ในส่วนของน้ำเสียจากอุตสาหกรรมปาล์ม ได้ส่งไปยังโรงไบโอแก๊ส

ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง นำไปหมักเพื่อผลิตแก๊ส ปัจจุบันผลิตไฟฟ้าได้ 2 เมกะวัตต์ และเพื่อรองรับกำลังการผลิตปาล์มในอนาคต น้ำเสียก็จะมากขึ้น วางเป้าหมายว่าอนาคตจะขายไฟฟ้าที่ 4.8 เมกะวัตต์ และสุดท้าย เป้าหมายของโรงงาน คือ ซีโร่เวสต์ กำจัดหมดในโรงงาน

ขณะที่ความเสี่ยงเรื่องสถานการณ์ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ณัฐศศิยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยประสบ คือ สถานการณ์ล้มเสาไฟฟ้าแรงสูง โรงงานหยุดการผลิต แต่หยุดการรับซื้อไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถหีบปาล์มได้ทัน ส่งผลเรื่องคุณภาพจนโดนตีกลับเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ ค่าประกันภัยของพนักงานที่ต้องเสี่ยงเมื่อออกพื้นที่ก็ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น

กระนั้นการพัฒนาพื้นที่จะหยุดลงไม่ได้ ณัฐศศิบอกว่า การที่ตนเองเป็นภาคเอกชน และพอมีกำลังก็ต้องช่วยกัน มองว่าหากใช้เศรษฐกิจเป็นตัวนำ ในการขับเคลื่อนให้คนมีงานทำ มีรายได้ อาจเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยลดปัญหาในพื้นที่ลงได้บ้าง

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560-2564 ถึงแม้จะผ่านมาช่วงระยะเวลาไม่นานนักแต่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้นำแผนดังกล่าวมาขับเคลื่อนแล้ว ในหลายจังหวัดผู้ว่าราชการกับในส่วนของภาคประชาชนที่มีความพร้อมสภาเกษตรกรฯก็จะลงไปทำงานในพื้นที่นั้นๆ โดยกลุ่มจังหวัดที่มีความชัดเจนมากในการนำแผนแม่บทไปขับเคลื่อนร่วมกับประชาชนและทำแผนแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ของตนเองคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) โดยได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารและได้หารือร่วมกันถึงการทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมในระดับตำบล หมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งแนวทางปฏิบัติงานร่วมกัน คือ ศอ.บต.เป็นหน่วยงานสนับสนุนงบประมาณตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สภาเกษตรกรฯจัดเรื่องคน , กระบวนการทำแผน ซึ่ง ศอ.บต.เห็นด้วย โดยจะเริ่มเชิญสมาชิกและที่ปรึกษาสภาเกษตรกรแห่งชาติใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา 4 อำเภอ มาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่ จ.ยะลา ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อที่จะซักซ้อมความเข้าใจและวิธีทำงานร่วมกันก่อนที่จะกระจายไปทำงานในพื้นที่ ทั้งนี้ การขับเคลื่อนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะสามารถสร้างกระบวนการเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาของตัวเองและในการวางแนวทางการพัฒนาอาชีพการเกษตรของตัวเองในทุกตำบล หมู่บ้าน

โดยทุกคนต้องหาจุดยืน ผลิตผล ผลิตภัณฑ์ของตัวเองโดย ศอ.บต.จะเป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุน ซึ่งเป็นความชัดเจนว่าการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯหากว่าส่วนราชการเห็นความสำคัญของเกษตรกรฐานรากและนำไปขับเคลื่อนในพื้นที่ จะเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรได้อย่างครบวงจรและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เกษตรกรเองช่วยเหลือซึ่งกันและกันถ่ายทอดความรู้ให้กลุ่มและต่างกลุ่ม

“ใครเร็วกว่าก็เดินนำไปก่อน แล้วก็จูงมือคนที่รู้น้อยกว่า เดินช้ากว่าเดินตามกันไป เราไม่ทิ้งใครให้อยู่ข้างหลังมาก พยายามเดินไปด้วยกัน เป็นกลยุทธสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคง ยั่งยืนด้านการเกษตรตามทิศทางของแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม” นายประพัฒน์ กล่าว

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เดินทางถึงเทศบาลต.สามกอ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นเดินทางต่อมาที่สถานีสูบน้ำปลายคลองทองอยู่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล สำนักงานชลประทานที่ 10 มีนายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครอยุธยาและประชาชนให้การต้อนรับ โดยนายกฯรับฟังบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำจากนายทองเปลว ทองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ก่อนทำการเปิดประตูระบายน้ำและพันธุ์ สัตว์น้ำ ตามโครงการ”ปล่อยน้ำเข้านา ปล่อยปลาเข้าทุ่ง” อาทิ ปลาตะเพียน ปลายี่สก ฯจากกรมประมง และโครงการยุทธศาสตร์จังหวัด จำนวน 1,460,000 ตัว และพันธุ์กุ้งก้ามกราม 2แสนตัว เข้าทุ่งรับน้ำบ้านแพน,บางบาล,ผักไห่,เจ้าเจ็ดและป่าโมก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามจะดำเนินโครงการต่างๆให้ประชาชน เช่น คลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร แต่ต้องถามว่า ประชาชนจะยอมหรือไม่ ถ้าจะให้ทำก็ต้องช่วยกันไม่ใช่อะไรก็เห็นต่างหมด รัฐบาลพยายามจะดูแลทุกคนให้เท่าเทียมกันโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยก็จะต้องดูแลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม รัฐบาลให้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยแต่จะให้ได้เท่ากันคงไม่ได้ ดังนั้นทุกคนต้องช่วยเหลือตัวเองเช่นเดียวกันด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการรักษาความปลอดภัยโดยรอบพื้นที่เป็นไปอย่างเข้มงวด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำเครื่องแสกนวัตถุระเบิดตรวจบุคคลที่ผ่านเข้าออกทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สื่อมวลชนและประชาชน โดยให้ผู้ที่เข้ามาร่วมงานผ่านเข้าออกได้เพียงจุดเดียว ทั้งนี้ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีการได้มีกลุ่มประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบการเหมืองแร่เดินทางมาเพื่อเตรียมยื่นหนังสือถึงนายกฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เป็นตัวแทนรับเรื่องและดอกไม้เอาไว้แทน ก่อนที่ประชาชนกลุ่มดังกล่าวจะเดินทางกลับ

มูลนิธิบูรณะนิเวศ พบ ปลามาบตาพุด-8 พื้นที่อุตสาหกรรมสารปรอทสูงเกินมาตรฐานปลาช่อนหนักสุด ชี้ เสี่ยงอันตราย สมอง ไต
เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิบูรณะนิเวศได้แถลงผลการศึกษาทางวิชาการเรื่อง “การปนเปื้อนสารปรอทในปลาและร่างกายมนุษย์ในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2559-2560” ซึ่งเป็นการศึกษาร่วมกันของ เครือข่ายระหว่างประเทศเพื่อกำจัดสารพิษตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม

สมาคมอาร์นิกา องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศสาธารณรัฐเช็ก และมูลนิธิบูรณะนิเวศ โดยแบ่งออกเป็นการศึกษาปริมาณสารปรอทในเส้นผมของสตรีวัยเจริญพันธุ์ และสารปรอทในสัตว์น้ำในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การศึกษาปริมาณสารปรอทในเส้นผมสตรีวัยเจริญพันธุ์ คณะผู้ศึกษาได้ทำการเก็บตัวอย่างเส้นผมอาสาสมัคร ซึ่งเป็นผู้หญิงที่มีอายุในระหว่าง 18-44 ปี 68 คนจาก 2 พื้นที่ คือ รอบเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง 34 คน และพื้นที่ เขตอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี 34 คน ก่อนนำไปตรวจวิเคราะห์ระดับสารปรอทในห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ สหรัฐอเมริกา

นส.อัฏฐพร ฤทธิชาติ นักวิชาการจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ตัวอย่างเส้นผมของผู้หญิง 50 จาก 68 คน หรือประมาณร้อยละ 73.5 ของอาสาสมัครทั้งหมด มีสารปรอทสูงเกิน 1 ppm ซึ่งเกินเกณฑ์อ้างอิงสำหรับสารปรอทในเส้นผม ของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สหรัฐอเมริกา (USEPA) ชี้ว่ามีความเสี่ยงที่สารปรอทจะส่งผลต่อสมองและอาจทำให้ระดับสติปัญญาลดลง รวมถึงอาจก่ออันตรายต่อไตและหัวใจ ขณะเดียวกันก็พบว่า ตัวอย่างเส้นผมของผู้หญิงจำนวน 67 จาก 68 คน หรือประมาณร้อยละ 98.5 ของอาสาสมัครทั้งหมด

มีสารปรอทสูงเกิน 0.58 ppm ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นที่นักวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า หากผู้หญิงตั้งครรภ์มีสารปรอทสูงเกินกว่านี้จะทำให้ระบบประสาทและพัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์ผิดปกติได้ “ในแง่หนึ่ง ผลการศึกษาครั้งนี้ก็อาจสะท้อนได้ว่า ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งมีโรงไฟฟ้าที่ปลดปล่อยสารปรอทออกสู่สิ่งแวดล้อม มีความเสี่ยงทางสุขภาพสูงกว่าคนทั่วไป และความเสี่ยงนี้ยังรวมไปถึงทารกในครรภ์ของพวกเธอด้วย” นส.อัฏฐพร กล่าว

นายอัครพล ตีบไธสง นักวิชาการจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ การศึกษาสารปรอทในสัตว์น้ำ พื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม 8 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา เลย ขอนแก่น คณะผู้ศึกษาได้ทำการเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำ ได้แก่ ปลาน้ำจืด ปลาทะเล และหอย จำนวน 39 ตัวอย่าง พบว่า ปลาทะเล 2 ใน 14 ตัวอย่างมีสารปรอทเกินเกณฑ์มาตรฐานปลาทะเลและอาหารทะเลของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ที่กำหนดให้มีสารปรอทปนเปื้อนได้ไม่เกิน 0.5 ppm ส่วนปลาน้ำจืด 18 ใน 25 ตัวอย่าง พบสารปรอทสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานอาหารของสธ.

ที่กำหนดให้มีสารปรอทได้ไม่เกิน 0.02 ppm ” ระดับสารปรอท ที่พบในปลาแตกต่างกันไปตามชนิดของปลาและพื้นที่ของแหล่งที่สารปรอทปนเปื้อน ปลากินเนื้อขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะพบปรอทสูงกว่าปลากินพืช เช่น ปลาช่อน มีปรอทโดยเฉลี่ย 0.257 ppm โดยร้อยละ 82 ของตัวอย่างปลาช่อน พบปรอทสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานฯ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า สัตว์น้ำจากพื้นที่ธรรมชาติที่อยู่ห่างเขตพัฒนาอุตสาหกรรม 2 แห่ง ได้แก่ จ.จันทบุรีและปราจีนบุรี ก็มีการปนเปื้อนสารปรอทในระดับที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ”นายอัครพล กล่าว

นายอัครพล กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ ยังพบด้วยว่า ปลาจากพื้นที่ธรรมชาติที่อยู่ห่างเขตพัฒนาอุตสาหกรรม 2 แห่ง คือเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี และอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง จ.จันทบุรี ก็มีการปนเปื้อนสารปรอทในระดับสูง ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ว่า พื้นที่เหล่านี้อาจได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของสารปรอท ซึ่งเป็นสารอันตรายที่สามารถเดินทางได้ไกลในชั้นบรรยากาศ และหากสมมุติฐานนี้เป็นจริง คือได้เกิดแพร่กระจายออกไปไกลลักษณะนี้แล้ว ก็แปลว่าขอบเขตความเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนก็ขยับตามออกไปด้วย

นส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า สารปรอทเป็นสารอันตรายที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ไกลในชั้นบรรยากาศ สามารถตกค้างได้ยาวนานในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสารปรอทที่ปลดปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเลียม ตั้งแต่การขุดเจาะ การกลั่นน้ำมัน และการแยกก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าถ่านหิน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การรีไซเคิลของเสีย และอื่นๆ สารปรอทสามารถสะสมในสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ และถ่ายทอด-เพิ่มความเข้มข้นได้ตามลำดับชั้นของห่วงโซ่อาหาร สารปรอทจึงมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอันตรายต่อระบบประสาทและการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์และเด็กเล็ก

ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรีได้รับแจ้ง ที่ในชุมชนท่าข้าม ก่อนเข้าวัดศรีประจันตคามเทศบาลตำบลประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี มีช่างศืลปะ ปั้นรูป ปั้น หัว สัตว์ป่าสงวนหลากหลายชนิด ที่นักสะสม หรือ ผู้นิยมตกแต่ง หัวสัตว์ตกแต่งผนัง หัวสัตว์จำลองเหมือนจริง ขนาดเท่าจริง โดยปั้นจำลองหัวสัตว์ป่าคุ้มครอง ทั้งกระทิง วัวแดง ละมั่ง กวาง ฯลฯ หัวสัตว์เทียม สำหรับตกแต่งผนัง ตกแต่งห้องสไตล์คาวบอย ไว้ตกแต่งบ้าน ตกแต่งโรงแรม รีสอร์ท สีเลียนแบบธรรมชาติ สร้า รายได้เดือนละนับแสนบาท

เป็นห้องแถวเล็ก ๆ ติดถนน พบนายกมล มะณีแนม อายุ 77 ปี เลขที่ 405 เทศบาลประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ผู้ยึดอาชีพปั้นปูนเปียก ทำรูปหัวสัตว์ป่าต่างๆ ที่ผู้คนนิยมนำมาสะสม หรือตกแต่งบ้านเรือน ที่ขายทั่วประเทศ ตามคำล่ำลือ ทั้ง หัวกระทิง วัวป่า เก้ง กวาง โดยทำมากว่า 40 ปี สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากงานฝีมือได้จริง ไม่ต้องไปกูหนี้ยมสินใครเขา

ลุงกมล กล่าวว่า “จบการศึกษาเพียงภาคบังคับสมัยก่อนคือประถมศึกษา จากนั้นได้ไปทำงานเป็นช่างศิลปะทำลวดลายโบสถ์ ภายหลังได้เปลี่ยนมาทำอาชีพปั้นปูนเปียก ทำทำรูปหัวสัตว์ป่าต่างๆ เลี้ยงครอบครัวมาแทน ตั้งแต่หนุ่มกลางคน จวบจนทุกวันนี้ ที่ยังคงทำงานศิลปะการประดิษฐ์จากวัสดุที่เหลือใช้ไม่กี่อย่าง แต่วัสดุเหลือใช้ในครัวเรือน สามารถสร้างเงินเลี้ยงตัวเอง และตรอบครัวได้อย่างสบายๆไม่เดือดร้อน เพียงแค่การทำหัวกระทิง วัวแดง. เก้ง กวาง มีอุปกรณ์ไม่กี่อย่างแต่มันสามารถสร้างเงินเป็นกอบเป็นกำ”

เรียกว่าหนึ่งเดียวในจ.ปราจีนบุรีเลยก็ว่าได้ ที่ทำแบบนี้ ทำด้วยมือสร้างเงิน เพียงแต่ใช้สมองจินตนาการเอาว่ารูปร่างหน้าตาของกระทิง วัวแดง เก้ง กวาง หน้าตาเป็นยังไง ก็ปั้นตามความเป็นจริง งานก็จะออกมาได้ดีแลสวยงาม”ลุงกมล กล่าว

และกล่าวต่อไปว่า “งานศิลปะพื้นบ้านๆ จากการจินตนาการเอาเองนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมการอนุรักษ์โดยไม่ต้องออกไปล่า – ทำร้ายสัตว์ป่าหายากให้ผิดกฏหมายเลย แค่ใช้เวลาปั้นๆ 3 วัน ได้รับเงิน หัวละ 4,000-6,000 บาท แล้วแต่ลูกค้าผู้มีพระคุณจะสั่งเล็ก-ใหญ่ บอกมาลุงกมลทำได้ บอกได้เลยว่าสวยไม่มีที่ติเสมือนจริงทุกประการ”

“ประกอบกับการทำงานทุก ๆ ชิ้นนี้ ใส่จิตใจลงไปด้วย ทำให้รูปร่างที่ทำออกมา ดูมีชีวิตชีวาตลอดระยะเวลา 40 ปี รูปหัวสัตว์ที่ทำนี้ ลุงอยากให้มีคนรุ่นหลังมาสืบสานต่อ ถ้าตัวเองตายไป งานปูนปั้น ต้องจากไปด้วยแน่ๆ เพราะลุงกับป้าไม่มีลูก ลุงกมลกับ ป้ากำจาย สองสามีผู้ยิ่งใหญ่มีอุดมการณ์ที่คล้ายกันอยากมีใครสักคนหันมาสนใจงานศิลปะปั้นมือนี้บ้าง?

“ แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นมีหนุ่มสาวที่เรียนด้านศิลปะ หรือ อะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับด้านนี้ ลุงกับป้าบอกเรียกไม่ถูก แม้สองตายายจะอายุแก่มากแล้งสังขารก็ไม่เอื้ออำนวยเดินจะไม่ไหวแล้วแต่ก็ต้องทำเผื่อจะมีใครมีหน่วยงานใด ให้ความสนใจงานด้านนี้ ถ้ามองๆดูอาจจะเป็นงานไม่มีค่า แต่มันเกินกว่าค่าจริงๆที่สามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองมาหลายสิบปีแล้ว ไม่ได้ยุ่งยากอยากให้คนรู้และก็เห็นคุณค่าของมันในตัวด้วย”

“ขอเพียงมีใจรัก มันก็สามารถสร้างอาชีพได้ตลอดเวลา การทำงานปูนปั้นก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบายๆ อาศัยความอดทน เพียงที่ต้องนั่งๆรูปคลำ ๆ ไม่กี่วัน ก็มีเงินใช้แล้วครึ่งๆหมื่น โดย ลุงกับป้าช่วยกันทำเล่นๆฆ่าเวลายามแก่เฒ่า ก็ได้เงินหมื่นใช้แล้ว ถ้าคนขยันจะได้เงินใช้มากกว่านี้ เท่าตัวเลยทีเดียว ตามผลงาน เหลือเชื่อจริงๆว่าลุงกับป้าทำมาแล้ว 40 ปี ชีวิตก็มีความสุขตลอดมา”

“วิธีการทำปูนปั้นงานศิลปะชนิดนี้ มีแค่ปูนเปียกและกระดาษสา หรือลังไข่กระดาษปกแข็งต่างๆ กับไม้จำพวก งิ้ว มะกอก ทองหลาง และยีตาล (ลูกตาลสุกแล้วที่เขาเอามาคั้นเอาเนื้อไปทำขนมตาล) ยีตาลจะมีสีออกขาว ซีดๆนำมาไว้เป็นขน สีขาว ไม่ต้องย้อมสีดำไว้ติดที่หน้าผากหัวกระทิง ส่วนย้อมสีดำก็จะไว้ทากาว ติดที่ลำคอและใต้คาง ทำเหมือนขนจริง ตาก็หาซื้อลูกปิงปองและไม้แผ่นตะปู ใช้กาวที่ใช้ในการเรียนครับ มีแค่นี้เราก็นำมาทำเป็นขนกระทิง แค่นี้โดยขอซื้อมา 100 ต่อ100 บาท ก็สามารถสร้างหัวกระทิงได้อย่างสวยงามให้ลูกค้าไปตั้งไปไว้ที่บ้าน ที่สำนักงาน สร้างความสวยงามเพิ่มบารมี ที่ใครต้องการแล้ว”

จากคำบอกเล่าของลุงกับป้าผู้ฟันฝ่าทำให้อดดีใจไปด้วยไม่ได้ ลูกค้าของลุงกมลนั้นมีอยู่ทั่วประเทศ สั่งทำทีหนึ่งไม่ใช่แค่ชิ้นเดียวอย่างน้อยคนละ 2-4 ชิ้นครับ บางคนเอาของจริงมาให้ทำก็ทำครับที่จริงไม่อยากรับเพราะสัตว์สงวนนั้นอาจมีความผิดครับ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในงานศิลปะทำมือปูนปั้นลุงกมลยินดีสอนให้เต็มที่โดยไม่ปิดบังหรือหวงวิชา ลุงกมลยังยอกอีกด้วยครับว่างานปั้นมือของแกยังมีขายอยู่ทางแนวชายแดนใกล้บ้านเราครับสนใจติดต่อสอบถามลุงกมล ป้ากำจายได้ที่เบอร์โทรศัพท์หมายเลข 037-292-027

โฟร์โมสต์ทุ่ม 1,000 ล้านเพิ่มกำลังผลิตนมยูเอชที-ขนข้นหวานข้นจืด รับดีมานด์ไทย-เทศ ศึกษานมเซ็กเมนต์ใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกวัย-ทุกโอกาส สู้ตลาดนมติดลบรอบ 10 ปี พร้อมอัดงบฯ 100 ล้าน ปลุกตลาดนมโค้งท้าย ดันยอดขายโต 5%

นายวิภาส ปวโรจน์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม “โฟร์โมสต์” กล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของบริษัทแม่ที่มีแผนขยายธุรกิจในตลาดเอเชียที่อุตสาหกรรมนมมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีให้มากขึ้น บริษัทจึงมีแผนลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตโรงงานในไทยที่เป็นฮับในการผลิตสินค้ากลุ่มยูเอชที

และนมเสริมรสชาติอาหาร (นมข้นหวาน-ข้นจืด) ภายใต้งบฯกว่า 1,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีจากนี้ (2561-2563) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าทั้ง 2 กลุ่มอีก 30-40% รองรับการขยายตลาดในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาวและกัมพูชา เป็นหลัก รวมทั้งตลาดอื่น ๆ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานในไทย 2 แห่ง คือ โรงงานสำโรง สมุทรปราการ ผลิตนมยูเอชที นมข้น และโยเกิร์ตพร้อมดื่ม มีกำลังผลิต 360,000 ตันต่อปี และโรงงานหลักสี่ กรุงเทพฯ ผลิตนมพาสเจอไรซ์ โยเกิร์ตแบบถ้วยและพร้อมดื่ม มีกำลังผลิต 87,000 ตันต่อปี

และในช่วง 3 ปีจากนี้ ตั้งเป้าหมายเติบโตในไทยอย่างน้อยปีละ 5% โดยมีกลยุทธ์หลักคือ เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และช่องทางการจัดจำหน่ายที่ปัจจุบันครอบคลุมร้านค้า 80-90% ทั่วประเทศ มีหน่วยรถของตัวเองเข้าถึงร้านค้ากว่า 1.2 แสนร้าน สร้างการเติบโตทั้งจากสินค้าเดิมและสินค้าใหม่ ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคในหลากหลายวัยและโอกาส ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสของนมสำหรับคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา และนมสำหรับผู้ใหญ่-คนสูงวัย หลังจากที่เร็ว ๆ นี้บริษัทแม่ได้เริ่มทดลองทำตลาดนมโปรตีนสูง Vifit Sport ในเนเธอร์แลนด์ หรือนมสำหรับผู้ใหญ่ Optimel ในฮ่องกงแล้ว

“ภาพรวมตลาดในไทยปีนี้ ข้อมูลจากเอซีนีลเส็น ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์นมโดยรวมในช่องทางรีเทล 6.1 หมื่นล้าน ติดลบราว 3% ซึ่งติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี คาดว่าเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจ รวมทั้งผู้บริโภคมีเครื่องดื่มหลากหลายประเภทเป็นตัวเลือก ทำให้การแข่งขันยังรุนแรงต่อเนื่อง ผู้เล่นในตลาดต่างต้องทำกิจกรรมออกมาปลุกตลาดกันมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ฟรีสแลนด์ฯ (ประเทศไทย) ยังคงเติบโตกว่า 3% ในช่วงครึ่งปีแรก จากการเติบโตที่ดีของกลุ่มนมยูเอชทีสำหรับเด็ก ซึ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายจะเร่งทำกิจกรรมการตลาดทั้งนมยูเอชทีปกติและยูเอชทีสำหรับเด็ก ด้วยงบฯการตลาดกว่า 100 ล้านบาท ทำกิจกรรมทุกช่องทางเพื่อสร้างการเติบโตตลอดทั้งปีที่ 5% ตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับในต่างประเทศที่ส่งออกไปที่ลาวและกัมพูชาเป็นหลัก เป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เพราะเป็นตลาดเปิดใหม่ที่เศรษฐกิจเติบโตดีต่อเนื่อง การเข้าไปสร้างการรับรู้ของแบรนด์ต่าง ๆ ยังไม่มาก จึงจะมุ่งสร้างแบรนด์ สร้างการรับรู้ประโยชน์ของนมในประเทศเหล่านี้ให้แข็งแรง รวมทั้งเพิ่มตัวแทนจำหน่ายเพื่อขยายช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น

ตามที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดโครงการสร้างผู้นำสหกรณ์ต้นแบบสู่ Young Smart Cooperative Directors เพื่อให้ความรู้กับบุคลากรสหกรณ์ในเขตภาคอีสานตอนใต้ที่เป็นผู้ที่ทำการเกษตรตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่และมีความพร้อมสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดขยายผลความสำเร็จสู่สมาชิกสหกรณ์รายอื่นได้นั้น หลายสหกรณ์ได้นำองค์ความรู้ไปส่งเสริมให้สมาชิกนำไปปฏิบัติ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่ายประจำวัน และมีรายได้จากการทำเกษตรหมุนเวียนในทุกวัน

นายกัณวีย์ บุญญพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ภายหลังจากการอบรม คณะของศูนย์ได้ลงพื้นที่ออกติดตามการขยายผลการอบรม ในเขตจังหวัดชัยภูม ระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2560 ซึ่งมีตัวแทนที่เข้าร่วมโครงการ จากสหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 5 ราย ได้แก่ นางอัมพร เดชพรม ผู้จัดการสหกรณ์ นางดารัตน์ หาญปี ผู้ช่วยผู้จัดการ นายเทียน เดชวิจารย์ สมาชิก นายปกรณ์ เหล่าภักดี สมาชิก และนางสาววรรณิษา เหลาแพง สมาชิก ซึ่งจากการติดตามผลการดำเนินการ พบว่าสหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่

โดยสนับสนุนให้มีการขยายผลการทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ toobnetwork.com โดยให้สมาชิกที่ผ่านการอบรมเป็นแปลงสาธิตเข้ารับการอบรมนำความรู้จากการอบรมบวกกับองค์ความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ไปถ่ายทอดผ่านกิจกรรมสู่สมาชิกรายอื่นๆ เพื่อลดต้นการผลิต ได้แก่ การทำปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยหมักใช้เอง ด้านการลดการใช้แรงงานในการทำเกษตรและเพิ่มผลผลิต ได้แก่ การใช้รถดำนาแทนแรงงานคน การเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวในกระบะเพาะกล้า ด้านการเพิ่มรายได้ ได้แก่ การปลูกพืชหมุนเวียนในนาข้าว การปลูกพืชหลากหลายชนิด

การแบ่งพื้นที่เพาะปลูกและขุดสระเลี้ยงปลา การขยายกิ่งพันธุ์ไม้ผล และการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า และจากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่ายประจำวันและมีรายได้จากการทำเกษตรหมุนเวียนในทุกวัน ซึ่งจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้จำนวนสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด ที่เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ จากจำนวน 25 ราย ได้ขยายผลไปเป็นจำนวน 50 ราย และจะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง

“นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรคอนสาร จำกัด ยังมีบทบาทในการการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ หันมาปรับพื้นที่มาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งแต่เดิม เกษตรกรนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ การทำนา สวนยาง และปลูกอ้อย เปลี่ยนมาแบ่งพื้นที่ขุดสระเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืชให้หลากหลายมากขึ้น โดยสหกรณ์ได้จัดให้มีแปลงสาธิตไว้ที่สหกรณ์ เพื่อถ่ายทอดแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่และการทำเกษตรแบบอินทรีย์ สู่สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรในชุมชนที่สนใจ และสหกรณ์ยังให้การสนับสนุนจัดหาปัจจัยการผลิตและหาตลาดรับซื้อผลผลิตให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่อีกด้วย” นายกัณวีย์ กล่าวทิ้งท้าย

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยภายหลังจากพิธีเปิดงาน 2017 China AnhuiFamous High Quality Agricultural Products & Agriculturl Industrialzation 9Trade Fair (Hefei) (Anhui Agriculture Expo 2017) ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ได้ร่วมจัดงานในครั้งนี้เป็นครั้งแรก สืบเนื่องจากฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้เดินทางไปเยือนมณฑลอันฮุย เพื่อทำความรู้จักกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยคณะกรรมการเกษตรเมืองเหอเฝย มณฑลอันฮุย สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ เห็นว่าสามารถประชาสัมพันธ์คุณภาพข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่มีคุณภาพดีให้ประชาชนในมณฑลนี้ได้เป็นที่รู้จัก และจะได้ช่วยแก้ปัญหาข้าวหอมมะลิไทยที่ถูกปลอมปนได้ทางหนึ่ง

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ได้ขอความร่วมมือให้ทางกรมการข้าวนำภาคเอกชน ประกอบด้วย บริษัท สยามควอลิตี้ ไรต์ จำกัด บริษัท ธนสรรไรต์ จำกัด และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง ร่วมจัดงานในครั้งนี้ด้วย กระทรวงเกษตรฯ ได้นำข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดข้าวขาวระดับโลก “World’s Best Rice” 2016 ซึ่งเป็นของบริษัท ธนสรรไรต์ จำกัด และข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่เป็นข้าวระดับ Preminm ของบริษัท สยามควอลิตี้ ไรต์ จำกัด ข้าวสังข์หยด จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง หุงให้ชาวจีนได้ลิ้มรสชาติ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าวสังข์หยด คุณภาพชั้นดี จากประเทศไทย