและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อตลาดและราคายางของโลก ทำให้ราคายางยังคงมีความผันผวน ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณผลผลิตลดลงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับเกษตรกรรายย่อยหันไปประกอบอาชีพเกษตรอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ITRC และ IRCo ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยวิธีการสำคัญ จากการร่วมประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศครั้งนี้ มีข้อสรุปแนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบ 6 ประการ คือ

การส่งเสริมด้านอุปสงค์ เพิ่มปริมาณการใช้ยาง ในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ทั้งสามประเทศมีความพยายามที่จะส่งเสริมใช้ยางในประเทศของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นปีละ 10% กับการพัฒนาและดำเนินงานต่างๆ ทั้งการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้านกีฬาสุขภาพ ตลอดจนการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยทั้งสามประเทศสมาชิก จะให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน และมีข้อตกลงร่วมกันในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการใช้ยางธรรมชาติของแต่ละประเทศสำหรับก่อสร้างถนนและการปูผิวถนนใหม่

การจัดตั้งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (ITRC Regional Rubber Market: RRM) ปัจจุบันอยู่ในลักษณะตลาดรูปแบบ spot trading เป็นตลาดซื้อขายจริงและส่งมอบจริง ซึ่งมีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิต ในรูปแบบต่างๆ ไปยังผู้ใช้ยางได้โดยตรง และในอนาคตทั้งสามประเทศมีความเห็นร่วมกันว่าจะหาแนวทางในการพัฒนาตลาดยางพาราระดับภูมิภาคเป็นลักษณะการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้สนใจได้เข้ามาซื้อขายผลผลิตจากสถาบันเกษตรกรโดยตรงมากยิ่งขึ้น

การบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบผ่านโครงการการจัดการอุปทาน (Supply Management Scheme: SMS) เป็นการลดปริมาณผลผลิตและพื้นที่ปลูก จะเป็นมาตรการระยะยาวในช่วงปี พ.ศ. 2560-2568 เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการใช้และปริมาณผลผลิต เป็นมาตรการเข้มข้นที่ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติจะต้องร่วมมือกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคายางพาราในระยะจะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างยั่งยืน และจะสร้างความมั่นใจในการจัดหายางธรรมชาติให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืนเช่นกัน

มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง (Agreed Export Tonnage Scheme :AETS) ขณะนี้ ทั้งสามประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคายางอย่างใกล้ชิด หากราคายางปรับตัวลดลงจนน่าเป็นห่วง อาจจำเป็นจะต้องนำมาตรการนี้มาใช้ เพื่อช่วยกระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น
การต้อนรับเวียดนามเข้าสู่สมาชิกสมทบ ITRC ทั้งสามประเทศต่างมีความเห็นร่วมกันในการรับประเทศเวียดนามเป็นสมาชิกสมทบภายใต้กรอบการทำงานของ ITRC โดยประเทศเวียดนาม ถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ของโลกที่มีผลผลิตค่อนข้างสูง ฉะนั้น การมีส่วนร่วมของเวียดนามจะช่วยเพิ่มบทบาทของ ITRC ในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยาง

การหาแนวทางใหม่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งสามประเทศต่างมองร่วมกันว่า ในอนาคตจะปรับกลยุทธ์ในการหารือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากการประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ ในครั้งนี้ ต่างฝ่ายต่างผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคายางและพัฒนาอุตสาหกรรมยางได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป

เอสซีจี เคมิคอลส์ โดย บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด หรือ ROC ผู้ผลิตสารโอเลฟินส์ชั้นนำในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 5 (Green Industry Level 5) ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จาก ดร.สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในพิธีมอบใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ประจำปี 2560 ซึ่งรางวัลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตในโรงงานของกลุ่มเอสซีจี เคมิคอลส์ เพื่อสร้างเครือข่ายสีเขียวตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้โรงงานอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยมี นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมแสดงความยินดี

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทในกลุ่มเอสซีจี เคมิคอลส์ ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 (Green Industry Level 4) ประจำปี 2560 อีกจำนวน 9 บริษัท รวม 11 โรงงาน ได้แก่ บริษัท แกรนด์ สยาม คอมโพสิต จำกัด (ได้รับรางวัล 2 โรงงาน), บริษัท ไทย เอ็มเอฟซี จำกัด, บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด (ได้รับรางวัล 2 โรงงาน), บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเพ็ท เรซิน จำกัด, บริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด, บริษัท ระยอง เทอร์มินัล จำกัด, บริษัท สยาม มิตซุย พีทีเอ จำกัด และ บริษัท สยามสเตบิไลเซอร์สแอนด์เคมิคอลส์ จำกัด

ทั้งนี้ “โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว” จัดขึ้นโดยกระทรวงอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มีการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินกิจการร่วมกับสังคมและชุมชนได้อย่างมีความสุขไปพร้อมๆ กัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Green Network) โดยมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

กรมที่ดิน ประกาศยกระดับการรังวัดด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ภายในปี 2562 ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในการถือครองและเชื่อมั่นในเอกสารสิทธิที่ดิน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการรังวัด การจัดทำแผนที่รูปแปลงที่ดิน ตลอดจนลดภาระของประชาชนในการระวังชี้แนวเขตที่ดิน

นายประทีป กีรติเรขา อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า จากการรังวัดทำแผนที่รูปแปลงที่ดินเพื่อการออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่ผ่านมา พบว่าการรังวัดทำแผนที่ไม่มีค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ของหลักเขตหรือแนวเขตที่ดินที่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบอ้างอิงตำแหน่งของหลักเขตหรือแนวเขตที่ดินที่ถูกต้อง เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน และการให้บริการรังวัดที่ดินที่ล่าช้า เนื่องจากต้องระวังชี้แนวเขต ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมที่ดิน จึงนำเทคโนโลยีโครงข่ายการรังวัดด้วยระบบดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) สำหรับใช้รังวัดเฉพาะราย เพื่อให้รูปแปลงที่ดินมีค่าพิกัดภูมิศาสตร์ที่ถูกต้อง มีมาตรฐานระดับสากล ประชาชนได้รับบริการด้านการรังวัดที่ดินที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดทำฐานข้อมูลรูปแปลงที่ดินของรัฐและเอกชน ของทุกหน่วยงานมีความถูกต้องสัมพันธ์เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้น กรมที่ดิน จึงได้ประกาศพื้นที่ยกระดับการรังวัด ด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ขึ้น โดยการดำเนินการดังกล่าว กรมที่ดินได้ติดตั้งสถานีรับสัญญาณดาวเทียม อ้างอิงถาวร (CORS) จำนวน 121 สถานี และจัดหาเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมแบบจร (Rover) จำนวน 1,100 เครื่อง

ทั้งนี้ ในปี 2560 กรมที่ดิน ได้ประกาศพื้นที่ยกระดับการรังวัด ด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ขึ้นในพื้นที่ 15 จังหวัด ทั่วประเทศ ได้แก่ นครนายก พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครราชสีมา ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ เลย หนองบัวลำภู อุบลราชธานี จันทบุรี สงขลา นราธิวาส ปัตตานี และยะลา โดยดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และจะประกาศพื้นที่ยกระดับการรังวัดฯ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2562

กลิ่นหอมของกาแฟบนภูสูงจากจังหวัดเชียงรายตลบอบอวลไปทั่ว ดึงดูดให้ผู้ที่ผ่านไปมาแวะเข้าไปเยี่ยมชมบูธจัดแสดงกาแฟและชาอินทรีย์ ณ บริเวณลานน้ำตก ด้านหน้าศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์

ไม่เพียงงาน “อาเซียน คอฟฟี่ & ที 2017” ที่นำพาให้ลูกค้าขาจรได้รู้จักกับเสน่ห์ของกาแฟอาราบิก้าที่หอมแรง รสชาติเข้มข้นเต็มอิ่ม งานนี้ยังพาผู้ประกอบการกาแฟทั้งในและต่างประเทศได้เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมทั้งการลงนามความร่วมมือทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการด้านกาแฟ และเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอินทรีย์บน 9 ดอยในจังหวัดเชียงราย

ไม่แปลกที่เมื่อเอ่ยถึง “กาแฟ” นัยน์ตาของเกษตรกรบนพื้นที่ภูสูงเหล่านั้นจะเป็นประกาย เพราะนั่นหมายความว่าผลผลิตจากดอยสูง จากหยาดเหงื่อแรงงานที่พวกเขาพากเพียรดูแลเอาใจใส่มาตลอดกว่า 3 ปี มีตลาดรับซื้อแน่นอน ด้วยราคาที่เป็นธรรม

ที่สำคัญคือ การหมายถึงสภาพแวดล้อมทั้งดิน-น้ำ-อากาศที่ดีขึ้น ป่าฟื้นคืนกลับมาทีละน้อย ไม่มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลงปนเปื้อนลงในน้ำที่ถูกฝนชะไหลลงสู่แหล่งน้ำพื้นราบ เพราะเป็นกาแฟอินทรีย์ที่เติบโตขึ้นท่ามกลางธรรมชาติของป่าบนดอยสูง

“ป่าดีขึ้นมาก จากที่เคยเป็นเขาหัวโล้นเพราะการถางพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว วันนี้เราได้พื้นที่ป่าคืนกลับมาพอสมควร” พ.ต.ท.กิตติคุณ ช่างเขียน ที่ปรึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟอินทรีย์รักษาป่า ในจังหวัดเชียงราย บอกและว่า “โดยเฉพาะที่ อำเภอเชียงของ โดยบ้านกิ่วกาญจน์กิ่วดอยหลวง บ้านม่วงกาญจน์ บ้านพนาสวรรค์ ลดพื้นที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวไปเกือบ 80% ตอนนี้เหลือปลูกเพียงนิดหน่อยสำหรับเป็นอาหารหมูอาหารไก่ที่ตนเองเลี้ยง

ส่วนที่ภูชมเดือน ดอยผาตั้ง อำเภอเวียงแก่น ก็สามารถลดพื้นที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวไปประมาณ 60-70%”

สานต่องานที่ “พ่อ” สร้าง
ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศยังสั่นไหวราวกับระลอกคลื่น จำนวนผู้มีรายได้น้อยทะลุ 14 ล้านคน และการมีใบปริญญาอยู่ในมือไม่ได้เป็นสิ่งรับรองว่าจะทำให้มีรายได้สูงเสมอไป

แม้กระทั่งแม่ค้าส้มตำ-อาหารขวัญใจของคนทุกระดับชั้น ยังปาดเหงื่อบ่นว่าลูกค้าน้อยลงไปถนัดตา

แต่ที่จังหวัดเชียงราย เมืองที่มีกาแฟเป็นยุทธศาสตร์ ชาวภูสูงดวงตาเป็นประกายด้วยผลผลิตของพวกเขาวันนี้ก้าวมาจนถึงระดับที่มีตลาดรับซื้ออย่างแน่นอน เบื้องหลังของความสำเร็จอีกก้าวของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอินทรีย์ จังหวัดเชียงราย พ.ต.ท.กิตติคุณ ซึ่งหมวกอีกใบเป็นผู้อยู่เบื้องหลังส่งเสริมชนกลุ่มน้อยในการผลิตกาแฟ “ภูชมเดือน” หนึ่งในแบรนด์กาแฟที่มีฐานการผลิตที่ภูชมเดือน เล่าว่า ได้รับเชิญจากทางเกษตรจังหวัดเชียงรายให้นำกาแฟมาจัดแสดงที่เอ็มควอเทียร์ งานเปิดตัวกาแฟของจังหวัดเชียงราย

“ส่วนใหญ่ที่มาเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็นดอยช้าง บ้านปางขอน บ้านร่มเย็น บ้านใหม่พัฒนา ฯลฯ มาทั้งหมด 9 ดอย ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 1,000 เมตรขึ้นไป เป็นกลุ่มผู้ปลูกกาแฟอินทรีย์รักษาป่า” และเล่าย้อนกลับไปว่า

ที่จังหวัดเชียงรายเริ่มต้นปลูกกาแฟเมื่อประมาณกว่า 30 ปีก่อน ตั้งแต่ พ.ศ.2528 ที่ดอยช้าง เนื่องมาจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแนวคิดกับกลุ่มเกษตรให้ปลูกกาแฟแทนฝิ่น และต่อมามีขยายการปลูกกาแฟไปยังดอยตุงในปี 2532 เมื่อคราวสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จมาประทับอยู่ที่จังหวัดเชียงราย

ปัจจุบันกาแฟจากเชียงรายได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ งานวันนี้เป็นการ “สานต่องานที่พ่อสร้าง”

ไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาการปลูกฝิ่น ยังแก้ปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งส่งผลต่อพี่น้องบนที่สูง และที่ราบด้วย เนื่องจากข้าวโพดเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงมีการตัดไม้ทำลายป่า ขณะที่กาแฟเป็นพืชที่ต้องการร่มเงา

ฉะนั้นในพื้นที่ที่เป็นเขาหัวโล้นเมื่อจะปลูกกาแฟจึงต้องเริ่มจากการปลูกพืชให้ร่มเงาเสียก่อน ซึ่ง พ.ต.ท.กิตติคุณบอกว่า การส่งเสริมให้ปลูกไม้ผล จะแนะนำให้ปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน อย่างน้อยก็ 4-5 ชนิด เพื่อป้องกันการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

“เราจะส่งเสริมการปลูกไม้ผลตามที่เกษตรกรอยากจะปลูก เช่น บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200-1,300 เมตร จะเป็นอะโวคาโด พลับ ฯลฯ ถ้าต่ำลงมาเป็นมะม่วงโชคอนันต์ เงาะ เป็นต้น โดยประสานกับเกษตรในพื้นที่หรือโครงการหลวง เพื่อหากล้าไปส่งเสริมชาวบ้าน รวมทั้งให้ความรู้ในการปลูก”

เมื่อพอมีร่มเงาจึงปลูกกาแฟแซมเข้าไปได้ เช่น ที่ดอยภูชมเดือน ซึ่งอยู่ระหว่างดอยผาตั้งและภูชี้ฟ้า เหมาะแก่การปลูกกาแฟอินทรีย์มาก เนื่องจากในอดีตที่นี่เป็นพื้นที่สีชมพู มีหมู่บ้านชาวเขา มีการตัดไม้ทำลายป่า หลังจากที่มีการเข้าไปส่งเสริมด้านการเกษตร ทำให้ปัจจุบันสีเขียวของป่าคืนกลับมา มีชาวเขาเข้าไปปลูกต้นไม้และช่วยกันดูแลพื้นที่ไม่ให้มีการตัดต้นไม้อีก

อนาคต “ชาวเขา” อนาคต “ชาวเรา”
พ.ต.ท.กิตติคุณบอกอีกว่า นอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กาแฟอินทรีย์เชียงราย งานนี้ยังมีการเซ็นสัญญาระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจกาแฟกับเกษตรกรจาก 9 ดอยในจังหวัดเชียงราย รับซื้อผลผลิตจากดอยทั้ง 9 ฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าผลผลิตจะล้นตลาด เพราะเรามีคู่ค้า ไม่ว่าจะแบล็กแคนยอน ดอยช้าง ฯลฯ ซึ่งดอยช้างเองก็มีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นที่ต้องการของยุโรปและเอเชียด้วย โดยเฉพาะในประเทศเกาหลี

เชียงรายจึงเป็นเมืองที่มีกาแฟเป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งไม่เพียงผู้ประกอบการภายในประเทศ ตลอด 3 วันของการจัดงานยังมีผู้ค้าจากต่างประเทศให้ความสนใจมีเข้ามาติดต่อ ทั้งจากดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เกาหลี และทางยุโรปด้วย เราเป็นการรวมกลุ่มกัน เฉพาะที่ภูชมเดือนเรามีกำลังการผลิต 50 ตันต่อปี (กะลา) ซึ่งผู้ค้าบางรายก็ต้องการไม่มาก เดือนละ 200-300 กิโลกรัม

“ตอนนี้เป็นความหวังของพี่น้องชาวดอย กาแฟเป็นชีวิตและความหวังของเขา เชื่อว่าจะทำให้เขาทุ่มเทกับกาแฟของเขา เท่ากับว่าลดปัญหาเรื่องยาเสพติด และยังเป็นการประกันรายได้กาแฟของพี่น้องชาวเขาว่า 1,000 ต้น ต่อ 100,000 บาทต่อปี”

ฉะนั้น ถ้าครอบครัวไหนอยากมีรายได้ 500,000 บาทต่อปี ก็ปลูกกาแฟ ไม่ต้องมาก แค่ 5,000 ต้น

กาแฟเก็บผลผลิตได้ปีละครั้ง แต่เก็บได้นาน จากเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม เพราะกาแฟค่อยๆ สุก จึงมีรายได้ทุกวันตลอดครึ่งปี ต่างจากการปลูกข้าวโพด ซึ่งชาวบ้านปลูก 3 เดือนจะมีรายได้แค่วันเดียววันที่เอาข้าวโพดไปขาย

ในแง่ของการส่งเสริมให้ความรู้กับเกษตรกรนั้น ที่ปรึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกาแฟอินทรีย์รักษาป่า ในจังหวัดเชียงราย บอกว่า เราทำกันเป็นเครือข่ายทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเกษตรที่ราบสูง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิสายใยแผ่นดิน รวมทั้งผมก็ประสานงานกันตลอด ไปอบรมให้กับเกษตรกรที่เป็นแกนนำทุกปี มีปัญหาอะไรก็จะเข้าไปช่วยเหลือแก้ไข

เพราะเราอยากให้ยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ประการสำคัญคือเราได้ธรรมชาติกลับคืนมา ความสุขที่คืนมาพร้อมกับสีเขียวของป่า
เดินสำรวจพื้นที่จัดแสดงงานโดยรอบสักพัก สังเกตเห็นม้งร่างเล็กผู้หนึ่ง ยืนหลบมุมเฝ้ามองกิจกรรมภายในงานอย่างเงียบๆ

พ่อเล่ากั๋ว (หว่ากั๋ว) หรือ วัฒนา ปรีดีพจนา อายุ 77 ปี ปราชญ์ชาวบ้านผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร เป็นประธานกลุ่มสมุนไพรที่ใช้บ้านตนเอง ที่บ้านห้วยหาญ เป็นศูนย์ให้ข้อมูลความรู้ รวมทั้งรักษาโรคด้วยสมุนไพร

ขณะเดียวกันพ่อก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่เข้ารับการอบรมเกษตรอินทรีย์รักษาป่าและนำความรู้ที่ได้มาปลูกกาแฟอินทรีย์ บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ ที่ภูชมเดือน

“ผมมีกลุ่มสมุนไพร อยู่ 30 กว่าคนที่เป็นสมาชิก และผมมีตู้อบสมุนไพรไล่สารพิษ เพราะชาวบ้านเมื่อก่อนไม่มีความรู้ ปลูกข้าวโพดก็ใช้สารพิษ พอไปตรวจร่างกายก็พบว่ามีสารพิษในกระแสเลือด ปู่ของผมจึงค้นหาสมุนไพรมาให้อบเพื่อขับไล่สารพิษออกจากร่างกาย ผมเองก็ได้เรียนสมุนไพรต่อจากพ่อแม่ เลยเอามาถ่ายทอดความรู้กับคนอื่น”

ถามถึงสภาพของพื้นที่ พ่อเล่ากั๋วบอกว่า zunescene.mobi ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ชาวบ้านยังปลูกข้าวโพด นอกจากจะถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาแล้ว การที่ต้องใช้พื้นที่มาก แต่รายได้กลับได้น้อย ซ้ำบางปีผลผลิตเสียหายเพราะหนูกินบ้าง อุทกภัยบ้าง

“ผมไปอบรมการปลูกกาแฟมาตั้งแต่ยังเป็นอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ปลูกมาปีนี้ปีที่ 4 แล้ว ตรงนี้เป็นภูมิลำเนา พ่อแม่ก็อยู่ที่นี่ ผมคิดว่าผมต้องกลับมาแนะนำชาวบ้านให้เลิกปลูกข้าวโพด เพราะเป็นห่วงสมุนไพรด้วย เมื่อก่อนที่ดอยมีสมุนไพรเยอะแยะ แต่ถ้าเราไม่หวงไว้ ต่อไปลูกหลานจะไม่รู้จักแล้วจะหายไป จึงตั้งใจปลูกเป็นตัวอย่าง และแนะนำให้ชาวบ้านหันมาปลูกกาแฟแทน ผมเชื่อว่าต่อไปกาแฟนี่ทั่วโลกต้องยอมรับ”

ทางด้าน ลัทธพล เลอเชกู่ เกษตรกรชาวอาข่า เล่าว่า ปลูกกาแฟมากว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่ถนนบนดอยยังไม่มี ต้องใช้ม้าบรรทุกผลผลิตทางการเกษตร ครั้งนั้นเนื่องจากยังไม่มีการส่งเสริมด้านการตลาดควบคู่กันไป ทำให้ผลผลิตของเขาไม่ได้ราคา และถูกกำหนดโดยพ่อค้าคนกลาง

“ผมปลูกบนห้วยแม่เรียบ ปัจจุบันเรียกว่า บ้านร่มเย็น ปลูก 20 ไร่ ถ้าปลูกเยอะเกินก็ดูแลไม่ไหว” ลัทธพลบอก

“ครั้งแรกมีคนมารับซื้อบ้างแต่ราคาต่ำ จำได้ว่ามาจากอุตรดิตถ์เอารถมาซื้อ เราก็ไม่รู้ว่ามันมีค่าขนาดนี้

“จากที่เคยขายกาแฟเชอรี่ได้กิโลกรัมละ 2-5 บาท ตอนนี้กิโลกรัมละ 20 บาท ผมเองก็เคยไปทำงานที่อื่น เพิ่งจะกลับมาไม่นาน” ลัทธพลบอก และว่า

ทุกวันนี้จึงรวมกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจผู้ปลูกกาแฟอินทรีย์รักษาป่า เฉพาะที่บ้านร่มเย็นปลูกกาแฟ 1,000 ไร่ เป็นรายได้หล่อเลี้ยงชีวิตให้กับชาวบ้านราว 40 ครัวเรือน กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 18 กันยายน 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 18 ก.ย. 60

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงยังคงปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบน ส่งผลให้ภาคเหนือยังคงมีฝนตกชุก กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนลดลง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานีขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานีอุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.