แปลงผักลอยน้ำ ท่วม-อยู่-ได้ คืนสู่ชุมชนของ “TMB”อาจเนื่อง

เพราะธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เอ็มบี” มีความเชื่อว่าคนทุกคนมีพลังที่จะ Make THE Difference ให้กับโลกรอบๆ ตัวเราได้ ในทุกๆ ก้าวที่เราเดิน ในทุกๆ คำที่เราพูด และในทุก ๆ ลมหายใจเข้าออกของเรา
“เราทุ่มเท และยึดมั่นในปรัชญา Make THE Difference เราแน่วแน่ในการปฏิรูปการบริการของธนาคารอย่างครบวงจร และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ในการท้าทาย การพลิกแนวคิดเก่าๆ ที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในทางบวกที่ทุกคนรับรู้ได้ ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน ไปจนถึงสังคมส่วนรวม”
จนทำให้เกิดความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ที่ไม่เพียงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ หากยังใช้กรอบ และแนวคิดเดียวกันนี้ เปลี่ยนจากคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ให้มีแต่คำว่า “เป็นไปได้”

ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ทุกๆ โครงการในกิจกรรมเพื่อสังคมของมูลนิธิทีเอ็มบี ไม่ว่าจะเป็นโครงการไฟ-ฟ้า, โครงการเดิน-วิ่งมินิมาราธอนการกุศล, โครงการเปลี่ยนหุ่นให้น้องอิ่ม, โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เนปาล และอื่นๆ รวมถึงโครงการท่วม-อยู่-ได้ รับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้แนวคิด TMB Make THE Difference ทั้งสิ้น

ยิ่งเฉพาะกับโครงการท่วม-อยู่-ได้ รับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน ที่ทางทีเอ็มบีเข้าไปดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยการทำแปลงผักลอยน้ำที่โรงเรียนบ้านหนองจอก ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อไม่นานผ่านมา
“บุญทักษ์ หวังเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) “ทีเอ็มบี” กล่าวว่า เนื่องเพราะธนาคารของเรามีสาขาอยู่ทั่วประเทศประมาณ 460 สาขา พนักงานทั้งหมด 9,000 กว่าคน และที่สำคัญธุรกิจของธนาคารอยู่ได้เนื่องเพราะลูกค้าที่มาจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เราจึงต้องทำอะไรคืนกลับไปสู่ชุมชนของลูกค้าเราด้วย

“แรกเริ่มเราให้ผู้จัดการเขต ผู้จัดการสาขา ทำงานร่วมกับชุมชน แต่สำหรับปีนี้และปีต่อๆ ไป เราอยากให้พนักงานจิตอาสาจากแบงก์ใหญ่ลงพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนต่างๆ ที่เรามีโครงการด้วย เพราะมีความเชื่อว่า คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำในรุ่นถัดๆ ไปของแบงก์ จะต้องผ่านการมีส่วนร่วมในการเป็นอาสาสมัครเสียก่อน เพราะผมเชื่อว่าถ้าผู้นำไม่เคยคิดถึงผู้อื่น จะเป็นผู้นำที่ไม่ดี”

“ดังนั้น ตลอดระยะเวลาผ่านมาที่ธนาคารของเรามีสาขากระจายอยู่ในชุมชนต่างๆ จึงต้องทำโครงการคืนกลับให้ชุมชน เพราะเราอยากให้พนักงานเป็นจิตอาสา เพราะเขาเองรู้จักชุมชนต่างๆ ดี อีกอย่างเราต้องการให้เขาทำงานร่วมกับชุมชน เพราะเขาเป็นคนรู้ดีที่สุดว่า ชุมชนที่แบงก์มีสาขาอยู่นั้นเขาต้องการอะไร และอะไรที่เขาขาดแคลน และเราจะไปช่วยเหลือเขาได้อย่างไรบ้าง”

“ตอนที่เราเริ่มโครงการแรกๆ ตอนนั้นมีพนักงานจิตอาสาประมาณ 900 คน ผมจึงคิดว่าภายในปี 2560 ที่เรามีโครงการต่อเนื่องทั้งหมด 37 โครงการ จึงน่าจะมีพนักงานจิตอาสาประมาณ 5,000 คน ซึ่งเหมือนกับโครงการท่วม-อยู่-ได้ รับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน ก็ถูกจุดประกายจากพนักงานอาสาสมัครทีเอ็มบี สำนักงานเกษตร อ.พุนพิน และชุมชน อำเภอพุนพิน ร่วมกันทำแปลงปลูกผักลอยน้ำ ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก”

ซึ่งเป็น 1 ใน 3 โครงการท่วม-อยู่-ได้ ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ โครงการแปลงผักลอยน้ำ โรงเรียนบ้านหนองจอก ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี, โครงการคิดส์สนุก ต้านน้ำท่วม โรงเรียนอนุบาลป่าบอน จังหวัดพัทลุง และโครงการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้น้อง โรงเรียนบางตะพาน จังหวัดนครศรีธรรมราช
สำหรับโครงการท่วม-อยู่-ได้ แปลงผักลอยน้ำ โรงเรียนบ้านหนองจอก ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากจะเป็นการปรับวิถีชีวิตของชุมชนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ด้วยการรับมือกับปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก และน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เนื่องจากบ้านเรือนของชุมชนอยู่ในพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำตาปี ดังนั้นพอเกิดอุทกภัย บางพื้นที่น้ำจึงท่วมขังสูงถึง 3 เมตร ชาวบ้านในชุมชนไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ทั้งยังขาดแคลนอาหารและเครื่องดื่ม เพราะน้ำท่วมขังประมาณ 1 เดือน จึงทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก ขณะเดียวกันเด็กๆ ในหมู่บ้านก็ต้องหยุดเรียนกลางคัน เพราะโรงเรียนเองก็ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

ผลเช่นนี้ จึงทำให้ “สังเวียน ถ้อยทัด” ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นัยหนึ่งคือปราชญ์ชาวบ้าน จึงคิดหาวิธีแก้ปัญหา ด้วยการลองผิดลองถูกทำแปลงผักลอยน้ำขึ้นมา โดยใช้วัสดุหลักคือโฟมที่เหลือใช้จากการทำนากุ้ง และท่อพีวีซี

“ตอนปี”54 น้ำท่วมหนักมาก ชาวบ้านต้องสูญเสียสัตว์เลี้ยงต่างๆ ที่ลอยไปกับน้ำ ทั้งพื้นที่เพาะปลูกก็เกิดความเสียหาย เพราะแถบพุนพินเป็นพื้นที่ต่ำ น้ำท่วมซ้ำซาก และท่วมขังเป็นเวลา 1 เดือน จนทำให้ชาวบ้านกว่า 500 ครัวเรือน ไม่มีอะไรจะกิน ขณะที่ทางการเองก็เข้ามาลำบาก เราจึงต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ตอนแรกผมทดลองปลูกพืชผักสวนครัวอย่างง่ายๆ เช่น ข่า ตะไคร้ พริก ผักบุ้งจีน แตงกวา อะไรพวกนี้”

“ปรากฏว่าใช้ได้ ผมจึงทดลองทำแพไก่ หมู วัว เพราะ ปี’55-56 น้ำยังท่วมอีก จนตอนหลัง ผมเริ่มทดลองปลูกไม้ยืนต้นบ้าง เช่น มะนาว มะละกอ มะเขือพวง ต้นแค รวมๆ แล้วกว่า 20 ชนิด ซึ่งต้นทุนต่อ 1 กระบะ สำหรับปลูกพืชผักสวนครัวพวกนี้ประมาณ 500 บาท รวมท่อพีวีซีแล้ว ซึ่งพอเราทำแล้วเห็นผล ผมจึงนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปสอนชาวบ้าน”

“เริ่มจากคนใกล้ชิดก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายผลไปยังครอบครัวอื่นๆ จนตอนหลังเห็นว่านอกจากเราจะปลูกเพื่อยังชีพในระยะเวลาสั้นๆ แล้ว ผลผลิตที่เหลือน่าจะนำออกขายได้บ้าง ก็เลยเป็นอาชีพเสริมสำหรับแต่ละครอบครัวในชุมชนต่างๆ และตอนนี้หลังจากที่ธนาคารทีเอ็มบีให้ทุนตั้งต้นมาช่วยสร้างศูนย์เรียนรู้โครงการแปลงผักลอยน้ำ ขนาด 8 เมตร ทั้งหมด 9 แปลง ให้กับทางโรงเรียนบ้านหนองจอก จึงคิดว่าน่าจะมีประโยชน์อย่างมาก”

เพราะนอกจากจะให้ความรู้แก่ชาวบ้านในชุมชน ยังขยายองค์ความรู้ต่างๆ ไปยังชุมชนใกล้เคียงอื่นด้วย ที่สำคัญ “สังเวียน” บอกว่า เรายังมีโอกาสสอนนักเรียนให้รู้จักอยู่รอดจากภัยธรรมชาติ ทั้งยังนำผลผลิตที่นักเรียนเพาะปลูกพืชผักต่างๆ อาทิ ผักบุ้งจีน ผักกาด แตงกวา ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ฯลฯ ขายให้กับชาวบ้านในชุมชนอีกทางหนึ่งด้วยทั้งนั้นเพื่อนำรายได้มาฝากกับธนาคารโรงเรียน
ถึงตรงนี้ “ถนอมจิต ศิริมุสิกะ” รักษาราชการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองจอก ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอำเภอพุนพินยังไม่มีศูนย์เรียนรู้ พอทาง

ผู้ใหญ่บ้านสังเวียน ถ้อยทัด ทำแปลงผักลอยน้ำจนประสบความสำเร็จ จึงขยายผลมาที่ทางโรงเรียน กอปรกับทางทีเอ็มบีให้ทุนตั้งต้นในการทำศูนย์เรียนรู้แปลงปลูกผักลอยน้ำด้วย จึงน่าจะทำให้ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มีประโยชน์อย่างมากทั้งต่อตัวนักเรียน และชาวบ้านในชุมชนต่างๆ
“เพราะช่วงผ่านมาเวลาน้ำท่วม 1 เดือน เด็กนักเรียนจะขาดแคลนอาหาร แต่ต่อไปเด็กๆ จะมีผักกินอย่างแน่นอน เพราะตอนน้ำท่วมผักแพงมาก และออกไปซื้อก็ลำบากด้วย ดังนั้นภายในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้นอกจากจะมีแปลงสาธิตการทำแปลงผักลอยน้ำ ยังมีคู่มือรับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ อยู่ได้อย่างยั่งยืน เพราะเราจัดทำเป็นแผนที่ชุมชนบ้านหนองจอก พร้อมกับมีเบอร์โทรศัพท์ผู้นำชุมชน และเบอร์โทร. ฉุกเฉินให้ทุกคนทราบด้วย”

“นอกจากนั้นยังมีคู่มือการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ และคู่มือการทำแปลงผักลอยน้ำอย่างถูกวิธีอีกด้วย ส่วนธนาคารโรงเรียน เราต่อยอดมาจากการทำแปลงผักลอยน้ำ เพราะเราจะนำผลผลิตตรงนี้ไปขายให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลท่าสะท้อน และเราจะนำรายได้ตรงนี้กลับมาฝากไว้ในธนาคารโรงเรียน เพราะนักเรียนของเรามีทั้งหมด 45 คน ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1-ป.6”
“โดยนักเรียนตั้งแต่ ป.3 เป็นต้นไปจนถึง ป.6 จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลแปลงผักลอยน้ำ ตั้งแต่เพาะปลูกไปจนถึงเก็บผลผลิต พวกเขาจะแบ่งเวรกันดูแล รดน้ำ เพราะเราปลูกผักแบบง่ายๆ ก่อน เช่น ผักบุ้งจีน ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า มะเขือพวง ใบโหระพา ใบกะเพรา อะไรแบบนี้ ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะสามารถช่วยให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ครู และนักเรียนโดยตรง”

จนน่าจะเป็นโครงการนำร่องที่ “บุญทักษ์” เชื่อว่า หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ทั้งยังช่วยเหลือชุมชนได้อย่างยั่งยืน ก็จะนำโมเดลการสร้างแปลงผักลอยน้ำไปใช้กับชุมชนอื่นๆ ที่ทีเอ็มบีมีสาขาอยู่ในชุมชนอื่นๆ ที่ถูกน้ำท่วมด้วย
เพราะ “บุญทักษ์” เชื่อว่า เราต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้รู้จักการให้เสียก่อน เพราะการให้จะทำให้เรากับชุมชนมีความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน และต่อจากนั้นก็จะทำให้เรากับชุมชนอยู่กันได้อย่างยั่งยืนจริงๆ

อันเป็นเป้าหมายหลักของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมของทีเอ็มบี ที่เชื่อในความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ตลอดมา และตลอดไป “วิทยาลัยดุสิตธานี” รุกปรับหลักสูตรรับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งขับเคลื่อนทางด้านนวัตกรรม พร้อมรับหน้าที่พี่เลี้ยงธุรกิจสตาร์ตอัพ หวังผลิตบุคลากร DNA 4.0 ป้อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดันเศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน

ผศ.ดร. สาโรจน์ พรประภา อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี เปิดเผยถึงทิศทางและเป้าหมายของวิทยาลัยดุสิตธานีในระยะต่อไปว่า จะมุ่งการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยเน้นการพัฒนาใน 3 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย การพัฒนาด้านกายภาพ ด้านหลักสูตร และด้านความร่วมมือกับสถาบันนานาชาติให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

โดยมองว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ และมีบทบาทต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว บุคลากรที่เกี่ยวข้องก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน
ผศ.ดร. สาโรจน์ กล่าวว่า ตลอด 24 ปีที่ผ่านมาวิทยาลัยดุสิตธานี ได้ทำหน้าที่เป็นสถาบันที่สร้างบุคลากรคุณภาพให้กับวงการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ถึงวันนี้สิ่งที่วิทยาลัยมองไปข้างหน้า คือ การวางแผนพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้ตอบสนองและรองรับกับเป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 และมาตรฐาน ASEAN Competency รวมถึงขยายโอกาสไปสู่ผู้สนใจที่จะเข้าสู่วิชาชีพด้านการท่องเที่ยว และองค์กรที่ต้องการพัฒนาการบริการให้เป็นเลิศ

สำหรับแผนงานในการพัฒนาด้านกายภาพนั้น ได้วางแผนพัฒนาสภาพแวดล้อมของวิทยาลัยที่จะส่งเสริมประสบการณ์การเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น ทั้งอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ และคณาจารย์ในการสร้างสรรค์องค์ความรู้ โดยนำการสอนแบบใหม่ Dusit Hybrid MBA Method เข้ามานำเสนอ ซึ่งผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีทางด้านการเรียนการสอน กับการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนสูงสุด

ส่วนแผนงานในการพัฒนาหลักสูตร ได้มีการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านนวัตกรรมการบริการในธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ เพื่อตอบรับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งขับเคลื่อนทางด้านนวัตกรรม เพื่อให้บัณฑิตมีแนวความคิดและวัฒนธรรมในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการให้บริการเพื่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าในการบริการมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงหลักสูตรปริญญาโท ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นทางด้านการบริการเชิงธุรกิจ (hospitality business) เพื่อรองรับผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ตอัพ หรือผู้บริหารที่ต้องการยกระดับให้ธุรกิจในยุคดิจิทัลด้วย

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมจัดตั้ง Dusit Thani Excellence Centre (DTEC) เพื่อเป็นศูนย์วิชาการย่อยที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้สนใจหรือผู้ประกอบการทางด้าน Hospitality ที่อยู่ในเมือง โดยศูนย์นี้จะเน้นงานสร้างสรรค์งานวิชาการต่างๆ เช่น การพัฒนาและวิจัยสูตรอาหารมาตรฐาน การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับศาสตร์ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาการทำอาหาร

“เราเพิ่งได้รับการรับรองคุณภาพโดยองค์กรระดับนานาชาติ The International Centre of Excellence in Tourism and Hospitality Education (THE-ICE) ซึ่งเป็นองค์กรระดับนานาชาติ ที่ทำหน้าที่รับรองคุณภาพให้แก่สถาบันการศึกษาด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมโดยเฉพาะ ซึ่งเราเป็นสถาบันเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคุณภาพนี้” ผศ.ดร. สาโรจน์ กล่าว

สำหรับแผนงานด้านความร่วมมือกับสถาบันนานาชาติต่างๆ ทั่วโลกนั้น วิทยาลัยมุ่งเน้นที่จะขยายความสัมพันธ์และเพิ่มความร่วมมือกับสถาบันนานาชาติ ทั้งทางด้านอาหาร การโรงแรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมบริการต่างๆ ให้มากขึ้น
ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่มาตรฐานใหม่ของวิทยาลัยดุสิตธานี ในการผลิตบุคลากรในอุตสาหกรรมบริการให้มีความสามารถทั้งทางด้านวิชาชีพ และมีการสร้างแนวคิดใหม่ๆ ให้กับนักศึกษาที่จะจบการศึกษาต่อไป

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านรายได้จากภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลานั้นส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่ “หาดใหญ่” เป็นหลัก
โดยจากสถิติของสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสงขลา พบว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา “สงขลา” มีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 52,928.67 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.38% จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนทั้งหมดรวม 6.684 ล้านคน
ทั้งนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักๆ ที่เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลานั้น อันดับ 1 ยังคงเป็น มาเลเซีย รองลงมาคือ สิงคโปร์ และกลุ่มคนไทยเที่ยวไทย
จากปัญหาการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว ทำให้สงขลาหันมาให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้จากภาคธุรกิจท่องเที่ยวให้ทั่วถึงทั้งจังหวัด รวมทั้งเพิ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ ให้เข้าไปเยือนจังหวัดสงขลาเพิ่มมากขึ้น

โดยได้เริ่มด้วยการปลุกกระแสการท่องเที่ยวของจังหวัดภายใต้ธีมหลัก “สงขลามหาสนุก” เมื่อต้นปี 2559 ที่ผ่านมา
“ทรงพล สวาสดิ์ธรรม” ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดสงขลายังคงเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้ธีมหลัก “สงขลามหาสนุก สุขทั้งปีที่สงขลา”

ต่อเนื่องตลอดปีนี้ โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาและสร้างสรรค์สินค้าท่องเที่ยว ทั้งการรักษาจุดแข็งเดิมและกิจกรรมที่มีความแปลกใหม่มาส่งเสริมการตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ
พร้อมทั้งสร้างจุดขายการท่องเที่ยวเมืองสงขลาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่มีความหลากหลายทั้งด้านอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และสถานที่ท่องเที่ยว

ส่งผลให้ภาพการท่องเที่ยวของสงขลาเปลี่ยนไปอย่างมากตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาเส้นทางการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึง อาหาร ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของกินของฝาก และของที่ระลึก

เรียกว่า เป็นที่ที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทั้งระบบอย่างสิ้นเชิง
โดยหลักสำคัญอย่างหนึ่งคือ ความพยายามที่จะกระจายการท่องเที่ยวให้ถึงท้องถิ่น เพื่อตอบโจทย์รัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจำนวนมากตลอดทั้งปี อาทิ หาดใหญ่วอล์คกิ้ง สตรีท ที่หาดใหญ่ หรือ กิจกรรมสตรีทอาร์ต และหลาดสองเล ในตัวเมืองสงขลา ฯลฯ

ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกิจกรรมใหม่ๆ ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับมาอีกและบอกต่อด้วย
นอกจากนี้ ในปีนี้สงขลายังได้เพิ่มการตลาดอีกหลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งเริ่มไปเจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาเสริมตลาดมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งเป็น 2 ตลาดหลัก อาทิ 1. มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และตลาดใหม่ เช่น อินโดนีเซีย จีน ด้วยการเพิ่มโครงการสตรีท อาร์ต ในตัวเมืองสงขลา

พร้อมนำเอากลยุทธ์มิวสิกมาร์เก็ตติ้งมาเป็นตัวช่วย เช่น สมิหลา มิวสิค เฟสติวัล บนหาดสมิหลา แหลมสนอ่อน อำเภอเมืองสงขลา สงขลา เรโทร เฟส ในย่านเมืองเก่า อำเภอเมืองสงขลา
2. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา หรือ สปอร์ตทัวริซึ่ม โดยใช้ความเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติในปีนี้มาช่วยปลุกกระแส รวมถึงทำกิจกรรมด้านกีฬาอย่างต่อเนื่อง 3. ส่งเสริมมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นเมดิคัลฮับ
นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวในตลาดไมซ์ (ประชุม สัมมนา) การท่องเที่ยวเชิงซีเอสอาร์ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โดยชูเรื่องมรดกโลก ย่านเมืองเก่า การท่องเที่ยวเสริมพลังมงคล เน้นขายความศักดิ์สิทธิ์และพลังศรัทธา เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ก็จะเน้นเพิ่มกิจกรรมใหม่ๆ ufabets.co.uk โดยใช้จุดขายในเรื่องดนตรี กีฬา ศิลปะ มาผนวกเข้าด้วยกัน รวมถึงการสร้างประติมากรรมใหม่ๆ เช่น ประติมากรรมปลากระพง ที่เกาะยอ, ปรับปรุงภูมิทัศน์เกาะยอ, พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและชุมชน เพื่อตอบโจทย์เรื่องการกระจายรายได้
“ตอนนี้เราวางคลัสเตอร์ในการพัฒนาไว้คร่าว ๆ ว่า เมืองสงขลา จะเน้นท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ มิวสิก ส่วนเกาะยอจะเน้นเรื่องอาหารการกิน หาดใหญ่จะเน้นกิจกรรมรื่นเริง บันเทิง เป็นต้น ก็บางส่วนเราก็จะมีผสมผสาน”

นอกจากการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวแล้ว “ผู้ว่าฯ ทรงพล” ยังย้ำด้วยว่าสงขลายังให้ความสำคัญกับเรื่องของสินค้า โดยมีแผนยกระดับสินค้าตามโครงการที่เรียกว่า “เบสท์ ออฟ สงขลา” เพื่อผลักดันให้สงขลาเป็น “สวรรค์ของนักชิม” อีกตลาดหนึ่งด้วย
เพื่อย้ำว่า “สงขลา” เป็นเมืองที่มีกิจกรรม แหล่งท่องเที่ยว ที่สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่แสวงหาแหล่งท่องเที่ยวและอาหารการกินที่หลากหลายได้อย่างครบครัน…

ผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ควงนักธุรกิจเหนือร่วมมหกรรมค้าชายแดนแม่สาย เผยมูลค่านำเข้า-ส่งออก ไทย-เมียนมา 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมประชุมร่วมรัฐฉานหาช่องทางลงทุน ชี้ศักยภาพด้านเกษตรสูง ด้านรัฐมนตรีคลังรัฐฉานเผยต้องการนักลงทุนด้านไฟฟ้าอันดับหนึ่ง พร้อมหนุนลงทุนท่องเที่ยว เปิดโอกาสต่างชาติเช่าที่ดิน 30 ปี สร้างรีสอร์ต

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์ นำโดย นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปร่วมงานมหกรรมการค้าชายแดน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้น ในงานมีการประชุมจับคู่ธุรกิจ ประกอบไปด้วย ประธานหอการค้าจังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ และ 4 จังหวัดของรัฐฉาน ได้แก่ เมืองตองยี เชียงตุง ท่าขี้เหล็ก และมูเซ-น้ำคำ นักธุรกิจจากฝั่งไทยกับรัฐฉานเข้าร่วมประชุมประมาณ 60 ราย ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้ตั้งศูนย์ความร่วมมือทางการค้าไทย-เมียนมา ที่หอการค้าแม่สาย เพื่อร่วมประชุมกันทุก 3 เดือน เพื่อแก้ไขปัญหาในด้านการค้าการลงทุน ซึ่งปัจจุบันรัฐฉานต้องการลงทุนเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ ที่ยังล้าหลังอยู่

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศเล็งเห็นศักยภาพของรัฐฉานหลายด้าน โดยเป็นพื้นที่ใหญ่ 1 ใน 4 ของประเทศเมียนมา มีประชากร 6 ล้านคน จากทั้งประเทศ 14 ล้านคน แม้ไม่ใช่เมืองเศรษฐกิจ แต่มีพื้นที่เกษตรดีที่สุด มีศักยภาพสูง สิ่งสำคัญเป็นพื้นที่ใหม่สำหรับอุตสาหกรรม โดยการลงทุนในรัฐฉานปัจจุบันยังไม่สามารถคาดการณ์เรื่องมูลค่าการลงทุนได้ แต่ประเทศไทยวางแผนการลงทุนไว้ คือ ไฟฟ้า ธนาคาร ธุรกิจโรงแรม การแปรรูปเกษตร และปศุสัตว์ โดยจะเน้นไปที่กลุ่มนักลงทุนท้องถิ่น และนักลงทุนรายย่อยของสองฝั่งไทยกับรัฐฉานเป็นหลัก

ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการเข้าไปลงทุนด้านปศุสัตว์ ด้วยการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ในรัฐฉาน อาทิ ส่งเสริมการเลี้ยงไก่ โคนม ซึ่งรัฐฉานมีโคนมอยู่เพียง 3,200 ตัว ต้องนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศปีละประมาณ 100 ล้านเหรียญ นอกจากนั้นยังมีธุรกิจที่น่าสนใจมากมาย เช่น โรงแรม รีสอร์ต เพราะรัฐฉานมีแหล่งท่องเที่ยวค่อนข้างหลากหลาย แต่โรงแรมที่พักของคนท้องถิ่นยังไม่มีมาตรฐานเท่าที่ควร

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจอีกอย่าง เช่น การแปรรูปเกษตร เพราะพื้นที่การเกษตรของรัฐฉานนั้นมีคุณภาพ และมีผลผลิตมาก ไม่ว่าจะเป็น ข้าว มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ผัก ผลไม้ โดยเฉพาะพืชเมืองหนาว ทั้งยังมีธนาคารพาณิชย์ที่ได้เข้าไปเทรนเอสเอ็มอีของรัฐฉาน รวมไปถึงธนาคารอื่นๆ ที่จะได้เริ่มเข้าไปลงทุนในรัฐฉานภายในปีนี้ เพราะที่ผ่านมาประเทศเมียนมามีธนาคารจากประเทศไทยเพียงธนาคารเดียว คือ ธนาคารกรุงเทพ