มีสารอะไรอยู่ในผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอกบ้าง? คอลัมน์

ฟิสิกส์ธรรมดาสาระมันส์ในสารซักฟอกต่างๆ นอกจากจะมีสารที่ช่วยให้คราบสิ่งสกปรกหลุดออกมาได้ง่ายแล้ว ยังมีการใส่ส่วนผสมที่ทำให้ผ้าดูสดใสไม่หม่นหมองเข้าไปด้วย เรียกว่าสารฟอกขาว (Bleach) ซึ่งจะทำปฏิกิริยาออกซิไดซ์กับเนื้อผ้า นอกจากนี้สารทำให้ผ้าขาวและสดใสประเภทฟลูออเรสเซนต์ก็ถูกใส่เข้าไปในสารซักฟอกด้วยเช่นกันเนื่องจากมันสามารถลดความเหลืองบนเนื้อผ้า (โดยเฉพาะผ้าขาว) ด้วยการดูดซับแสงอัลตราไวโอเลตและสะท้อนกลับเป็นแสงสีฟ้าทำให้ความเหลืองที่หมองและดูสกปรกนั้นจางลงและผ้าดูขาวสะอาดขึ้น

หลายคนอาจไม่รู้ว่าในสารซักฟอกต่างๆ มีการเติมเอนไซม์ลงไปด้วย ใช่แล้วครับ เอนไซม์ที่ว่านี้เป็นสารประเภทเดียวกับที่อยู่ในระบบการบ่อยอาหารของเรานั่นแหละ โดยทั่วไป เอนไซม์เป็นสารที่ช่วยให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดได้เร็วขึ้น ซึ่งมีหลายชนิดได้แก่

– โพรทีส (Protease) ช่วยในการย่อยสลายโปรตีน
– ไลเปส (Lipase) ช่วยในการย่อยสลายไขมัน
– อะไมเลส (Amylase) ช่วยในการย่อยสลายแป้ง

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เอนไซม์เหล่านี้เป็นสารธรรมชาติที่สามารถเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลาดังนั้นสารซักฟอกจึงต้องผสมสารยับยั้งการสลายตัวของเอนไซม์เพื่อช่วยทำให้เอนไซม์ถูกเก็บและใช้งานได้อย่างยาวนานด้วย

ส่วนประกอบอื่นๆ อย่างเช่นน้ำหอมและสีก็ทำให้สารซักฟอกนั้นมีความโดดเด่นทั้งกลิ่นและรูปลักษณ์ในบางครั้งการผสมสีเอาไว้เล็กน้อย แต่ไม่มากพอที่จะย้อมสีเสื้อผ้า ทำให้นอกจากทำให้เราเห็นสีขณะใช้งานอย่างเด่นชัดแล้วยังทำให้ทราบด้วยว่าหากสารซักฟอกยังถูกล้างออกไม่หมดจะยังคงมีคราบสีดังกล่าวหลงเหลืออยู่

ส่วนประกอบสุดท้ายที่เหลือจะถูกเรียกว่า Filler หรือสารเติมเต็มเพื่อช่วยเป็นตัวทำละลายหรือทำให้ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์มีความเหมาะสม ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอกจะถูกเติมด้วย Filler ที่ต่างกัน โดยในผงซักฟอกจะใช้โซเดียมซัลเฟตซึ่งมีลักษณะเป็นเม็ดๆ ในขณะที่น้ำยาซักฟอกจะใช้น้ำ

*แล้วผงซักฟอกกับน้ำยาซักฟอกต่างกันอย่างไร?*

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สารซักฟอกอยู่สองแบบใหญ่ๆคือแบบผงและแบบน้ำ

ส่วนประกอบส่วนใหญ่ของทั้งสองแบบนั้นเหมือนกันยกเว้นส่วนสารเติมเต็ม (Filler) นอกจากนี้ทั้งสองแบบมีทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบในตัวมันเองขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้งานและความชอบส่วนตัวมากกว่า เนื่องจากความสามารถในการทำความสะอาดนั้นใกล้เคียงกัน

ตัวอย่างข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของผงซักฟอกข้อได้เปรียบ : ราคาถูก
ข้อเสียเปรียบ : บางคนคิดว่ามันละลายได้ไม่ดีในน้ำซึ่งเป็นปัญหาในผงซักฟอกยุคแรกๆแต่ตอนนี้ผงซักฟอกละลายน้ำได้ดีมากแล้ว
ข้อเสียเปรียบ : โซเดียมซัลเฟตทำให้สร้างความเสียหายในระบบระบายน้ำเสีย
ข้อเสียเปรียบ : ผงซักฟอกประกอบด้วยสารเคมีเยอะกว่าเนื่องจากสารเติมเต็มของผงซักฟอกก็เป็นสารเคมี ในขณะที่น้ำยาซักฟอกเป็นน้ำ
ส่วนในน้ำยาซักฟอกมีข้อได้เปรียบและเสียเปรียบดังนี้
ข้อได้เปรียบ : น้ำยาซักฟอกถูกทำละลายมาไว้ก่อนแล้วทำให้ไม้ต้องกังวลเรื่องการละลายไม่หมด
ข้อได้เปรียบ : สามารถกำจัดคราบก่อนได้ด้วยการเทน้ำยาโดยตรงลงบนเนื้อผ้า
ข้อเสียเปรียบ : มักจะแพงกว่าประเภทผงซักฟอก
ข้อเสียเปรียบ : บรรจุภัณฑ์เป็นพลาสติกซึ่งดูเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า
ถึงแม้ว่าสารซักฟอกนั้นทำงานกำจัดคราบสกปรกได้ดีแค่ไหนแต่ก็มีผลที่ตามมาเช่นกันหากคิดถึงสารพิษสารเคมีและคาร์บอนในกระบวนการผลิต อาทิตย์หน้าจะเล่าให้ฟังต่อนะครับ

หมายเหตุ – บทความนี้ได้รับการเขียนโดยคุณ ภาณี ภัททิยไพบูลย์ ซึ่งเป็นผู้อ่าน ผมเห็นว่าเขียนและเรียบเรียงได้ดีจึงติดต่อมาลงไว้ในคอลัมน์นี้เพื่อให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

รศ.ดร.พิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “Business 4.0 : Readiness and Roadmap” ในโอกาสครบรอบ 79 ปีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทางคณะพาณิชยศาสตร์ฯ ได้ศึกษาวิจัยเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยสำรวจผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 3 อุตสาหกรรม คือ เกษตรและอาหาร ท่องเที่ยวและบริการ และสุขภาพ จำนวน 275 ราย พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ และที่เข้าใจถูกต้องมีน้อยมาก ดังนั้น สถาบันศึกษามีส่วนต้องสนับสนุนนโยบาย ทั้งนี้ ผลวิจัยสรุปได้ว่า การจะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปถึง 4.0 จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการไม่เข้าใจ 4.0

โดยผู้ประกอบการเข้าใจความหมาย เป้าหมาย แนวทางของนโยบายเพียง 37% ภาพรวมความพร้อมผู้ประกอบการอยู่ระดับน้อยถึงปานกลางที่ 2-2.5 และยังเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยผู้ประกอบการเชื่อว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่ไม่มั่นใจในทิศทางรัฐ ซึ่งอนาคตจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ หากเป็นความท้าทายการปรับองค์กรเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร สะท้อนว่าปัจจุบันแต่ละอุตสาหกรรมเกิดการแข่งขันด้านคุณภาพมากขึ้น มีการสร้างแบรนด์ ต่างจากเดิม

นายสุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิปป๊อป จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตก้าวกระโดด พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน แต่พบรัฐตีโจทย์ธุรกิจใหม่อย่าง startup ไม่ชัด บางธุรกิจที่ไม่ใช่บริการ แต่อยู่ในอุตสาหกรรมกลุ่มเดียวกัน ทำให้มีช่องว่างภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะกฎหมายยังเป็นแบบเดิมและไม่ชัดเจน

นายนพพล อนุกูลวิทยา ผู้ก่อตั้ง TakeMeTour กลุ่ม startup ท่องเที่ยว มองว่า ธุรกิจท่องเที่ยวสร้างมูลค่าเติบโตถึง 20% ของจีดีพี และอนาคตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจจะเข้ามาแทนที่ภาคเกษตร ธุรกิจนี้มาพร้อมการรุกตลาดออนไลน์ แต่ธุรกิจเหล่านี้ยังไร้ทิศทางการผลักดันจากภาครัฐ ประกอบกับกฎหมายไม่เอื้อต่อการลงทุน ธุรกิจ startup เหล่านี้จึงไม่ได้จดทะเบียนในไทย

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ กำลังขยายตัวอีกจากการเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเร็วๆ นี้ ภาครัฐจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเสรีอีกด้วย เมื่อรวมกับกระแสของระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบ “แบตเตอรี่” หรือ energy storage คาดการณ์ได้ว่าปริมาณแผงโซลาร์เซลล์ในประเทศจะเพิ่มขึ้นอีก แต่ประเด็นที่อาจจะถูกมองข้ามคือ เมื่อแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุและกลายเป็น “ขยะ” จะจัดการอย่างไร องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development : TBCSD) ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute : TEI) จัดเสวนา “แนวทางการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์ของภาคอุตสาหกรรม” เพื่อหาคำตอบไปเมื่อเร็วๆ นี้

ผศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉายภาพโซลาร์เซลล์ของประเทศในขณะนี้ว่า เมื่อพิจารณาจากแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือแผน AEDP (Alternative Energy Development Plan 2558-2579) จะมีแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งรวม 6,000 เมกะวัตต์ ซึ่งแผงเหล่านี้ก็จะเป็นซากขยะสะสมใน 20 ปีข้างหน้า สูงถึง 7.5 แสนตัน หรือประมาณ 36 ล้านแผง โดยปัจจุบันมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แล้ว 2,600 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 15 ล้านแผง และจะกลายเป็นขยะ 5.1 แสนตัน จึงเริ่มวิจัยเพื่อหาแนวทางจัดการขยะดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันใช้วิธี “ฝังกลบ” เท่านั้น แม้ผู้ผลิตจะระบุว่าแผงโซลาร์จะมีอายุใช้งานที่ 20 ปี แต่ในระหว่างกระบวนการผลิตหรืออื่นๆ จะมีแผงที่ชำรุด หรือเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นในระบบต่อเนื่อง เพราะแผงโซลาร์เซลล์ในตลาดมีหลายเกรดและคุณภาพต่างกัน ฉะนั้นปริมาณขยะโซลาร์อาจจะ “มากกว่า” ที่คาดการณ์ไว้

สำหรับแนวทางจัดการแผงโซลาร์ที่มีความเป็นไปได้ คือ 1. คัดแยกด้วยมือ 2. รีไซเคิล และ 3. บดและเข้ากระบวนการสกัดโลหะออกมาใช้ประโยชน์สูงสุด เช่น เงิน, ซิลิคอน, อะลูมินัม, ตะกั่ว, แคดเมียม และอินเดียม ซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น เช่น นำไปเป็นส่วนประกอบของจอแอลอีดี (LED)

ทั้งนี้ ผศ.ดร.พิชญระบุว่า ในอนาคตยังจะมีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (energy storage) ทำให้ขณะนี้กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่และพลังงานเริ่มวิเคราะห์ว่า เทรนด์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะทำให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในปี ’59 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการติดตั้งแผงโซลาร์รวม 222 กิกะวัตต์ ซึ่งในปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 300 กิกะวัตต์ โดยกำลังผลิตส่วนใหญ่อยู่ในแถบยุโรป เช่น เยอรมนี จากนี้จะเริ่มมาขยายในแถบเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศจีน ทั้งนี้ ได้ศึกษาส่วนของการจัดการในเยอรมนี และญี่ปุ่นนั้น กฎหมายที่ใช้ควบคุมดูแลแผงโซลาร์เทียบเคียงมาจากสหภาพยุโรปเป็นหลัก ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในการกำจัดแผงโซลาร์คือ “ผู้ผลิต” และ “ผู้นำเข้า” กฎหมายของเยอรมนีระบุว่า ในอนาคตจะต้องรีไซเคิลได้ 80% ของน้ำหนักแผง ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นระบุผู้รับผิดชอบกำจัดแผงคือ “เจ้าของแผงโซลาร์” เพราะถือว่าได้รับประโยชน์จากแผงโซลาร์ไปแล้ว

ดร.พิชญมองว่า สำหรับไทยจะต้องพิจารณากันตั้งแต่ “แหล่งกำเนิด” เช่น เป็นโรงไฟฟ้า หรือติดตั้งบนหลังคาบ้าน จากนั้นจะต้องหาจุดรวบรวมขยะแผงเหล่านี้ ในกรณีที่นำไปใช้ประโยชน์ต้องมองว่า คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจหรือไม่ และต้องมองให้ครอบคลุมกับผู้มีความเกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้รวบรวม และผู้รับรีไซเคิล ต้องหารือให้ชัดก่อนที่นำเสนอต่อภาครัฐในการกำกับดูแลต่อไป

ด้านภาคเอกชนในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ นายจตุพร โสภารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่องและธุรกิจใหม่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เผยว่า การใช้ประโยชน์จากโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจะกลายเป็นขยะในอนาคตต่อจากนี้นั้น ส่วนของเอกชนรอความชัดเจนจากภาครัฐในการกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อดูแลซากแผงโซลาร์ในอนาคต เพราะราชบุรี โฮลดิ้งส์ มีโครงการโซลาร์ฟาร์มรวม 44 เมกะวัตต์ (ถือในสัดส่วน 24 เมกะวัตต์) รวมถึงมีโครงการอื่นๆ ในต่างประเทศประมาณ 42 เมกะวัตต์ และคาดว่าในอีก 20 ปีก็จะเริ่มมีแผงทยอยหมดอายุ ซึ่งบริษัทก็มีนโยบายการทำธุรกิจที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันไม่มีโรงงานรีไซเคิลแผงโซลาร์ แต่จะมี 1 โรงที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและแล้วเสร็จในปี 2561 ซึ่งในอนาคตภาครัฐควรมีการส่งเสริมโรงงานประเภทนี้มากขึ้น

ราชบุรี โฮลดิ้งส์ได้ประเมินแผงโซลาร์ที่ถือครองอยู่ประมาณ 3 แสนแผง หรือประมาณ 5,800 ตัน มีกระจกเป็นองค์ประกอบ 80% อีก 10% เป็นอะลูมิเนียม ซึ่งโจทย์สำคัญที่เหลือ 10% ที่เป็นซิลิคอน และคอปเปอร์ อยู่ระหว่างศึกษาว่าจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร

“อยากให้ภาครัฐผลักดันเรื่องนี้ให้ชัดเจน และควรมีผู้รับผิดชอบชัดเจน ในเรื่องของโซลาร์เซลล์ไม่ได้มีแค่เรื่องแผงเท่านั้น เช่น อินเวอร์เตอร์ หม้อแปลง แต่เมื่อมีแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นมา โรงกำจัดปัจจุบันก็ใช้วิธีเก็บส่วนประกอบทั้งหมดไม่สามารถแยกชิ้นส่วนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาครัฐจะส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าอีก”

ถัดมาคือ นายพงษ์ภัทร พุกะนัดด์ ผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจองค์กร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในประเทศ มีกำลังผลิต 182 เมกะวัตต์ และมีโครงการในญี่ปุ่นรวม 140 เมกะวัตต์นั้น ได้หารือกับผู้ผลิตแผงที่ป้อนให้กับโครงการไว้อยู่แล้วคือ วิธีการรีไซเคิล เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแล้วจะได้กระจก อะลูมิเนียม และอื่นๆ ซึ่งมองว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งภาครัฐจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ออกมาให้ชัดด้วยว่าจะมีการบริหารจัดการซากแผงโซลาร์อย่างไร

บริษัทเทคโนโลยีของจีนสร้างชื่อเสียงขึ้นมาเทียบชั้นบริษัทจากตะวันตก และมีพัฒนาการยกระดับขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ คนทั่วโลกคุ้นหูกับชื่อ “อาลีบาบา” ของ แจ็ก หม่า มากที่สุด หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และทำสถิติหุ้นไอพีโอที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในการซื้อขายวันแรก

ล่าสุดนี้บริษัทไอทีจากจีน อย่าง “เทนเซนต์” (Tencent) ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในนามผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย “วีแชท” (WeChat) ดูเหมือนทำสถิติฮือฮายิ่งกว่าอาลีบาบา ในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย 2 สถิติด้วยกัน

โดยในวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน ทำสถิติเป็นบริษัทเอเชียรายแรกที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เกิน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับมาร์เก็ตแคปของ “เฟซบุ๊ก” เมื่อราคาหุ้นของเทนเซนต์ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ราคาพุ่งขึ้นไปอยู่ที่หุ้นละ 420 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 53.76 ดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้มูลค่าโดยรวมไปอยู่ที่ 3.99 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 5.107 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อปิดตลาด ส่วนเฟซบุ๊กอยู่ที่ 5.2014 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อเมซอน 5.4446 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

และมาร์เก็ตแคปของเทนเซนต์ยังมากกว่าบริษัทอีคอมเมิร์ซ อาลีบาบา ซึ่งอยู่ที่ 4.7415 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ถัดจากการทำสถิติเป็นบริษัทเอเชียรายแรกที่มาร์เก็ตแคปเกิน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว เทนเซนต์ยังทำสถิติใหม่ในวันที่ 21 พฤศจิกายน เมื่อราคาหุ้นขยับขึ้นไปเป็น 439.6 ดอลลาร์ฮ่องกง ทำสถิติใหม่ในช่วงระหว่างชั่วโมงซื้อขาย ทำให้มาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นไปที่ 5.345 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแซงเฟซบุ๊ก ซึ่งอยู่ที่ 5.194 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้เทนเซนต์กลายเป็นบริษัทเอเชียรายแรกที่ติดท็อป 5 บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก โดยอันดับหนึ่งเป็นของแอปเปิล ตามมาด้วย อัลฟาเบต (บริษัทแม่กูเกิล) ไมโครซอฟท์ อเมซอน และเทนเซนต์ หลังจากที่เขี่ยเฟซบุ๊กตกไป

เทนเซนต์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เมื่อปี 2547 ด้วยราคาหุ้นละ 3.70 ดอลลาร์ฮ่องกง จากนั้นราคาเพิ่มขึ้นกว่า 11,000% เฉพาะปีนี้ราคาปรับขึ้นแล้ว 126.69%

ธุรกิจหลักของเทนเซนต์มีทั้ง “วีแชท” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบออล-อิน-วัน ให้บริการทั้งแชตและจ่ายเงินออนไลน์ มีผู้ใช้บริการมากกว่า 1,000 ล้านราย และเกมบนสมาร์ทโฟนที่เทนเซนต์เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัทซูเปอร์เซลล์ของฟินแลนด์ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเกมยอดนิยม “แคลช ออฟ แคลนส์” ซึ่งเฉพาะไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ธุรกิจกลุ่มนี้สร้างรายได้ให้กับบริษัทมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 67% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์

แม้จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่แต่เทนเซนต์ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักนอกประเทศจีนมากนัก โดยเฉพาะในอเมริกา ดังนั้นเทนเซนต์จึงพยายามขยายธุรกิจออกนอกประเทศ โดยได้เข้าลงทุนในบริษัทเทสลา ผู้ผลิตรถไฟฟ้า และสแนป (Snap) โซเชียลมีเดียชื่อดังในสหรัฐ ทั้งยังเข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพหลายกิจการในเอเชีย หนึ่งในนั้นคือ “โอลา” ในอินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งอูเบอร์

นักวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อเทนเซนต์ โดยบาร์เคลย์ปรับราคาเป้าหมายของเทนเซนต์จาก 49 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 59 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะรายได้โฆษณา รวมทั้งจากโมบายเกมจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง การจัดวางกลยุทธ์ธุรกิจที่จะสร้างรายได้อย่างหลากหลาย

ในสนามของตลาดจ่ายเงินออนไลน์ “วีแชทเพย์” กับ “อาลีเพย์” ของอาลีบาบา ต่างแข่งกันขยายตลาดในระดับโลก แม้ว่าขณะนี้บริการจะจำกัดอยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันอาลีเพย์ให้บริการใน 34 ประเทศ และวีแชทเพย์ ให้บริการใน 13 ประเทศ แต่นักวิเคราะห์มองว่าทั้งสองบริษัทมีเป้าหมายต่างกัน โดยอาลีเพย์ต้องการสร้างระบบจ่ายเงินระดับโลก แต่วีแชทเพย์เพียงต้องการเพิ่มจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการ (ทราฟฟิก) วีแชทมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้โฆษณา

เนื่องด้วย ขณะนี้มีมิจฉาชีพหาผลประโยชน์ หลอกเอาทรัพย์สินกับเกษตรกร โดยมีวิธีการดังนี้ เมื่อทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านลงพื้นที่สัมภาษณ์เกษตรกร(แหล่งข่าว) และได้นำเรื่องราวมาทำการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร และเว็บไซต์เทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อบทความได้รับการเผยแพร่ไปสู่ผู้อ่าน จะมีบุคคลผู้ต้องสงสัยที่เป็นแก๊งมิจฉาชีพ โดยใช้เบอร์โทรศัพท์หมายเลข (091) 820-2327 โทรศัพท์ไปยังเกษตรกร(แหล่งข่าว)ที่ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือหรือบนเว็บไซต์ โดยทำทีท่าว่าจะติดต่อทางธุรกิจด้วย

เป็นต้นว่า ถ้าแหล่งข่าวเป็น เกษตรกรที่เลี้ยงโคนม มิจฉาชีพรายนี้ ก็จะพูดคุยทำทีท่าว่าจะมอบอาหารสำหรับเลี้ยงโคนมให้ แต่มีเงื่อนไขว่า ทางเกษตรกรจะต้องโอนเงินค่าขนส่งไปให้ หรืออาจจะให้เกษตรกรไปพบเจอตามที่ต่างๆ เพื่อตกลงซื้อสินค้า โดยอ้างว่ารู้จักกับทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านเป็นอย่างดี

หรือบางเหตุการณ์กล่าวอ้างว่า cerrochapelco.com เป็นเจ้าของห้องเย็นส่งปลาจำหน่ายออกต่างประเทศ จะติดต่อให้ทางเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ส่งปลามาให้เพื่อส่งตรวจ โดยเกษตรกรก็หลงเชื่อและส่งปลามาให้ จากนั้นมิจฉาชีพก็เงียบหายไป

เมื่อ ผู้เสียหายได้สอบถามมาทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่า รู้จักกับบุคคลนี้หรือไม่ เพราะมิจฉาชีพรายนี้อ้างกับผู้เสียหายว่า รู้จักกับทีมงานเป็นอย่างดี ทางทีมงาน จึงได้ทราบว่ามีเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น

จากกรณีทั้งหมดนี้ ขอแจ้งให้ทราบว่า ภายหลังจากการทำข่าวในพื้นที่ต่างๆ แล้ว กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน ไม่มีนโยบาย หรือมีแนวทางในการทำธุรกิจกับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการขอซื้อสินค้า ขายสินค้า ส่งสินค้าไปตรวจ หรือในทางใดๆ หรือให้บุคคลใดอ้างอิงชื่อทีมงานไปติดต่ออย่างเด็ดขาด หากมีกรณีที่ต้องติดต่อกันภายหลัง ทางทีมงานจะติดต่อไปเองโดยตรง
หากท่านใดพบเจอเหตุการณ์ดังกล่าวมานี้ อย่าหลงเชื่อ อีกทั้ง ขอให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองและตั้งสติ มิเช่นนั้น ท่านอาจจะเกิดความเสียหายและเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีช้างป่าลงมาเล่นน้ำที่บริเวณบึงโขงหลง ตรงกับบ้านเจริญสุข หมู่ 12 ต.โสกก่าม อ.เซกา จ.บึงกาฬ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และรุดไปยังจุดที่ชาวบ้านพบช้างป่า พบว่าเป็นช้างป่าเพศผู้ 1 ตัวมีงาเดียวด้านขวา คาดว่าพลัดหลงฝูงมาจากป่าภูวัว กำลังเล่นน้ำแบบชิวๆ อยู่ในบึงโขงหลงห่างจากฝั่งประมาณ 100 เมตร ท่ามกลางดงบัวแดง กอสนม และสาหร่ายหางกระรอก ระดับน้ำลึกถึงกลางลำตัวช้าง เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวโดยนายสุนทร หมูทอง และนายไพสิทธิ์ ปัททุม ต้องคอยแจ้งเตือนประชาชนไม่ให้เข้าใกล้และเฝ้าติดตามการเคลื่อนที่ของช้างตลอดเวลา พร้อมทั้งประสานกับเจ้าหน้าที่อีกชุดให้เข้ามาสมทบ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้มีชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงให้ความสนใจมาดูช้างกว่า 20 คน

หลังช้างเล่นน้ำอยู่ในบึงโขงหลงอย่างสบายอารมณ์นานประมาณ 45 นาที ช้างจึงเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งและเดินผ่านทุ่งนา เข้าไปยังสวนยางพาราในบริเวณใกล้เคียง และเดินข้ามถนนลาดยางบ้านเจริญสุขและผ่านไปตามทุ่งนา มุ่งหน้ากลับสู่ภูวัวโดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามการเคลื่อนที่ของช้างอย่างใกล้ชิด นับว่าโชคดีที่ช้างไม่ได้ทำอันตรายหรือสร้างความเสียหาย

ด้านนายอำพล แสงวิเชียร พนักงานขับรถดับเพลิง อบต.โสกก่าม กล่าวว่า ราวๆ 04.00 น. ตนได้ยินเสียงสุนัขเห่าผิดอยู่บริเวณหลังบ้านของตังเอง ทีแรกเห็นเงาตะคุ่มๆ นึกว่ามีคนมาขโมยไก่ พอเดินเข้าไปใกลๆเห็นชัดๆ ว่าเป็นช้างรู้สึกตกใจมาก จึงรีบถอยออกมา สุนัขที่เห่าอยู่ตลอดเวลาทำให้ช้างเคลื่อนตัวไปทางบึงโขงหลงและหายไปในความมืด รุ่งเช้าตนจึงรีบไปแจ้งความไว้กับทาง สภ.โสกก่าม

สำหรับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวมีเนื้อที่ 186 ตารางกิโลเมตร หรือ 116,562 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอเซกา และอำเภอบึงโขงหลง เกือบติดพรมแดนประเทศลาว มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 150 – 300 เมตร สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น บางส่วนเป็นสันเขาหินทราย ลานหินและทุ่งหญ้า มีช้างป่าอาศัยอยู่ราวๆ 50 ตัว ซึ่งจุดที่พบเห็นช้างป่าอยู่ห่างจากบ้านเจริญสุขจุดช้างปรากฏตัวในแนวรัศมีกว่า 10 กิโลเมตร เนื่องจากรอบๆ ภูวัวมีทั้งสวนยางพาราและนาข้าว ช่วงนี้ข้าวในนาสุกพร้อมเกี่ยวช้างอาจจะลงมากินข้าว อย่างไรก็ตามยังไม่พบว่าช้างไปทำลายนาข้าวพืชสวนของเกษตรกรแต่อย่างใด

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2560) ฉบับที่ 20 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ระบุว่าในช่วงวันที่ 28 พ.ย.- 1 ธ.ค.2560 หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างจะเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ผ่านภาคใต้ตอนล่าง และทะเลอันดามัน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นอย่างต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนเตรียมการป้องกันและระวังอันตรายจากสภาวะอากาศดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

พื้นที่ที่คาดว่าได้รับผลกระทบมีดังนี้
ในช่วงวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2560 บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูลในช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 1 ธันวาคม 2560 บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนทะเลอันดามัน

มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก ขอให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย

ในส่วนของผักพื้นบ้านยอดฮิต ผลการตรวจชี้ว่าขณะนี้การเพาะปลูก

พื้นบ้านยอดนิยมที่เป็นที่ต้องการของตลาดจำนวนมาก ก็มีการใช้สารเคมีเข้มข้นไม่น้อยเลย“ผลการตรวจครั้งนี้ยังเปิดเผยความจริง และชี้ให้เห็นว่าปัญหาของยาฆ่าหญ้าได้กลายเป็นปัญหาระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคทุกคนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป”

“นอกเหนือจากผลักดันให้หน่วยงานรัฐและเอกชนแก้ปัญหาข้างต้นแล้ว เครือข่ายที่ติดตามปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้ประสานงานกับองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค และองค์กรสิ่งแวดล้อมหลายองค์กร ได้หารือจนได้ข้อยุติแล้วว่าจะร่วมกันฟ้องร้องกรมวิชาการเกษตรซึ่งอนุญาตให้มีการต่อทะเบียนพาราควอต และเป็นไปได้ว่าอาจมีการต่อทะเบียนคลอร์ไพริฟอสด้วย ทั้งๆที่กระทรวงสาธารณสุขและคณะทำงาน 4 กระทรวงหลักได้เสนอต่อกรมวิชาการเกษตรให้ยุติการต่อทะเบียนและดำเนินการแบนสารทั้งสองชนิดดังกล่าว” นางสาวกิ่งกรกล่าว

แหล่งข่าวจากกรมประมง เปิดเผยว่า หลังจากผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการประมงและทะเล (DG-MARE) จากสหภาพยุโรป (อียู) เดินมาทางมาตรวจการนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู เรื่องระบบตรวจสอบย้อนกลับไทยเมื่อวันที่ 7-15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดยอียูต้องการให้ไทยเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) การประมง พ.ศ.2558 และเร่งรัดการดำเนินคดีให้มากขึ้น รวมทั้งชี้แจงข้อมูลเรื่องกลุ่มเรือเล็กที่ถูกทำลายหรือจม ให้ชัดเจนว่าปัจจุบันมีอยู่จำนวนเท่าไหร่ และเร่งพัฒนาระบบไอทีในระบบศูนย์เฝ้าระวังการทำประมง (FMC)

ทางอียูขอให้ไทยสรุปข้อมูลทั้งหมดส่งกลับไปให้ผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการประมงพิจารณาในเดือนวันที่ 5 ธันวาคม 2560 ก่อนคณะผู้แทนจากประเทศไทยจะเดินทางไปหารือในวันที่ 18-19 ธันวาคม 2560 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

สำหรับเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย อียูขอให้ไทยกำหนดกระบวนการพิจารณามาตรทางการปกครอง และระยะเวลาในการพิจารณาที่ชัดเจน เนื่องจากอียูเห็นว่าจำนวนคดีและความสำเร็จของการตัดสินใจคดีที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายในกลุ่มเรือประมงนอกน่านน้ำของไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ซึ่งความสำเร็จของการตัดสินคดีที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นสิ่งชี้ถึงความสำเร็จของการดำเนินการมาตรการควบคุมและป้องกันการทำประมงผิดกฎหมายของไทย

อียูขอให้ไทยเร่งรัดการดำเนินคดีดังกล่าวให้สิ้นสุดโดยเร็ว เพื่ออนุญาตให้เรือประมงของไทยออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้ โดยอียูสนใจการบังคับใช้กฎหมายว่าควรมีการบังคับใช้กฎหมายในทุกๆ ด้าน มีความชัดเจน และมีจำนวนคดีที่มากขึ้น

ทั้งนี้ในเรื่องการควบคุมการทำประมงนอกน่านน้ำและการขนถ่ายสัตว์น้ำของเรือไทย ทางอียูเห็นด้วยกับมาตรการควบคุมการทำประมงนอกน่านน้ำและการขนถ่ายสัตว์น้ำของเรือไทย โดยเฉพาะการควบคุมการทำประมงและการขนถ่ายสัตว์น้ำ ในเรือขนถ่ายในน่านน้ำที่ต่ำกว่า 30 ตันกรอส ที่ไม่ต้องติดตั้งระบบการติดตามเรือประมง(VMS)

ซึ่งอียูมั่นใจว่าไทยจะสามารถควบคุมเรือประมงไทยที่จะออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้ จึงเสนอให้ไทยอนุญาตเรือประมงไทยออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้ในเดือนมกราคม 2561 จากเดิมระงับการทำประมงนอกน่านน้ำและกำหนดให้เรือสามารถออกไปขนถ่ายสัตว์น้ำเพียงอย่างเดียว

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ขณะที่เรื่องกองเรือประมง ทางอียูต้องการทราบความชัดเจนของเรือที่อยู่ในสถานะกลุ่มเรือที่ถูกทำลายหรือจมที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานได้ 80-90% ส่วนเรือที่มีขนาดเล็กสามารถตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานได้เพียง 30-50% โดยต้องจัดทำข้อมูลสถานะที่ชัดเจนของเรือกลุ่มนี้ได้ในเดือนธันวาคม 2560 โดยร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติติดตามเรือที่มีข้อมูลไม่ชัดเจน และรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด อาทิ ข้อมูลของผู้รับซื้อเรือ ข้อมูลเรือประมงที่ถูกกักกันอยู่ต่างประเทศ เป็นต้น

นอกจากนี้ในการติดตามความคืบหน้าคดีจากศูนย์เฝ้าระวังการทำประมง และการประเมินความเสี่ยง ไทยจะต้องพัฒนาระบบไอทีที่ใช้เพื่อสนับสนุนการติดตาม ควบคุม และการเฝ้าระวังการทำประมง โดยควรพัฒนาระบบสมุดบันทึกทำการประมงอิเล็คทรอนิกส์ (E-logbook) สำหรับเรือประมงในน่านน้ำไทย และการปรับปรุงวิธีการประเมินความเสี่ยงให้มีความซับซ้อนน้อยลง เพื่อให้สามารถนำผลจากการประเมินความสี่ยงนั้นไปใช้ติดตาม ควบคุม เฝ้าระวังได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 เดือน

ฝนตกกระหน่ำตรัง 3 วันขยายวงกว้าง จมใต้บาดาล ประกาศพื้นที่ประสบภัย 5 อำเภอ หวั่นมวลน้ำจากทุ่งสงไหลสมทบส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น โรงเรียนประกาศให้นักเรียนหยุดเรียนได้ นิมนต์พระสงฆ์หนีน้ำ

รายงานข่าวจากจังหวัดตรัง วันที่ 27 พฤศจิกายน แจ้งว่า ขณะนี้สถานการณ์ฝนตกในพื้นที่จังหวัดตรังติดต่อกันนาน 3 วันส่งผลให้มีพื้นที่น้ำท่วมเป็น 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง อ.นาโยง อ.ห้วยยอด อ.ปะเหลียน และ อ.ย่านตาขาว โดยสภาพน้ำท่วมในพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มริมเทือกเขาบรรทัด อ.นาโยง อ.ปะเหลียน และ อ.ย่านตาขาว และพื้นที่ที่ตั้งติดแม่น้ำตรัง อ.ห้วยยอด โดยมวลน้ำจะไหลมาสมทบในอำเภอเมืองตรัง แม้ว่าทางจังหวัดจะได้มีการประกาศเตือนให้ประชาชนระมัดระวังภาวะน้ำท่วมแล้วก็ตาม แต่ด้วยปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่ประสบภาวะน้ำท่วมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เช้าวันเดียวกัน นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง นายอำเภอนาโยง ผู้บริหารท้องถิ่น เดินทางไปสำรวจสภาพน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอนาโยง โดยเฉพาะถนนสายหลักทับเที่ยง-นาโยง-ผ่านเขาพับผ้า เขตรอยต่ออำเภอศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ปารกฎว่าบริเวณถนนปริมาณน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้มีการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอย่างต่อเนื่อง รถเล็กทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ ล่าสุดระดับน้ำได้ไหลเข้าท่วมในตลาดสดเทศบาลตำบลนาโยงเหนือ อ.นาโยง ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจการค้า สูงตั้งแต่ 10-30 เซนติเมตร ทำให้ร้านค้ากว่า 70 ร้านเร่งเก็บสิ่งของหนีน้ำกันอย่างโกลาหล

นายศิริพัฒ กล่าวว่า ขณะนี้จังหวัดตรังประสบภาวะน้ำท่วมจำนวน 5 อำเภอ 20 ตำบล 1 เทศบาล 73 หมู่บ้าน 4 ชุมชน ประกอบด้วย อำเภอรัษฎา หนองบัว ม.1,2,6,7,8,9 คลองปาง ม.,3,4,5,6,9 ต.ควนเมา ม.8 อำเภอห้วยยอด เขากอบ 3,1 ต.ทุ่งต่อ1,2,6 ต.ห้วยนาง ม 1,2,3,4,5,6 ต.หนองช้างแล่น ม.3,4,6,8,11,12 ลำภูรา ม.4,5,9,10 เขาขาว ม.1,2,4,5,6 วังคีรี ม.3,4 ต.ท่างิ้ว ม.4,5,7 ปากคม ม.2,4ต.บางดี ม.3,6 อำเภอนาโยงเขตเทศบาลนาโยงเหนือ 4 ชุมชน นาโยงเหนือ ม.1,2,3,4,5,6,7 ต.ช่อง ม.,2,3,4,7 ละมอ ม.1,2,10 นาหมื่นศรี ม.1,5,6 นาข้าวเสีย ม.1 อำเภอเมืองตรัง นาโยงใต้ ม.3,4,7 อำเภอปะเหลียน ต.ปะเหลียน ม.1,5,6,8,9 ส

“ปริมาณน้ำในพื้นที่จำนวนมากและท่วมหลายพื้นที่ มีปริมาณน้ำเต็มคลองเช่น คลองบ้านน้ำตก คลองหอม คลองทุ่งค้อ คลองบ้านเขาโร ฯ สถานการณ์ดังกล่าวจะมีน้ำจาก อ.ทุ่งสง ไหลมาสมทบลงแม่น้ำตรังทำให้มีปริมาณน้ำมาก ล้นตลิ่งและจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่แม่น้ำตรังไหลผ่านใน 5 อำเภอ ของจังหวัดตรัง ตามลำดับขณะที่โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง ประเกาศเขตภัยพิบัติน้ำท่วมฉุกเฉินรวม 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.รัษฎา, อ.ห้วยยอด, อ.นาโยง, อ.เมือง และ อ.ปะเหลียน รวม 16 ตำบล 1 เทศบาล 47 หมู่บ้าน หรือกว่า 1,000 หลังคาเรือน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 5,000 คน

นายวัชรินทร์ โตขาว รอง ผอ.โรงเรียนสภาราชินีตรัง กล่าวว่า ทางโรงเรียนได้ประกาศให้นักเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมหรือเดินทางมาโรงเรียนลำบาก สามารถหยุดลาเรียนได้ และอนุญาตให้เขียนใบลาย้อนหลังได้ ขณะที่วัดเกาะฐาน ต.หนองช้างแล่น อ.ห้วยยอด จ.ตรัง พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในวัด 3-4 รูป ยังรอดูระดับน้ำที่ท่วมสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ซึ่งหากเพิ่มสูงขึ้นกว่า 50 เซนติเมตรก็จะย้ายไปจำพรรษาที่วัดอื่น ขณะที่จ.ตรังยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ทำให้น้ำท่วมขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้น

อินดิเพนเดนต์รายงานเผยภาพและข้อมูลจากองค์กรพิทักษ์สัตว์ หรือพีต้า (PETA) ที่แอบเข้าไปถ่ายฟาร์มแห่งหนึ่งในประเทศกับการทุบ ทำร้าย ลา จนตายเพื่อเอาหนังมาสกัดเจลาตินเป็นส่วนผสมในยารักษาโรค ชื่อ อีจีอาว ได้รับความนิยมสูงในหมู่ชาวจีนจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่า มีฤทธิ์ต้านริ้วรอย และช่วยเบาอาการนอนไม่หลับ

พีต้ายังระบุด้วยว่าในประเทศจีนเฉลี่ยแล้วต่อปีมีลาที่ตายจากการทารุณกรรมด้วยการทุบเข้าที่หัวอันโหดเหี้ยมจนตายประมาณ 1.8 ล้านตัวต่อปี โดยจำนวนนี้ยังไม่รวมการตายด้วยวิธีอื่นๆ

น.ส.มิมี เบคีชี ผู้อำนวยการพีต้าสากลยังอธิบายถึงการทำสูตรยาดังกล่าว ว่าจะมีการจับลาหนุ่มอายุประมาณ 5 เดือนมาผูกไว้แล้วตีเข้าที่หัวและปล่อยให้ตายอย่างช้าๆ และทุกข์ทรมาน ลาที่ถูกจับไว้ในคอกปล่อยให้ยืนท่ามกลางกองอุจจาระและกองปัสสาวะ ก่อนที่จะถูกนำตัวไปฆ่าด้วยการเอาค้อนทุบเข้าที่หัว

ทางพีต้าเอเชียได้เรียกร้องให้ประชาชนเลิกบริโภค พร้อมกับกระตุ้นให้ผู้บริโภคที่กำลังจะเลิกบอกพ่อแม่ เพื่อนฝูงให้หยุดบริโภคเช่นเดียวกัน ด้านนายมาซิน อัล-คาฟาจี ผู้เชี่ยวชาญด้านยาแผนจีน กล่าวว่า ยาอีจีอาวชนิดดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างสูง แต่ปัจจุบันค่อนข้างขาดตลาด และมีของปลอมเยอะ อย่างไรก็ตาม ดร.หลี่ หยูหมิง ผู้เชี่ยวชาญที่สิงคโปร์กล่าวว่าอีจีอาวถูกเข้าใจผิดๆ ว่ามีประสิทธิภาพสูงช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นในประวัติของยาแผนโบราณ ทั้งที่ทุกวันนี้มีวิธีอื่นๆ และยาสมุนไพรดีๆ ตัวอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าอีจีอาว

ทั้งนี้เมื่อปีที่ผ่านมาประเทศในทวีปแอฟริกาหลายประเทศสั่งห้ามส่งออกลาไปประเทศจีน โดยให้เหตุผลว่าการส่งออกลาไปจีนไม่เหมาะสมและไม่มีความยั่งยืน กรมวิชาการเกษตร เปิดฉากเคลียร์พิจารณาคำขอต่ออายุใบสำคัญขึ้นทะเบียนพาราควอตตามกฎหมายให้เฉพาะผู้ประกอบการรายเดิม พร้อมการันตีพืชผัก GAP ปลอดภัย สุ่มตรวจทั้งปีกว่า 9,000 ตัวอย่าง ผลวิเคราะห์สารพิษตกค้างพบไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ ใช้ข้อมูลวิชาการยันพาราควอตแทบไม่มีโอกาสตกค้างในพืชผัก

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจง กรณีเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน คัดค้านการต่ออายุวัตถุอันตรายพาราควอตทั้งที่สามารถชะลอการต่อทะเบียนออกไปก่อนได้ เนื่องจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่ได้พิจารณาให้ความเห็น และจะดำเนินการทางกฎหมายต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั้นกรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุม การขึ้นทะเบียน และควบคุมการผลิต นำเข้า ส่งออก และจำหน่ายวัตถุอันตราย ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ได้พิจารณารับขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอต ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันรวมประมาณ 300 ทะเบียน ซึ่งอายุของใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายตามกฎหมายกำหนดไว้ 6 ปี และผู้ประกอบการจะต้องยื่นขอต่ออายุก่อนที่ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนจะหมดอายุตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องการขึ้นทะเบียนและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนฯ

ดังนั้นหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่มีการประกาศห้ามใช้ กรมวิชาการเกษตรต้องดำเนินการพิจารณาคำขอต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนฯ เนื่องจากตามขั้นตอนทางกฎหมายการต่ออายุไม่สามารถชะลอได้ โดยคณะอนุกรรมการได้พิจารณาข้อมูลความเป็นพิษของวัตถุอันตราย ผลการวิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์ และผลการทดลองประสิทธิภาพ และรายละเอียดอื่นๆ แล้ว พบว่ามีเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงมีมติเสนอให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนได้ แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่ขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอตซึ่งมีจำนวน 79 คำขอ กรมวิชาการเกษตรยังไม่พิจารณารับขึ้นทะเบียนจนกว่าจะมีผลการพิจารณาชัดเจนจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย

อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาแล้วมีมติว่าวัตถุอันตรายพาราควอต เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ ตามข้อเสนอจากคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ของกระทรวงสาธารณสุข กรมวิชาการเกษตร ก็จะเพิกถอนทะเบียนวัตถุอันตรายที่ขึ้นไปแล้วรวมทั้งที่ต่ออายุทันที และเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศกำหนดวัตถุอันตรายพาราควอต เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้าม ผลิต นำเข้า ส่งออก และขาย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มไทยแพนสุ่มตรวจผักและผลไม้ในช่วงเดือนสิงหาคมจำนวน 150 ตัวอย่างในห้างค้าปลีกและตลาดสด และพบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน MRL ทั้งหมดร้อยละ 46 โดยพบมีสารพาราควอตตกค้างในพืชผักผลไม้หลายชนิดได้แก่ ผักคะน้า พริก ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี มะละกอ และมะพร้าวน้ำหอมนั้น ในช่วงปี 2560 กรมวิชาการเกษตรได้สุ่มตัวอย่างสินค้าพืชเพื่อตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างจำนวน 9,483 ตัวอย่าง ทั้งประเทศ

โดยตัวอย่างพืชที่สุ่มตรวจมีจำนวนทั้งหมด 143 ชนิดพืช ได้แก่ ส้มเปลือกล่อน พริก ผักชี คะน้า ฝรั่ง ถั่วฝักยาว ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างจากห้องปฏิบัติการจำนวน 9,483 ตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างพืชจากแหล่งผลิตพืช GAP และจุดจำหน่าย จำนวน 5,012 ตัวอย่าง เกินค่า MRL จำนวน 145 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 2.89 ส่วนตัวอย่างพืชจากแหล่งผลิตพืชที่สมัครเข้าระบบ GAP และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ จำนวน 4,471 ตัวอย่าง พบเกินค่า MRL จำนวน 365 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 8.16 ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์สารพิษดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสินค้าพืชที่อยู่ในระบบ GAP มีความปลอดภัยสูงกว่าสินค้าพืชที่ยังไม่ได้ผ่านเข้าสู่ระบบ GAP

ทั้งนี้ ในปี 2561 กรมวิชาการเกษตรมีแผนที่จะดำเนินการสุ่มตรวจสารเคมีตกค้างจากแหล่งผลิตพืช GAP จำนวน 4,379 ตัวอย่าง แผนการสุ่มตัวอย่างประกอบการตรวจรับรองจำนวน 2,415 ตัวอย่าง และจะสุ่มเก็บตัวอย่างตามโครงการบูรณาการตลาดสดอีก จำนวน 800 ตัวอย่าง เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในการบริโภคพืชผักและผลไม้ที่ปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงในประเด็นสุดท้ายในกรณีที่กลุ่มไทยแพนอ้างว่าพบสารพารา ควอตตกค้างในพืชผักผลไม้หลายชนิดนั้น ว่า ตามข้อมูลทางวิชาการ กรณีผักกินใบเกษตรกรจะใช้พาราควอต ๒ ระยะคือ พ่นกำจัดวัชพืชก่อนปลูกผัก ซึ่งละอองพาราควอตส่วนใหญ่จะสัมผัสกับวัชพืช มีส่วนน้อยที่จะตกลงสู่ดิน และ รากของต้นผักไม่สามารถดูดสารพาราควอตจากดินได้ เนื่องจากพาราควอตเมื่อลงสู่ดินจะถูกอนุภาคของดินดูดยึดไว้อย่างเหนียวแน่น และเกษตรกรจะพ่นพาราควอตกำจัดวัชพืชระหว่างแถวหลังจากผักงอกแล้ว โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้ละอองสารสัมผัสใบผัก

ดังนั้นโอกาสที่ผักจะได้รับสารพาราควอตมีน้อยมาก หรือกรณีมีลมแรงขณะพ่นละอองสารพาราควอต อาจปลิวไปสัมผัสกับใบผักได้ ทำให้ใบผักที่ได้รับสารแห้งตาย แต่เกษตรกรจะคัดใบที่มีรอยทำลายทิ้ง ก่อนนำไปจำหน่ายอยู่แล้ว ดังนั้นจากวิธีการใช้ของเกษตรกรทั้งสองระยะในพืชผักดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพาราควอตแทบจะไม่มีโอกาสตกค้างในพืชผักที่จำหน่ายในท้องตลาดได้เลย

ส่วนกรณีการใช้สารพาราควอตไม้ผล โดยเฉพาะในมะพร้าวน้ำหอมซึ่งส่วนใหญ่จะให้ผลผลิตตั้งแต่ความสูง 2 เมตรขึ้นไป โดยเกษตรกรจะพ่นพาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืชระหว่างแถวมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งระดับความสูงของหัวพ่นสูงจากพืชดินประมาณ 50 เซนติเมตร ดังนั้น จึงไม่มีโอกาสที่ละอองสารพารา ควอตจะสัมผัสกับใบของมะพร้าว นอกจากนี้เนื่องจากลำต้นมะพร้าวมีเปลือกสีน้ำตาล แต่ด้วยคุณสมบัติของสารพาราควอตที่ยับยั้งการสังเคราะห์แสง หรือทำลายส่วนที่เป็นสีเขียวของพืชเท่านั้น ดังนั้น โอกาสที่ละอองของสารจะซึมเข้าทางลำต้นมะพร้าวได้นั้นไม่มีเลย

“กรมวิชาการเกษตรขอยืนยันว่าการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตรยังคงยึดหลักการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่คำนึงถึงผลประโยชน์และความปลอดภัยของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นพ.สุวรรณชัย eocforum.net วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า จากชการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ได้รับรายงานโรคหัดในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 พฤศจิกายน 2560 พบผู้ป่วย 2,637 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ แรกเกิด-4 ปี รองลงมาอายุ 10-14 ปี และอายุ 5-9 ปี ตามลำดับ โดยเป็นสัญชาติไทยร้อยละ 88.6 ต่างชาติร้อยละ 11.4 ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ป่วยโรคหัดเป็นกลุ่มก้อน 1 เหตุการณ์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ พบผู้ป่วย 48 ราย เป็นชาวเมียนม่า 40 ราย(ร้อยละ 83) โดยพบว่า 44 รายไม่เคยได้รับวัคซีน, 3 รายไม่ทราบประวัติวัคซีน และ 1 ราย ได้รับวัคซีนเพียง 1 เข็ม

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่ามีโอกาสจะพบผู้ป่วยโรคหัดเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ซึ่งอากาศที่เย็นลง ทำให้เสี่ยงเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น โรคนี้พบได้ทุกวัย แต่ที่พบบ่อยคือในกลุ่มเด็กเล็ก โรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัส Measles ซึ่งสามารถพบได้ในจมูกและลำคอของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด แล้วเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ อาการคล้ายกับไข้หวัด คือ มีไข้ จากนั้นเริ่มมีผื่นนูนแดงขึ้นที่หลังหูแล้วลามไปยังหน้า กระจายตามลำตัว แขนและขา มีน้ำมูกไหล มักจะไอแห้งๆตลอดเวลา ตาแดงก่ำและแฉะ อาจพบจุดขาวๆ เล็ก ขอบสีแดงอยู่ในกระพุ้งแก้ม หลังผื่นผิวหนังลดจะปรากฏเป็นสีแดงคล้ำอยู่หลายวัน

ส่วนโรคแทรกซ้อนที่พบบ่อย คือ อุจจาระร่วง หูชั้นกลางอักเสบ ปอดบวม สมองอักเสบ โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะขาดอาหารหรือภาวะทุพโภชนาการ อยู่ในชุมชนแออัดและในศูนย์เด็กเล็ก การรักษา เป็นแบบรักษาตามอาการ ถ้าผื่นออกแล้ว 3-4 วัน แต่ไข้ยังสูงอยู่หรือว่าไข้ลงวันเดียวแล้วก็ขึ้นอีก มีอาการไอมาก และหอบ แสดงว่าผิดปกติ อาจมีปอดบวมหรือหลอดลมอักเสบแทรกได้ ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ให้แยกผู้ป่วยที่สงสัยเป็นหัดจนถึง 4 วันหลังผื่นขึ้น กรมควบคุมโรค ขอแนะนำการป้องกันสำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ การไปรับวัคซีนเพื่อป้องกันโรค โดยเด็กเล็กควรรับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ให้ครบ 2 ครั้ง เมื่ออายุ 9-12 เดือน และ 2 ปีครึ่ง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทุกหน่วยงานสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา หลายหน่วยงานมีความต้องการจะใช้ยางภายในประเทศ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องของมาตรฐาน การจัดซื้อ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะเดียวกันแต่ละหน่วยงานไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับไว้ จึงจำเป็นต้องการมีการจัดประชุมในครั้งนี้ เพื่อทบทวนหารือร่วมกัน

ทั้งนี้ ได้มีการสรุปการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ปีงบประมาณ 2560 (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ค. 2560) ซึ่งมีจำนวน 9 หน่วยงานยื่นความจำนงใช้ยางพารา ได้แก่ 1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. กระทรวงกลาโหม 3. กระทรวงคมนาคม 4. กระทรวงศึกษาธิการ 5. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6. กระทรวงสาธารณสุข 7. กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา 8. กระทรวงมหาดไทย และ 9. กรุงเทพมหานคร มีการใช้ยางพารา รวมปริมาณน้ำยางข้น 22,321.54 ตัน และยางแห้ง 2,952.66 ตัน (จากเดิม น้ำยางข้น 20,964.8009 ตัน ยางแห้ง 3,512.0781 ตัน ณ วันที่ 29 มิ.ย. 2560) รวมเงินงบประมาณทั้งสิ้น 16,925,626,588.57 บาท

สำหรับปี 2561 มี 5 หน่วยงานที่ยื่นความจำนงใช้ยางพารา ได้แก่ 1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. กระทรวงกลาโหม 3. กระทรวงคมนาคม 4. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 5 กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการเพิ่มเติมให้หน่วยงานอื่นๆ ดำเนินการเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งตั้งงบประมาณโดยใช้งบปกติของแต่ละหน่วยงาน และแจ้งข้อมูลภายในวันศุกร์หน้า ต่อไป

“นอกจากนี้ ในระยะยาวได้สั่งการให้นำเอาเรื่องถนนยางพาราดินซีเมนต์ไปศึกษาในทุกหน่วยงานที่จะเกี่ยวข้องกับการทำถนน เพราะถนนดินซีเมนต์นี้จะนำไปใช้ในเรื่องของการทำซับเบส คือส่วนของด้านล่างของตัวชั้น ไม่ใช่ชั้นผิวถนน ซึ่งทุกผิวถนนสามารถใช้ซับเบสนี้ได้ เพราะสามารถเพิ่มปริมาณได้ถึง 12 ตัน นอกจากนี้ กรมชลประทานได้ดำเนินการทดสอบแล้ว 6 เดือนผลการทดสอบใช้ได้ถึง 18 ตัน ต่อ 1 กิโลเมตร”

ด้านนาย ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวเพิ่มเติม สำหรับรายการพิจารณาชนิดของผลิตภัณฑ์ยางที่นำมาใช้ในการดำเนินโครงการของส่วนราชการ มีทั้งสิ้น 23 รายการ อาทิ ถุงฝายยาง แผ่นยางรองคอสะพาน ยางกันชนท่าเรือ ท่อยางดูดน้ำและส่งน้ำ แผ่นยางซึม ยางขวางถนนจำกัดความเร็ว ยางปูพื้น ยางปูพื้นลู่วิ่งลานกรีฑา เป็นตัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีมอก. แล้วทั้งสิ้น 22 รายการ และมี มอก. พร้อมราคากลางสำนักงบประมาณ จำนวน 1 รายการ รวมทั้งยังไม่มีมอก. 1 รายการ

รองหัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อม องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระหว่าง

(ไอยูซีเอ็น) กล่าวว่า หลายคนทราบดีว่า ดอกบัวตองเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือเอเลียนสปีชีส์ชนิดหนึ่ง เข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว จนเวลานี้กลายเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่น เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของ จ.แม่ฮ่องสอนไปแล้ว

“การจะไปบอกว่า ต้องตัดทิ้งทำลายให้หมดก็ดูเหมือนจะใจร้ายกับคนแม่ฮ่องสอนมากเกินไป แต่ครั้นจะปล่อยให้มีการขยายพันธุ์อย่างไร้ขอบเขตก็คงไม่ถูกนัก ในบางพื้นที่ที่เป็นเขตอนุรักษ์ก็คงต้องมีการควบคุมบ้าง เช่น ในเขตอุทยานแห่งชาติ ผมไม่รู้ว่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ จ.แม่ฮ่องสอนนั้น มีต้นบัวตองกระจายพันธุ์อยู่หรือไม่” นายเพชรกล่าว

นายเพชรกล่าวว่า ตัวอย่างการจัดการเอเลียนสปีชีส์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ที่น่าจะเป็นกรณีศึกษาได้เคยมีมาแล้ว คือ ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี โดยก่อนหน้านี้มีการระบาดของต้นผกากรอง ซึ่งเป็นเอเลียนสปีชีส์ชนิดหนึ่ง ที่มีดอกสวยมาก เป็นไม้ที่ขึ้นง่ายตายยาก กระจายเต็มทุ่งในเวลาอันรวดเร็วและมีสีสวยมาก

ผลเสียก็คือ สัตว์กินพืชชนิดนี้ไม่ได้เลย และบริเวณรอบๆ ที่มีต้นผกากรอง ก็ไม่มีหญ้าชนิดอื่นขึ้นเช่นเดียวกัน แม้จะสวยอย่างไรก็ต้องตัดทิ้งให้หมด เพราะจะกระทบต่อสัตว์และพืชในพื้นที่อุทยานฯด้วย

“สำหรับที่แม่ฮ่องสอนนั้น หากจะทำให้พื้นที่ทั้งหมดที่เป็นทุ่งบัวตองเวลานี้เปลี่ยนไปเป็นไม่มีบัวตอง โดยใช้เหตุผลว่ามันคือเอเลียนสปีชีส์ ผมว่าการจัดการมันก็ต้องดูบริบทประกอบหลายๆ อย่าง เพราะบัวตองมันกลายเป็นเหมือนวิถีชีวิตของชาวบ้านไปแล้ว หากจะทำก็ต้องทำตั้งแต่มันเข้ามาใหม่ๆ มานึกจะทำตอนนี้ดูเหมือนจะช้าไปแล้ว”รองผู้อำนวยการสิ่งแวดล้อมไอยูซีเอ็นกล่าว

ท่ามกลางกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 5 โดยหนึ่งในรัฐมนตรีที่อยู่ในขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” มีชื่อของ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อ.ยักษ์ ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

มติชนออนไลน์ ขอนำบทสัมภาษณ์ที่ นายวิวัฒน์เคยให้สัมภาษณ์ลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 13 ตุลาคม 2560 มาให้ผู้อ่านได้เห็นวิสัยทัศน์ของ ว่าที่ รมช.เกษตร ผู้ที่เชื่อมั่นและศรัทธาในศาสตร์พระราชา กระทั่งตัดสินใจลาออกจากข้าราชการตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองประเมินผลงาน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อมาขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาให้เป็นจริง

ตลอด 16 ปีที่ อ.วิวัฒน์ ตามเสด็จฯ ถวายงานใกล้ชิดในหลวง รัชกาลที่ 9 ทำให้พบว่าหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเน้นการพัฒนาทุกมิติ โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาคน ดิน น้ำ ป่า และอาชีพ

อ.วิวัฒน์ เผยว่า ทฤษฏีใหม่ของพระองค์มีเป็นหลายสิบทฤษฎี ทฤษฎีเรื่องการพัฒนาคน ก็ทรงสร้างทฤษฏีใหม่ คือ ทฤษฎีการศึกษานั่นเอง ทฤษฎีการเกษตร ก็ได้ทรงสร้างไว้ให้ หรือจะเป็นทฤษฎีดิน ทั้งดินเค็ม แกล้งดิน ทฤษฎีเรื่องน้ำ ก็มีหลายสิบทฤษฎี

“ในโลกมีทฤษฎีเสรีนิยม ทฤษฎีทุนนิยม ทฤษฎีการค้าเสรี ทฤษฎีสังคมนิยม ทฤษฎีเศรษฐกิจชุมชน ของพระองค์ก็มีทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เป็นทฤษฎีใหม่ภายใต้ปรัชญาใหม่ ส่วนปรัชญาเก่ามีมาอย่างไร พระองค์ทรงรู้ เพราะทรงเกิดอเมริกา และทรงโตที่สวิส ทรงรู้จักโลกเสรีนิยม โลกสังคมนิยม โลกคอมมิวนิสต์ ทรงรู้จักดี ฉะนั้น วิธีคิดของพระองค์จึงเข้าใจโลก”

งาน อ.ยักษ์ “มหา’ลัยคอกหมู”

อ.ยักษ์ ทำงานขับเคลื่อนศาสตร์พระราชามาตลอดเกือบ 20 ปี ภายใต้ “มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง จ.ชลบุรี” โดยภายในศูนย์มีการดำเนินงานของหน่วยงาน 5 องค์กร ได้แก่ 1.ศูนย์ฝึกอบรม 2.ค่ายพักพิง 3.วัด 4.ชุมชนกสิกรรมวิถี 5.โรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย เปิดสอนระดับประถม มัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เปิดสอนหลักสูตรศาสตร์พระราชา โดยได้รับการรับรองจากระทรวงศึกษาธิการ
ซึ่งที่นี่ มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า “มหา’ลัยคอกหมู” เพราะเดิมก่อน อ.ยักษ์เข้ามาพัฒนาพื้นที่ เคยใช้เป็นเล้าหมูมาก่อน

“ศูนย์ฝึกของเราจะเปิดอบรมเรื่องศาสตร์พระราชาสำหรับคนทั่วไป ช่วงแรกผู้ที่มาเรียนรู้กับเรา เป็นเกษตรกร 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านไปสัก 2-3 ปีก็เริ่มมีอาชีพอื่นๆ เช่น นักเรียน นักศึกษา นักวิจัยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายแบงค์ วิศวกร แพทย์ และคนเมืองก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคนเมืองเหล่านี้ อยากมีชีวิตแบบพอเพียง หรือบางคนบริษัทกำลังจะปิดตัวลง ก็มาหาความรู้ว่าจะมีชีวิตใหม่ได้อย่างไร หรือข้าราชการเกษียณแล้ว อยากมีชีวิตแบบผม ก็มาเรียนกัน ระยะหลังเกษตรกรแท้ๆ ไม่ค่อยมี แต่เป็นคนเมืองมีการศึกษาดีๆ ทั้งนั้น”

ปัจจุบันที่ผู้สนใจมาอบรมแล้วกว่า 500 รุ่น หลักสูตรออกแบบตามวัตถุประสงค์ของผู้เรียน เพราะศาสตร์ของพระราชามีมากมาย จึงเน้นสอนตามที่ความสนใจของผู้เข้ารับการอบรม อาทิ หลักสูตรด้านการเกษตร หลักสูตรผู้บริหาร เป็นต้น

“หลักสูตรถูกออกแบบตามวัตถุประสงค์ของผู้เรียน ไม่ได้ออกแบบตามผู้สอน หลักๆ สิ่งที่ต้องบังคับให้เรียน คือ เรียนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว เปรียบเทียบกับปรัชญาทุนนิยม และสังคมนิยม เราต้องทำความเข้าใจปรัชญาเดิมก่อน ขณะที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาใหม่ โดยหัวใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ การให้ การสร้างสรรค์ แบ่งปัน ขณะที่ปรัชญาเศรษฐกิจการค้าเสรี คือ การแข่งขันและแย่งชิงกัน แข่งกันก็มีคนแพ้ชนะ ส่วนปรัชญาสังคมนิยม เป็นปรัชญาที่รัฐบังคับเอามาแบ่งกัน ต้องกระจายรายได้
“ทั้ง 3 ปรัชญานี้ไม่เหมือนกัน ของพระองค์เป็นปรัชญาแห่งการสร้างสรรค์ ให้มีพอกินพออยู่พอใช้ ให้สภาพแวดล้อมดี และทำบุญทำทานแบ่งปันกัน แล้วค่อยไปขายทีหลัง หัวใจต่างกัน”

“แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ ต้องขยันเหมือนกัน ต้องทำบัญชีเหมือนกัน ประหยัดเหมือนกัน คือโลกคอมมิวนิวส์ โลกสังคมนิยม และโลกของความพอเพียง เหมือนกันเยอะ แต่จุดต่าง คือ ไปแย่งกัน ไปแข่งกัน อันนี้ไม่แข่ง อันนี้ช่วยเหลือกัน คิดต่างกัน”

อย่างไรก็ตาม อ.ยักษ์ ชี้ว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจความพอเพียงแค่ว่า “พอกินพออยู่พอใช้” แต่ไม่เข้าใจว่า คือ “การสร้างสรรค์ การแบ่งกัน”

“คนไม่เข้าใจพระองค์ เบือนหน้าหนี ดูถูก เห็นเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาหลังเขา พระองค์ทรงไม่ได้อธิบายอย่างนั้นสักนิด”

นอกจากเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว หลักสูตรของศูนย์อบรมก็เปิดให้ผู้เรียนเรียนรู้ทฤษฎีกว่า 40 ทฤษฎีของในหลวง ร.9 โดยเรียนตามความถนัดของผู้เรียน จากนั้นเข้าสู่การลงมือปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วก็ต้องมีการบันทึกบทเรียนความรู้ที่ได้ ว่ามีทฤษฎีอะไรเกิดขึ้น นวัตกรรมอะไรเกิดขึ้น สุดท้าย เรียนรู้การบริหารความเสี่ยงภายใต้ความขาดแคลน งบประมาณไม่พอ กำลังพลไม่พอ เครื่องจักรไม่พอ เป็นการบริหารแบบ “คนจน”

“การทำแบบคนจน เข้าถึงคนง่าย คนมาดู กลับไปบ้าน ก็ทำตามได้ทันที ถ้าทำแบบทุกอย่างพร้อมสรรพ กลับไปก็ทำตามไม่ได้ ในหลวง ร.9 ทรงสอนว่า ถ้าเราแจกสิ่งของเท่าไหร่ก็ไม่พอ ถมทะเลมันไม่เต็มหรอก แต่ต้องให้ความรู้เขาและให้เขาไปสร้างสรรค์เอง”

โรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัย

อ.วิวัฒน์ เผยว่า โรงเรียนนี้ตั้งตามหนังสือพระมหาชนก พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยจดทะเบียนเป็นศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ตามมาตรา 42 ของพ.ร.บ.การศึกษา เปิดชั้นประถมกับมัธยม

ขณะที่ระดับปริญญาตรี เป็นหลักสูตรผู้ประกอบการสังคม โดยจับมือกับสถาบันอาศรมศิลป์ เปิดสาขาใหม่ ชื่อว่า สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนปริญญาโท หลักสูตรครู เรียนกับสถาบันอาศรมศิลป์ 2 วัน นอกนั้นมาเรียนที่มาบเอื้อง

“ทุกระดับชั้นเปิดมาได้ 4 ปีแล้ว มีนักเรียนทั้งหมด 60 ชีวิต ที่นี่เราให้เรียนฟรี อยู่ฟรีทั้งหมด หลักสูตรเรียนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงล้วนๆ โดยระดับประถมและมัธยม จะบูรณาการการเรียนให้เข้ากับความรู้ 8 สาระวิชาที่กระทรงศึกษาธิการกำหนด เป้าหมายของที่นี่คือ 1.ต้องเป็นคนดี มีวินัย และภูมิใจในชาติ 2.ต้องพึ่งตนเองได้ เศรษฐกิจพัง แต่เด็กพวกนี้ไม่อดตาย 3.ต้องมีเชี่ยวชาญตามความถนัด 4.ต้องกตัญญูกตเวทีต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ”

กระแสเศรษฐกิจพอเพียงมาแรง

เหตุผลที่คนสนใจมากขนาดนี้ “เพราะศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9”

“ยิ่งช่วงนี้ ยิ่งบูมมาก” อ.วิวัฒน์เผย และว่า ตั้งแต่วิกฤตต้ำยำกุ้ง ปี 2540 เป็นต้นมา กระแสเศรษฐกิจพอเพียงมาแรงมาก แต่ก็ค่อยๆ ซาไปในช่วงหลังๆ และมาได้รับความนิยมอีกครั้งในปี 2550 ภายหลังเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จากนั้นก็มาแรงอีกทีช่วงก่อนสวรรคต เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี

“กระทั่งพระองค์สวรรคต คนโศกเศร้าเสียใจ และคิดถึงพระองค์ กระแสก็กลับมาแรงอีกครั้ง เพราะคนอยากเรียนรู้ อยากสัมผัส อยากมาฟังคำสอนของพระองค์ และไม่ใช่มาเฉพาะที่นี่ แต่เขาไปทุกที่ที่เป็นแหล่งเรียนรู้สืบทอดงานของพระเจ้าอยู่หัว”

อ.วิวัฒน์ บอกอีกว่า แต่ก็มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ที่มาเรียนรู้งานของในหลวง ร.9 อย่างจริงจัง ขณะที่อีก 80 เปอร์เซ็นต์มาเพราะกระแสที่ตามๆ กันมา

“สำหรับผม เพียง 1 เปอรเซ็นต์ ก็ดีแล้ว ขอให้ไปทำแล้วเห็นผล มา 100 คน มี 1 คน ไปทำจนเห็นผล แค่นี้ก็พิสูจน์แล้วว่า คำสอนพระเจ้าอยู่หัวเป็นจริง เพราะจะทำให้คนที่เขามองอยู่ไปทำตาม”

อย่างไรก็ตาม อ.วิวัฒน์ห่วงว่า ต่อไปในระยะยาว “คนจะลืม” จึงแนะว่าต้องมีการจัดระบบกลไลที่ทำให้สืบสานเป็น 100 เป็น 1,000 ปี

“คำสอนของพระองค์นั้นดีจริงๆ แต่ถ้าไม่มีคนเอาไปพิสูจน์ ไม่มีคนเอาไปทำ ไม่มีรุ่นลุกรุ่นหลาน สืบสาน สานต่อ สิ่งดีๆ เหล่านี้ก็จะค่อยๆ จางไป”

แผนสืบสานศาสตร์พระราชา 3 ระดับ 5 กลไก 7 ภาคส่วน
อ.วิวัฒน์ ในฐานะประธานอนุกรรมการกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา สภาปฏิรูปแห่งชาติ จึงได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสรุปออกมาเป็นแผน 3 ระดับ 5 กลไก 7 ภาคส่วน ซึ่งครม.เห็นชอบแล้ว
อ.วิวัฒน์ อธิบายแผน 3 ระดับ 5 กลไก 7 ภาคส่วน ไว้ว่า
“3 ระดับ”

1.ต้องมีผู้รับผิดชอบระดับชาติ ต้องมีทีมรับผิดชอบเป็นเรื่องเป็นราว ทำต่อเนื่อง เพราะการทำต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญมาก เปลี่ยนรัฐบาล แต่แผนนี้ต้องไม่เปลี่ยน

2.ต้องมีผู้รับผิดชอบระดับจังหวัด โดยต้องมีทั้งภาครัฐและภาคประชาชนเข้ามาร่วมกันทำ อย่าเอาเฉพาะภาครัฐ

3.ต้องมีผู้รับผิดชอบระดับพื้นที่จริง คือ มี 2-3 ครอบครัว หรือเป็นชุมชนก็ได้ โดยเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ หรือมีตัวอย่างความไม่สำเร็จด้วยก็ได้ เพราะมีประโยชน์ทั้งคู่”

“5 กลไก”

“ให้ทั้ง 3 ระดับ ทำ 5 กลไก คือ 1.มีกลไกการประสานงาน อย่างต่างคนต่างทำ ถ้าต่างคนต่างทำ ไม่นานก็หมด เพราะรุ่นนี้ตายก็จบ

2.แต่ละหน่วยงาน ต้องมีแผนยุทศาสตร์ของตัวเอง 10 หน่วย มี 10 แผนยุทศาสตร์ จากนั้นจึงค่อยบูรณาการแผน แล้วค่อยลงมือปฏิบัติ ต้องมีกลไกในการบูรณาการแผน

3.ต้องมีกลไกการจัดการความรู้ ทำแล้วเรื่องนี้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ก็ต้องบันทึกเรื่องราวลงให้สังคมรู้

4.ให้มีนวัตกรรมขึ้นมาแล้วสืบสานไว้

5.เอาประสบการณ์ทั้งหมดที่ทำสื่อสารสู่สังคม สังคมจะได้ไปร่วมมือกัน ทุกภาคส่วนจะได้ช่วยกัน คำว่าทุกภาคส่วน คืออีก 7 ส่วน

“7 ส่วน”

1.ภาคประชาชน 2.ศาสนา 3.วิชาการ 3. สื่อมวลชน 5.ประชาสังคม 6.ภาครัฐ 7.เอกชน

“ทั้ง 7 ส่วนรวมกัน หรือแม้ไม่ครบ มีแค่ 5 ส่วน ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร คนมาสามัคคีกัน เวลาเอามื้อสามัคคี ทุกคนมาช่วยกันหมด มันสร้างได้ พลังสามัคคีอย่างนี้ ทั้ง 7 กลไก หรือไม่ครบก็ไม่เป็นไร ก็จะทำให้เรื่องนี้ สืบทอดต่อเนื่อง เราก็เสนอแผน รัฐบาลเห็นชอบ ครม.เห็นชอบ สั่งการลงมาให้ทุกหน่วยทำ แต่ราชการอย่างเดียวไม่ได้ ภาคส่วนอื่นๆ ต้องลุกขึ้นมาทำ อย่างนี้จะอยู่ยั่งยืนได้เป็น 100 เป็น 1,000 ปี”

เศรษฐกิจพอเพียงต้องเข้าใจทุกระดับ

“นอกจากเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ก็ยังมีเรื่องดิน khlongsaensaep.com เรื่องน้ำ เรื่องข้าวปลาอาหาร เรื่องการทูต การเมือง แต่ทุกอย่างดำเนินอยู่ภายใต้ความพอเพียง พระองค์รับสั่งว่า โดยเฉพาะนักวิชาการ นักบริหาร ถ้าไม่เข้าใจความพอเพียง ไม่มีความพอเพียงอยู่ ประเทศนั้นจะลำบาก เพราะนักวิชาการจะนำพาคนไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมาก และถอยหลังอย่างน่ากลัว ดังนั้นต้องเข้าใจ นักวิชาการต้องเข้าใจความพอเพียง นักบริหาร อย่าง ผู้ว่าฯ ถ้าไม่เข้าใจความพอเพียง จังหวัดนั้นจะยุ่ง นายกฯ ถ้าไม่เข้าใจจะยุ่ง ฉะนั้นความพอเพียงต้องเป็นทุกระดับ”

เข้าใจคำว่า “พอเพียง”

อ.ยักษ์ อธิบายว่า ความพอเพียง มองอย่างน้อยต้องมอง 5 ด้านถึงจะเข้าใจ

1.ต้องเข้าใจปรัชญาของความพอเพียงให้ได้ว่าต่างจากปรัชญาที่โลกกำลังเป็นอย่างไร

“แน่นอน ปรัชญาแห่งความพอเพียง คุณต้องสร้างให้มีความพอกิน พออยู่ พอใช้ พอเหลือก็ต้องรู้จักพอ และรู้จักแบ่งปัน นี่คือ หัวใจของความพอเพียง”

2.ทฤษฎี คือ หลักการ นั่นเอง ซึ่งศาสตร์พระราชก็มี 40 กว่าทฤษฎี

“ถ้าคุณจะทำการพัฒนาดิน มันก็มีหลักการ มีกฎเกณฑ์ของมัน คุณต้องรู้ ความรู้สำคัญมาก รู้แล้วขี้เกียจ ไม่มีทางทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ รู้แล้วต้องขยัน ดินก็จะดีขึ้น”

3. ศาสตร์แห่งความพอเพียง อย่าข้ามขั้นตอน

“พระองค์ทรงเปรียบเหมือนสร้างบ้าน ต้องสร้างฐาน สร้างเสาเสียก่อน แล้วค่อนสร้างพื้น สร้างฝา สร้างโครงหลังคา นี่คือ หัวใจของความพอเพียง”

4.ความพอเพียง ก็ต้องมีเทคนิค มีนวัตกรรม มีเคล็ดวิชาของความพอเพียง จึงจะพอ ไม่งั้นไม่พอ

5.ต้องเข้าใจวิธีบริหารภายใต้ความขาดแคลน หรือ แบบคนจน

“ทฤษฎีที่ท่อง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข อันนั้นเป็นปรัชญาที่เด็กท่องกัน แต่จะนำปรัชญามาสู่การปฏิบัติให้เกิดผล ให้ชีวิตพอได้จริง เราต้องทำให้ครบ 5 ข้อนี้ เปรียบเหมือนนิ้วมือ ถ้าครบองค์ประกอบทั้ง 5 นิ้ว มือจะมีพลัง ความพอเพียงก็จะมีพลัง และถ้าคุณได้ลิ้มรสของความพอเพียงสักครั้งเดียว คุณจะลืมรสอื่นๆ เพราะรสของความพอเพียงอร่อยกว่า มันแซ่บกว่า การที่มีเงินมาก หรือได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง มันก็เป็นความสุข แต่มันคนละรสชาติ กับการรวยความพอเพียงที่มันกลมกล่อมกว่า”

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า ความพอเพียงพลิกแต่ชีวิตคนจนเท่านั้น หาก อ.ยักษ์ แย้งว่า ได้พลิกชีวิตคนรวยแต่คุณภาพชีวิตต่ำ มาเป็นคนรวยแต่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มากมาย

“คนรวยก็มีคุณภาพชีวิตต่ำมากมีเยอะแยะไป ลูกเป็นโรคอ้วน ลูกทะเลาะกับพ่อแม่ ครอบครัวมีแต่ทุกข์เข็ญ แต่มีเงินเป็นพันล้าน เราพลิกชีวิตเขาให้กลับมามีความสุขกัน เขาไม่ได้จนลงเลย แต่เค้ามีคุณภาพชีวิตใหม่ ในบ้านมีพลัง มีความสามัคคีขึ้น”

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และเชฟรอน ไทยแพนแถลงผลการเฝ้าระวังสารพิษกำจัดศัตรูพืชประจำปี 2560 พบมากกว่าครึ่งหนึ่งของผักผลไม้มีสารกำจัดวัชพืชตกค้างเกินค่ามาตรฐาน โดยส่วนใหญ่เป็นพาราควอตซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเสนอแบนและไม่ให้มีการต่อทะเบียน ในขณะที่ถั่วฝักยาว คะน้า ใบบัวบก กะเพรา พริกแดง องุ่น แก้วมังกร พบการตกค้างในระดับสูง

นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานได้แถลงผลการเฝ้าระวังผักและผลไม้ซึ่งไทยแพนดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 พบว่า จากการเก็บตัวอย่างผักและผลไม้จากทั่วประเทศจำนวน 150 ตัวอย่างเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ครอบคลุมผักยอดนิยม 5 ชนิด (ได้แก่ถั่วฝักยาว คะน้า พริกแดง กะเพรา และกะหล่ำปลี) ผักพื้นบ้านยอดฮิต 5 ชนิด (ได้แก่ ใบบัวบก ชะอม ตำลึง และสายบัว) และผลไม้ 6 ชนิด (องุ่น แก้วมังกร มะละกอ กล้วย มะพร้าว สับปะรด) ครอบคลุมตลาดจำนวน 9 ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น ปทุมธานี ราชบุรี และสงขลา รวมทั้งจากห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ 3 ห้าง และซุปเปอร์มาร์เก็ต 4 แห่ง พบว่าโดยภาพรวมมีสารพิษปนเปื้อนในผักและผลไม้เกินมาตรฐานถึง 46% แต่ก็ดีกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย

ทั้งนี้เป็นปีแรกที่ไทยแพนสุ่มตรวจผักพื้นบ้านยอดนิยมเพื่อเปรียบเทียบกับผักทั่วไปและผลไม้พบว่า ผักยอดนิยมทั่วไปมีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐาน 64% ผักพื้นบ้านยอดนิยม 43% และผลไม้ 33% ตามลำดับ โดยในผักผลไม้ที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ ถั่วฝักยาว คะน้า ใบบัวบก กะเพรา พริกแดง องุ่น แก้วมังกร เพราะพบการตกค้างเกินมาตรฐานตั้งแต่ 7-9 ตัวอย่างจาก 10 ตัวอย่าง

“อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดคือไทยแพนพบว่ามีสารเคมีกำจัดวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้าตกค้างในผักและผลไม้ในระดับสูงถึง 55% จากจำนวนตัวอย่างที่ส่งตรวจทั้งหมด 76 ตัวอย่าง ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเท่าที่ผ่านมาแทบไม่เคยมีการสุ่มตรวจหาสารพิษกลุ่มนี้อย่างจริงจังมาก่อนเลย โดยผลการตรวจพบพาราควอตตกค้างในระดับเกินมาตรฐานสูงถึง 38 ตัวอย่างจาก 76 ตัวอย่างที่ส่งตรวจ รองลงมาคือไกลโฟเซต ตรวจพบ 6 ตัวอย่าง และอะทราซีน 4 ตัวอย่าง”

นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์ “กินเปลี่ยนโลก” มูลนิธิชีววิถี ซึ่งเข้าร่วมการเฝ้าระวังครั้งนี้ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารใน 5 จังหวัด กล่าวว่า “ก่อนการแถลงครั้งนี้ ไทยแพนได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง พร้อมได้มอบข้อมูลทั้งหมดให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนและกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน หน่วยงานที่มาร่วมหารือ ได้แก่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักอาหาร คณะกรรมการอาหารและยา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ทั้งนี้หน่วยงานต่าง ๆ และผู้ประกอบการก็จะได้นำข้อมูลระบุแหล่งที่มาแหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายที่เป็นปัญหาไปดำเนินการแก้ปัญหาต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพบว่ายังมีการตรวจพบสารที่แบนและไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนแล้ว เช่น เมทามิโดฟอส อีพีเอ็น คาร์โบฟูราน และเมโทมิล รวมทั้งมีการพบว่าผักผลไม้ราคาแพงซึ่งประทับตรารับรองต่างๆ ยังมีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานในระดับสูงกว่าที่จะยอมรับได้”

หากสถานที่รอบๆ ผู้ป่วยปลอดภัยดี ให้เข้าไปหาผู้ป่วยยืนยันว่า

ผู้ป่วยหมดสติจริง โดยการตีที่ไหล่แล้วเรียกด้วยเสียงดัง 4-5 ครั้ง หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัวอยู่ หายใจเองได้ ให้จับนอนตะแคง รอการช่วยเหลือ ไม่ควรทำ CPR ขณะที่ผู้ป่วยยังมีสติ และหากไม่ได้สติ ไม่ลืมตาจริงๆ และหยุดหายใจ ให้เริ่มกดหน้าอก โดยจับผู้ป่วยนอนหงาย นั่งคุกเข่าข้างผู้ป่วย วางสันมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างกระดูกหน้าอก (ตำแหน่งตรงกลางระหว่างหน้าอก ระดับเดียวกับหัวนมพอดี) และวางมืออีกข้างทับประสานกันไว้ เริ่มการกดหน้าอกด้วยความลึกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ในอัตราเร็ว 100-200 ครั้ง ต่อนาที ควรทำ CPR ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าทีมแพทย์หรือหน่วยกู้ภัยจะมา กรณีอยู่ด้วยหลายคนสลับให้คนอื่นมาช่วยปั๊มหัวใจแทนได้

สำหรับการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันด้วยการรับประทานอาหารแป้ง น้ำตาล ไขมันแต่น้อย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ และตรวจสุขภาพตนเองเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซินเจนทาร่วมแสดงเทคโนโลยีพัฒนาเมล็ดพันธุ์ พร้อมเดินหน้าให้ความรู้ชาวสวนปาล์ม ใช้สารอารักขาพืชสู่มาตรฐาน RSPO ในงานประชุมวิชาการการรักขาพืชแห่งชาติครั้งที่ 13

ซินเจนทา ร่วมแสดงนวัตกรรมพัฒนาเมล็ดพันธุ์ เทรนด์ใหม่เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านอาหารเอเชียแปซิฟิค ในงานประชุมวิชาการ การอารักขาพืชแห่งชาติครั้งที่ 13 พร้อมชูกิจกรรมเพื่อสังคมผนึกหน่วยงานภาครัฐ การศึกษา เดินหน้าให้ความรู้เกษตรกรชาวสวนปาล์มไทยให้ใช้สารอารักขาถูกวิธี ยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่มาตรฐาน RSPO สากล

นายสัญญา สุชาโน ผู้จัดการฝ่ายขายลูกค้ารายใหญ่ ผลิตภัณฑ์สารคลุกเมล็ด บริษัท ซินเจนทา ครอปโปรเทคชั่น จำกัด เปิดเผยในงาน ประชุมเชิงวิชาการ “การอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 13 หรือ The 13th Nation Plant Protection Conference ว่างานประชุมครั้งนี้ มีสมาคมนักโรคพืชแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ สมาคมกีฎและสัตววิทยาแห่งประเทศไทย สมาคม

การให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผลิตภัณฑ์ด้านสารอารักขาพืช และ ผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรอื่นๆ ล้วนส่งผลต่อมาตรฐานการผลิตของอุตสาหกรรมเกษตรของไทย โดยในพื้นที่ภาคใต้นี้ Syngenta Stewardship Team ได้จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ การศึกษา ตลอดจนวิสาหกิจชุมชนให้สอดคล้องกับภาคการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ที่มาตรฐาน RSPO หรือ Roundtable on Sustainable Palm Oil มาตรฐานการผลิตปาล์มอย่างยั่งยืนระดับสากล ที่เป็นสากลมีข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจน โรงงานอุตสาหกรรม ต้องผลิตน้ำมันปาล์ม อย่างถูกต้องเป็นธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งเรื่องพื้นที่ปลูกต้องถูกกฎหมาย การใช้แรงงานต้องเป็นธรรมเป็นไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ตลอดจนการใช้สารอารักขาพืชตลอดกระบวนการผลิตต้องเป็นไปตามเงื่อนไขสากล เป็นต้น

“โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการของ Syngenta Stewardship Team จะออกแบบให้สอดคล้องกับพืชแต่ละชนิดที่มีการใช้สารอารักพืชในกระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน ในพื้นที่ภาคใต้ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน มีสัดส่วนของการใช้สารอารักขาพืชที่สูง ซินเจนทาได้ร่วมมือกับ ภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าไปให้ความรู้ด้านการใช้สารอารักขาพืชอย่างถูกต้องและปลอดภัย ได้เรียนรู้เทคนิคการฉีดพ่น และการใช้อุปกรณ์การใช้งานอย่างถูกต้อง ตลอดจนสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรชาวสวนปาล์ม และผู้มีอาชีพรับจ้างฉีดพ่นสารอารักขาพืชในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งซินเจนทาได้เข้าร่วมสนับสนุนมาตรฐานดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2554 โดยมีเป้าหมายให้การอบรมแก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มกว่า 2,000 คน ภายในปี 2560”

นับเป็นเฟืองสำคัญในการสร้างภูมิต้านทานให้กับเกษตรกรไทย ตั้งแต่การพัฒนายกระดับเมล็ดพันธุ์ ร่วมกับการส่งต่อองค์ความรู้ในการใช้สารอารักขาพืช ที่บริษัท ซินเจนทาครอป โปรเทคชั่น จำกัดต้องการสร้างให้เกษตรกรไทย เติบโต เข้มแข็งอย่างยั่งยืนสร้างในที่สุดนั่นเอง

เครือเบทาโกร โดย ลัดดา โกวิทย์ธรรมกรณ์ ผู้อำนวยการสื่อสารตราสินค้า (ที่ 2 จากขวา) ร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับ โปรเม เอรียา และ โปรโม โมรียา จุฑานุกาล โกลบอล แบรนด์ แอมบาสเดอร์ ของเครือเบทาโกร เดินทางกลับประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังโปรเมคว้าแชมป์ ในการแข่งขันกอล์ฟรายการ CME Group Tour Championship 2017 ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และโปรโม ได้ตำแหน่งรองแชมป์ในรายการ Blue Bay LPGA 2017 ที่เกาะไหหนาน ประเทศจีน ปิดท้ายฤดูกาล LPGA

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในกิจกรรมเก็บเกี่ยวข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ซึ่งจังหวัดราชบุรีได้นำมาปลูกประดับตกแต่งโดยรอบพระเมรุมาศจำลอง ที่วัดมหาธาตุวรวิหารพระอารามหลวง อ.เมือง จ.ราชบุรี ในงานถวายดอกไม้จันทน์ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยได้ร่วมกับส่วนราชการ และจิตอาสา เก็บเกี่ยวข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ซึ่งได้รับพิจารณาเป็นสายพันธุ์ข้าวดีเด่น จากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีคุณสมบัติให้ผลผลิตสูงคุณภาพดี ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง ต้านทานโรค มีอายุการเก็บเกี่ยว 120 วันเกษตรกรจึงนิยมปลูกอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จได้มอบให้เกษตรกร ผ่านประธานศูนย์ข้าวชุมชน จำนวน 10 แห่ง เพื่อนำไปปลูกขยายพันธุ์เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัว จากนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องการให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น นำไปสู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ขณะนี้ได้เห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมอีกทั้งพลังความเข้มแข็งของเกษตรกร โดยเฉพาะ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ ศพก ทุกอำเภอ หรือศพก. เครือข่าย ต่อยอดความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขณะที่รัฐบาลมีนโยบายดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ หลายพื้นที่สามารถดำเนินการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเกษตรกรผ่านการอบรมของ ศพก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงวางทิศทางเพื่อให้ ศพก. เป็นกลไกหลักในการปฏิรูปภาคการเกษตร และรับฟังเสียงสะท้อนจากการทำงานของเกษตรกร มากกว่าที่ผ่านมา เปิดเวทีให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดเครือข่ายการทำงาน การช่วยเหลือกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับทิศทางการทำงานระดับประเทศ หรือการทำงานในระดับพื้นที่

ทั้งนี้ เกษตรกรทั่วประเทศสามารถรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่อเร่งพัฒนาและแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ อีกทั้งพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ดังนั้นเมื่อเกิดโครงการในรูปแบบของแปลงใหญ่ ผลสะท้อนที่ตามมาคือเกิดความสามัคคีกันในหมู่เกษตรกร สามารถพัฒนาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ตลอดเวลา และมีกลุ่มตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง อย่างฟาร์มชุมชน ภายใต้การบริหารงานของ นายวิศรุต อ่วมกลัด ประธานกลุ่มฟาร์มชุมชน ตำบลยี่ล้น อำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ โดยดำเนินการในรูปแบบฟาร์มชุมชน มีการทำการเกษตรหลากหลาย ทั้งการปลูกผัก ทำนา เลี้ยงปลา โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาของกลุ่มนี้ที่มีความโดดเด่น มีสมาชิกจำนวน กว่า 80 ราย เกิดการรวมตัวกันเพื่อหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาราคาปลาตกต่ำ มีการเลี้ยงปลาบ่อดิน อาทิ ปลาช่อน ปลาดุก ปลานิน ปลาสวาย ฯลฯ ซึ่งทางกลุ่มได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาดำเนินการเดินตามรอยเท้าพ่อหลวง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม

จากกการศึกษาดูงานทางกลุ่มได้รับคำแนะนำให้นำปลาที่เลี้ยงหลังจากการขายปลาสดแล้วนั้น นำมาแปรรูปทำเป็นปลาช่อนแดดเดียว สามารถจำหน่ายได้ราคาถึง 200 บาทต่อกิโลกรัม ปลาร้า ปลายอ น้ำพริก แหนม สามารถออกจำหน่ายเป็นรายได้ทุกวัน ทำให้เกษตรกรและสมาชิกกลุ่มมีรายได้ต่อเนื่อง ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สำหรับการรวมกลุ่มดังกล่าวมีข้อดีที่เห็นได้ชัด เกษตรกรเกิดความรักสามัคคีเกิดขึ้นภายในชุมชน จากเดิมที่อยู่แบบตัวใครตัวมัน แต่ปัจจุบันสามารถพึ่งพาซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะบางรายมีการพัฒนานำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ก็นำมาถ่ายทอดให้เกษตรกรในภายในชุมชนซึ่งกันและกัน มีการปรับสภาพพื้นบ่อทำให้การเลี้ยงปลามีคุณภาพมากขึ้น และที่สำคัญมีการพัฒนาความรู้ตลอดเวลา มีการอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกษตรกรที่เลี้ยงปลาภายในชุมชนสามารถผลิตปลาและแปรรูปอาหารจากปลาอย่างมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม คุณวิศรุต เล่าให้ฟังอีกว่า ทุกกิจกรรมภายในฟาร์มชุมชนมีความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เกษตรกรที่รับผิดชอบสามารถทำงานแต่ละด้านตามความถนัด ความชำนาญของตนเองได้ จนสามารถนำไปจำหน่ายภายใต้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้ และผลจากการดำเนินโครงการฯ เกษตรกรเครือข่าย ศพก. ยังตั้งเป้ารวมตัวกันทำแปลงใหญ่ ปลาช่อนและปลานิลซึ่งขณะนี้มีสมาชิกกว่า 30 ราย พร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการแล้ว ในปี 2561

“สุดท้ายที่เกษตรกรได้จากการก่อตั้งฟาร์มชุมชนแห่งนี้ ได้มีการก่อตั้งธนาคารเพื่อใช้แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างเกษตรกรด้วยกัน อาทิ เกษตรกรรายได้มีกากน้ำตาลก็สามารถนำมาแลกปุ๋ยไปใช้ได้ รวมทั้งสินค้าอื่นๆ อีกหลากหลาย และประการสำคัญทำให้เกิดความรัก สามัคคี ภายในชุมชน” คุณวิศรุต กล่าว

เท้ายายม่อมเป็นพืชที่มีหัว มีใบ 1-3 ใบ แต่ละใบจักเป็น 3 แฉก เว้าแบบขนนก ดอกเป็นช่อยาว แต่ละช่อมีดอกย่อย 20-40 ดอก ผลกลม หัวของพืชชนิดนี้นำไปทำแป้ง ที่เรียกแป้งเท้ายายม่อม เป็นพืชในฤดู พอถึงช่วงฤดูฝนต้นจะงอก แล้วสะสมอาหาร ถึงฤดูหนาวจะยุบ ใบจะเหลือง เราก็เลือกขุดหัวใหญ่ไปใช้ เหลือหัวเล็กเอาไว้สะสมอาหารในหน้าร้อน เมื่อวนกลับมาฤดูฝนหัวที่เล็กมีการสะสมอาหารมาแล้วจะพร้อมขุดไปทำแป้งแปรรูปอาหารอีกครั้ง วันนี้เราต้องรู้ว่าพืชที่เราปลูกทำอะไรได้บ้าง ทำเป็นอะไรคนถึงจะชอบ เท้ายายม่อม

ลักษณะพิเศษของเท้ายายม่อมจะใสและอยู่ตัว เทียบง่ายๆ ตามท้องตลาดเป็นแป้งจากโรงงานจะอ้างสรรพคุณว่านี่คือแป้งเท้ายายม่อม แต่เมื่อไปดูส่วนประกอบไม่ใช่แป้งท้าวยายม่อมเป็นแป้งที่ทำมาจากมันสำปะหลัง วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ละลายน้ำง่าย ถ้าเป็นแป้งมันสำปะหลังจะมันๆ เมื่อนำไปทำอาหารคืนตัวเร็ว แต่ถ้าเป็นแป้งเท้ายายม่อมแท้จะคืนตัวช้า หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมเกษตรกรไม่นิยมปลูก เพราะสรรพคุณดีขนาดนี้ คำตอบคือมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องดูโรงงาน เพราะสมัยนี้มันสำปะหลังเยอะ พืชหัวไม่ได้มีเท้ายายม่อมอย่างเดียว มีหลายพืช เช่น สาคู มันนก มันเสา มากมาย แต่ก็ลดน้อยหายไปเรื่อยๆ เพราะอุตสาหกรรมเข้ามา แป้งก็ราคาถูก และกระบวนการทำที่ยาก วิธีที่ดีที่สุด ควรปลูกและหาวิธีแปรรูปเอง

วันที่ 24 พ.ย. นางชลิดา พันธ์กระวี ผอ.สนง. ศุลกากรภาค 3 ร่วมกับ พล.ต.ธวัช ศรีสว่าง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน ผบก.ภ.จว.น่าน และ นายพิภัช ประจันเขตต์ ปลัดจังหวัดน่าน ร่วมกันตรวจสอบและตรวจยึดไม้ประดู่แปรรูป ผ่านแดนจากประเทศสปป.ลาว เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน ณ บริเวณคลังสินค้า อ.ทุ่งช้าง หลังได้รับการประสานจากฝั่ง สปป.ลาวให้ตรวจยึด เนื่องจากมีการปลอมแปลงเอกสารการผ่านด่านสากลน้ำเงิน สปป.ลาว

จากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด 13 ตู้ พบเป็นไม้เฟอร์นิเจอร์ประดู่ขนาดต่าง จำนวน 835,000 ชิ้น และไม้ประดู่ท่อนอีก จำนวน 254 ท่อน นางชลิดา เปิดเผยว่า บริษัทขนส่งสินค้ารายนี้ได้ทำการขนส่งสินค้าจากสปป.ลาวผ่านประเทศไทยไปยังประเทศจีนหลายครั้ง โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับการประสานจากด่านฝั่งสปป.ลาวให้ตรวจยึด ทั้งนี้หลังตรวจยึดได้และตรวจสอบแล้ว มีการปลอมแปลงเอกสารการผ่านพิธีการศุลกากรผ่านแดนและหลีกเลี่ยงข้อกำกัด

ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ไม้ท่อน ไม้แปรรูปและสิ่งประดิษฐ์ ของไม้บางประเภทเป็นสินค้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ. 2559 และ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 12 ล้านบาท และหากมีการส่งออกไปยังประเทศจีนสำเร็จ มูลค่าจะสูงถึง 30 ล้านบาท จะได้นำหลักฐานทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนสภ.ทุ่งช้าง เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด อย่างไรก็ตามการจับกุมการลักลอบขนส่งไม้ข้ามแดนครั้งนี้ ได้ส่งผลให้ด่านฝั่งสปป.ลาวเข้มงวด และระงับการขนส่งสินค้าผ่านด่านต่างๆแล้วหลายราย

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากกรณีชาวสวนผลไม้ จ.จันทบุรี กว่า 400 ราย นัดชุมนุม ติดตามทวงเงินค่าซื้อ – ขายลำไยจากบริษัท หงส์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด ที่รับซื้อลำไยเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน โดยจ่ายเช็คล่วงหน้า 3 เดือน รวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท เมื่อถึงกำหนดปรากฎว่าเช็คเด้ง นั้น

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ทำการตรวจสอบข้อมูลของบริษัท หงส์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด พบว่า จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2555 มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ประกอบธุรกิจส่งออกผลไม้และผัก มีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย โดยเป็นการร่วมทุนกันระหว่างคนไทยกับคนจีน สัดส่วนการถือหุ้นเป็นของคนไทย 51% และเป็นของคนจีน 49% ซึ่งธุรกิจดังกล่าว อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญในการกำกับดูแลและตรวจสอบ เพราะเป็นธุรกิจที่มี คนต่างชาติร่วมลงทุน ว่าจะเป็นการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (NOMINEE) หรือไม่ และเป็นธุรกิจที่มีผลกระทบกับเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมากรมร่วมกับกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบธุรกิจแต่ไม่พบการกระทำความผิดตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรม

จากกรณีที่เป็นข่าวนั้น แม้ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นคนจีนจะหนีกลับประเทศไปแล้ว แต่ผู้เสียหายยังสามารถเรียกร้องเอาผิดกับบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ทั้งทางแพ่งและอาญา เนื่องจากยังมีกรรมการและผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยอยู่ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ เกรงว่าบริษัทดังกล่าวจะชิงยื่นจดทะเบียนยกเลิกกิจการหรือปิดบริษัทหนีไปก่อนที่คดีจะสิ้นสุด สามารถขอความร่วมมือมายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ โดยกรมพร้อมให้ความร่วมมือในการระงับการจดทะเบียนเลิกของบริษัทดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม กรมขอเตือนพี่น้องชาวเกษตรกร หรือผู้ประกอบการ ตลอดจนประชาชนทั่วไปว่าก่อนตัดสินใจร่วมลงทุนหรือค้าขายกับนิติบุคคลรายใดก็ตาม ควรตรวจสอบสถานะและวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล จากหนังสือรับรองที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกให้โดยสามารถตรวจสอบได้ 3 ช่องทาง 1. สายด่วน 1570 2. www.dbd.go.th (คลังข้อมูลธุรกิจ) และ 3. ดาวน์โหลด Application ‘DBD e- Service’

เฝอ หรือก๋วยเตี๋ยว ที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” จะพาไปชิมก๋วยเตี๋ยวรสเด็ด ยายเสบี่ยง ที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นสูตรเด็ด ขายมานานกว่า 30 ปี ยังคงความอร่อยมาจนถึงทุกวันนี้

คำว่า “เฝอ” มาจากเวียดนาม โดยมีรากศัพท์จากภาษาฝรั่งเศส หมายถึงอาหารที่ทำจากเส้น ซึ่งได้แผ่อิทธิพลมายังประเทศลาว และแถบแม่น้ำโขงในฝั่งไทยด้วย ชาวหนองคาย ชาวลาว และชาวเวียดนาม ส่วนใหญ่จะเรียก ก๋วยเตี๋ยว ว่า “เฝอ”

ร้านเฝอ หรือว่าก๋วยเตี๋ยวยายเสบี่ยง ที่เห็นอยู่นี้เป็นร้านเฝอเก่าแก่ ดั้งเดิม ซึ่งยายเสบี่ยง ศรีละวงษา เปิดขายมานานกว่า 30 ปี โดยความอร่อยของเฝอ หรือก๋วยเตี๋ยวที่ร้านนี้จะอยู่ที่น้ำซุปกลมกล่อม เพราะต้มจากกระดูกวัวทั้งชิ้นจนเปื่อย ปรุงรสด้วยสูตรเฉพาะของทางร้าน มีทั้งเฝอน้ำใส เฝอน้ำตก เฝอเนื้อ เฝอหมู มีขนาดปกติ พิเศษ และจัมโบ้ ราคาตั้งแต่ 40-50 บาท

เฝอต้องรับประทานกับผักสด ซึ่งที่ร้านบุฟเฟ่ต์ผักไม่อั้น และพิเศษสุดด้วยกระดูกเปื่อยที่ทางร้านตักมาเสิร์ฟทั้งกระดูก นำมาแทะเนื้อเปื่อย เอ็นเปื่อย เนื้อติดซี่โครง อร่อยได้อีกแบบ หรือจะสั่งเนื้อลวก ลูกชิ้นลวก จิ้มกับแจ่วเพี้ยสูตรเด็ดของทางร้านก็ได้เช่นกัน

ร้านเฝอยายเสบี่ยง ตั้งอยู่ที่ริมถนนศรีเชียงใหม่ losingweightdone.com สังคม ข้างปั๊มน้ำมัน ปตท. เขตเทศบาลศรีเชียงใหม่ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 7 โมงเข้าไปจนถึงบ่ายสาม ก็หมดแล้ว ใครผ่านไปเส้นทางนั้นแวะชิมเฝอ รสเด็ดสูตรดั้งเดิมได้ ส่วนยอดขายเจ้าของร้านไม่ขอเปิดเผยบอกเพียงว่าพออยู่ได้แบบสบาย ๆ

เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 25 พฤศจิกายน น.ส.พะยาว์ เมืองงาม ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลาเปิดเผยว่า ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ออกประกาศฉบับที่ 10 (150/2560) เรื่อง คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง

“ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานีลงมา มีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ฝนสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ในวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2560”

น.ส.พะเยาว์เปิดเผยว่าคลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมแรง และคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันดังกล่าวด้วย

จากกรณีสื่อโซเชียลมีการแชร์ภาพและข้อมูลจากนักวิชาการระบุว่า ดอกบัวตองเป็นดอกไม้สยองขวัญ โดยระบุในหัวข้อโซเชียลว่า บัวตองสยองขวัญ โดยเฉพาะที่ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เป็นพืชต่างถิ่นชนิดรุกรานรุนแรง ทำลายระบบนิเวศดั้งเดิมนับ 1,000 ไร่ ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดยั้งได้ ซึ่งบัวตองสร้างสารพิษต่อพืชอื่นรอบๆ ทำให้ทั้งข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง หญ้าพื้นเมืองอื่นๆ ได้รับผลกระทบ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวของออกมาแก้ไขปัญหาอย่างแข็งขันเช่นเดียวกับกรณีหนอนตัวแบนนิวกินีที่มีการข่าวแพร่กระจายในประเทศไทยก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ทุ่งดอกบัวตอง ที่ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวมนั้น เดิมกรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อปี 2542 โดยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่สุรินทร์ ซึ่งการจัดการพื้นที่วนอุทยานนั้นจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าเขตอุทยานแห่งชาติ

ทั้งนี้ ดอกบัวตองที่พบในพื้นที่ดอยแม่อูคอนั้นมีมาก่อนการประกาศเป็นวนอุทยานและมีการจำกัดพื้นที่ มีเป็นจำนวนมากในเขต จ.แม่ฮ่องสอนเท่านั้น และหากพื้นที่ดังกล่าวและบริเวณโดยรอบไม่ได้ประกาศเป็นวนอุทยาน วันนี้ก็อาจถูกบุกรุกและเปลี่ยนสภาพเป็นเขาหัวโล้นไปแล้วก็ได้

นายทรงธรรมกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในเขตอุทยานฯ หรือหน่วยจัดการต้นน้ำบางแห่งในพื้นที่ภาคเหนือก็พบดอกบัวตองขึ้นมาก่อนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ แต่ไม่ได้ขึ้นเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งดอกบัวตองเป็นพืชต่างถิ่นก็จริง แต่ยังไม่แพร่กระจายหรือส่งผลกระทบต่อป่าธรรมชาติ และที่สำคัญไม่อนุญาตให้ปลูกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อยู่แล้ว

หากพบต้องกำจัดทิ้ง ไม่เฉพาะเพียงชนิดพันธุ์ต่างถิ่นหรือเอเลี่ยนสปีชีส์จากต่างประเทศเท่านั้น หากไม่ใช่พืชพันธุ์ที่พบในพื้นที่ท้องถิ่นนั้นๆ เราก็ไม่ให้นำเข้ามาปลูกอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เป็นเรื่องของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ มีมติ ครม.รองรับในการดำเนินการ และเป็นนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรฯ ในการดูแลผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

นายทรงธรรมกล่าวว่า กรมอุทยานฯ ได้ศึกษาเรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งผลกระทบของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอาจเป็นได้ทั้งด้านบวกและด้านลบทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบในพื้นที่อุทยานฯ มีจำนวน 22 ชนิด และมีการแพร่กระจายในหลายอุทยานฯ มากที่สุดคือ สาบเสือ หญ้าคา ไมยราบเลื้อย กระถินยักษ์ สาบหมา ผักเผ็ดแม้ว ผกากรอง หญ้าขจรจบดอกเล็ก ไมยราบยักษ์ ปีนนกไส้ เป็นต้น

ขณะที่อุทยานฯถ้ำสะเทิน และอุทยานฯ แก่งกระจาน พบพืชต่างถิ่นเหล่านี้รุกรานมากที่สุด ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ขอยกตัวอย่างไมยราบยักษ์ ที่สามารถเติบโตแก่งแย่งการเอาชนะพืชในท้องถิ่นได้ ทำให้องค์ประกอบของพันธุ์ไม้ในป่าผิดไปจากเดิม สัตว์ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นต้องย้ายที่อยู่เพราะถิ่นอาศัยเปลี่ยนไป เป็นต้น

อย่างไรก็ตามความต้องการใช้พลังงานในอนาคตจะเปลี่ยนไป

ตามกระแสของโลก โดยความต้องการใช้พลังงานจากฟอสซิล (อีอี) มีแนวโน้มลดลง ขณะที่การใช้พลังงานทดแทน (อาร์อี) จะเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงด้วย โดยเฉพาะไทยที่ก๊าซในประเทศมีปริมาณลดลงทำให้ต้องหันไปพึ่งแอลเอ็นจี คาดว่าช่วงปลายแผนพีดีพีคือ พ.ศ.2579 สัดส่วนการผลิตจากก๊าซธรรมชาติของไทยจะแค่ 10% และต้องนำเข้าแอลเอ็นจีถึง 90% หรือคิดเป็น 35 ล้านตันต่อปี ทำให้ภาครัฐต้องจัดทำแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้นและต้องจัดทำแผนเปิดเสรีการนำเข้า

“จากการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการก๊าซจะต้องสอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อให้เหมาะสมด้านราคาและปริมาณ รองรับการแข่งขันในกรณีที่มีผู้จัดหาและผู้นำเข้าหลายราย โดยแผนเร่งด่วนมาก คือภายในปีนี้จะแต่งตั้งบุคลากรเพื่อบริหารจัดการแอลเอ็นจีอยู่ภายใต้การทำงานของ ชธ.” นายวีระศักดิ์ กล่าว

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไปจะมีทั้งแผนเร่งด่วน ระยะกลางและระยะยาว โดยในระยะเร่งด่วน คือภายในปี 2561 จะกำหนดสัดส่วนของระยะสัญญาแอลเอ็นจีในประเทศไทย เพื่อพิจารณาราคาที่เหมาะสม เกิดความมั่นคงและสนับสนุนการเปิดเสรี กำหนดเพดานราคาการจัดหาแอลเอ็นจีระยะสั้น (สปอต) ทดแทนการอ้างอิงราคาน้ำมันเตา กำหนดหลักเกณฑ์เปรียบเทียบเพื่อให้มีการอนุญาตนำเข้าสปอตในกรณีที่มีผู้นำเข้าหลายราย กำหนดเพดานราคาควบคุมในการนำเข้าแอลเอ็นจีและกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาและเปรียบเทียบในการนำเข้าแบบสัญญาระยะกลางและระยะยาว ส่วนแผนระยะกลาง ภายในปี 2563 กพช. ตั้งเป้าว่า จะต้องมี พ.ร.บ.บริหารจัดการแอลเอ็นจี พัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการจัดตั้งแอลเอ็นจี และจัดตั้งกองบริหารจัดการแอลเอ็นจีภายใต้ ชธ.ให้แล้วเสร็จต่อไป

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังร่วมเปิดตัวแนะนำหลักสูตรการยกระดับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี อาลีบาบา คอร์ส ในประทศไทยครั้งแรกของวิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา กับมหาวิทยาลัยเถาเป่า และลาซาด้า ประเทศไทยว่า กระทรวงพาณิชย์ต้องการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดเล็ก (ไมโครเอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ให้เข้าสู่ระบบการค้าอีคอมเมิร์ซ และช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนให้บรรเทาลงได้ นอกจากนี้ในช่วงก่อนประชุมคณะรัฐมตรี (ครม.) สัญจร ที่จังหวัดสงขลา วันที่ 25-26 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งกระทรวงจะเชิญตัวแทนของลาซาด้า ประเทศไทย ไปให้ความรู้เกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในพื้นที่ด้วย พร้อมรับฟังความต้องการธุรกิจ จากนั้นจะนำโมเดลนี้ไปต่อที่ จ.เชียงใหม่ ส่วนการลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นั้นขณะนี้ทางลาซาด้าอยู่ระหว่างการตัดสินใจและพิจารณารูปแบบการลงทุน หากเกิดการลงทุนจริงจะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของไทยให้เข้าสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

นายฮิวโก้ อัน ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยเถาเป่า กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการไทยจดทะเบียนเข้าขายสินค้าภายใต้อาลีบาบาแล้วประมาณ 100,000 ราย คาดว่าการเข้าจดทะเบียนในระบบอาลีบาบาจะเพิ่มขึ้นมากในอนาคต ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่จะเพิ่มขึ้นได้ แต่พบว่าความร่วมมือระหว่างอาลีบาบากับกระทรวงพาณิชย์ในการขายข้าวหอมมะลิไทย ได้รับความนิยมในประเทศจีนอย่างมาก

นายเผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เปิดเผยในเวทีเสวนาเรื่อง “แนวทางการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์ของภาคอุตสาหกรรม” ซึ่งร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจัดขึ้นว่า จากการที่ไทยมีนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) จำนวน 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 นับว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ แต่จากการประเมินการติดตั้งจะเกิดซากแผงโซลาร์เซลล์สะสมหรือของเสียสูงถึง 7.5 แสนตัน หลังหมดอายุการใช้งานในอีก 25 ปีข้างหน้า ซึ่งแผงโซลาร์มีทั้งส่วนที่ไม่เป็นอันตรายและส่วนที่เป็นโลหะหนักที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมพร้อมเพื่อหาแนวทางจัดการแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่หมดอายุอย่างเหมาะสม

นายเอกบุตร อุดมพงศ์ วิศวกรชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรอ.ได้จัดทำแผนแม่บทการจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์:เซลล์แสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เพื่อกำหนดแนวทางการจัดการซากแผงโซลาร์ฯที่หมดอายุ ซึ่งปัจจุบันยอมรับว่าวิธีทำลายยังคงใช้วิธีฝังกลบเพราะยังไม่มีทางเลือกอื่น แม้ว่าการนำมารีไซเคิลจะเป็นวิธีที่ดีกว่าแต่ยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุนจนกว่าจะเห็นว่ามีแผงโซลาร์หมดอายุที่มากพอ อย่างไรก็ตามล่าสุดมีเอกชนได้มายื่นขอใบประกอบกิจการโรงงานรีไซเคิลขยะจากโซลาร์เซลล์กับ กรอ.แล้วซึ่งจะเป็นโรงงานแห่งแรกในไทย

เมื่อ 24 พ.ย. นายบันทม สมสุวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ (อช.) ภูซาง จ.พะเยา กล่าวถึงมาตรการป้องกันการค้าสัตว์ป่า โดยเฉพาะชนิดหายาก เช่น เต่าปูลู และเลียงผา ว่ามอบหมายให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบลาดตระเวนในรัศมี 5 ก.ม.จากเขต อช.ภูซาง พร้อมแจ้งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์(สบอ.) 15 เชียงรายทราบทุกเดือน

ขณะนี้ยังไม่พบการกระทำ คาดว่าประชาชนตระหนักเรื่องความสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ป่าหายาก และบทลงโทษของการลักลอบส่งออกสัตว์ป่าจากเขต อช.ภูซาง ด้านมหาวิทยาลัยพะเยา (มพ.) มุ่งพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของเต่าปูลู ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบและได้มาตรฐาน เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่จะดึงและเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้ามาเที่ยว เป็นการปลูกฝังการรักและหวงแหนเต่าปูลูและเต่าอื่นๆ ที่เป็นเป้าหมาย

อาจารย์จาก มพ. เคยเสนอแนวคิดว่าควรจะทำโครงการอนุรักษ์เต่าปูลูขึ้นและขยายความร่วมมือไปยัง สปป.ลาว เพราะทาง สปป.ลาว ยังไม่มีมาตรการการอนุรักษ์ ทำให้มีการลักลอบล่าและนำมาขาย ซึ่งพฤติกรรมการหากินของเต่าไม่มีเขตแดน ดังนั้นทาง อช.ภูซาง จึงร่วมกับ มพ.ติดตามพฤติกรรมของเต่าร่วมกัน เพื่อร่วมอนุรักษ์เต่าไม่ให้ถูกทำร้ายทุกรูปแบบ

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย เต่าปูลูเป็นเต่าน้ำจืดกินเนื้อเป็นอาหารชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Platysternon megacephalum เป็นภาษาละตินแปลว่า “หัวโต อกแบน” ในสกุล Platysternon วงศ์ Platysternidae ซึ่งมีเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในวงศ์และสกุลนี้ (คลิปเผยแพร่เมื่อปี 2558)

มีรูปร่างที่แปลกไปจากเต่าชนิดอื่นๆ กล่าวคือ มีหัวที่โต ปากงุ้มแหลม เล็บที่ทั้ง 4 ข้างแหลมคมมาก มีหางที่ยาวมาก และไม่สามารถหดหัวเข้ากระดองที่เรียวยาวได้ เป็นเต่าที่พบในลำธาร น้ำตก บนภูเขาสูงหรือป่ากิบชื้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบนที่ติดกับตอนใต้ของประเทศจีน

วันที่ 23 พฤศจิกายน นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวในระหว่างเปิดงานขับเคลื่อนปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติในงานตลาดเกษตรพรีเมี่ยม ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ในวันที่ 21-25 พ.ย. ว่าเพื่อประกาศให้ปลากัดเป็นปลาประจำชาติ โดยนำเสนอครม.พิจารณาเรื่องนี้ในเดือนธ.ค. นี้ เป็นการอนุรักษ์ปลากัดให้อยู่คู่บ้านเมืองไทยอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดให้อยู่คู่บ้านเรื่อนคนไทยคาดว่าจะเกิดจะเกิดการต่อยอดพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยมีการสร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการต่อยอดปลากัดเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น เช่น เคสโทรศัพท์ พวงกุญแจ แก้วกาแฟ ผ้าพันคอ หมอน เสื้อผ้า กระเป๋า และสแตมป์ปลากัด

นายอดิศร กล่าวต่อว่า จากแผนปฎิรูปเกษตร ไทยแลนด์ 4.0 ได้สร้างปัจจุบันปลากัดไทย มีแนวโน้มขยายตัวส่งออกได้ดีขึ้น เพราะเกษตรกรมีศักยภาพการเลี้ยงพัฒนาสายพันธุ์เป็นอย่างดีจนเป็นที่ยอมรับต่างชาติ จึงเตรียมผลักดันเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ เนื่องจากมีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม พาณิชย์ แสดงอัตลักษณ์ให้สัตว์น้ำสวยงามไทยที่มีตำนานมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยารวมระยะเวลากว่า 700 ปี จากเดิมเป็นการเลี้ยงเพื่อเล่นกีฬากัดปลา ปัจจุบันเปลี่ยนไปแต่สังคมมีการสืบสานการเลี้ยงปลากัดแทบทุกจังหวัดทั้งการเลี้ยงอนุรัก์สายพันธุ์ การเลี้ยงเป็นงานอดิเรก ขณะเดียวกันมีการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์และขยายพันธุ์สูการค้าสามารถสร้างอาชีพหลัก จนนำรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกปีละกว่า 1,000 ล้านบาท

อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า ปลากัดเป็นสัตว์น้ำที่กรมประมง ต่อยอดพัฒนาการผลิตและการตลาดอย่างต่อเนื่องภายใต้ยุทธศาสตร์ปลาสวยงามปี 2556-2560 โดยมีการสร้างเครือข่าย สนับสนุนการร่วมกลุ่มการผลิต ส่งเสริมการขายผ่านระบบออนไลน์ เปิดโอกาสเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดที่สำคัญเช่น จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ทำให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการ ผู้บริหารสูงสุด ผลิตภัณฑ์ลูกค้ารายย่อย และการชำระเงินลูกค้ารายย่อย ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารมีแผนการจะขยายร้านค้ารายย่อยที่ให้บริการคิวอาร์โค้ดภายในปี 2560 จำนวน 200,000 ราย และปี 2561 คาดว่าจะเพิ่มอีก 500,000 ราย รวมเป็น 700,000 ราย โดยจะชูโมเดลธุรกิจยุคใหม่ให้แก่ร้านค้าเหล่านั้นด้วยการช่วยสร้างตัวตนในโลกดิจิทัล เชื่อมโลกออฟไลน์กับออนไลน์ไว้ด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อพาคนซื้อมาหาถึงหน้าร้าน ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถทำการค้าได้ตลอดเวลา ล่าสุด ได้ร่วมกับอาลีเพย์ ผู้ให้บริการรับชำระเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของจีนและของโลก เพื่อรับชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดของอาลีเพย์เพื่อช่วยสร้างโอกาสในการค้าขายให้กับร้านค้า เพราะนักท่องเที่ยวจีนนิยมใช้แอพพลิเคชั่นอาลีเพย์เพื่อซื้อสินค้าในประเทศไทย โดยธนาคารจะเริ่มให้บริการการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดของอาลีเพย์ที่ เยาวราช แพลตตินั่ม ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวจีน จากนั้นจะขยายทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้

นางสาวพิภาวิน สดประเสริฐ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส กรุ๊ป ในเครืออาลีบาบา กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนมาไทยแต่ละปีมากกว่า 10 ล้านคน การรับชำระสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นอาลีเพย์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับคนจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการพกเงินสดจำนวนมาก และปัจจุบันมีร้านค้าในไทยยอมรับอาลีเพย์เป็นช่องทางหนึ่งของการชำระเงินจากลูกค้าชาวจีน ปัจจุบันมีจุดรับชำระเงินอาลีเพย์มากกว่า 20,000 จุด ซึ่งการจะขยายร้านค้าที่รับชำระเงินอาลีเพย์อย่างรวดเร็วนั้น จำเป็นต้องมีพันธมิตรมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดให้แก่ผู้ค้ารายย่อย ซึ่งอาลีเพย์เชื่อมั่นว่าจากความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ในครั้งนี้ จะผลักดันให้ธุรกรรมผ่านร้านค้าที่รับอาลีเพย์ในประเทศไทยเติบโตอย่างแน่นอน

หน่วยงานร่วมปักหมุด “หยุดเชื้อดื้อยา” สสส.เผย “หวัด-เป็นแผล-ท้องเสีย” คือ 3 โรคฮิตที่คนไข้กินยาผิดจนเกิดปัญหา เร่งสื่อสารให้ความรู้ บริโภคอย่างสมเหตุสมผล

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ เป็นประธานเปิดตัวพันธกิจ “ประเทศไทยปักหมุด…หยุดเชื้อดื้อยา” โดยมีเครือข่ายองค์กรภาครัฐ องค์กรด้านสุขภาพ ภาคประชาชน และองค์กรระหว่างประเทศ 25 หน่วยงานเข้าร่วม

พล.ร.อ. ณรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 7 แสนคน หรือนาทีละ 1 คน เฉพาะประเทศไทยเสียชีวิตปีละ 3 หมื่นคน คิดเป็นการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 4.2 หมื่นล้านบาท หากไม่มีการแก้ปัญหา คาดว่าอีก 30 ปีข้างหน้า หรือในปี 2593 ทั่วโลกจะมีคนเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาเพิ่มปีละ 10 ล้านคน หรือนาทีละ 19 คน ในจำนวนนี้เป็นประชากรในทวีปเอเชียมากที่สุด 4.7 ล้านคน ในการประชุมสมัชชาโลกเมื่อปี 2558 กำหนดให้ประเทศสมาชิกจัดทำยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา ภายใต้หลักการสุขภาพหนึ่งเดียวทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยได้วางยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 วันนี้เริ่มปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดการเจ็บป่วยจากเชื้อดื้อยาลงร้อยละ 50 จากปัจจุบัน ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในคนเหลือร้อยละ 20 ลดการใช้ในสัตว์ร้อยละ 30 และทำให้ประชาชนมีความรู้ ตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาของยาต้านจุลชีพร้อยละ 20 และมาตรฐานการแก้ไขปัญหาอยู่ในระดับสากล

ด้าน ทพ. สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการศึกษาของศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา พบว่าพฤติกรรมการใช้ยาของคนไทยที่ส่งผลต่อเชื้อดื้อยา เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นใน 3 โรค คือ หวัด เป็นแผล และท้องเสีย รวมถึงการซื้อยาปฏิชีวนะกินตามคนอื่น และหยุดยาปฏิชีวนะเมื่ออาการดีขึ้น นอกจากนี้ ในต่างจังหวัดยังพบการกระจายยาในร้านขายของชำที่ขาดความรู้เรื่องยาปฏิชีวนะ จึงเน้นให้ความรู้แก่ประชากรกลุ่มเป้าหมายในโรงเรียน เกษตรกร และชุมชน รวมถึงศึกษาข้อมูลการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาของคนไทย โดยร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ ตลอดจนทำงานตรงไปที่บุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกรในการจัดการเชื้อดื้อยาและการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) กว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลการใช้ยาอย่างถูกต้อง

พญ. มยุรา กุสุมภ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า มียุทธศาสตร์ 6 ด้าน คือ 1. เฝ้าระวังและแจ้งเตือนการระบาดของเชื้อดื้อยา 2. เร่งรัดออกประกาศให้ยาต้านจุลชีพบางรายการเป็นยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์และมีระบบควบคุมการกระจายยา 3. จัดการการดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลอย่างบูรณาการ ทั้งในสถานพยาบาลรัฐและเอกชน 4. ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในการเลี้ยงสัตว์ การประมง และการใช้ยาในพืช 5. บูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ และ 6. พัฒนาระบบติดตามประเมินผลในภาพรวม

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่เวทีกลาง ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีขับเคลื่อนเพื่อประกาศปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ในการพัฒนาผู้ประกอบการปลากัดไทยตามนโยบายรัฐบาล ระหว่างกรมประมงกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

นายธนิตย์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญในการยกระดับและส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าภาคเกษตรของไทยภายใต้แนวคิดไทยแลนด์ 4.0 โดยสนับสนุนให้เกษตรกรได้พัฒนาศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมนำนวัตกรรมเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันสินค้าปลาสวยงามของไทยเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ยังมีแนวโน้มการขยายตัวในตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปลากัด กระทรวงเกษตรฯ ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพดังกล่าวจึงเตรียมผลักดันให้ประกาศเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ขยายไปสู่เชิงพาณิชย์ จนสามารถสร้างอาชีพหลัก และสร้างรายได้เสริมตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งปัจจุบันนำรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกปลากัดปีละไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ อาจารย์คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้นำเสนอผลงานวิจัย “การผลิตน้ำมันปาล์มแดงเพื่อสุขภาพและการประยุกต์ใช้ในการผลิตน้ำมันผสม น้ำสลัด และมาการีนปราศจากไขมันทรานส์” ซึ่ง รศ. พัชรินทร์ ระวียัน อาจารย์คณะอุตสาหกรรมเกษตร มช. กล่าวว่า น้ำมันปาล์มแดงเป็นน้ำมันชนิดใหม่ที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบ เช่นเดียวกับน้ำมันที่ใช้ในการปรุงอาหาร มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายชนิด ได้แก่ แคโรทีนอยด์ โทโคฟีรอล โทโคไตรอีนอล โคเอนไซม์คิวเทน และสเตอรอล ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เพียงแต่น้ำมันปาล์มแดงจะไม่ฟอกสีให้ใส ซึ่งจะมีสารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าน้ำมันใสอย่างมาก โดยในการผลิตน้ำมันปาล์มแดงนั้นจะมีขั้นตอนเช่นเดียวกับน้ำมันปาล์มโดยทั่วไป หรืออาจกล่าวได้ว่าน้ำมันบริโภคทั่วไปที่จำหน่ายในท้องตลาดมีข้อจำกัดคือ มีสัดส่วนกรดไขมันไม่เหมาะสม และไม่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ น้ำมันจึงใช้เป็นแหล่งของพลังงานเท่านั้น

น้ำมันปาล์มแดงสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำมันผสม ที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น ทำการผสมน้ำมันปาล์มแดงกับน้ำมันรำข้าวและน้ำมันงา โดยผสมให้มีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ น้ำมันผสมที่ได้มีวิตามินและมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงมาก โดยมีปริมาณแกมมา-โอรีซานอล โทโคฟีรอล เซซามิน และแคโรทีนอยด์ เท่ากับ 524.47+2.46, 454.39+4.51, 362.53+5.66 และ 254.80+0.02 พีพีเอ็ม ตามลำดับ น้ำมันปาล์มแดงและน้ำมันผสมยังนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสมได้ เช่น น้ำสลัดและมาการีน ซึ่งมาการีนที่ทดลองผลิตเป็นชนิดปราศจากไขมันทรานส์ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ

ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ยื่นจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบัน บริษัท เชียงตะวัน เนเจอร์รัลปาล์มออยล์ จำกัด จังหวัดชุมพร ผู้ประกอบการ

ด้านปาล์มน้ำมันและผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบ สนใจซื้ออนุสิทธิบัตร

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ คัดเลือกให้เป็นผลงานวิจัยเด่น และได้รับเกียรติให้จัดนิทรรศการในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ปี 2560

พาณิชย์จับมือยักษ์ใหญ่ค้าออนไลน์อีลาบาบา-ลาซาด้า ติวเข้มผู้ประกอบการไทยทั้งไมโครเอสเอ็มอีและเอสเอ็มอี ดันเข้าระบบกระจายสินค้าทั่วโลกผ่านอีคอมเมิร์ซ ลาซาด้าล่องใต้ให้ความรู้นักธุรกิจรุ่นใหม่ถึงสงขลา คิวต่อไปที่เชียงใหม่

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า junkhost.com กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ New Economy Academy (NEA) ต่อยอดความร่วมมือกับ บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป, ลาซาด้า ประเทศไทย, มหาวิทยาลัยเถาเป่าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ไทย ที่สามารถส่งออกได้ ให้ดำเนินธุรกิจผ่านอีคอมเมิร์ซ สู่เศรษฐกิจยุคดิจิตอล ด้วยการจัด “Alibaba Global Course : เปิดโลกอีคอมเมิร์ซ” เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน นี้ ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (ถนนรัชดาภิเษก)

นางอภิรดี กล่าวว่า ต้องการดึงผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือไมโครเอสเอ็มอี และเอสเอ็มอี เข้าสู่ระบบการค้าอีคอมเมิร์ซ จะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนได้ ไทยมีผู้ประกอบการขนาดเล็ก 99.70% ของธุรกิจทั่วประเทศ มีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูง 42.2%

“ในช่วงที่นายกรัฐมนตรีไปประชุมครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา ช่วงวันเสาร์และอาทิตย์นี้ จะเชิญตัวแทนของลาซาด้า ประเทศไทย ลงไปให้ความรู้เกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือ Young Generation ในพื้นที่ด้วย จากนั้นกระทรวงพาณิชย์จะนำรูปแบบนี้ขยายไปใช้กับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ เริ่มจากจังหวัดเชียงใหม่ จะใช้พื้นที่สำนักงานส่งเสริมการค้าเป็น New Start Up Complex เป็นที่พัฒนาอีคอมเมิร์ซ ให้เอสเอ็มอีต่อไป”

นายฮิวโก้ อัน ตัวแทนมหาวิทยาลัยเถาเป่า กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการไทยจดทะเบียนเข้าขายสินค้าภายใต้อาลีบาบาแล้ว ประมาณ 100,000 ราย คิดว่าจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงต่อไป ส่วนความร่วมมือระหว่างอาลีบาบากับกระทรวงพาณิชย์ขายข้าวหอมมะลิไทยนั้นได้รับความนิยมในประเทศจีนเป็นอย่างมาก

นายอเลสซานโดร พิสซินี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า ยังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงมหาดไทย โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และยังร่วมมือกับกระทรวงการคลัง อุตสาหกรรม ดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเอสเอ็มอีไทย มีการฝึกสอนเอสเอ็มอีไปแล้วถึง 3,000 ราย

จันทบุรี – นายณฐาภพ ปาระมีศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เผยถึงการน้อมนำศาสตร์พระราชาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ นำขยะชุมชนแปรสภาพให้เกิดประโยชน์ และสร้างมูลค่าเริ่มจากการขอความร่วมมือจากชาวบ้านกว่า 2,000 ครัวเรือน คัดแยกขยะนำรถตระเวนเก็บขยะตามบ้านแต่ละหลัง วันละกว่า 3 ตัน แบ่งออกเป็นขยะเปียก ประมาณ 1 ตัน ขยะรีไซเคิล 200-300 กิโลกรัม ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1 ตันเศษ จะเป็นขยะไร้ค่าที่ต้องทิ้ง จัดสร้างบ่อเก็บขยะเปียกหมักรวมกับดินและราดด้วยสารอีเอ็ม ประมาณ 3-4 เดือน ให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพชั้นดี มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อดินและพืชถึง 93 ชนิด โดย 1 บ่อหมักปุ๋ย ประมาณ 9 ตัน ขยะเปียกแปรสภาพเป็นปุ๋ยมีเกษตรกรมาซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ตันละ 8,000 บาท

ขณะนี้ปุ๋ยหมักไว้ 4 บ่อ รวม 36 ตัน มูลค่าประมาณ 288,000 บาท ถูกจองหมดแล้ว สำหรับศูนย์บริหารจัดการขยะที่ตั้งอยู่บริเวณหลังโครงการหมู่บ้านการเคหะ 2 เนื้อที่ 1 ไร่เศษ สร้างเป็นโรงเรือน แบ่งเป็นสัดส่วนเพื่อความเป็นระเบียบและสะอาด

พิษณุโลก – นายแพทย์ปิยะ ศิริลักษณ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก เผยถึงการสาธิตการช่วยเหลือบุคคลหัวใจวายเฉียบพลัน เผยถึงการสาธิตการช่วยเหลือบุคคลหัวใจวายเฉียบพลัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนเรียนรู้การช่วยฟื้นคืนชีพ หรือที่เรียกกันว่า CPR (Cardiopulmonary resuscitation) ความสำคัญของการทำ CPR อยู่ที่การปั๊มหัวใจที่ต้องทำให้ถูกต้อง และทันเวลา โดยสาธิตขั้นตอนอย่างถูกวิธี

เริ่มจากโทร. 1669 ทันที แล้วตรวจดูความปลอดภัยบริเวณรอบๆ ตัวผู้ป่วย เช่น มีของแหลมคม มีกระแสไฟฟ้า มีน้ำมัน มีไฟ หรือสิ่งอันตรายอื่นๆ หรือไม่ ถ้าดูไม่ปลอดภัยอย่าเพิ่งเข้าไป เรียกกู้ภัยมาช่วยเหลือดีกว่า

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในอยู่ระหว่าง

การตั้งงบประมาณในการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสี ข้าวอินทรีย์ โดยเฉพาะการรับรองมาตรฐานข้าวในตลาดต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ ต้นทุนในการขอใบรับรองสูง ซึ่งตั้งงบประมาณเบื้องต้นไว้ที่ 20 ล้านบาท ระยะเวลาปี 2563-2565 และภายหลังการ MOU ต้องการให้เกษตรกรเตรียมความพร้อมด้านการเพาะปลูกให้ได้มาตรฐาน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน ทั้งเรื่องดิน น้ำ พันธุ์ข้าว ซึ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน หากต้องการให้ได้มาตรฐานเกษตรกรต้องเริ่มต้นในตอนนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบเพื่อขอรับรองคุณภาพ มาตรฐานจะได้สะดวกมากขึ้น

“ค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองมาตรฐานข้าวในต่างประเทศอยู่ที่ราคา 70,000-80,000 บาทต่อ 1 ใบรับรอง ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ใบรับรองมาตรฐานเพื่อการส่งออก กรมจึงได้ตั้งงบประมาณขึ้นมา โดยที่เกษตรกรไม่ต้องจ่าย เพื่อสร้างมาตรฐานข้าวให้ได้ตามการตรวจสอบเท่านั้น” นายบุณยฤทธิ์กล่าว และว่า

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อสามารถผลิตข้าวสี ข้าวอินทรีย์ และได้การรับรองจากต่างประเทศ จะทำให้การส่งออกข้าวไทยขยายตัวได้ในอนาคต และระหว่างที่เกษตรกรเตรียมการเพาะปลูกกรมจะเชิญชวนผู้ปลูกที่มีข้าวสีอยู่แล้วมาร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และผู้จัดงานของเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้จัดงานอันดับหนึ่งของโลกในการจัดงานเกษตรอินทรีย์ และเพื่อให้ข้าวสี ข้าวอินทรีย์ของไทย เริ่มเป็นที่รู้จัก และทำการประชาสัมพันธ์ไปในตัว ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นการทำตลาดที่ดีให้กับเกษตรกรเองด้วย โดยงานจะมีขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคม 2561

อดีตสาวโรงงาน ปลูกผักชีฝรั่งกิโลกรัมละ 50 รายได้งาม

วันนี้ 23 พ.ย.60 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรีรายงานว่า ช่วงต้นฤดูหนาวนี้ได้รับแจ้ง มีเกษตรกรปลูกผักสวนครัว สร้างรายได้ดี โดยเฉพาะผักชีฝรั่ง มีผู้ปลูกทำเงินสร้างรายได้มากกว่าแสนบาท จึงลงพื้นที่พบนางศิริพร คล้ายเจริญ อายุ 44 ปี เลขที่ 46หมู่ 6 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี อดีตสาวโรงงาน ที่ผันชีวิตสาวโรงงานหันมาทำการเกษตรกรรมแบบอินทรีย์แบบผสมผสาน สร้างรายได้แก่ครอบครัวอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนใช้แรงงานในบ้านกับสามี ไม่ได้ว่าจ้างใคร ผลตอบรับได้ผลเกินคาด จากการทดลองปลูกผักชีฝรั่งในที่ดินว่างเปล่า 1 ไร่เศษ ครั้งแรกขายได้กิโลกรัมละ 50 บาท รับเงินสดมาแล้วเป็นๆแสนบาท

นางศิริพร หรือ (เอ๋)กล่าวว่า “การปลูกผักชีฝรั่ง หรือ ที่เราเรียกกันอีกอย่าง ผักชีใบเลื่อย ไม่ยุ่งยากนักซื้อเมล็ดพันธ์มา กก.ละ1,500 บาท ใช้ปลูกในอัตรา 10 กก/ไร่ ผักชีฝรั่งจะเริ่มถอนได้ต่อเมื่อมีอายุ 3 เดือนพอดี

วิธีการเก็บผักชี ฝรั่งจะใช้มือถอนเอานั่งถอน ซึ่งจะเลือกถอนเฉพาะต้นที่โตสมบูรณ์เต็มที่ โดยให้สังเกตดูว่าต้นจะยาวพอประมาณครึ่งศอก หรือ 25 ซม.มัดด้วยยาง วงไว้หนึ่งกำใหญ่ จากนั้นก็เก็บใส่ตระกร้ามาเด็ดใบล่างทิ้งให้เหลือไว้ 2-3 ใบต่อต้นเท่านั้นจะได้ราคาดีมาก เมื่อเด็ดใบล่างออกหมดแล้ว ก็จะนำไปใส่ถังน้ำล้างให้สะอาด 2 น้ำ นำทาบรรจุใส่ถุง ถุงละ 5 กิโลกรัม เก็บทุกวัน วันละ 70-80 กิโลกรัม มัดเป็นกำ กำละครึ่งกิโลกรัม”

“ในการปลูกผักชีฝรั่งนี้ค่อนข้างง่ายมาก สำหรับคนมือใหม่ที่เพิ่งหัดทำ แค่มีที่ดิน ซื้อเมล็ดมา แล้วตีดินให้ร่วนแบบนาน้ำตม อาทิตย์เดียวผักชีก็จะงอก วิธีให้น้ำโดยใช้ท่อสปริงเกอร์ กว้าง4 x 4 เมตร ใช้ซาแลนด์ดำแบบโปร่งทำหลังคา และรอบข้างคล้ายโรงเรือนสูง 4 เมตร ใช้เสาไม้ไผ่ ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ผักชีฝรั่งแมลงไม่ค่อยรบกวน”นางศิริพร กล่าว

นางศิริพรกล่าวต่อไปว่า “ผักชีฝรั่งปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บได้ 2 รุ่น ซึ่งจะเก็บต้นเล็กๆฝอย ที่ยังไม่โตเต็มที่ แม้ต้นเล็กๆที่ยังไม่ได้ถอน ซึ่งเรานั่งถอนเหยียบย่ำ ถ้ารถน้ำ ต้นมันก็จะทะลึ่งขึ้นอีกภายใน 2-3 วัน รออีก 7-10 วัน ก็จะถอนได้อีกครั้งหนึ่ง ปลูกรอบเดียวเก็บได้สองรุ่นถือว่าคุ้มค่าที่ลงทุน”

“ในการปลูกพืชสวนครัวนี้ ใช้แรงงานในครอบครัว สามี,ลูกและเพื่อนบ้าน มาช่วย 4-5 คน เพื่อให้ทันต่อการมารับของพ่อค้า ขายส่งที่ตลาดไทย และที่เหลือส่งภายในอำเภอนิดหน่อย”

ครั้งที่สองได้ปลูกผักชีฝรั่ง 2 ไร่ ทำแบบเดิม ส่งพ่อค้า แม้ว่าจะทำครั้งเป็นครั้งแรก แต่ช่วงต้นหนาวผลตอบรับดีมาก ทำให้มีกำลังใจทำต่อ หักแล้วเหลือ 3 หมื่นบาทต่อครั้ง ดีกว่าทำโรงงานขาแข็ง เพราะเป้นผลผลิตจากที่ดิน ,แรงงาน และ การประกอบการจากเราเอง ก็ยังดีที่ได้ลงมือทำเกษตรมือใหม่และจะปลูกผักชีฝรั่งนี้ต่อไป เพราะว่ามีรายได้ดีและชอบ หากมีใครสนใจอยากทราบข้อมูลเทคนิคนิดหน่อยติดต่อสอบถามได้ที่ทางโทรศัพท์ 087 999 4452- 061 545 298”นางศิริพร กล่าวในที่สุด

เนื่องด้วย ขณะนี้มีมิจฉาชีพหาผลประโยชน์ หลอกเอาทรัพย์สินกับเกษตรกร โดยมีวิธีการดังนี้ เมื่อทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านลงพื้นที่สัมภาษณ์เกษตรกร(แหล่งข่าว) และได้นำเรื่องราวมาทำการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร และเว็บไซต์เทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อบทความได้รับการเผยแพร่ไปสู่ผู้อ่าน จะมีบุคคลผู้ต้องสงสัยที่เป็นแก๊งมิจฉาชีพ โดยใช้เบอร์โทรศัพท์หมายเลข (091) 820-2327 โทรศัพท์ไปยังเกษตรกร(แหล่งข่าว)ที่ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือหรือบนเว็บไซต์ โดยทำทีท่าว่าจะติดต่อทางธุรกิจด้วย

เป็นต้นว่า ถ้าแหล่งข่าวเป็น เกษตรกรที่เลี้ยงโคนม มิจฉาชีพรายนี้ ก็จะพูดคุยทำทีท่าว่าจะมอบอาหารสำหรับเลี้ยงโคนมให้ แต่มีเงื่อนไขว่า ทางเกษตรกรจะต้องโอนเงินค่าขนส่งไปให้ หรืออาจจะให้เกษตรกรไปพบเจอตามที่ต่างๆ เพื่อตกลงซื้อสินค้า โดยอ้างว่ารู้จักกับทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านเป็นอย่างดี

หรือบางเหตุการณ์กล่าวอ้างว่า เป็นเจ้าของห้องเย็นส่งปลาจำหน่ายออกต่างประเทศ จะติดต่อให้ทางเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ส่งปลามาให้เพื่อส่งตรวจ โดยเกษตรกรก็หลงเชื่อและส่งปลามาให้ จากนั้นมิจฉาชีพก็เงียบหายไป

เมื่อ ผู้เสียหายได้สอบถามมาทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่า รู้จักกับบุคคลนี้หรือไม่ เพราะมิจฉาชีพรายนี้อ้างกับผู้เสียหายว่า รู้จักกับทีมงานเป็นอย่างดี ทางทีมงาน จึงได้ทราบว่ามีเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น

จากกรณีทั้งหมดนี้ ขอแจ้งให้ทราบว่า ภายหลังจากการทำข่าวในพื้นที่ต่างๆ แล้ว กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน ไม่มีนโยบาย หรือมีแนวทางในการทำธุรกิจกับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการขอซื้อสินค้า ขายสินค้า ส่งสินค้าไปตรวจ หรือในทางใดๆ หรือให้บุคคลใดอ้างอิงชื่อทีมงานไปติดต่ออย่างเด็ดขาด หากมีกรณีที่ต้องติดต่อกันภายหลัง ทางทีมงานจะติดต่อไปเองโดยตรง

หากท่านใดพบเจอเหตุการณ์ดังกล่าวมานี้ อย่าหลงเชื่อ อีกทั้ง ขอให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองและตั้งสติ มิเช่นนั้น ท่านอาจจะเกิดความเสียหายและเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ท้ายที่สุดนี้ ทางทีมงาน ขอประนามการกระทำของมิจฉาชีพดังกล่าว และจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ลำไยนอกฤดูจันทบุรีเจอ 2 เด้ง ผลผลิตล้นราคาดิ่ง-ล้งเช็คเด้ง ทิ้งสัญญาเลือกเก็บเบอร์ 1, 2 ป้อนตลาดจีน อ้างตลาดตาย ลำไยไร้คุณภาพ ชาวสวนกว่า 300 ราย บุกทวงเงิน “หงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่” ลุ้น 3 สัปดาห์จ่ายเงินครบ

นายคมศักดิ์ หลิวทวีศรีประกาย นายกสมาคมชาวสวนลำไยจังหวัดจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ลำไยนอกฤดูผลิตเพื่อส่งออกลำไยผลสดป้อนตลาดจีนทั้งหมด ซึ่งจำหน่ายได้ราคาสูงมาตลอด แต่ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนลำไยนอกฤดูกำลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคาลำไยตกต่ำ และไม่มีตลาดระบาย เนื่องจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมากและออกมาประดังในช่วงปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม อีกทั้งเจอปัญหาคุณภาพลำไย เนื่องจากฝนตกทำให้ผิวลำไยไม่สวย ตกเกรด ราคาต่ำ บางสวนปล่อยทิ้ง หรือขายเป็นลำไยร่วงกิโลกรัมละ 6-7 บาท ล่าสุดยังประสบปัญหาล้งขอลดราคาและทิ้งสวน โดยอ้างว่าต้องการซื้อเฉพาะลำไยคุณภาพเบอร์ 1 และ 2 ตามความต้องการของตลาดจีนเท่านั้น สร้างความเสียหายให้เกษตรกรชาวสวนลำไยอย่างหนัก

นายชรัตน์ เนรัญชร ผู้ช่วยเลขาธิการหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เจ้าของสวนลำไย อ.สอยดาว จ.จันทบุรี กล่าวว่า ปีนี้ผลผลิตลำไยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 25% ทำให้ลำไยล้นตลาด และมีลำไยที่ไม่ได้คุณภาพออกสู่ตลาดจีนด้วย ทำให้พ่อค้าจะเลือกซื้อเฉพาะลำไยคุณภาพ ส่วนลำไยที่ถูกคัดออกเป็นเกรด 3 และ 4 ถูกกดราคาต่ำมาก จากกิโลกรัมละ 35-40 บาท เหลือ 20-25 บาท และอาจจะถูกตีเป็นลำไยร่วงตกเกรดเหลือกิโลกรัมละ 3-8 บาท

ด้านนายสุชาติ จันทร์เหลือง หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจันทบุรี กล่าวว่า ลำไยของ จ.จันทบุรีทำรายได้อันดับ 2 รองจากทุเรียน อยู่ที่ 11,000 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลประมาณการผลผลิตปี 2560 อยู่ที่ 328,458 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน 296,275 ตัน เพิ่มขึ้น 32,183 ตัน หรือร้อยละ 10 โดยผลผลิตจะออกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ จำนวน 221,000 ตัน หรือ 69% ซึ่งปกติช่วงพีกสุดที่ลำไยจะออกสู่ตลาดมากถึง 70% ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ประกอบกับปีนี้มีลำไยนอกฤดูภาคเหนือออกมาพร้อมกันด้วย

สำหรับราคาเหมาในสวนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 38-45 บาท ส่วนใหญ่ล้งจะเลือกซื้อเบอร์ 1 และ 2 ซึ่งเป็นลำไยเกรดคุณภาพมีปริมาณราว 10% ราคากิโลกรัมละ 40-50 บาท แต่ที่เป็นปัญหาตอนนี้คือ ลำไยเบอร์ 3 และ 4 มีขนาดเล็ก ไม่สวย พ่อค้าบางล้งจึงซื้อรวมกับลำไยร่วงเพียงกิโลกรัมละ 3-5 บาทเท่านั้น ปัจจุบันมีล้งรับซื้อลำไย 50 ล้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.จันทบุรี ว่า ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนลำไยเจอปัญหาการจ่ายเงินของล้ง หรือเช็คเด้ง โดยชาวสวนลำไยประมาณ 300 ราย ที่ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัท หงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด ที่อำเภอโป่งน้ำร้อน ได้รวมตัวกันไปเรียกร้องให้บริษัทจ่ายเงินตามสัญญา ซึ่งตัวแทนบริษัทชาวจีนได้ชี้แจงผ่านล่ามคนไทยว่า บริษัทยอมรับเรื่องเช็คเด้ง โดยมีสาเหตุ 2 ประการ คือ การค้าลำไยประสบภาวะขาดทุนมาก เพราะซื้อในราคาที่สูงกว่าบริษัทอื่น ๆ และเรือที่ขนส่งลำไยต้องลอยลำอยู่ในทะเลเพื่อรอราคาตลาด จึงทำให้เงินหมุนเวียนไม่ทัน รวมทั้งการจดทะเบียนชื่อบริษัทใหม่และนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังไม่เสร็จเรียบร้อย

นอกจากนั้นยังชี้แจงอีกว่า บริษัทเริ่มทยอยจ่ายเงินให้ชาวสวนคู่สัญญาที่ได้รับเช็คเด้งแล้ว คาดว่าภายใน 3 สัปดาห์จะจ่ายได้ครบแน่นอน ส่วนคู่สัญญาที่เก็บลำไยเสร็จในช่วงนี้และระยะถัดไปจากนี้จะได้รับเงินภายใน 2 เดือน

นายอรรธวุฒิ เวชปรีชา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ตัวแทนชาวสวนลำไยที่เข้าประชุม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า บริษัท หงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ จำกัด เป็นบริษัทใหญ่อันดับต้นของจังหวัดจันทบุรีที่เข้ามาซื้อลำไย 2-3 ปีมาแล้ว มีลูกค้าจำนวนมากทั้งรายเล็ก-รายใหญ่ในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อนและ อ.สอยดาว และซื้อโดยการจ่ายเช็คล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งไม่เคยมีปัญหาหยุดซื้อ หรือค้างเงินชำระ แต่ปีนี้บริษัทอ้างว่าตลาดจีนไม่ซื้อ ตลาดไม่เดิน และบริษัทอยู่ในระหว่างการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์

ตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อใจว่าจะได้เงินตามกำหนดครบถ้วนหรือไม่ และเกษตรกรจำนวนมากที่ทำสัญญาไว้กับบริษัทอื่นอีกหลายราย ที่ยังไม่ได้เก็บผลลำไยช่วงเดือน พ.ย. 60-มี.ค. 61

“ปัญหาเรื่องล้งผิดสัญญายังคงมีอยู่แบบเดิม ๆ ทั้งขอลดราคา ไม่มาเก็บตามสัญญา เลือกเก็บเฉพาะเบอร์สวย ทิ้งสวน หรือขอเงินมัดจำ แต่รุนแรงที่สุดในปีนี้คือเช็คเด้ง ฉะนั้นการทำสัญญาระหว่างล้งกับเกษตรกรควรมีเจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานภาครัฐร่วมอยู่ด้วย เพราะวงเงินสูงตั้งแต่ 3 แสนถึง 15 ล้านบาท” นายอรรธวุฒิกล่าว

ด้านนางกาญจนา พงศ์พฤกษทล รองประธานกรรมการ บริษัท อาร์.เค.ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกลำไยอบแห้งทั้งเปลือกรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปลูกลำไยนอกฤดูในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนขยายตัวมากขึ้นในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีตลาดจีนรับซื้อเพียงตลาดเดียว

“สถานการณ์ปีนี้ ลำไยนอกฤดูอยู่ในสภาวะตลาดตาย ผลผลิตออกมาปริมาณมาก ทำให้ไม่สามารถขายได้เร็ว ด้วยเพราะเป็นผลลำไยสด เมื่อส่งออกไปจีนจึงมีระยะเวลาในการขาย”

นางกาญจนากล่าวอีกว่า บริษัทเน้นทำลำไยอบแห้งทั้งเปลือกในฤดู 100% มีตลาดส่งออกคือจีน ส่วนการทำลำไยอบแห้งทั้งเปลือกนอกฤดูมีสัดส่วนเพียง 25% ซึ่งปีนี้มีออร์เดอร์ลำไยอบแห้งทั้งเปลือกนอกฤดูจากจีนเข้ามา โดยลำไยเกรด AA รับซื้อกิโลกรัมละ 17.50-18 บาท เกรด A รับซื้อ 12 บาท/กก. และเกรด B รับซื้อ 9 บาท/กก. โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมารับซื้อลำไยนอกฤดู 5 หมื่นกิโลกรัม ขณะที่สามารถรับซื้อได้ถึง 3 แสนกิโลกรัม

พาณิชย์จัด MOU ชาวนากับโรงสี-ผู้ส่งออก ดันสร้างมาตรฐาน “ข้าวสี” ทำตลาดต่างประเทศ ด้านกรมการค้าภายในเตรียมของบประมาณ 20 ล้านบาท ขอใบรับรองมาตรฐานในตลาดต่างประเทศ พร้อมแนะเกษตรกรเตรียมความพร้อมด้านเพาะปลูกรองรับตลาดในอนาคต

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการเชื่อมโยงตลาดข้าวสี ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ปลูกข้าวสี กับผู้ที่จะเข้ามารับซื้อ คือ โรงสี และผู้ส่งออก ผู้ประกอบการข้าวถุง เพื่อนำไปทำตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศต่อไป การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกในการทำตลาดข้าวสีไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ซื้อรู้จักและผู้ปลูกมีช่องทางการทำตลาดที่ชัดเจน โดยจากนี้ไปกระทรวงพาณิชย์จะส่งเสริมข้าวสีไทยให้ได้มาตรฐานทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อยกระดับการแข่งขันต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสริมตลาดข้าว จึงจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อผลักดันให้ข้าวไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะข้าวสีไทย ซึ่งมีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเพื่อผลักดันสู่ตลาดมากนัก ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมมาตรฐานข้าวสีไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

“เมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน ทำให้เกษตรกรสนใจปลูกข้าวสีมากขึ้น เนื่องจากขายได้ราคาดี แต่ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้คุณภาพ และเป็นที่ยอมรับตามความต้องการของตลาด ต่อไปกระทรวงพาณิชย์จะทำการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และทิศทางของตลาด ราคา โดยเกษตรกรต้องเตรียมความพร้อมด้านการเพาะปลูก และคุณภาพข้าว มาตรฐาน เพื่อรองรับตลาดในอนาคต ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ” นางอภิรดีกล่าว

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างการตั้งงบประมาณในการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสี ข้าวอินทรีย์ โดยเฉพาะการรับรองมาตรฐานข้าวในตลาดต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ ต้นทุนในการขอใบรับรองสูง ซึ่งตั้งงบประมาณเบื้องต้นไว้ที่ 20 ล้านบาท ระยะเวลาปี 2563-2565 และภายหลังการ MOU ต้องการให้เกษตรกรเตรียมความพร้อมด้านการเพาะปลูกให้ได้มาตรฐาน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน ทั้งเรื่องดิน น้ำ พันธุ์ข้าว ซึ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน หากต้องการให้ได้มาตรฐานเกษตรกรต้องเริ่มต้นในตอนนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบเพื่อขอรับรองคุณภาพ มาตรฐานจะได้สะดวกมากขึ้น

“ค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองมาตรฐานข้าวในต่างประเทศอยู่ที่ราคา 70,000-80,000 บาทต่อ 1 ใบรับรอง ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ใบรับรองมาตรฐานเพื่อการส่งออก กรมจึงได้ตั้งงบประมาณขึ้นมา โดยที่เกษตรกรไม่ต้องจ่าย เพื่อสร้างมาตรฐานข้าวให้ได้ตามการตรวจสอบเท่านั้น” นายบุณยฤทธิ์กล่าว และว่า

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อสามารถผลิตข้าวสี ข้าวอินทรีย์ magiuropa.com และได้การรับรองจากต่างประเทศ จะทำให้การส่งออกข้าวไทยขยายตัวได้ในอนาคต และระหว่างที่เกษตรกรเตรียมการเพาะปลูกกรมจะเชิญชวนผู้ปลูกที่มีข้าวสีอยู่แล้วมาร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และผู้จัดงานของเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้จัดงานอันดับหนึ่งของโลกในการจัดงานเกษตรอินทรีย์ และเพื่อให้ข้าวสี ข้าวอินทรีย์ของไทย เริ่มเป็นที่รู้จัก และทำการประชาสัมพันธ์ไปในตัว ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นการทำตลาดที่ดีให้กับเกษตรกรเองด้วย โดยงานจะมีขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคม 2561

เร่งสร้างมาตรฐาน ก่อนทำตลาด “ข้าวสี” เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงพาณิชย์ และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้จัดคณะใหญ่นำทัพผู้นำเข้าข้าวจากฮ่องกงที่เดินทางมาลงนามบันทึกความเข้าใจซื้อข้าวจากประเทศไทย ไปลงพื้นที่ชมวิถีชีวิตชาวนาไทย ตั้งแต่บายศรีสู่ขวัญก่อนลงนาเกี่ยวข้าว พร้อมลงนาชมกระบวนการสีข้าวจากโรงสี เรียกว่า “ครบวงจร”

หนึ่งในกิจกรรมเด็ด หนีไม่พ้นการรับประทานข้าวที่สมาคมผู้ส่งออกฯคัดสรรมาเสิร์ฟเป็นเมนูพิเศษ โดยนำ “ข้าวสี” 2 ชนิด มาหุงให้รับประทานบนโต๊ะอาหารจีน ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นถกกันอย่างกว้างขวางระหว่างกูรูโรงสีข้าวหอมมะลิอีสาน ผู้ส่งออกข้าวรุ่นใหญ่ และผู้ส่งออกข้าวรุ่นใหม่ว่า ข้าวที่หุงมานั้น คือ สายพันธุ์ใด ?

หากดูจากลักษณะทางกายภาพ ข้าวชนิดแรกสีน้ำตาลเมล็ดยาว น่าจะเป็น “ข้าวสังข์หยด” พัทลุง หรือไม่ก็ “ข้าวหอมแดง” และอีกชนิดเป็น “ข้าวสีม่วงดำ” น่าจะเป็น “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” หรือไม่ก็ “ข้าวหอมนิล”

หลังจากทั้งชิมและดมกันไปรอบ ยังตัดสินไม่ได้ จนต้องเรียกเจ้าภาพมาเฉลยว่า ข้าวสีน้ำตาลเป็น “ข้าวพันธุ์ทับทิมชุมแพ” ซึ่งเป็นลูกผสมเกิดจาก “สังข์หยด” บวกกับ “หอมมะลิ” ส่วนอีกชนิดที่มีสีม่วงแดง คือ “ข้าวหอมนิล” ที่มีหน้าตาคล้าย “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”สะท้อนว่า ขนาดกูรูยังดูไม่ออกเลยว่า ข้าวสีที่เห็นเป็นสายพันธุ์ไหน แล้วคนทั่วไปจะทราบได้อย่างไรก่อนตัดสินใจซื้อ !

กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการถกกันถึงเรื่องการกำหนด “มาตรฐานข้าวสีไทย” ซึ่งทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพเริ่มยกร่างมาตั้งแต่กลางปี 2560 ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทเป็นเซลส์แมน ขายทุกอย่างที่เป็น “ข้าวสี”

ฝ่ายโรงสีให้ความเห็นว่า การกำหนดมาตรฐานโดยใช้เฉดสีเป็นตัววัดไม่ได้ เพราะสีของเมล็ดข้าวสายพันธุ์เดียวกัน หากปลูกคนละปี คนละพื้นที่ คนละสภาพอากาศ ให้สีแตกต่างกัน ดังนั้นการตรวจสอบและวัดมาตรฐานทำได้ยาก และราคาขายในท้องตลาดแตกต่างกัน เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ บางที่ขายสูงถึง 100 บาท/กก. แต่ตลาดนัดบางที่ขาย 50-60 บาท/กก. แล้วประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวไหนของแท้ หรือก๊อบเกรดเอ

ด้านผู้ส่งออกมองว่า ปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกข้าวสีมีเพียง 0.01% เทียบกับยอดส่งออกข้าวทั้งประเทศ โดยปี 2559 มีการส่งออกข้าวกล้องแดงมากที่สุด 8,710 ตัน ข้าวเหนียวดำ 2,187 ตัน ข้าวกล้องดำ 1,324 ตัน ปี 2558 ข้าวสีทุกชนิดส่งออกรวม 10,130 ตัน

การทำตลาดยากตรงที่จะสื่อให้ผู้บริโภครับทราบ เพราะขนาดกูรูวงการข้าวยังแยกไม่ออก หากเป็นเช่นนี้ย่อมมีผลต่อการกำหนดราคาขาย…

และเมื่อการตลาดไม่ชัดเจน ไม่มีตลาดรองรับ ย่อมจะส่งผลย้อนกลับมาถึงภาคการผลิต ทำให้ชาวนาไม่นิยมปลูก

ในโต๊ะอาหารยังแสดงความเป็นห่วงถึง “ข้าว กข. 43” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯพัฒนาและส่งเสริมการปลูก โดยข้าวชนิดนี้มีจุดแข็ง คือ มี “ดัชนีน้ำตาลต่ำ” ถูกใจสายสุขภาพ เพราะทานแล้วไม่อ้วน ในอนาคตหากตลาดข้าวกลุ่มนี้ขยายตัว ทั้งที่ยังไม่มีการควบคุมมาตรฐานแน่นอน เกรงว่าอาจจะซ้ำรอย คล้ายกับมาตรฐานข้าวสี

จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องเร่งหารือ เพื่อให้ข้าวสีไทยผงาดในตลาดโลกได้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นต่อไป กรมเชื้อเพลิงรอความชัดเจนแผนพีดีพีและผลประมูล 2 แหล่งก๊าซในอ่าวไทยก่อนทบทวนแผนบริหารจัดการก๊าซ 20 ปีใหม่ รองรับกำลังการผลิตในประเทศลดต้องพึ่งพาแอลเอ็นจี เผยหลังปี 2579 ต้องนำเข้าแอลเอ็นจีถึง 90%

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างทบทวนแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ 20 ปี (แก๊สแพลน 2015) ที่จะต้องมีการปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงต่างๆ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการใช้ในอนาคต โดยจะต้องรอผลสรุปและความชัดเจนของการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2015) ก่อน จึงจะเดินหน้าปรับแก๊สแพลนต่อไป ขณะเดียวกันต้องรอความชัดเจนจากผลการประมูล 2 แหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย คือ เอราวัณและบงกช ว่าผู้ชนะการประมูลจะสามารถรักษากำลังผลิตก๊าซไว้ที่ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามเดิมได้หรือไม่

นายคริสเทล โกลสเทน เจ้าของธุรกิจดำน้ำ บีบีไดเวอร์ เปิดเผยว่า

ประเทศสนใจเดินทางมาดำน้ำบริเวณเรือช้างอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเข้าปีที่ 3 เริ่มมีสัตว์น้ำหลายชนิดว่ายเวียนบริเวณเรือช้างเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงเต่าทะเลและฉลามวาฬ ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ก็ปรากฎตัวให้นักดำน้ำเห็นกันต่อเนื่อง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้นักดำน้ำเป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณ อพท.และจังหวัดตราด ที่นำเรือช้างมาจมทำเป็นแหล่งดำน้ำแห่งใหม่ ถือว่าเป็นแหล่งดำน้ำที่มีความสำคัญของจังหวัดตราดอีกแห่งหนึ่ง และเป็นจุดดำน้ำเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กยท. ได้เข้าร่วมประชุมข้อตกลงระหว่างประเทศของสุดยอดผู้นำด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารานานาชาติ (Boao)ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Boao ประเทศจีน ที่ร่วมจัดโดย ผู้ประกอบการด้านยางพารา รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมยาง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยางพาราไชน่า ไห่หนาน กลุ่มสมาคมยางพาราประเทศจีน รวมถึง กยท. ทั้งนี้ ที่ประชุมได้บรรลุข้อตกลงในการแบ่งปันข้อมูล ความร่วมมือทางการค้า การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ และการสร้างเสถียรภาพราคายาง เพื่อเตรียมพร้อมเผชิญสถานการณ์ราคายางที่มีความผันผวนอยู่ในขณะนี้

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลที่ประชุมกล่าวถึงประเด็นค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น รวมทั้งราคายางที่ผันผวนในกลุ่มประเทศผู้ผลิต และผู้ใช้ยาง ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่ที่ประชุมมองว่า ยังเป็นการสร้างโอกาสและความท้าทายให้กับอุตสาหกรรมยางพารา ที่จำเป็นต้องหาผู้ประกอบการที่สามารถป้อนวัตถุดิบสู่โรงงานอุตสาหกรรมในลักษณะการร่วมทุน เพื่อดำเนินการธุรกิจ มีผลประกอบการร่วมกัน และขณะนี้ ทั่วโลกกำลังการเข้าสู่ในยุคเศรษฐกิจที่มีแหล่งข้อมูลสารสนเทศ

ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก จำเป็นที่ประเทศต่างๆ จะต้องสร้างกลไกในการแบ่งปันและเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศระหว่างกัน พร้อมกับขยายช่องทางการติดต่อสื่อสาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและร่วมมือกันหากจะต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตในด้านต่างๆ ทั้งนี้ มากกว่า 80-85% ของยางธรรมชาติทั่วโลก เป็นการผลิตและการนำไปใช้จากหลายประเทศที่อยู่ตามเส้นทางสายไหมของจีนที่มีทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ยาง ซึ่งควรจะเป็นผู้กำหนดราคาได้เอง ดังนั้น ควรมีการต่อต้านหรือยุติการเก็งกำไรและการคาดการณ์ที่ส่งผลต่อราคายาง และสนับสนุนให้มีการสร้างกลไกการกำหนดราคาอย่างเป็นธรรม

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังมีข้อตกลงร่วมกันในการลงทุนการวิจัยและพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางในทุกๆ ด้าน เช่น การเพิ่มทักษะการกรีดยางของคนกรีดยาง การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตดีที่สุด หรือเหมาะสมในแต่ละพื้นปลูกยาง เทคนิคการแปรรูป การนำวัตถุดิบไปใช้ในรูปแบบใหม่ๆ

“การประชุมดังกล่าว ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่า เวทีนี้ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปี ตั้งแต่ปี 2013 ถึงปัจจุบัน และเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงอุตสาหกรรมยางพารา พร้อมจะจัดขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป และต้องการให้ภาครัฐในพื้นที่ที่มีการปลูกยาง หรือ หน่วยงานของรัฐบาลกลางเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุม เพื่อหารือระหว่างผู้ประกอบการยางพารา สมาคมยางพารา และองค์กรรัฐบาลของประเทศผู้ปลูกยางพาราเป็นหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และการพัฒนาร่วมกันของผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนผู้ผลิต และผู้บริโภค”

สศก. ระบุ ดัชนีรายได้เกษตรกร รอบ 10 เดือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 7.98 คาดแนวโน้มทั้งปีดัชนีรายได้เกษตรกรจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 59 จากผลผลิตเกษตรที่เพิ่มขึ้น มั่นใจ นโยบายขับเคลื่อนเกษตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดันรายได้เกษตรกรขยายตัวต่อเนื่อง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้เกษตรกร สะท้อนจากดัชนีรายได้เกษตรกร ในรอบ 10 เดือน ปี 2560 (ม.ค.-ต.ค. 2560) อยู่ที่ระดับ 156.50 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-ต.ค. 2559) ร้อยละ 7.98 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.69 โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ยางพารา และผลไม้

ภาพรวมรายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนมาตรการภาคการเกษตรต่างๆ ตามนโยบาย ยกกระดาษ A4 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการกระตุ้นความเป็นอยู่ของเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก สะท้อนจากรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวต่อเนื่อง อาทิ โครงการส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่โดยใช้ รูปแบบประชารัฐ การจัดทำแผนบริหารการผลิตการตลาดข้าวครบวงจร เกษตรแบบแปลงใหญ่ และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามแผนที่ Agri-Map ซึ่งก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการเพาะปลูกในภาคเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของสินค้าเกษตรอีกด้วย

ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 เป็นผลจากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้น อาทิ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับประรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ นอกจากมาตรการต่างๆ ที่ได้กล่าวในเบื้องต้น แผนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพในปีนี้ได้ส่งผลให้การเพาะปลูกทำได้มากขึ้นและยังมีน้ำต้นทุนเหลือมากพอสำหรับการทำเกษตรในฤดูแล้งปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ภาคเกษตรในปีหน้ายังคงขยายต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะประธานอนุกรรมการกองทุน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆ นี้ มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการอิสระฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ…. จากนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งนี้ เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด คือ ต้องมีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี หลังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ประกาศใช้ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.กองทุนฯได้ภายในเดือนเมษายน 2561 ทั้งนี้ กองทุนนี้จะมีสถานะเป็นนิติบุคคล มีเป้าหมายอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ 1. จัดทำฐานข้อมูล สถานะความเหลื่อมล้ำในการเข้าสู่การศึกษาของไทย โดยข้อมูลเหล่านี้ ควรเปิดเผยสู่สาธารณะ มีความน่าเชื่อถือ สามารถวิเคราะห์ชี้เป้า วางยุทธศาสตร์ที่ดีในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ 2. เสริมพลังในแง่ทรัพยากร เช่น ให้การสนับสนุนเม็ดเงินให้องค์กรที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหา และ 3. กองทุนควรมีกลไกการประเมินผลที่ดี ให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจถึงผลการดำเนินงาน

นายประสาร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามต้องสร้างความเข้าใจว่ากองทุนนี้ไม่ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอย่างมหาศาล กองทุนนี้มีงบหมุนเวียนประมาณ 2-3 หมื่นล้านต่อปี ซึ่งถือว่าไม่น้อย คิดเป็นเงิน 5% ของงบที่ใช้ในการจัดการศึกษา ซึ่งมาจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หรือหน่วยงานที่มีงบด้านการศึกษา ดังนั้น จึงต้องทำงานให้เกิดผลใน 3 เรื่องหลักข้างต้น เพื่อให้แต่ละหน่วยงานเกิดความมั่นใจ โดยทำงานอย่างมีข้อมูลและมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่ทำงานแบบขี้เกียจ ได้เงินมาแล้วเฉลี่ยให้ทุกคน อาจทำให้การดำเนินการได้ผลน้อย ที่สำคัญอยากให้ 5% นี้ ผลักดันเป็นตัวอย่างให้การใช้งบด้านการศึกษาที่เหลืออีก 95% ประสบความสำเร็จ เช่น หากมีโครงการที่ดีเกิดขึ้น ก็ดำเนินการให้เป็นแบบอย่าง

“นายกฯย้ำให้การทำงานของกองทุนไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น โดยอนุกรรมการยกร่างหลักเกณฑ์หรือระเบียบกองทุน 2 ชุด กำหนดเป้าหมายว่ากองทุนช่วยใคร กำหนดคุณสมบัติ เช่น ช่วงอายุ รายได้ครอบครัว หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา เพราะบางครั้งการดูรายได้อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ รวมถึงดูว่าจะช่วยอย่างไร ทำงานประสานร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ มีการดำเนินงานที่ชัดเจน ทั้งนี้ กองทุนอาจเป็นหน่วยงานประสาน ชี้เป้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงาน โดยไม่จำเป็นต้องทำเองทุกเรื่อง” นายประสาร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.กองทุนฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา เสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู อาจารย์ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติให้มีความรู้ ความสามารถ และมีคุณธรรม รวมทั้งมีศักยภาพที่จะดำรงชีวิตโดยพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง กำหนดให้กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ได้แก่ เงินที่รัฐจัดสรรให้เป็นทุนประเดิม 1,000 ล้านบาท เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี

ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของเงินงบประมาณแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา และเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ทั้งนี้ ตามอัตราที่ ครม.กำหนด เป็นต้น โดยเงินและทรัพย์สินของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ผู้เสียภาษีเงินได้มีสิทธิแสดงเจตนาให้รัฐนำเงินที่ตนได้เสียภาษีไว้ไปอุดหนุนกองทุนได้ปีละไม่เกิน 5,000 บาท และผู้บริจาคเงินให้แก่กองทุนมีสิทธินำเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาคตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากรได้เป็นจำนวน 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับบุคคลธรรมดา และไม่เกิน ร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิสำหรับนิติบุคคล

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง ครม.แต่งตั้งจำนวน 1 คน เป็นประธานกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง ครม.แต่งตั้ง จำนวน 6 คน เป็นกรรมการ และกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัด ศธ., ปลัด พม., ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี

ที่ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ที่ 1 ตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง นางสาวมณฑา ทองขาว นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปากแจ่ม นายประดิษฐ์ สงเพ็ชร กำนันตำบลปากแจ่ม ผู้นำชุมชน พร้อมตัวแทนภาครัฐ และตัวแทนชาวบ้านตำบลปากแจ่มกว่า 200 คน ร่วมหารือกรณีมีกระแสข่าวว่า มีนักธุรกิจเอกชนรายหนึ่งจะขอสัมปทานเทือกเขาถ้ำแรด และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นแนวเขาต้นน้ำในพื้นที่ ตำบลปากแจ่ม เพื่อต้องการทำเป็นโรงโม่หิน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ทั้งส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปในหลายแง่มุมและหลายประเด็น จนเกรงว่าอาจนำมาซึ่งมูลเหตุแห่งความขัดแย้งทางความคิด จึงจัดให้มีการประชุมครั้งนี้ขึ้น เพื่อสอบถามความคิดเห็นและทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ต่อกระแสข่าวดังกล่าว ประกอบกับก่อนหน้านี้ นายนรินทร์ เก่งธนทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ หจก.โรงโม่ตรังภูทอง ลงพื้นที่ตำบลปากแจ่มเพื่อนำเงินไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านบางส่วนที่ไปร่วมฟังการชี้แจงถึงความเป็นไปได้ในการขอสัมปทานโรงโม่หิน โดยอ้างว่าเพื่อชดเชยรายได้ให้ชาวบ้านที่ยอมหยุดกรีดยางในวันนั้น เพื่อไปร่วมรับฟังรายละเอียด และหลังจากนั้นยังได้นำชาวบ้านประมาณ 50 คน ไปศึกษาดูงานของโรงโม่หินภูเขาทอง ตำบลเขาเพดาน อำเภอสิเกา จนสร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยและอ้างว่าถูกข่มขู่จากฝ่ายที่เห็นด้วย เพื่อให้ยอมรับการขอสัมปทานระเบิดภูเขาโรงโม่หิน

ทั้งนี้ หลังจากมีการเปิดให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง โดยชาวบ้านส่วนใหญ่มีท่าทีไม่ต้องการโรงโม่หิน และติดป้ายคัดค้านอย่างชัดเจน เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งเขาปากแจ่มเป็นแนวเขาต้นน้ำ การจะให้มีการสัมปทานโรงโม่หินเกรงว่าจะทำให้เกิดมลพิษ ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ความเป็นชุมชนที่มีรากเหง้าความสงบร่มเย็นเปลี่ยนไป ทุกฝ่ายจึงมีมติร่วมกันว่า พื้นที่ตำบลปากแจ่มไม่ต้องการให้โรงโม่หินเกิดขึ้นในพื้นที่

นางสาวมณฑา กล่าวว่า ยืนยันว่าตนจะไม่หากินกับความเดือดร้อนของชาวบ้าน และจะไม่ยอมรับเงินเพื่อแลกกับทรัพยากรที่บรรพบุรุษได้เก็บรักษาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้อยู่อาศัยอย่างสงบสุข สำหรับตนแล้วเงินหาได้จากความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา แต่ไม่ยอมหาจากความทุกข์ยากของชาวบ้านอย่างแน่นอน และจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำลายธรรมชาติที่สวยงามของบ้านเกิด

นางชิน ใจเย็น อดีตรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ขุนควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ปัจจุบันเริ่มมีพ่อค้านำลูกหมูมาเร่ขายตามหมู่บ้านมากขึ้น ทำให้ประชาชนหันกลับมาใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอีกครั้ง คือการเลี้ยงหมูในครัวเรือนสำหรับไว้ขาย หรือไว้ทำเป็นอาหาร ซึ่งการเลี้ยงแบบพื้นบ้านทั่วไปตามท้องถิ่นจะเลี้ยงด้วยรูปแบบง่ายๆ พืชหรือผลไม้สามารถนำมาทำเป็นอาหารหมูได้ ช่วยให้ประหยัดต้นทุนค่าอาหาร ที่สำคัญหมูที่เลี้ยงจะมีไขมันน้อยกว่าหมูฟาร์ม

อดีตรองประธานสภากล่าวต่อว่า การเลี้ยงหมูแบบพื้นบ้านช่วยสร้างรายได้แก่ผู้เลี้ยง เพราะหากหมูโตเต็มที่สามารถส่งขายมีรายได้เสริมเข้าครอบครัว เมื่อถึงเวลาที่หมูราคาถูกก็นำมาชำแหละแบ่งกองขายในรูปแบบของท้องถิ่นนั้นๆ ทำให้เพื่อนบ้านได้กินเนื้อหมูในราคาไม่แพง และคนเลี้ยงหมูก็อยู่ได้ ไม่ต้องแบกรับภาระขาดทุน ที่สำคัญการเลี้ยงสัตว์ ปลูกผักสวนครัว คือวิถีชีวิตความพอเพียงที่แท้จริง

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย นายเจน นำชัยศิริ ประธาน ส.อ.ท. และคณะเข้าพบว่า พาณิชย์ได้ดำเนินการจัดกิจกรรม และพัฒนาผู้ประกอบการรวมทั้งประเด็นการเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA และการเจรจาในรูปแบบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงมีแผนอย่างเข้มข้นในปี 2561 เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า และการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย

โดยส.อ.ท. เสนอความเห็นว่า ควรเปิดโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการในวงกว้างยิ่งขึ้น และเพิ่มช่องทางการเผยแพร่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากกรอบความตกลงต่างๆ พร้อมทั้งขอให้พิจารณาทบทวน พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าวอีกด้วย
นางนันทวัลย์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงมีแผนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในชุมชน และท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถพัฒนาศักยภาพในการประกอบธุรกิจที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดอยู่แล้ว โดยสมาชิก ส.อ.ท. สามารถที่จะเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับระบบงานต่างๆ อาทิ การจัดเก็บข้อมูลสินค้าบนระบบ e Catalogue Service การใช้มาตรฐานสินค้าสากล

เวียดนามถกคมนาคมขยายความร่วมมือด้านขนส่งทั้งทางบก ราง น้ำ อากาศ เสนอเปิดเดินรถโดยสารกรุงเทพฯ-ฮานอย เชื่อมเส้นทางรถไฟ เพิ่มจุดบินไปหัวเมืองใหญ่เชียงใหม่-ภูเก็ต หนุนขนส่งสินค้า ผู้โดยสาร และส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้าน บขส.เดินหน้าศึกษาการเดินรถ

นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมของเวียดนามได้เข้าหารือถึงการขยายความร่วมมือด้านคมนาคมขนส่งระหว่าง 2 ประเทศทั้งทางบก น้ำ ราง และอากาศ โดยฝ่ายเวียดนามเสนอให้เปิดเส้นทางเดินรถโดยสารระหว่าง กรุงเทพฯ-ฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม จากปัจจุบันที่บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ศึกษาการเปิดเส้นทางเดินรถแค่ จังหวัดนครพนม-ท่าแขก

ประเทศลาว-จังหวัดฮาตินห์ ในตอนกลางประเทศเวียดนาม ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร (กม.) แต่เส้นทางนี้ก็ยังติดปัญหาเรื่องกฎหมายข้ามแดน เช่น ประเด็นความปลอดภัย โดยเบื้องต้นทาง บขส.และผู้เกี่ยวข้องจะหารือเรื่องเส้นทางเดินรถระหว่าง จังหวัดนครพนม-จังหวัดฮาตินห์ อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2561

นายพิชิต กล่าวว่า ทั้งนี้ถนนระหว่าง จังหวัดนครพนม-จังหวัดฮาตินห์ ในช่วงพรมแดนลาวและเวียดนาม เป็นเส้นทางขึ้นเขาระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร มีสภาพชำรุด ตอนนี้ฝ่ายไทยและลาวกำลังหารือเพื่อปรับปรุงเส้นทางให้ดีขึ้น ซึ่งฝ่ายเวียดนามก็เห็นด้วย โดยฝ่ายไทยและเวียดนามยังหารือเรื่องการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟจาก จังหวัดนครพนม-ท่าแขก

ประเทศลาว-เมืองวุงอัง ในตอนกลางของเวียดนาม ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า ผู้โดยสาร และส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยประเทศไทยจะก่อสร้างรถไฟทางคู่ไปถึง จังหวัดนครพนม ในปี 2566 และประเทศเกาหลีใต้จะสนับสนุนการเชื่อมต่อเส้นทางให้ไปถึงประเทศเวียดนาม

นายพิชิตกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ขยายเส้นทางบินระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะที่ไปหัวเมืองใหญ่อื่นๆ นอกจากกรุงเทพฯ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต เนื่องจากขณะนี้สายการบินสัญชาติเวียดนาม 3 ราย มีจุดบินในไทย และสายการบินสัญชาติไทย 7 ราย บินเข้าเวียดนาม

ขณะเดียวกันทางฝ่ายเวียดนามยังเสนอให้เชื่อมต่อเส้นเดินเรือระหว่าง 3 ประเทศ คือ ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเส้นทางขนส่งสินค้าจะอยู่ระหว่าง คลองใหญ่-เกาะกง-สีหนุวิลล์-กำปอด-ฮาเตียน และเส้นทางท่องเที่ยวระหว่าง คลองใหญ่-สีหนุวิลล์-เกาะฟูก๊วก

“ประเทศไทยและเวียดนามมีศักยภาพสูงมาก แต่เป็นประเทศเล็ก จึงต้องร่วมมือกันเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ซึ่งเวียดนามเองก็เห็นด้วย และหวังว่าจะร่วมมือเพิ่มเติมจากด้านโลจิสติกส์เป็นด้านการค้าและการลงทุนต่อไป” นายพิชิต กล่าว

นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวว่า บขส.ได้หารือเรื่องการเปิดเส้นทางเดินรถ นครพนม-ท่าแขก-ฮาตินห์ ร่วมกับฝ่ายลาวและเวียดนามเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ซึ่งถือเป็นเส้นทางเดินรถผ่าน 3 ประเทศครั้งแรกของ บขส. โดยเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญในแง่ การใช้ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออกให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือ สามารถเดินทางทะลุไปถึงทะเลฝั่งเวียดนามได้ นอกจากนี้ บขส.ได้สำรวจเส้นทาง จังหวัดนครพนม-ท่าแล้ง ประเทศลาว-เมืองวินห์ จังหวัดเหงะอาน ประเทศเวียดนามเพิ่มเติมด้วย

การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งอยู่ระหว่างรอประกาศเป็นทางการเกิดขึ้นในช่วงที่มีข่าวดีเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัว 4.3% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส และคาดการณ์ ว่าทิศทางเศรษฐกิจจากนี้ไปถึงปีหน้าจะขยายตัวต่อเนื่อง มีแนวโน้มที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2561 จะเติบโต 4-5%

สวนทางกับเศรษฐกิจท้องถิ่นรากหญ้าที่ยังซบเซาหนัก จากปัญหาพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ เพราะตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาแม้รัฐจะออกหลากหลายมาตรการช่วยเหลือเยียวยา แต่ยังแก้ไม่ตก ส่งผลให้เกษตรกรทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ เผชิญสารพัดปัญหา ทั้งเรื่องปากท้องค่าครองชีพ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ภัยธรรมชาติ ฯลฯ
ชี้ให้เห็นว่า GDP ในภาพรวมของประเทศที่เติบโต somosche.com สร้างความปีติยินดีให้กับรัฐบาลที่สามารถพลิกสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวให้กลับมาฟื้น ไม่ได้สะท้อนปัญหาของคนในระดับกลางและล่าง โดยเฉพาะเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง

เพราะขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ คนระดับบนประสานเสียงรับการขยายตัวของ GDP ที่สร้างสถิติใหม่ ภาคการส่งออกขยายตัวได้ตามเป้า การท่องเที่ยวสร้างรายได้เพิ่มได้เหนือความคาดหมาย แต่ภาคการเกษตร กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอียังตกที่นั่งลำบาก

เท่ากับเศรษฐกิจเวลานี้ยังโตแบบกระจุก คนบางกลุ่มเท่านั้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในภาคการเกษตรกับธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งมีกว่า 80% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ 65 ล้านคนยังมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย เพราะอานิสงส์แผ่ไปไม่ถึง

อย่างชาวสวนยางพาราที่ยังต้องทนอยู่ท่ามกลางความยากลำบาก เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาประสบปัญหาราคาตกต่ำต่อเนื่อง แม้รัฐจะออกมาตรการช่วยเหลือแต่ไม่ได้ผล สถานการณ์ราคายางมีแต่ดิ่งลง ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ไม่สามารถบริหารจัดการภารกิจภายใต้ความรับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยิ่งช่วงปรับเปลี่ยน ครม.ยิ่งทำให้เกิดสุญญากาศ จนน่าห่วงว่าการแก้ไขปัญหาราคายางซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วจะถูกปล่อยเกียร์ว่าง เพราะต้องรอนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ เฉกเช่นเดียวกับพืชผลการเกษตรอีกหลายชนิดที่กำลังมีปัญหารอให้รัฐบาลมาแก้ไข

หากเป็นอย่างนั้นภาคการเกษตรฐานรากของประเทศจะยิ่งจมดิ่ง ความเหลื่อมล้ำในสังคมยิ่งมีเพิ่มขึ้น ทำให้เป้าหมายหลักในการนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางห่างไกลออกไปอีก

พาณิชย์จัด MOU ชาวนากับโรงสี-ผู้ส่งออก ดันสร้างมาตรฐาน “ข้าวสี” ทำตลาดต่างประเทศ ด้านกรมการค้าภายในเตรียมของบประมาณ 20 ล้านบาท ขอใบรับรองมาตรฐานในตลาดต่างประเทศ พร้อมแนะเกษตรกรเตรียมความพร้อมด้านเพาะปลูกรองรับตลาดในอนาคต

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการเชื่อมโยงตลาดข้าวสี ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ปลูกข้าวสี กับผู้ที่จะเข้ามารับซื้อ คือ โรงสี และผู้ส่งออก ผู้ประกอบการข้าวถุง เพื่อนำไปทำตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศต่อไป การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกในการทำตลาดข้าวสีไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ซื้อรู้จักและผู้ปลูกมีช่องทางการทำตลาดที่ชัดเจน โดยจากนี้ไปกระทรวงพาณิชย์จะส่งเสริมข้าวสีไทยให้ได้มาตรฐานทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อยกระดับการแข่งขันต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสริมตลาดข้าว จึงจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อผลักดันให้ข้าวไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะข้าวสีไทย ซึ่งมีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเพื่อผลักดันสู่ตลาดมากนัก ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมมาตรฐานข้าวสีไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
“เมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน ทำให้เกษตรกรสนใจปลูกข้าวสีมากขึ้น เนื่องจากขายได้ราคาดี แต่ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้คุณภาพ และเป็นที่ยอมรับตามความต้องการของตลาด ต่อไปกระทรวงพาณิชย์จะทำการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และทิศทางของตลาด ราคา โดยเกษตรกรต้องเตรียมความพร้อมด้านการเพาะปลูก และคุณภาพข้าว มาตรฐาน เพื่อรองรับตลาดในอนาคต ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ” นางอภิรดีกล่าว

“ปรัชญา สมะลาภา” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ

พื้นที่ภาคตะวันออก กล่าวว่า มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยเฉพาะตะวันออกที่รัฐบาลมุ่งมั่นอีอีซี แต่นักลงทุนยังต้องการความมั่นใจ คือ พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก อย่างไรก็ตาม อยากเห็นการกระจายรายได้ในพื้นที่ให้สูงขึ้นกว่าเดิม ไม่อยากให้ผลประกอบการกระจุกตัวบริษัทใหญ่ ต่างชาติเท่านั้น อยากเห็นความเป็นธรรมการแข่งขันทางการค้า พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าฯ ต้องเปิดให้ผู้ประกอบการทำอาชีพในพื้นที่

“ปัจจุบันดูตัวเลขแมโครประเทศจะเห็นการเติบโตดีขึ้น แต่ประชาชนคิดว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี เพราะข้อเท็จจริงเงินในกระเป๋าประชาชนมีก้อนเดียว เมื่อคนหนึ่งมีมาก อีกกลุ่มก็ไม่มี ดังนั้นต้องอำนวยให้ผู้ประกอบการรายเล็กทำได้ นโยบายของรัฐบาลที่ออกสู่ภูมิภาคบางโครงการต้องซอยให้เล็กลง และต่อเนื่อง เพื่อกระจายรายได้เศรษฐกิจในภาคตะวันออกที่ตอนนี้ฟื้นตัวแน่ๆ แต่จะต้องฉุดเศรษฐกิจทั้งประเทศให้ดำเนินไปได้ด้วย”

“วัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า ภาคใต้นั้นผูกกับภาคเกษตร หากราคาตกต่ำ ทำอย่างไรภาคใต้ก็จีดีพีไม่ขึ้น ความรู้สึกของคนใต้จึงสวนทางกับตัวเลขการเติบโตของประเทศ เพราะเงินกว่าจะหมุนเข้ามาในระบบก็ใช้เวลา 2-3 เดือน แต่จากนี้ไปมองว่าภาคใต้ไม่ได้ผูกติดแค่กับภาคเกษตร แต่ยังผูกติดกับทั้งประเทศ ภูมิภาค และเศรษฐกิจโลกด้วย

“ภาคใต้มีศักยภาพที่สูงมาก สามารถเป็นแรงส่งต่อยอดจากอีอีซีโดยใช้อ่าวไทย และอันดามันในการส่งออก ภาครัฐต้องปูพรมระบบราง เครื่องบิน เพื่อต่อยอดผลผลิตจากอีอีซีไปสู่อาเซียนบวก 6 BIMSTEC ภาคใต้จะเป็นเกตเวย์สำคัญที่จะเพิ่มตัวเลขจีดีพีของไทย”

เร่ง Winning Projects

ที่ขาดไม่ได้ โครงการสำคัญ (Winning Projects) หอการค้าผลักดันผ่านแนวคิด “ไทยเท่” ด้วยการนำอัตลักษณ์ หรือ “วัฒนธรรมท้องถิ่นของไทย” ผนวก “นวัตกรรม” และ “ความคิดสร้างสรรค์” สร้างเป็นสินค้าและบริการที่แตกต่าง มีมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในพื้นที่แต่ละจังหวัด เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นมีนโยบาย Cool Japan Strategy ผลักดันสู่ยุทธศาสตร์ชาติ และเกาหลี นโยบาย The Korean Wave เป็นยุทธศาสตร์ชาติเช่นเดียวกัน

โดยภาคตะวันออก อาทิ โครงการนครอัญมณี โครงการเมืองสมุนไพรโลก โครงการมหานครผลไม้ โครงการสร้างเครือข่ายตลาดกลาง โครงการบริหารจัดการผลไม้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ภาคเหนือผลักดันผ่านกีฬา หรือสปอร์ตทัวริซึ่ม 3 ประเภทหลัก คือ มาราธอน เทรลรันนิ่ง และแกรนด์ไซคลิ่งทัวร์นาเมนต์ ภาคใต้ 2 โครงการ คือ แอปพลิเคชั่น Town Portal แค่คลิกก็มีข้อมูลครบครัน เร็วๆ นี้จะเปิดใช้งานได้ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ และแพะแปลงใหญ่ ขณะที่ภาคกลาง 7 โครงการ อาทิ โครงการลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี ที่ล้อมาจากโครงการลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และภาคอีสาน คือ โครงการเที่ยวริมโขง และอารยธรรมขอมภาคอีสาน

เป็นความมุ่งมั่นของเอกชน ที่ภาครัฐที่ไม่เพียงต้องรับไม้ต่อผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ยังต้องหาทางแก้ไขปัญหาให้ไว เพื่อเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกขณะ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกระแสข่าวราคาข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเปลือกหอมจังหวัดราคาตกต่ำ ว่า ไม่เป็นความจริง โดยสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอย่างใกล้ชิด ได้รับรายงานว่าขณะนี้ราคาซื้อขายข้าวเปลือกหอมมะลิที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ยังคงมีราคาสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่เกษตรกรจำหน่ายได้ในขณะนี้อยู่ที่ประมาณตันละ 11,100-13,600 บาท สูงกว่าราคาในช่วงเดียวกันปีก่อนที่เกษตรกรจำหน่ายได้ตันละ 9,100-11,500 บาท

ในขณะที่ข้าวเปลือกหอมมะลิที่เกษตรกรปลูกนอกพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ 3 จังหวัด (เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา) หรือที่เรียกกันว่า ข้าวหอมจังหวัด จะมีราคารับซื้ออยู่ที่ประมาณ 10,500-13,500 บาท ตามคุณภาพและความต้องการของตลาด ดังนั้น ขอให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ข้าวเปลือกมีคุณภาพและจำหน่ายได้ราคาดี

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินโครงการให้สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60 เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนในช่วงเวลาที่เก็บข้าวเอาไว้ในยุ้งฉางเพื่อรอขายให้ได้ราคาดี โดยครอบคลุมข้าวเปลือกทุกประเภท เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเปลือกเหนียว ให้ในอัตราตันละ 10,800 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ให้ในอัตราตันละ 7,200 บาท ฯลฯ ในทุกจังหวัด

นอกจากนี้แล้วเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ยังได้รับค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉางอีกตันละ 1,500 บาท รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ยังได้กำกับดูแลผู้ซื้อให้มีการแสดงราคารับซื้อข้าวเปลือกและสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดตรวจสอบเครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้น ให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาดมากในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรพบเห็นหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขายข้าวเปลือก สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ประเมินสถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าวเปลือกหอมมะลิ ฤดูกาลผลิต 2560/61 ซึ่งกำลังออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2560 ประมาณ 90% ของผลผลิตข้าวทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 21.82 ล้านตัน โดยคาดว่าจะมีผลผลิตข้าวหอมมะลิ 7.16 ล้านตันข้าวเปลือก จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 8.07 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลง 0.91 ล้านตันข้าวเปลือก เนื่องจากผลกระทบจากสภาพอากาศ ในขณะที่ความต้องการการบริโภคข้าวหอมมะลิในประเทศยังคงมีอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปัจจัยในด้านของราคาส่งออกข้าวหอมมะลิในปัจจุบันที่อยู่ในระดับราคาที่ถือว่าสามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้ตลาดปลายทางในต่างประเทศยังคงมีความต้องการข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่อง

พาณิชย์จัด MOU ชาวนากับโรงสี-ผู้ส่งออก ดันสร้างมาตรฐาน “ข้าวสี” ทำตลาดต่างประเทศ ด้านกรมการค้าภายในเตรียมของบประมาณ 20 ล้านบาท ขอใบรับรองมาตรฐานในตลาดต่างประเทศ พร้อมแนะเกษตรกรเตรียมความพร้อมด้านเพาะปลูกรองรับตลาดในอนาคต

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการเชื่อมโยงตลาดข้าวสี ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเร็วๆ นี้ว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ปลูกข้าวสี กับผู้ที่จะเข้ามารับซื้อ คือ โรงสี และผู้ส่งออก ผู้ประกอบการข้าวถุง เพื่อนำไปทำตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศต่อไป การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกในการทำตลาดข้าวสีไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ซื้อรู้จักและผู้ปลูกมีช่องทางการทำตลาดที่ชัดเจน โดยจากนี้ไปกระทรวงพาณิชย์จะส่งเสริมข้าวสีไทยให้ได้มาตรฐานทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อยกระดับการแข่งขันต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสริมตลาดข้าว จึงจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อผลักดันให้ข้าวไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะข้าวสีไทย ซึ่งมีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเพื่อผลักดันสู่ตลาดมากนัก ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมมาตรฐานข้าวสีไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

“เมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน ทำให้เกษตรกรสนใจปลูกข้าวสีมากขึ้น เนื่องจากขายได้ราคาดี แต่ต้องสร้างมาตรฐานให้ได้คุณภาพ และเป็นที่ยอมรับตามความต้องการของตลาด ต่อไปกระทรวงพาณิชย์จะทำการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และทิศทางของตลาด ราคา โดยเกษตรกรต้องเตรียมความพร้อมด้านการเพาะปลูก และคุณภาพข้าว มาตรฐาน เพื่อรองรับตลาดในอนาคต ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ” นางอภิรดีกล่าว

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างการตั้งงบประมาณในการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสี ข้าวอินทรีย์ โดยเฉพาะการรับรองมาตรฐานข้าวในตลาดต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ ต้นทุนในการขอใบรับรองสูง ซึ่งตั้งงบประมาณเบื้องต้นไว้ที่ 20 ล้านบาท ระยะเวลาปี 2563-2565 และภายหลังการ MOU ต้องการให้เกษตรกรเตรียมความพร้อมด้านการเพาะปลูกให้ได้มาตรฐาน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน ทั้งเรื่องดิน น้ำ พันธุ์ข้าว ซึ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน หากต้องการให้ได้มาตรฐานเกษตรกรต้องเริ่มต้นในตอนนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบเพื่อขอรับรองคุณภาพ มาตรฐานจะได้สะดวกมากขึ้น

“ค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองมาตรฐานข้าวในต่างประเทศอยู่ที่ราคา 70,000-80,000 บาทต่อ 1 ใบรับรอง ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ใบรับรองมาตรฐานเพื่อการส่งออก กรมจึงได้ตั้งงบประมาณขึ้นมา โดยที่เกษตรกรไม่ต้องจ่าย เพื่อสร้างมาตรฐานข้าวให้ได้ตามการตรวจสอบเท่านั้น” นายบุณยฤทธิ์กล่าว และว่า

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อสามารถผลิตข้าวสี ข้าวอินทรีย์ และได้การรับรองจากต่างประเทศ จะทำให้การส่งออกข้าวไทยขยายตัวได้ในอนาคต และระหว่างที่เกษตรกรเตรียมการเพาะปลูกกรมจะเชิญชวนผู้ปลูกที่มีข้าวสีอยู่แล้วมาร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และผู้จัดงานของเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้จัดงานอันดับหนึ่งของโลกในการจัดงานเกษตรอินทรีย์ และเพื่อให้ข้าวสี ข้าวอินทรีย์ของไทย เริ่มเป็นที่รู้จัก และทำการประชาสัมพันธ์ไปในตัว ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นการทำตลาดที่ดีให้กับเกษตรกรเองด้วย โดยงานจะมีขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคม 2561

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 23 – วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560 ดร. วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยในการเป็นประธานการแถลงข่าวผลงานวิจัย “เรืออัตโนมัติกำจัดลูกน้ำยุง” พร้อมนักวิจัย ประกอบด้วย รศ.ดร.ร.อ. กนต์ธร ชำนิประศาสน์ คณบดีสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ รศ.ดร. ชาญชัย ทองโสภา หัวหน้าสถานวิจัย สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และ ดร. ชโลธร ธรรมแท้ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และคณะ ว่า มทส.เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่แรกก่อตั้ง เน้นการจัดการเรียนการสอนควบคู่ไปกับการสร้างผลงานวิจัย นวัตกรรมที่สามารถปรับแปลง พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้บริการวิชาการแก่ชุมชนและสังคมมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงธำรงความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่มุ่งผลิตผลงานวิจัยที่สร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

อธิการบดี มทส.กล่าวว่า การเปิดตัวผลงานวิจัยเรืออัตโนมัติกำจัดลูกน้ำยุงในวันนี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการแก้ไขปัญหาให้กับสังคม ด้วยการวิจัยคลื่นอัลตราโซนิกในย่านความถี่ที่เหมาะสมกับการกำจัดลูกน้ำยุงได้สำเร็จ โดยไม่ส่งผลกระทบกับสัตว์น้ำชนิดอื่น ไม่ทำลายหรือสร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ได้พัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 กระทั่งประสบความสำเร็จ และมหาวิทยาลัยได้น้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อทรงใช้ตามพระราชอัธยาศัยภายในวังสระปทุม ถือเป็นอีกผลงานวิจัยและนวัตกรรมหนึ่งที่นำความภาคภูมิใจมาสู่มหาวิทยาลัย

ด้าน รศ.ดร.ร.อ. กนต์ธร คณบดีสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า งานวิจัยดังกล่าวเป็นการพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจากเครื่องกำจัดลูกน้ำยุงคลื่นอัลตราโซนิกระบบ 1 หัวจ่าย ที่ประสบความสำเร็จจากงานวิจัยในปี 2553 โดยมหาวิทยาลัยได้พัฒนาและนำมอบให้หน่วยงานต่างๆ ไปใช้งานกว่า 200 เครื่อง ซึ่งจากการนำไปใช้จริงพบว่า ยังมีพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการนำเครื่องมือแบบเดิมไปใช้งาน อาทิ แหล่งน้ำขังขนาดใหญ่และท่อระบายน้ำ จึงได้พัฒนางานวิจัยโดยสร้างเรืออัตโนมัติกำจัดลูกน้ำยุง แยกการทำงานออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การออกแบบวงจรคลื่นอัลตราโซนิกระบบ 4 หัวจ่าย และการออกแบบเรือให้มีสมรรถนะครอบคลุมและเหมาะสมในการใช้งาน โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มทส. ใช้ระยะเวลาในการออกแบบและสร้างชิ้นงาน 6 เดือน

‘บิ๊กตู่’ นั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดนโยบายอีอีซี เร่งรัดแผนปฏิบัติการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ส่งเสริมเขตส่งเสริมอุตสาหกรรม-นวัตกรรมดิจิทัล แผนบุคลากร-ศึกษา กระตุ้นเปิดหวูดลงทุน 2 โครงสร้างพื้นฐานต้นปี’61 หลัง พ.ร.บ.อีอีซี บังคับใช้ต้นปี

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (บอร์ดนโยบายอีอีซี) ครั้งที่ 3/2560 โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 22 พฤศจิกายน โดยเสนอประเด็นต่อที่ประชุมพิจารณา ดังนี้ แผนภาพรวมและแผนพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัย เทคโนโลยีและแผนพัฒนาพื้นที่อีอีซี การประกาศเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี การบริหารและการดำเนินงานภายในสำนักงานคณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกรศ.)

ได้แก่ การปรับโครงสร้างภายในเพื่อรองรับ พ.ร.บ.อีอีซี การขอตั้งสำนักงานแห่งใหม่เพื่อรองรับนักลงทุน การขอแต่งตั้งรักษาการรองเลขาธิการและผู้เชี่ยวชาญพิเศษ การของบประมาณในการดำเนินงานของสำนักงานเพิ่มเติมในงบประมาณรายจ่ายงบกลางปี 2561 และการพิจารณาเรื่องเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล ขณะเดียวกันจะมีการแจ้งที่ประชุมเกี่ยวกับคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่อีอีซีแหล่งข่าวระบุต่อว่า นอกจากนี้ จะมีการรายงานความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในพื้นที่อีอีซี

ได้แก่ สนามบินอู่ตะเภา รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการ 3 ท่าเรือในพื้นที่อีอีซี รถไฟทางคู่ และศูนย์ซ่อมและบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมทั้งขออนุมัติโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งเป็นโครงการในอีอีซี โปรเจ็กต์ ลิสต์ แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกในอีอีซี โปรเจ็กต์ ลิสต์ และรายงานความคืบหน้าการชักจูงนักลงทุนรายสำคัญในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมกันนี้จะมีการเสนอที่ประชุมเห็นชอบและรองรับรายงานการประชุมของการประชุมคณะกรรมการนโยบายอีอีซี ครั้งที่ 2/2560

ที่มีการประชุมเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา“ที่ประชุมจะเสนอ พล.อ. ประยุทธ์ ให้อนุมัติโครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และศูนย์ซ่อมและบำรุงอากาศยาน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท เพื่อให้เป็น 2 โครงการแรกที่จะมีการประกาศร่างขอบเขตงานหรือทีโออาร์ช่วงเดือนธันวาคมนี้ และเริ่มประมูลต้นปี 2561” แหล่งข่าวกล่าว

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอีอีซี ได้พิจารณาแผนการพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัยและเทคโนโลยี รองรับความต้องการแรงงานสำหรับพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศในพื้นที่อีอีซีรวม 63,567 คน ภายใน 5 ปี (ปี 2560-64) ซึ่งผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารอีอีซีแล้ว และคณะกรรมการได้ให้เพิ่มการเชื่อมโยงกับโครงการที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการอยู่ เพื่อให้การพัฒนาครอบคลุมและเกิดผลสำเร็จมากที่สุด และคาดว่ากฎหมายอีอีซีคือร่าง พ.ร.บ.อีอีซี จะประกาศใช้ช่วงเดือนมกราคม 2561 ซึ่งภายหลังกฎหมายประกาศใช้ อาจมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายอีอีซี ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ เป็นประธาน ในพื้นที่อีอีซี

รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดงานการประชุมทางวิชาการ Education for Sustainable Development (ESD) International Forum 2017 การศึกษาเพื่อการพัฒนา อย่างยั่งยืนกับการพัฒนาครูและการเรียนรู้ เรื่อง “Professional and Learning Development For ESD” ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนด้วยการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้การศึกษาเข้าถึงและสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง

ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า แม้แต่ผู้ที่ด้อยโอกาสและพื้นที่ห่างไกลจากการคมนาคม พระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์ ร่วมสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสอนหนังสือให้กับประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกร
“สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปฏิบัติให้เราได้เห็น คือการรับฟัง การสัมผัส เมื่อเห็นแล้วจึงคิด วิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติหรือแก้ไขปัญหา ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นหัวใจของการจัดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Active learning) เป็นวิธีจัดการเรียนการสอนให้เด็กได้เรียนโดยการลงมือทำ ได้คิด ได้สร้างสรรค์ในกระบวนการคิดของตัวเอง อันเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals ; SDGs)” ม.ล.ปนัดดา กล่าว

ในอีก 15 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพพลเมืองให้มีคุณภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทุกด้านในระยะยาว การศึกษาและการเรียนรู้ จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย โดยให้ทุกคนมีการศึกษาอย่างมีคุณภาพ อย่างทั่วถึง อย่างเท่าเทียม ในทุกช่วงวัย

รัฐบาลบังกลาเทศอนุมัติการซื้อข้าวนึ่ง 5% จากไทย ปริมาณ 150,000 ตัน คาดว่าจะเริ่มส่งมอบข้าวได้ในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งช่วยผลักดันยอดการส่งออกข้าวไทยในปี 60 ให้ทะลุเป้า 10 ล้านตัน

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ somosche.com เปิดเผยว่า ตามที่กรมการค้าต่างประเทศได้เจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) กับกระทรวงอาหารของบังกลาเทศนั้น เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงอาหารบังกลาเทศมีหนังสือแจ้งว่า รัฐบาลบังกลาเทศได้อนุมัติการซื้อข้าวนึ่ง 5% จากไทย ปริมาณ 150,000 ตัน และล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 กระทรวงอาหารบังกลาเทศมีหนังสือแจ้งเพิ่มเติมว่า กระทรวงกฎหมายได้ตรวจพิจารณาร่างสัญญาซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลบังกลาเทศแล้ว ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภายในประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์จะเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ และเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการทำสัญญา หลังจากนั้นจะเชิญผู้แทนรัฐบาลบังกลาเทศเดินทางเยือนไทยเพื่อลงนามในสัญญาต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มส่งมอบข้าวให้รัฐบาลบังกลาเทศได้ภายในเดือนธันวาคมนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า การมีคำสั่งซื้อข้าวนึ่งปริมาณมากจากบังกลาเทศในครั้งนี้จะช่วยรองรับผลผลิตข้าวฤดูใหม่ของไทยที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด นับว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกที่จะกระตุ้นให้ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรจะได้รับสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลดีต่อราคาข้าวไทยทั้งระบบ และช่วยให้ยอดการส่งออก ข้าวไทยปี 2560 ทะลุเป้าหมาย 10 ล้านตัน

ทั้งนี้ สถิติการส่งออกข้าวของไทยตามข้อมูลกรมศุลกากรรวมทั้งข้อมูลใบอนุญาตส่งออกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 21 พฤศจิกายน 2560 มีปริมาณรวม 10.2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 150,000 ล้านบาท

วันที่ 22 พ.ย. นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าฯอุทัยธานี เป็นประธานแถลงข่าว เทศกาลควายไทย ครั้งที่ 7 สนามประกวดสัตว์ แยกวัดอุทัย–วัดสิงห์ จ.อุทัยธานี โดยมีนายอภิชาต สุวรรณชัยรบ ปศุสัตว์จังหวัดอุทัยธานี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานเทศกาลควายไทย ครั้งที่ 7 วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์กระบือ จึงได้กำหนดกิจกรรมการประกวดโคกระบือ ต่อเนื่องมาตลอด ณ ปัจจุบันนี้

การประกวดแบ่งเป็น กระบือทั่วไป และกระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง การประกวดโคเนื้อพันธุ์อเมริกันบราห์มัน ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประกวดไก่แสมดำ และไก่เหลืองหางขาว ประกวดเขาวัว–เขาควาย แข่งขันกระบือน้ำหนักมากที่สุด นิทรรศการด้านปศุสัตว์เฉลิมพระเกียรติฯ นิทรรศการสัตว์มีชีวิต โชว์สัตว์พันธุ์ดี เช่น กระบือ โคเนื้อ ไก่พันธุ์เมืองป้องกันโรค และนิทรรศการด้านพืชอาหารสัตว์ ภายในงานจัดให้ฝึกการอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านปศุสัตว์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา เห็นความสำคัญในอาชีพเกษตร ในฐานะผู้ผลิตอาหารและการเป็นครัวของโลกต่อไป

นายณรงค์ สงวนวงศ์ เจ้าของฟาร์มควายงามเมืองพระชนก นำควายชื่อเจ้างามตา (ซูโม่) พ่อพันธุ์ชนะเลิศปี 59 มาโชว์ภายในแถลงข่าว และวันงานจะนำเจ้างามตา ราคา 1.3 ล้านบาทมาประกวดเทศกาลควายไทย ครั้งที่ 7 นี้ด้วย นอกจากนี้ยังเจ้าบุญหนุน ควายเจ้าของรางวัลชนะเลิศแม่พันธุ์ งานกระบือแห่งชาติ ครั้งที่ 21 หนึ่งราคา 1 ล้านบาท ของอดีตส.ส.นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ให้ผู้ร่วมงานชมความงามอีกด้วย

ในงาน ด.ช.ศักดิ์ชาย สระศรี เจ้าของรับรางวัลยิงหนังสติ๊กแม่น รายการซูเปอร์เท็น มาร่วมงาน นั่งหลังเจ้างามตาแล้วใช้หนังสติ๊กยิงผลส้มที่ห้อยไว้ยอดกองฟาง โชว์ผู้ร่วมงานด้วย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน หลังจากที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท.1 ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวน 5.5 ล้านบาท ในการนำเรือรบหลวงช้าง เรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่กองทัพเรือได้ปลดประจำการและมอบให้กับจ.ตราด ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ เป็นแหล่งดำน้ำแห่งใหม่ของจังหวัด และเป็นจุดดำน้ำที่เป็นเรือรบที่ใหญ่สุดในประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็นเรือช้าง

นายสุธารักษ์ สุนทรวิภาต ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง กล่าวว่า หลังจากนำเรือช้างมาจมที่ทะเลตราด ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการดำน้ำ เดินทางมาสัมผัสการดำน้ำแห่งใหม่ของ จ.ตราด โดยจากการเก็บสถิติครั้งล่าสุดเดือนตุลาคม 2559-ตุลาคม 2560 ปรากฏว่ามีนักดำน้ำเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 50 คน สูงสุดอาจจะถึง 100 คนต่อวัน เบื้องต้นประมาณการรายได้ไม่ต่ำกว่า 36 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ญี่ปุ่นเล็งนำเข้า “มะนาวไร้เมล็ด” เวียดนามเพิ่มเวียดนาม นิวส์

รายงานว่า รัฐบาลเวียดนามเริ่มให้การส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ มากขึ้น นอกเหนือจากการปลูกข้าวและเมล็ดกาแฟ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของเวียดนาม แต่ล่าสุด “มะนาวไร้เมล็ด” กลายเป็นอีกหนึ่งผลผลิตใหม่ที่ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น

มะนาวไร้เมล็ดของเวียดนามซึ่งปลูกในเขต Ben Luc เป็นหนึ่งในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงในจังหวัดลองอัน (Long an) ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่สมบูรณ์ของเวียดนามในงานประชุมส่งเสริมการเกษตร ที่จัดขึ้นในจังหวัดวะกะยะมา ระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นกำลังให้ความสนใจมะนาวไร้เมล็ดของเวียดนามมากขึ้น ขณะที่ตัวแทนจากเวียดนามเองยืนยันว่า มะนาวไร้เมล็ดเป็นผลผลิตที่ส่งออกไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะตลาดไฮเอนด์ และได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้รักสุขภาพและพิถีพิถันในการทำอาหารด้วย
ทั้งนี้ นาย โยชิโนบุ นิซะกา (Yoshinobu Nisaka) ผู้ว่าราชการจังหวัดวะกะยะมา กล่าวว่า นอกเหนือจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นและเวียดนามให้การส่งเสริมทางค้าและลงทุนมาตลอด โดยจะเห็นว่ามีนักลงทุนญี่ปุ่นเข้าไปในเวียดนามมากขึ้น การส่งออกและนำเข้าสินค้าเกษตรก็ถือว่าเป็นหนึ่งในความร่วมมือที่เกิดขึ้นมายาวนาน

“วิสัยทัศน์ที่รัฐบาลเวียดนามต้องการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรในประเทศ ทำให้เราเห็นโอกาสที่จะช่วยเหลือเวียดนามในด้านนี้ โดยญี่ปุ่นสามารถส่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไปลองอัน เพื่อสนับสนุนการผลิตทางการเกษตรให้มีมาตรฐานสูงขึ้นได้”

นอกจากนี้ นักธุรกิจยังแสดงความสนใจผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เช่น ผงมะนาวบริสุทธิ์, น้ำมะนาวสำเร็จรุป 100% และมะนาวกระป๋องด้วย และก่อนหน้านี้ เวียดนามเคยทดลองตลาดด้วยการส่งออกไปยังตลาดยุโรปและประเทศมุสลิมในผลผลิตแปรรูปดังกล่าวแล้ว ซึ่งกระแสตอบรับค่อนข้างดีเช่นกัน

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศว่า ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส โดยจะมีฝนบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลและรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย สำหรับภาคใต้ตอนบนมีปริมาณฝนลดลง ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงอีกระลอกจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศจีนตอนใต้แล้ว และคาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันพรุ่งนี้ (23 พ.ย.60) ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง โดยอุณหภูมิลดลงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคเหนืออุณหภูมิลดลงในระยะต่อไป ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและอันดามันจะมีกำลังแรง โดยบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 23-28 พ.ย. 60

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 12:00 วันนี้ ถึง 12:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็น โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-16 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11-16 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส. บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และบริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจในการยกระดับการจัดการผลผลิตทางการเกษตร เพื่อสนับสนุนสินค้าเกษตรไปวางขายในสถานีขนส่งผู้โดยสาร ตรงนี้เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาในโครงการชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ธ.ก.ส.สนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นข้าวสารหอมมะลิ ตรา A-Rice และมอบให้บริษัทไทยธุรกิจเกษตรเป็นผู้จัดจำหน่ายทั่วประเทศ

สามารถบริหารจัดการข้าวเปลือกหอมมะลิในปีการผลิต 2558/59 จำนวน 36,633 ตัน สีแปรสภาพเป็นข้าวสารหอมมะลิ 2.6 ล้านถุง (บรรจุ 5 กิโลกรัม / ถุง) คิดเป็นมูลค่า 422 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 2 แสนราย ขายข้าวเปลือกได้ราคาสูงขึ้นและมีช่องทางการตลาดที่แน่นอน และสร้างธุรกิจรวบรวมข้าวมูลค่ากว่า 1,100 ล้านบาท และปีการผลิต 2559/60 ต่อยอดธุรกิจ ผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ ดิลิเวอรี่ ของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และเว็บไซต์อาลีบาบา เป็นต้น สามารถเพิ่มสัดส่วนยอดขายข้าวหอมมะลิกว่า 670 ล้านบาท พร้อมนำสินค้าโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี เกษตร จำหน่ายผ่าน บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร และบูธที่ บขส. เช่น บีฟรุ๊ต ผู้ผลิตอาหาร เป็นต้น

ด้าน นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวว่า บขส.จะสนับสนุนการตั้งบูธวางจำหน่ายตัวอย่างสินค้า โดยผ่านสหกรณ์ร้านค้าพนักงาน บขส. และสถานีขนส่งผู้โดยสารในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑลและส่วนภูมิภาค โดยจะเริ่มวางที่สถานีขนส่งจตุจักร และรังสิต ก่อนปีใหม่นี้

สมุทรสาครขึ้นแท่นแหล่งปลูกมะนาวอันดับ 3 ของประเทศ เกษตรกรแห่ปลูกเพิ่มกว่า 2,500 ไร่ กระทรวงเกษตรฯ พาณิชย์ หนุนจดทะเบียน GI ด้านสหกรณ์ปลูกมะนาวบ้านแพ้วฯ ไอเดียเจ๋ง แปรรูปมะนาว พร้อมปั้นแบรนด์ “มีนาว” เจาะกลุ่มรักสุขภาพ ร้านอาหาร วอนรัฐสนับสนุนโรงงานใหม่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิต

นายเศรณี อนิลบล เกษตรจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดสมุทรสาครมีพื้นที่ปลูกมะนาวประมาณ 8,000 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 2,500 ไร่ แต่ยังเป็นอันดับ 3 รองจากเพชรบุรี และราชบุรี เนื่องจากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาราคามะนาวสูงขึ้นจึงจูงใจเกษตรกรหันมาปลูกมะนาวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกมากที่ อ.บ้านแพ้ว ประมาณ 80% ส่วนที่เหลือกระจายใน อ.เมือง และกระทุ่มแบน โดยพันธุ์มะนาวที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์แป้นพวงบ้านแพ้ว และพันธุ์แป้นรำไพ จุดเด่นคือ เปลือกบาง น้ำเยอะ และมีกลิ่นหอม จึงเป็นที่ต้องการของตลาด

ขณะที่ตลาดส่วนใหญ่เกือบ 100% เป็นการบริโภคในประเทศ แหล่งจำหน่ายหลักอยู่ที่ตลาดไท ซึ่งจะมีทั้งเกษตรกรรมกลุ่มไปจำหน่ายเอง และอีกส่วนมีพ่อค้ารวบรวมและกระจายอยู่ตามจุดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าจากทางภาคใต้มารับซื้อถึงหน้าสวน เพราะพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่ต้องนำเข้ามะนาวจากภาคกลางประมาณ 90% โดยจะมารับซื้อที่ จ.สมุทรสาคร ราชบุรี และเพชรบุรี เนื่องจากสภาพภูมิอากาศภาคใต้ไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับมีโรคแมลง ทำให้ผลผลิตออกน้อย ขณะที่ตลาดต่างประเทศนั้นจะมีพ่อค้ามารับซื้อในพื้นที่เพื่อไปคัดเกรด ทำความสะอาด และแพ็กเกจจิ้ง แต่ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าส่งออกไปประเทศใด

ทั้งนี้มะนาวในสมุทรสาครประมาณ 80% เป็นการบริโภคผลสด ส่วนที่เหลือมีการนำไปแปรรูป เช่น น้ำมะนาวพร้อมดื่ม น้ำมะนาวแช่แข็งสำหรับทำอาหาร 15% และมะนาวดอง 5% อย่างไรก็ตาม ได้มีการตั้งสหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก จำกัด ขึ้นมา เพื่อรวบรวมผลผลิตในช่วงที่ราคาตกต่ำ โดยนำไปแปรรูปเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่มและน้ำมะนาวแช่แข็ง ทำให้มะนาวมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการประสานงานและทำข้อมูลระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขึ้นทะเบียน GI มะนาวอีกด้วย

สำหรับการปลูกมะนาวในสมุทรสาครมี 2 ส่วน ได้แก่ 1. ปลูกตามฤดูกาล ซึ่งจะมีผลผลิตออกจำนวนมากประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม ทำให้มีราคาถูก โดยราคาหน้าสวนอยู่ที่ 0.20 บาทขึ้นไป/ลูก แต่ไม่เกิน 1 บาท/ลูก และ 2. การปลูกมะนาวนอกฤดูกาล โดยจะออกสู่ตลาดในเดือนธันวาคม-เมษายน ราคาหน้าสวน เกรดเออยู่ที่ลูกละ 2 บาทขึ้นไป ส่วนราคาในตลาดประมาณ 1-4 บาท/ลูก

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเกษตรกรประสบปัญหาการดูแลมะนาวให้ติดดอกออกผลให้ได้ตลอด เนื่องจากมีโรครุมเร้ามาก ทั้งโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รวมถึงหนอน แมลงต่างๆ รวมถึงบางช่วงในฤดูแล้งเกษตรกรจะประสบปัญหาน้ำเค็มรุก อีกทั้งในช่วงกลางปี 2560 ราคามะนาวค่อนข้างลดลง ซึ่งปัจจุบันเบอร์เล็กๆ ราคาประมาณ 0.20 บาท/ลูก แต่เมื่อไปถึงผู้บริโภคราคาไม่ต่ำกว่า 1 บาท/ลูก ไปจนถึงลูกละ 2-3 บาท นอกจากนี้ระยะหลังมีการนำพืชชนิดอื่นที่ให้รสเปรี้ยวมาใช้แทนมะนาว เช่น ส้มจี๊ด เป็นต้น

ด้านนายนิวัติ ปากวิเศษ ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย 13 จังหวัด เนื่องจากในปี 2554 มีการลักลอบนำเข้ามะนาวจากเวียดนามและกัมพูชาเข้ามาในช่วงที่มะนาวราคาแพง และนำมาผสมกับมะนาวไทย ทำให้ราคาผลผลิตในไทยตกต่ำ และมองว่าถ้าเปิดเออีซีคงต่อต้านไม่ได้ ในปี 2556 จึงรวมกลุ่มกันเพื่อแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มในช่วงที่มะนาวมีราคาถูก ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 49 คน พื้นที่ปลูกราว 500 ไร่

ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เข้ามาช่วยส่งเสริมการแปรรูปเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่มแบรนด์มีนาว มีกำลังการผลิตไม่เกิน 4,000 ขวด/วัน เจาะตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพ และจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด ได้แก่ เดอะมอลล์กรุ๊ป ฟู้ดแลนด์ ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วนน้ำมะนาว 100% แช่แข็ง กำลังการผลิตอยู่ที่ 700 กิโลกรัม/วัน ตลาดจะเป็นกลุ่มร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันต้องเช่าห้องเย็นในจังหวัดสมุทรสาครเพื่อเก็บสต๊อกน้ำมะนาวไว้

นอกจากนี้ยังเตรียมที่จะแปรรูปเป็นเยลลี่มะนาว และน้ำมะนาวเข้มข้นที่นำไปทำเครื่องดื่ม แต่ยังไม่สามารถผลิตได้เนื่องจากไม่มีเครื่องมือ เช่นเดียวกับการขยายการผลิตสินค้าทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวก็ไม่สามารถทำได้ อีกทั้งไม่สามารถส่งสินค้าให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น การบินไทย รวมถึงประเทศจีน ที่มีการเซ็นเอ็มโอยูแล้ว เนื่องจากกำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ เพราะไม่สามารถขยายโรงงานใหม่ ซึ่งได้ขอใช้สถานที่ที่เป็นที่รกร้างจากภาครัฐแล้ว แต่ยังต้องรอขั้นตอนทางราชการต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถขอมาตรฐาน GMP และ HACCP ได้ จึงไม่สามารถส่งออกหรือส่งสินค้าขึ้นเครื่องบินได้ หากภาครัฐเข้ามาส่งเสริมจะสามารถไปได้ไกล เพราะน้ำมะนาวเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดจีน

“ในรอบปีมะนาวจะมีราคาถูก 2 เดือน ประมาณเดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม ราคาถูกที่สุด 0.10-0.20 บาท/ลูก แต่ 2 ปีมานี้ราคาตกต่ำต่อเนื่อง โดยราคาที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้ที่ลูกละ 1 บาท จึงต้องรับภาระขาดทุนทุกเจ้า” นายนิวัติกล่าว

กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าสู่ Thailand 4.0 นำเทคโนโลยี QR Code ประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐาน ใช้อ้างอิงในการบริหารจัดการน้ำและการดำเนินโครงการชลประทานต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟน เผยช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมชลประทานโดยสํานักสํารวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา ได้มีการนําเทคโนโลยี QR Code มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐาน สามารถเข้าถึงข้อมูลของหมายหมุดหลักฐานได้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยใช้ Application Line หรือ Application QR Code reader ต่างๆ ซึ่งหมุดหลักฐานดังกล่าว เป็นนวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ทำให้เจ้าหน้าที่ทราบได้ว่าพื้นที่จุดนี้สูงกว่าน้ำทะเลเท่าไหร่ และสามารถระบายน้ำออกจากเขื่อนในปริมาณเท่าไหร่ ถึงจะสามารถส่งน้ำให้ประชาชนได้อย่างเพียงพอ ส่วนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับนั้น คือสามารถเข้าถึงข้อมูลของพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำได้ง่าย รวมถึงได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการบริหารจัดการน้ำของทางกรมชลประทานด้วย

นายประทีป ภักดีรอด ผู้อำนวยการสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา และรองโฆษกกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 เป็นต้นไป สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กรมชลประทานจะนำเทคโนโลยี QR Code มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็วเป็นสากล ผ่านทางสมาร์ทโฟน โดยใช้ Application Line หรือ Application QR Code reader ต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนในการติดต่อขอหมายหมุดหลักฐาน ค้นหาข้อมูล และจัดส่งข้อมูล สอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาหน่วยงานตามนโยบายThailand 4.0 ของรัฐบาล

สำหรับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐานแผนที่ของกรมชลประทานนั้น เป็นหมุดที่ให้ค่าพิกัดและค่าระดับความสูงเหนือทะเลปานกลาง (รทก.) ใช้อ้างอิงในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ หรือประกอบการปฏิบัติงาน โครงการชลประทานด้านอื่นๆ โดยจะทำขึ้นเป็นรายโครงการ ซึ่งเดิมนั้นหมุดหลักฐานจะเป็นระบบอนาล็อก ขั้นตอนการดำเนินงานในการสืบค้นและจัดส่งข้อมูลจะต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อมีการนำเทคโนโลยี QR Code ซึ่งเป็นระบบดิจิตอลมาประยุกต์ใช้ ทำให้ลดขั้นตอนการทำงาน สืบค้นข้อมูลได้ทันท่วงที ประหยัดงบประมาณ และมีความแม่นยำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น

รองโฆษกกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ในการประยุกต์ใช้งาน QR Code ร่วมกับหมุดหลักฐานดังกล่าวนั้น สำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา โดยส่วนวิศวกรรม ได้มีการออกแบบเพลทหมุดหลักฐานและระบบฐานข้อมูลเพื่อให้รองรับการทำงานร่วมกับ QR Code โดยจะประสานขอใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายเสมือนภายใต้บริการ RID-Cloud เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล และสร้าง Uniform Resource Locator (URL) สำหรับเชื่อมโยงมายังฐานข้อมูลหมายหมุดหลักฐาน พร้อมทั้งได้จัดทำมาตรฐานเพลทหมุดหลักฐานกรมชลประทานใหม่ เพื่อให้รองรับระบบการทำงานร่วมกับระบบฐานข้อมูล และระบบ QR Code โดยสร้างเพลทหมุดหลักฐานด้วยเครื่องยิง Laser fiber บนแผ่นเพลทโลหะและจะนำไปติดไว้โครงการชลประทานต่างๆ แทนหมายหมุดเดิม ซึ่งผู้สนใจข้อมูลของโครงการไหนสามารถสืบค้นข้อมูลได้จากการแสกน QR Code ที่แสดงไว้บนหมุดหลักฐานนั้นได้เลย

การจัดประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศของทุกปี ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปจัดตามจังหวัดต่างๆ กลายเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนต้องคอยติดตามการสะท้อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค โดยล่าสุดครั้งที่ 35 จัดขึ้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

“กลินท์ สารสิน” ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหอการค้าเน้น 3 value chain คือ 1. การค้าและการลงทุน 2. เกษตรอาหาร และ 3. การท่องเที่ยวและบริการ โดยผ่านโครงการ 1 หอการค้า 1 วิสาหกิจชุมชน 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร และ 1 หอการค้า 1 ท่องเที่ยวชุมชน และเร็วๆ นี้จะนำข้อมูลทั้งหมดมาสรุปว่า โครงการที่ไหนเกิดผลประสิทธิภาพสูงสุด ก็จะนำมาเป็นโมเดลเพื่อถ่ายทอดไปทุกหอการค้า

ขณะที่วาระเร่งด่วน คือ ปากท้องประชาชน asiacruisenews.com โดยเฉพาะท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจปีหน้าแนวโน้มดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกดีแล้ว ส่งออกดีมาก ท่องเที่ยวดีมาก เป็นห่วงแค่ภาคเกษตร แต่เมื่อเศรษฐกิจดี คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ท่องเที่ยวมากขึ้น ก็กินอาหารมากขึ้นด้วย ผลประโยชน์คือเกษตรกร

การพยากรณ์จากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าจากการสำรวจความเห็นจากผู้ประกอบการสมาชิกหอการค้าไทยทั้ง 5 ภาค และทุกประเภทธุรกิจ จำนวน 380 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2560 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 51.6 ในปัจจุบันอยู่ที่ 41.7 และอนาคตอยู่ที่ 61.5 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ในอนาคตที่ดีขึ้น อีกทั้งอัตราการขยายตัว หรือจีดีพี ที่เดิมประมาณการอยู่ที่ 3.6 ได้ปรับขึ้นเป็น 3.9

แต่เสียงสะท้อนจากนักธุรกิจภาค 5 ภาค กลับสวนทางกับการเติบโตจีดีพีประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน และภาคใต้ ที่เศรษฐกิจภาพรวมผูกโยงอยู่กับสินค้าเกษตร

“วิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชต์” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า จากการคาดการณ์ว่ากำลังซื้อจะปรับตัวดีขึ้น แต่สำหรับผู้ประกอบการภาคเหนือยังสัมผัสได้น้อยมาก ภาคเหนือยังเป็นภาคที่มีความยากจนสูง ปัจจัยลบ คือ สินค้าเกษตร ทำให้กำลังซื้อคนส่วนใหญ่ของภาคยังไม่ค่อยกลับมาเท่าที่ควร ประกอบกับหนี้สินครัวเรือนเกษตรกรยังค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวยังเติบโต สิ่งที่อยากเห็นคือ รัฐบาลกระจายโครงการเล็กๆ มากขึ้น เพื่อให้ลงถึงภูมิภาคให้เติบโต

“ประพันธ์ เตชะสกลกิจกูร” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า อีสานเป็นภาคที่รายได้ค่อนข้างต่ำ ประชากรสูง การเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวในจังหวัดใหญ่ และเส้นทางที่พัฒนาแล้ว จากการคาดการณ์เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นปกติในไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 ซึ่งต้องมองหาโอกาสมากกว่าวิกฤต เพราะปัจจัยภายนอกขณะนี้เป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นปัจจัยภายในต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบ เช่น การค้าชายแดนดี ต้องหาทางเป็นหุ้นส่วนกับเพื่อนบ้านให้ได้ เนื่องจากเพื่อนบ้านมีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างดี เพื่อชดเชยทรัพยากรที่เราขาดหายไป

ขณะที่เรื่องเกษตร ต้องทำระบบสหกรณ์ รวมกลุ่ม จัดซื้อขาย ตั้งวิสาหกิจชุมชน การท่องเที่ยวได้ผลักดันการท่องเที่ยวโดยชุมชน ใช้พื้นฐานของโครงการไทยเท่ ปรับใช้ในแต่ละท้องถิ่น โดยตั้งเป้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 7 ต่อปี

ด้าน “ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง กล่าวว่า จากภัยแล้งและน้ำท่วมทำให้สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ขณะที่สินค้ามีราคาแพงขึ้น การส่งออกที่แข่งขันรุนแรง หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ภาคกลางอยู่ในสภาพเหมือนคนไข้ที่แม้จะออกจากไอซียูแล้ว แต่ยังอยู่ห้องคนไข้ซึ่งซึมตลอดปี ’60

“รัฐควรเอาคนออกจากไอซียูให้มาเต้นได้ซักที ไม่ใช่ซึมอยู่อย่างนี้ เช่น การจัดประมูลนำออกต่างจังหวัดได้หรือไม่ เช่น รถไฟทางคู่ ให้ผู้รับเหมาต่างจังหวัดมาเป็นพาร์ตเนอร์รับช่วง หรือการแก้ไขสินค้าเกษตร เปลี่ยนการทำตลาดได้หรือไม่ ส่วนการท่องเที่ยวชุมชน หอการค้าได้ดำเนินการอยู่ เพียงแต่รัฐต้องนำงบประมาณลงมาช่วย แต่ติดปัญหาหน่วยงานที่นำงบฯ มาให้กลายเป็นหน่วยงานที่ไม่ตรงกับการใช้งบฯ จนต้องมีการคืนงบฯ กันอุตลุด”

“สมาร์ทฟาร์มเมอร์” พัฒนาเกษตรกรเลขาธิการส่งเสริมการศึกษา

นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เดินทางไป จังหวัดนครราชสีมา เพื่อชี้แจงนโยบายและจุดเน้นการดำเนินการสำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ให้กับบุคลากรในสังกัด กศน. จังหวัดนครราชสีมา และภาคีเครือข่าย รวม 931 คน ได้ทราบ เข้าใจแนวทางการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนั้นยังมอบนโยบาย 3 ข้อให้แก่บุคลากร กศน.นำไปปฏิบัติ ประกอบด้วย 1. ให้บุคลากร กศน.ทุกคน มีความรู้ความเข้าใจการผลิตสื่อการเรียนการสอน เพื่อส่งถ่ายทอดให้กับผู้รับบริการที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ได้รับรู้และนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยสื่อที่ผลิตอาจจะเป็นรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อมัลติมีเดีย และสื่อออนไลน์

2. การวางโครงสร้างพื้นฐาน วางระบบต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างบุคลากร ให้มีความรู้ความสามารถในการเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการ โดยช่วงแรกให้เน้นกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเกษตรกร รู้จักนำเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ และ 3. สร้างอาชีพให้กับประชาชนสอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 โดยเน้นการสร้างสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยสำนักงาน กศน.จะประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมให้ความรู้กับเกษตรกรในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปบริหารจัดการพืชผลการเกษตรอย่างเป็นระบบ โดยกิจกรรมของ กศน. จึงเน้นไปที่ทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีทั้งระบบการศึกษาต่อเนื่อง และระบบการให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพระยะสั้น รองรับความต้องการ

“ออมสิน” ปล่อยกู้คนจน-สูงวัยวงเงิน 1 หมื่นล้าน ช่วยสร้างอาชีพจับมือ 20 มหา’ลัย จัดอบรมให้ฟรี “ออมสิน” เตรียมวงเงิน 1 หมื่นล้าน ปล่อยกู้อาชีพคนจน-ผู้สูงวัย พร้อมจับมือ 20 มหาวิทยาลัยเปิดอบรมอาชีพให้ฟรี จับมืออุดมศึกษาอีก 16 แห่ง หนุนพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาทำโครงการสร้างอาชีพผู้มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ โดยจะปล่อยกู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงกับธนาคารประชาชน 0.75-1% ต่อเดือน เพราะเป็น กลุ่มมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ แต่หากรัฐบาลกำหนดให้เป็นโครงการจากนโยบายรัฐ (พีเอสเอ) อาจจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงได้อีก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะกู้เงินต้องผ่านการฝึกอบรมตามที่ธนาคารกำหนด ขณะนี้ธนาคารมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 20 แห่ง

คาดว่าปีหน้าจะเพิ่มอีก 20 แห่ง รวมเป็น 40 แห่ง โดยมีแผนจัดอบรมตลอดทั้งปีใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัย ซึ่งธนาคารจะสนับสนุนค่าวิทยากร และค่าอาหารสำหรับผู้ร่วมอบรม คาดว่าจะสามารถอบรมได้ประมาณ 2-3 หมื่นคน ต่อปี ”ในการฝึกอบรมธนาคารไม่จำกัดเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐที่ธนาคารดูแลอยู่ 3 ล้านคน แต่จะเปิดกว้างสำหรับผู้สนใจทั่วไป โดยอาชีพที่อบรม ต้องดูตามความเหมาะสมของผู้เข้าร่วมอบรม และความเหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น เช่น อบรมเรื่องอาหาร หัตถกรรม สอนภาษาจีนเพื่อต้อนรับทัวร์จีน”

นายชาติชาย กล่าวนายชาติชาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาออมสินสนับสนุนโครงการตามนโยบาย ล่าสุดมีวงเงินที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท สร้างผลขาดทุนให้ธนาคารปีละกว่า 2,000 ล้านบาท บางโครงการรับการชดเชยจากรัฐบาล บางโครงการไม่ได้รับการชดเชยเป็นตัวเงินแต่ให้นำผลขาดทุนแปลงกลับมาเป็นผลกำไร เพื่อประเมินผลงาน และโบนัสของพนักงาน แต่บางโครงการธนาคารแบกรับผลขาดทุนไว้เองนายชาติชาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ธนาคารได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น

ปี 2560-2561 ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ระหว่างธนาคารออมสินกับสถาบันอุดมศึกษา 16 แห่ง ทั้งนี้ จะลงพื้นที่ศึกษาวิเคราะห์และพัฒนาองค์ความรู้ทางธุรกิจมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนและแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย จัดการด้านทรัพยากร รูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ และตราสินค้า พัฒนากระบวนการผลิต ทำแผนการเงิน และจัดทำบัญชี การจัดการราคา และความสามารถในการทำกำไร การจัดการการตลาด และการจัดการช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโอท็อป

องค์กรชุมชน/กลุ่มอาชีพในชุมชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสตาร์ตอัพ และอื่นๆ ซึ่งจะมีการนำความรู้มาบูรณาการกับองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผนวกกับกระบวนการต่างๆ ที่ธนาคารออมสินจะดำเนินการสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้แก่ประชาชนในระดับฐานราก จะเข้ามาสนับสนุนให้กระบวนการสร้างอาชีพตามนโยบายรัฐบาล

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีบริษัทหงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่ ซึ่งเป็นล้งรับซื้อลำไยส่งออกในจังหวัดจันทบุรี ค้างชำระเงินค่าลำไยเกษตรกรกว่า 400 คน เป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท ทำให้ชวนสวนลำไยประท้วงเพื่อขอรับเงินจากการจำหน่ายว่า เบื้องต้นได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์เตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาแนวทางจัดระเบียบล้งจีนเพื่อป้องกันเกษตรกรถูกหลอกหรือถูกฉ้อโกงในอนาคต เช่น การกำหนดให้ล้งต้องขึ้นทะเบียน แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายสามารถแจ้งความเพื่อดำเนินคดีในเรื่องการฉ้อโกงกับบริษัทดังกล่าวได้

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันล้งจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกที่เป็นแหล่งปลูกผลไม้สำคัญของไทย และเป็นผลไม้ที่ต้องการของจีน จึงมีทำการค้าร่วมกันระหว่างคนไทยและคนจีน ทำล้งขึ้นมาเป็นแหล่งรวบรวมรับซื้อผลไม้ ที่ผ่านมาล้งจีนถือว่ามีบทบาทสำคัญในการรับซื้อผลไม้ และทำให้ผลไม้ราคาดี ทำให้เกษตรกรไว้ใจและทำการค้าขายผ่านระบบล้งมากขึ้น

ยะลา – เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ชาวนาในพื้นที่หมู่ที่ 1 และ หมู่ที่ 8 ตำบลบุดี จังหวัดยะลา กำลังได้รับความเดือดร้อนจากหอยเชอรี่ที่ระบาดในแปลงนาข้าวปลอดสารพิษกว่า 1,000 ไร่ ต้องออกเก็บหอยเชอรี่ด้วยมือทุกวัน แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นเพราะไม่ต้องการใช้สารเคมีในการกำจัดปัญหาดังกล่าว บางแปลงต้องดำนาใหม่เพราะต้นกล้าเสียหายทั้งหมด

นายการิง เย๊ะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 กล่าวว่า พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการขอซื้อหอยเชอรี่มาในราคากิโลกรัมละ 2 บาท แต่ชาวบ้านนำมามอบให้ฟรี แต่ยังช่วยแก้ปัญหาไม่ได้มาก อยากให้ทางราชการซื้อลูกเป็ดให้ชาวบ้านปล่อยเลี้ยงในนาข้าวครอบครัวละ 15-20 ตัว เพื่อให้กินหอยเชอรี่ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาได้ยั่งยืนมากกว่า

นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า สมอ.ได้นำนวัตกรรมการเข้าถึงข้อมูลด้านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ด้วยการเพิ่มคิวอาร์โค้ดในใบรับรองเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยให้ผู้ได้รับการรับรองนำไปแสดงบนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลการรับรองของผลิตภัณฑ์ได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน และเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการประชาสัมพันธ์สินค้าที่ได้รับการรับรอง มผช.ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น

นายณัฐพล กล่าวว่า นอกจากนี้ สมอ.ได้ปรับปรุงกระบวนการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยลดระยะเวลาดำเนินการจาก 73 วันทำการ เหลือ 33 วันทำการ เริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยการลดขั้นตอนนี้ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไข คำนึงถึงความพร้อมและศักยภาพในการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนของผู้ยื่นคำขอ ความพร้อมของสถานประกอบการ อาทิ จะต้องมีเครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องใช้ ที่เหมาะสมในการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน และต้องมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ชุมชนเพียงพอสำหรับการเก็บตัวอย่างเพื่อทำการตรวจสอบตามที่มาตรฐานกำหนด อย่างไรก็ตาม นอกจากความรวดเร็วแล้วจะเน้นความโปร่งใสในการตรวจสอบด้วย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2560 การเปิดใช้ซิมใหม่ทั้งระบบเติมเงิน และระบบรายเดือน จะต้องลงทะเบียนซิมแบบอัตลักษณ์ ผ่านการตรวจสอบใบหน้า (face recognition) หรือการสแกนลายนิ้วมือ (finger print) ซึ่งจะนำร่องที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ทั้ง 5 ราย ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรู ทีโอที และกสท.(แคท) ที่ศูนย์ให้บริการหลักของทั้ง 5 ราย จำนวน 2,000 แห่งทั่วประเทศก่อน และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561

โอเปอเรเตอร์รายอื่น เช่น ไลน์โมบาย เพนกวินซิม ต้องให้บริการการลงทะเบีบนซิมแบบอัตลักษณ์ ส่วนประชาชนที่เคยลงทะเบียนแล้วไม่จำเป็นต้องมาลงทะเบียนใหม่ เฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และ 4 อำเภอ ผู้ใช้งานซิมปัจจุบันจะต้องมาลงทะเบียนซิมในระบบใหม่ เพื่อยืนยันตัวตน ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากไม่ลงทะเบียนใหม่จะไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งจะมีประกาศอย่างเป็นทางการหลังวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ต่อไป ”การลงทะเบียนซิมแบบอัตลักษณ์เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

เพราะปัจจุบันมีการการใช้งานโมบายแบงกิ้งมากขึ้น และเพื่อมอนิเตอร์กรณีการซื้อซิมจำนวนมากของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเพื่อป้องกันความมั่นคงของประเทศใน 3 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งความมั่นคงของประเทศ” นายฐากร กล่าวนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การลงทะเบียนแบบอัตลักษณ์ หรือ 2 แชะอัตลักษณ์ สามารถทำได้ทั้งผ่านสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ โดยขั้นตอนแบ่งเป็นใช้บัตรประชาชนฉบับจริงอ่านในเครื่องอ่านบัตร และตรวจสอบใบหน้าจากการถ่ายภาพ หรือตรวจสอบลายนิ้วมือ หากใช้วิธีสแกนลายนิ้วมือ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ทั้งนี้ จะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลลายนิ้วมือและข้อมูลบัตรประชาชนไว้ที่จุดบริการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 รายดังกล่าวยืนยันว่าพร้อมให้บริการลงทะเบียนซิมแบบอัตลักษณ์ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม นี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบระบบ นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานคณะกรรมการด้านปาล์มน้ำมันและพืชพลังงาน สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากผลวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงประจำเดือนตุลาคม 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 2.42 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นรวมถึงปาล์มน้ำมัน โดยลดลงเนื่องจากภาวะการค้ายังชะลอตัวและสต็อกน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูง

ขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น สำหรับสถานการณ์ของปาล์มน้ำมันนั้นส่วนตัวมองว่าระบบการจัดการยังไม่พร้อม ด้วยหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ต่างๆ ยังไม่บูรณาการงานเข้าด้วยกัน เช่น ฐานข้อมูลพื้นที่ , ผลผลิต , ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil : CPO) หากไม่รู้ข้อมูล ณ ปัจจุบันที่ชัดเจนแน่นอน พอจะนำไปใช้การจัดการจะเป็นปัญหา เรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องก็จะไม่ถูกต้องและไม่เป็นระบบ เช่น การนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในส่วนพลังงานสำหรับการผลิตน้ำมันดีเซล B5 หรือ B7 อย่างไรให้เหมาะสมกับสต็อค CPO เป็นต้น

ในส่วนการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ….. เพื่อนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น ประเด็นที่ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติจะนำเสนอที่สำคัญสุดคือ มาตรา 14 ในส่วนของอำนาจหน้าที่ ซึ่งเดิมแล้วสภาเกษตรกรฯได้เขียนไว้ในฉบับร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ…..ว่าคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการ แต่ในร่างพ.ร.บ.ฉบับที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมีแค่ส่วนของหน้าที่เท่านั้นไม่มีอำนาจในการดำเนินการแต่อย่างใด ส่วนประเด็นอื่นจะนำเสนอในหลักการ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญสำหรับเกษตรกรเรื่องการผลิตปาล์มน้ำมันต้องจัดการให้เป็นปาล์มคุณภาพและทำปาล์มที่ถูกหลักเพื่อการเพิ่มผลผลิตและปริมาณน้ำหนัก ถ้าตัดผลปาล์มสุกก็จะมีน้ำหนักและเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้นราคาก็จะสูงตามไปด้วย

นายพิเชษฐ์ กันทรส นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กื้ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ช่วงฤดูท่องเที่ยวอุณหภูมิบนยอดดอยเฉลี่ย 15-20 องศาเซลเซียส ไม่หนาวมากนัก มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวปางช้าง 12 แห่ง มีช้างกว่า 500 เชือก ล่องแพ นั่งเกวียน เล่นซิปไลน์ พักรีสอร์ตและโรงแรมอย่างคึกคัก เพราะมีลำน้ำแตงที่มีต้นน้ำจาก อ.เวียงแหง ไหลผ่านตำบลกว่า 45 กิโลเมตร จึงมาล่องแพไม้ไผ่และแพยาง ที่บ้านป่าข้าวหลาม หมู่ที่ 7 บางส่วนกางเต็นท์นอนชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่บ้านห้วยน้ำดัง หมู่ที่ 5 สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,300 เมตร

“ตำบลกื้ดช้าง อยู่ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 64 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอแม่แตง 24 กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนเผ่า อาทิ ลาหู่ ม้ง ปกากะญอ ลีซอ อาข่า และพื้นราบบางส่วน เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน ปีนี้การท่องเที่ยวคึกคักกว่าที่ผ่านมา คาดว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 50,000 คน เพิ่มขึ้น 10% สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท”

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวให้เร็วขึ้นจากเดิม เพื่อป้องกันความเสียหายของผลผลิตที่อาจเกิดจากปัญหาน้ำท่วม และพื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำที่เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จยังสามารถใช้เป็นพื้นที่รองรับปริมาณน้ำส่วนเกินเพื่อช่วยในการบริหารจัดการน้ำได้อีกทางหนึ่ง โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 13 ทุ่งทั้งพื้นที่ตอนบนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พื้นที่ทุ่งบางระกำ ตามแผนงานโครงการบางระกำโมเดล 60 ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560

มีพื้นที่น้ำท่วม 240,000 ไร่ ปริมาณน้ำที่อยู่ในคลองส่งน้ำและทุ่งนา จำนวน 500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีแผนการระบายน้ำออกจากทุ่งจำนวน 400 ล้าน ลบ.ม. และเก็บกักไว้ในระดับเก็บกักของคลองส่งน้ำ 100 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเป็นต้นทุนน้ำในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปัจจุบันพื้นที่น้ำท่วมลดลง เหลือประมาณ 80,000 ไร่ ปริมาณน้ำค้างทุ่งจำนวน 152 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำแล้ว 348 ล้าน ลบ.ม หรือคิดเป็น 87% เหลือปริมาณน้ำที่รอระบายน้ำอีก 52 ล้าน ลบ.ม. หรือ 13% คาดว่าอีก 4 วัน จะสามารถระบายน้ำปริมาณดังกล่าวได้ทั้งหมด ซึ่งเร็วกว่าแผนการระบายน้ำที่วางไว้ให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560

นายทองเปลวกล่าวว่า ส่วนการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ตอนล่างลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็มีความก้าวหน้ากว่าแผนงานเช่นกัน โดยมี 2 ทุ่งที่ดำเนินการระบายน้ำออกจากทุ่งแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเร็วกว่าแผนมาก ได้แก่ ทุ่งฝั่งซ้ายของคลองชัยนาท-ป่าสัก ในพื้นที่อ.บ้านหมี่ และอ.เมือง จ.ลพบุรี ซึ่งใช้เป็นพื้นที่รับน้ำจำนวน 72,680 ไร่ (ตามแผนงานแล้วเสร็จวันที่ 5 ธันวาคม) และทุ่งท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง และ อ.เมือง จ.ลพบุรี จำนวน 45,700 ไร่ (ตามแผนงานแล้วเสร็จวันที่ 10 ธันวาคม) หลังจากนี้จะเร่งระบายน้ำออกจาก 10 ทุ่งที่เหลือ คือ ทุ่งเชียงราก

ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้เร่งดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวให้มากที่สุด โดยพื้นที่ทั้ง 13 ทุ่งทั้งตอนบนและตอนล่าง จะยังคงมีปริมาณน้ำที่เหลือไว้เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงเพาะปลูกพืชฤดูแล้งและจะเริ่มให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป ตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งประจำปี 2560/61 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. จ.พิษณุโลก มีแนวคิด และผลักดันให้เกษตรกรหันมาทำน้ำยางสด ซึ่งมีราคาสูงกว่า โดยบูรณาการร่วมระหว่าง กยท. เกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการ เพื่อทำหน้าที่รวมรวบผลผลิตน้ำยางสดคุณภาพดี ในแหล่งปลูกยางทั่วจ.พิษณุโลก พร้อมทั้งมีรถกระบะและรถ 6 ล้อ รับน้ำยางสดจากพื้นที่สวนยางมารวบรวมที่สำนักงาน เพื่อเตรียมส่งขายสู่โรงงานเอกชน ขณะนี้มีบริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็กซ์ฯ เป็นผู้ร่วมหลักในการรับซื้อน้ำยางสด เพื่อนำไปส่งโรงงานแปรรูปที่ จ.ระยอง นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาราคายางพาราผันผวน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนยางที่สนใจนำผลผลิตน้ำยางมาส่งขายในตลาดน้ำยางสดของ กยท. จะต้องมีกระบวนการและผลผลิตยางที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะมีเปอร์เซ็นเนื้อยางแห้ง (ดีอาร์ซี) ไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งการซื้อขายยางที่มีคุณภาพมาตรฐานในตลาดแห่งนี้จะส่งผลดีต่อทั้งเกษตรกรผู้ขายและผู้ซื้อ จะได้รับราคาและสินค้าที่ยุติธรรม

“ที่ผ่านมา กยท.ดำเนินการเปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกที่ จ.สงขลา ตลาดนี้มีการซื้อขายน้ำยางในราคาสูงกว่าราคาท้องถิ่น ชาวสวนยางทุกคนสามารถนำน้ำยางขายผ่านตลาดนี้ได้ วันนี้จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานที่ขายผลผลิตในรูปยางก้อนถ้วย ให้เป็นการขายน้ำยางสดแทน เพื่อช่วยดูดซับปริมาณยางก้อนถ้วยออกจากระบบ ทางจังหวัดพิษณุโลกถือเป็นจังหวัดนำร่อง จากนั้นจะต้องนำแนวคิดนี้ไปเผยแพร่ยังจังหวัดในภาคเหนือและอีสานต่อไป” นายธีรวัฒน์กล่าว

ปัญหายางพาราตกต่ำ ยังสะท้อนบ่งบอกให้รับรู้กันว่า ที่ผ่านมานโยบายการแก้ปัญหายางพาราให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั้งระบบยังประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานระดับพื้นที่จนถึงระดับประเทศ จะมีความพยายามแก้ปัญหาก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางแก้ปัญหาจะเจอภาวะตีบตัน ไม่เห็นปลายทางแห่งแสงสว่างของปลายอุโมงค์แต่อย่างใด

ภาพที่สะท้อนให้เห็นความจริงของการออกมาเคลื่อนไหวของบรรดาเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงเครือข่ายองค์กรชาวสวนยางพารา ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาช่วยเหลือ ผลักดันราคายางพาราให้สูงขึ้น เพื่อสร้างหลักประกันให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน แต่จนบัดนี้ราคายางพาราก็ยังอยู่ในเหวลึก ยากที่จะฉุดดึงให้รอดพ้นห้วงเหวดังกล่าวได้ ทุกๆ ปี เรามักจะเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นประจำ หากเปรียบเสมือนภัยก็เป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซากซ้ำ จำเจ แก้แล้วแก้เล่า

ขายผ้าเอาหน้ารอดเป็นครั้งๆ ไปเท่านั้นจังหวัดตรัง caseyrace.com ซึ่งเป็นเมืองหลวงของยางพารา ด้วยเหตุผลที่มียางพาราต้นแรกของประเทศไทย และมีเกษตรกรประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะเดือดร้อน เกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดตรังก็หนีไม่พ้นชะตากรรมนี้ไปด้วย ด้วยเหตุนี้ทางจังหวัดจึงพยายามนำนโยบายการสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราเป็นวาระจังหวัดในขณะนี้ แต่จะก้าวเดินไปสู่จุดหมายหรือไม่นั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไปวันก่อน นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ไขข้อข้องใจ

ด้วยการเปิดแสงสว่างปลายอุโมงค์ของการแก้ไขปัญหายางพาราในพื้นที่จังหวัดตรังให้ฟังว่า จังหวัดมีความต้องการในอันที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเป็นระบบและยั่งยืน จะไม่มีการถอยอย่างเด็ดขาด ด้วยการจัดสรรพัฒนาจังหวัดจำนวน 100 ล้านบาท จัดกิจกรรมนำเกษตรกรชาวสวนยางระดับผู้กรีดยางที่ไม่เคยเข้ากลุ่มเข้าร่วมกิจกรรมกับทางอำเภอ จังหวัด อาทิ การประชุมสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจ ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้ไม่เคยได้รับโอกาส ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อจะได้สะท้อนปัญหาเสนอความคิดเห็นอย่างแท้จริง

ซึ่งจะเป็นเกษตรกรชาวสวนยางระดับรากหญ้าจริงๆ เรื่องนี้จังหวัดยังไม่เคยทำ และจะต้องทำกันต่อไป“ความต้องการของเกษตรกรกลุ่มนี้จะต้องได้รับการช่วยเหลือ แม้จะต้องมีการมอบปัจจัยการผลิตแม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับยาง โดยมอบหมายให้ นายอำเภอไปคิดว่าจะคัดเลือกหาหลักเกณฑ์ ช่วยเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มที่เดือดร้อนสุดสุด มีสวนยางน้อย ยากจน มีหนี้สินที่สุจริตมาก อยากบอกว่า พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดตรัง จะต้องมีความคิดและจะต้องแก้ปัญหายางพาราด้วยความแหลมคมให้ได้ ให้สมกับราคาที่จังหวัดตรังมียางต้นแรก

ทำไมเราต้องรอฟัง สงขลา พัทลุง และจังหวัดอื่น ทำไมจังหวัดเหล่านั้นไม่รอฟังตรัง ผมบอกพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดตรังได้เลยว่า จังหวัดตรังต้องเป็นผู้นำ เกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดตรังต้องเป็นผู้นำ ถึงแม้จะมีการประท้วงก็ตาม จึงได้บอกว่า ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังต้องรับรู้” นายศิริพัฒ กล่าวขณะที่ นายประทบ สุขสนาม ประธานเครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้ ให้ความเห็นว่า แนวคิดของผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในนามของเครือข่ายเห็นด้วยที่อยากให้จังหวัดตรัง เป็นผู้นำเรื่องยางพารา เนื่องจากจังหวัดตรัง

เป็นแหล่งปลูกยางพาราต้นแรกของประเทศไทย ทางเครือข่ายพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเบื้องต้นจากการยื่นข้อเรียกร้องของทางเครือข่ายผ่านทางจังหวัดตรังนั้น โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดตรังได้ให้แนวคิดว่าจะเข้ามาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในระดับรากหญ้า ที่ไม่มีเอกสารสิทธิและเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ ซึ่งทางเครือข่ายจึงเสนอให้หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดตรังทำงานอย่างบูรณาการ

โดยเฉพาะฝ่ายปกครองและท้องถิ่นจะรับทราบปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างแท้จริง ด้วยการคัดเลือกตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางที่เดือดร้อนจริงๆ เข้าโครงการดังกล่าว”ในส่วนของงานนโยบายงบประมาณของจังหวัดตรัง ไม่ว่าจะเป็นงบยุทธศาสตร์จังหวัด งบกลุ่มจังหวัด ที่เกี่ยวข้องเรื่องยางพารา ทราบว่าทางจังหวัดได้จัดสรรงบประมาณลงมาให้ความช่วยเหลือ ประการสำคัญนโยบายระดับประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญเรียกร้องให้ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอให้เข้ามาดูแลปัญหา

จะมอบหมายให้หน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องกับยางพารามาแก้ปัญหา คงจะแก้ยาก ด้วยเหตุผลบางครั้งติดขัดในหลายๆ เรื่อง จึงอยากให้รัฐมนตรี รวมถึงนายกรัฐมนตรี ลงมาแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร” นายประทบ ระบุการแก้ปัญหายางพาราให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดตรัง ที่พุ่งเป้าไปยังเกษตรกรชาวสวนยางระดับรากหญ้า แม้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราได้ในระดับหนึ่ง แต่โดยภาพรวมแล้ว การแก้ปัญหาดังกล่าวจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ แม้ว่าขณะนี้ยังประสบปัญหา แต่หากในอนาคตก็คงต้องจับตามองกันต่อไป