ABOUT

นอกจากนี้ เกษตรกรที่นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ถึงร้อยละ 90 เห็นผลแล้ว โดยสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตได้เฉลี่ยไร่ละ 722 บาท/ปี มีการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่เพาะปลูกของตนเองให้มีความสมบูรณ์ ดูแลและรักษาป้องกันโรค และแมลงศัตรูพืชได้ ยังสามารถแปรรูปผลผลิตไว้บริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นรายได้เสริม ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เฉลี่ย 894 บาท/เดือน

สำหรับฐานเรียนรู้ ศพก. แต่ละแห่งมีฐานเรียนรู้เฉลี่ย 6 ฐาน โดยฐานเรียนรู้ที่มีเหมือนกันมากที่สุดใน ศพก. คือ ฐานเรียนรู้ด้านการลดต้นทุนการผลิต เช่น ฐานเรียนรู้ด้านปุ๋ยหมัก/น้ำหมัก ฐานเรียนรู้ด้านสารชีวภัณฑ์ ฐานเรียนรู้ด้านการลดต้นทุนข้าว ฐานเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ ฐานเรียนรู้ด้านประมง ฐานเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง และฐานเรียนรู้ด้านบัญชี เป็นต้น

ผลสำรวจยังพบว่า ศพก. สามารถกระตุ้นให้เกษตรกรมีความต้องการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 28 ต้องการความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับการผลิต ร้อยละ 21 ต้องการความรู้ด้านการลดต้นทุนการผลิตเพิ่มเติม ส่วนร้อยละ 11 ต้องการความรู้ด้านการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้ง ศพก. ในระดับชุมชนอำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ ขึ้น ภายใต้หลักคิด “เกษตรกรพัฒนาเกษตรกรด้วยกันเอง จึงจะเกิดความเข้มแข็ง และยั่งยืน” ซึ่งภาคราชการจะต้องเข้าไปร่วมดำเนินการในลักษณะการขับเคลื่อน และสนับสนุนให้ ศพก. สามารถปฏิบัติงานได้ ดังนั้น เพื่อให้ ศพก. เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับเกษตรกรมากยิ่งขึ้น จึงควรส่งเสริม และสนับสนุนในด้านต่างๆ ให้ ศพก.มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เช่น การพัฒนาฐานเรียนรู้ พัฒนาแปลงเรียนรู้ เพิ่มเติมเนื้อหาหรือหลักสูตรในการอบรมให้มีความหลากหลาย เพื่อเพิ่มศักยภาพความเข้มแข็งให้กับ ศพก. และเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ภายใต้การบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี โชว์เฉาะมะพร้าวน้ำหอม เปิดตลาดประชารัฐ คนไทยยิ้มได้พร้อมกับอีก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตามนโยบายรัฐที่ต้องการเปิดพื้นที่ให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากไม่มีที่ค้าขาย

ตามที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้เกิดอุทกภัย ในช่วงที่ผ่านมาทำให้หลายจังหวัดในเขตภาคกลาง ยังคงประสบปัญหา สำหรับพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ในพื้นที่ 5 อำเภอ จำนวน 54 ตำบล 291 หมู่บ้าน 13 ชุมชน ได้แก่ อำเภอไชโย อำเภอวิเศษชัยชาญ อำเภอป่าโมก อำเภอเมืองอ่างทอง และอำเภอโพธิ์ทอง

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า วันนี้ (1 ธ.ค.) ลงพื้นที่นำทีมเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อช่วยเยียวยาจิตใจให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนี้ยังมีการจัดเสวนาเพื่อให้ความรู้ เรื่องการฟื้นฟูพืชหลังน้ำลด โดยวิทยากรจากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร ด้านอารักขาพืช, สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานประมงจังหวัด และได้มอบพันธุ์พืช, กล้าผัก, เมล็ดพันธุ์ผัก, พ.ด. 6, และพันธุ์ปลา ให้กับตัวแทนเกษตรกร หมู่ 4, 5 และ 6 ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก เพื่อเป็นปัจจัยการผลิตเอาไว้บริโภคในครัวเรือนต่อไป

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพื้นที่ หมู่ที่ 4, 5 และ 6 ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก มีเกษตรกรที่ขอรับความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ แล้วจำนวน 150 ราย แบ่งเป็น ด้านพืช จำนวน 87 ราย ด้านประมง 57 ราย และด้านปศุสัตว์ จำนวน 6 ราย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร อยู่ระหว่างการดำเนินการเสนอขอรับความช่วยเหลือเพื่อให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ นอกจากนี้ยังได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ลงพื้นที่ให้บริการประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที รวมทั้งให้ความรู้ เรื่องการเกษตร เพื่อเสริมอาชีพระยะสั้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถผ่อนคลายความเครียดจากความกังวลเรื่องรายได้ และพื้นที่เกษตรเสียหาย ภาวะหนี้สิน ขอให้ทุกคนมีจิตใจเข้มแข็ง และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ววัน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ผลประเมินโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่หลังดำเนินการผ่านมา 2 ปี มีแปลงใหญ่รวมทั้งสิ้น 2,535 แปลง รวมพื้นที่ 3.38 ล้านไร่ เกษตรกรพอใจ 2 ปีที่เข้าโครงการ ช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 เป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มบริหารจัดการการผลิต การตลาดร่วมกัน ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2560) มีแปลงใหญ่รวมทั้งสิ้น 2,535 แปลง พื้นที่ 3.38 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วม 249,106 ราย จำนวน 78 สินค้า ในการนี้ สศก. ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและผู้จัดการแปลง ในพื้นที่ 28 จังหวัด ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2560 จำนวน 1,848 ตัวอย่าง พบว่า แปลงปี 2559 ซึ่งดำเนินการเป็นปีที่ 2 เกษตรกรมีรายได้แล้วจากกลุ่มสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,211 – 1,749 บาทต่อไร่

สำหรับการพัฒนาเกษตรกร พบว่า มีเกษตรกรที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น Smart farmer จำนวน 16,716 ราย เกษตรกรได้รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร 36,865 ราย และแปลงใหญ่ร้อยละ 73 มีการพัฒนาเกษตรกรเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลง ซึ่งเกิดจากการส่งเสริมให้ความรู้จากหน่วยงานในด้านต่างๆ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าปัจจัยการผลิต เช่น ค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย และค่าสารเคมีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรร้อยละ 95 พอใจต่อโครงการ เพราะมีการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแปลงใหม่ที่เริ่มดำเนินการในปี 2560 (แปลงปีที่1) เริ่มเห็นผลแล้วเช่นกัน ซึ่งได้ดำเนินการส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรด้านการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต เช่น ส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิตร่วมกัน การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้พันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร และการจัดทำปุ๋ยอินทรีย์/ชีวภาพ โดยกลุ่มสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,045-1,643 บาทต่อไร่ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการร้อยละ 83 มีความพึงพอใจต่อโครงการ เพราะทำให้สามารถจัดการปลูกและมีรายได้เพิ่ม รวมทั้งทำให้มีประสิทธิภาพในการรวมกลุ่มเพื่อผลิตและการตลาด

อย่างไรก็ตาม ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2561 ได้มีการกำหนดเป้าหมายแปลงใหญ่รวมจำนวน 4,195 แปลง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการบูรณาการในแผนงานและงบประมาณอย่างเข้มข้น เน้นพัฒนาตามแปลงที่เริ่มดำเนินการ เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด แปลงปี 2559 (แปลงปีที่ 3) เน้นพัฒนาเพื่อยกระดับความเข้มแข็ง บริหารครบวงจร แปลงปี 2560 (แปลงปีที่ 2) เน้น พัฒนาผู้จัดการแปลง ลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน สุดท้ายแปลงใหม่ปี 2561 (แปลงปีที่ 1) เน้น การรวมแปลง และจัดทำแผนรายบุคคล

ทั้งนี้ ปี 2561 กำหนดให้เป็นปีแห่งการยกระดับคน การบริหารจัดการ มาตรฐานสินค้าเกษตร สู่เกษตร 4.0 การดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ดังกล่าว มุ่งเน้นให้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) และเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้บริหารจัดการ การน้อมนำศาสตร์พระราชา ทฤษฎีใหม่ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เกษตรกร ซึ่งการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติงานในปี 2561 จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการเกษตรเร่งเครื่องสู่เกษตร 4.0 อย่างต่อเนื่องในปี 2560-2564 ตามแผนขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve เกษตรกรนำเทคโนโลยีนวัตกรรม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี พ.ศ. 2560-2579) และแผนพัฒนาการเกษตร ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) เพื่อมุ่งเป้าหมายเพิ่มรายได้ของเกษตรกรถึง 390,000 บาท/คน/ปี เป็น Smart Farmer และ GDP ภาคเกษตรต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี ตาม Roadmap ที่กำหนดไว้ซึ่งการดำเนินงานกับภาคส่วนแบบประชารัฐที่จะทำให้ภาคเกษตรไทยเกิดการพัฒนาไปสู่เป้าหมายสุดท้าย คือ เกษตรกรมั่นคง ภาคเกษตรมั่งคั่ง และทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน ในปี 2579

นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 56 ปีชาว ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ในอดีตได้ประกอบอาชีพทำนา โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง เนื่องจากอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานเขื่อนลำปาว มีผลผลิตแบ่งขายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและเหลืออุปโภคในครัวเรือนได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ขณะที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนาลงเกือบ 2 ไร่เศษโดยนำที่นาส่วนหนึ่งมาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนา เนื่องจากเห็นว่าหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวบ้านในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนำที่นาบางส่วนมาปลูกมันสำปะหลัง ปลูกผักสวนครัว เพื่อเป็นอาหารเสริมให้หนูนา

“หนูนาเป็นอาหารยอดฮิตของชาวอีสานที่มักจะนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื้อให้รสชาติที่นุ่ม เหนียว ติดมัน นำมาทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ย่าง ผัดเผ็ด ลาบ ก้อย คั่ว แกง อ่อม หรือหมก บางคนยังเชื่อว่าถ้าได้เปิบหนูนาในฤดูหนาว ยังจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย”นายชาญชัยกล่าวและว่านับวันหนูนาตามธรรมชาติจะหายากมากขึ้น เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป หนูนาจึงขาดแคลน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงได้ทดลองเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80 – 100 บาท หรือหากจับได้ตัวเล็กก็นำมาขุนให้โตก่อนจำหน่าย โดยทำคอกที่เทพื้นด้วยคอนกรีตและก่อด้วยอิฐ มุงด้วยตาข่ายและสังกะสี วางท่อซีเมนต์และวีพีซี ให้เป็นรังและที่หลบซ่อนตัว ป้องกันขุดรูหนีและหลบภัยจากศัตรู อย่าง แมว สุนัข เหยี่ยว งู เข้ามารบกวน ขุนด้วยอาหารหมู และเสริมด้วยข้าวเปลือก ข้าวโพด หญ้า หัวมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าใกล้ไกลมาสั่งซื้อไปบริโภคและจำหน่าย โดยเฉพาะในฤดูแล้งจะขายดีมาก จนไม่เพียงพอที่จะส่งขายให้ลูกค้า

นายชาญชัยกล่าวว่า เมื่อเห็นทิศทางว่าการเลี้ยงหนูนาจะไปได้ดี และมีแนวโน้มที่ตลาดต้องการมากขึ้น เมื่อต้นปีนี้จึงเกิดความคิดว่าน่าจะเพาะพันธุ์หนูนาขาย จึงขยายโรงเรือนเป็นฟาร์มเลี้ยงหนูนา ลงทุน 3 หมื่นบาทเพื่อทำคอกหนูรุ่นเพิ่มเติม และซื้อท่อซีเมนต์ประมาณ 80 ท่อ แบ่งออกเป็นคอกผสมพันธุ์ คอกอนุบาล คอกหนูรุ่น คอกตัวผู้ และคอกตัวเมีย มีการจัดการบริหารอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อายุ 4 เดือนมาขังในคอกเดียวกันคอกละ 1 คู่ ใช้เวลาประมาณ 15 วันผสมพันธุ์เสร็จ จากนั้นแยกพ่อพันธุ์ออกมาขังรวมในคอกที่แยกสำหรับพ่อพันธุ์

เมื่อแยกพ่อพันธุ์ออกมาจากแม่พันธุ์แล้ว ประมาณ 24-28 วัน แม่พันธุ์จะตกลูกออกมาครอกละ 6-12 ตัว อีก 20 วัน ลูกหนูนาก็จะหย่านม ก็แยกลูกหนูรุ่นออกมาขุนในคอกซีเมนต์ขนาด 5 x 7 เมตร ขณะที่แม่พันธุ์ก็พร้อมที่จะจับคู่กับพ่อพันธุ์เพื่อผสมพันธุ์อีก ทำวนไปอย่างนี้เรื่อยๆ ซึ่งแม่พันธุ์ตัวหนึ่งๆ จะให้ลูกปีละประมาณ 4 รุ่น ซึ่งที่ฟาร์มนี้จะทำการขุนหนูนาเพื่อจำหน่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เท่านั้น จะไม่ขายหนูเนื้อเหมือนปีแรก เพราะจะเป็นการขายแล้วหมดไป เสียเวลาเพาะพันธุ์ สู้ขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไม่ได้ ที่จะเป็นการเพิ่มมูลค่า และเพิ่มประชากรหนูนาได้หลายเท่าทวีคูณ ในราคาคู่ละ 500 บาท อย่างไรก็ตาม หากชาวบ้านหาหนูนามาขายให้ ก็จะรับซื้อเพิ่มเพื่อนำมาขุนต่อ โดยจะซื้อคู่ละ 100 บาท

นายชาญชัยกล่าวว่า ธุรกิจการเพาะเลี้ยงหนูนาเพื่อจำหน่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำแต่จำหน่ายผลผลิตตลอดปี กำลังไปได้ดีเกินคาด ได้รับความสนใจจากลูกค้าทุกจังหวัดทั่วภาคอีสาน และบางจังหวัดในแถบภาคกลาง เช่น สระบุรี ลพบุรี ราชบุรี ซึ่งมีทั้งเดินทางมาติดต่อซื้อด้วยตนเองและโทรศัพท์มาสอบถามก็มาก เพราะกลุ่มผู้นิยมเปิบหนูนาก็กลุ่มใหญ่ แต่หาจับตามธรรมชาติได้ยากมากขึ้น หากหาซื้อตามฟาร์มจะสะดวกกว่า และให้รสชาติไม่แตกต่างกับหนูนาตามธรรมชาติ เพราะจะเพิ่มความมันของเนื้อหนูนาด้วยอาหารหมูและหัวมันสำปะหลัง นอกจากนี้ จากการบริหารจัดการในฟาร์มอย่างดี อาหารที่ใช้เลี้ยงหนูสะอาด สามารถการันตีว่าไม่มีพยาธิ ไม่มีโรคติดต่อ จึงมีนักเปิบหนูนา รวมทั้งผู้ที่ต้องการทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา และกลุ่มวิสาหกิจฯ ติดต่อซื้ออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาอย่างจริงจังประมาณ 1 ปี ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายหนูนาเดือนละไม่น้อยกว่า 5 หมื่นบาท

“การทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา เพื่อขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ สมัคร Royal Online จึงเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส จากการที่เคยทำนาปลูกข้าวได้เป็นอย่างดี เพราะทำง่าย ลงทุนต่ำ มีรายได้ที่สูงขึ้น ทำคนเดียวได้ แทบจะไม่ต้องใช้แรงงานเลย ทุกวันนี้ก็ช่วยกันทำกับภรรยา 2 คน เพียงหาเก็บผัก หัวมันสำปะหลัง และให้อาหารเท่านั้นก็จบในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม หากเพาะพันธุ์หนูนาได้ทันความต้องการของลูกค้า สามารถพูดได้เลยว่าจะมีรายได้มากกว่านี้ หรือไม่น้อยกว่าเดือนละแสนบาททีเดียว ซึ่งก็จะพยายามปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น และเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจ นอกจากนี้ยังยินดีให้คำปรึกษา กับผู้ที่จะทำฟาร์มเลี้ยงหนูนาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย” นายชาญชัยกล่าว

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กล่าวว่า ในวันศุกร์ ที่ 8 ธ.ค. 2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะร่วมประชุมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อหารือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ที่กำลังประสบปัญหายางราคาตกต่ำ จนทำให้มีชาวสวนยาง เดินทางมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล รวมถึงปัญหาเรื่องของเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพปศุสัตว์ และสินค้าเกษตร

ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวจะมีการเชิญเกษตรกรชาวสวยยาง ผู้ผลิต-ผู้รับซื้อยาง เกษตรกรชาวสวยยาง รวมถึงหน่วยงานที่บริหารดูแลด้านยางพารามาพูดคุยกัน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯได้เสนอให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อผลิตสินค้าเกษตร เพื่อความสะดวก หากสามารถรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ จะได้รับการดูแลเป็นอันดับแรก เพราะกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบและง่ายต่อการบริหารจัดการ

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากที่ธนาคารเปิดตัวสินเชื่อ Home For All ดอกเบี้ยสุดพิเศษเพียง 2.90% ต่อปี นานถึง 3 ปีแรก ยกเว้นค่าธรรมเนียม 4 ฟรี มีกำหนดยื่นคำขอกู้ทำและนิติกรรมภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2560 พบว่าล่าสุดมียอดยื่นขอสินเชื่อมากกว่า 6.7 หมื่นล้านบาท เกินกว่ายอดที่ขออนุมัติไว้กับคณะกรรมการ (บอร์ด) โดยครั้งแรกบอร์ดธนาคารกำหนดเป้าสินเชื่อในโครงการนี้ไว้เพียง 2 หมื่นล้านบาท เต็มในเวลาอันรวดเร็ว จึงเสนอขอบอร์ดขยายอีก 2.8 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 4.8 หมื่นล้านบาท ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน ดังนั้นจึงเสนอบอร์ดขอขยายอีก 2 หมื่นล้านบาท เป็น 6.8 หมื่นล้านบาท

“คิดว่ายอดที่ขอขยายวงเงินอีก 2 หมื่นล้านบาทน่าจะเพียงพอ เพราะในจำนวนที่ยื่นขอสินเชื่อเข้ามาอาจอนุมัติได้ไม่ครบทั้ง 6.7 หมื่นล้านบาท ธนาคารจะเปิดรับคำขอไปเรื่อยๆ เพื่อสำรองไว้ โดยยอมรับว่าสินเชื่อดังกล่าวประชาชนให้ความสนใจมาก เพราะดอกเบี้ยต่ำสุดในตลาด แถมยังยกเว้นค่าธรรมเนียม ทั้งค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ ค่าประเมินราคาหลักประกันทุกวงเงินกู้ ค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และค่าจดทะเบียนจำนอง 1% ของวงเงินกู้ตามสัญญากู้เงิน” นายฉัตรชัย กล่าว

นายฉัตรชัย กล่าวว่า จากสินเชื่อดังกล่าวคาดว่าทำให้สบายใจได้ว่าทั้งปีนี้ยอดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเป็นไปตามเป้าหมายวางไว้ 1.78 แสนล้านบาท จากเมื่อต้นปีจนถึงกลางปียอดปล่อยสินเชื่อของธนาคารไม่ค่อยขยับและยังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายพอสมควร โดยขณะนี้กำลังจัดทำแผนการดำเนินการในปีหน้า คาดว่าเป้าหมายปล่อยสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นจากปีนี้ประมาณ 5%

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากผลผลิตปาล์มน้ำมัน ปี 2560 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าจะมีปริมาณ 13.50 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 คิดเป็น ร้อยละ 18.21 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของทั้งเนื้อที่ให้ผลและผลผลิตต่อไร่ ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณน้ำฝนมากขึ้น เกษตรกรดูแลดีใส่ปุ๋ยมากขึ้น โดยปัจจุบัน (ณ วันที่ 4 ธ.ค.60) ราคาผลปาล์มน้ำมัน (18%) กก.ละ 3.20 – 3.60 บาท และน้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 19.00 – 19.25 บาท ในขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบมาเลเซีย (1 ธ.ค.60) กก.ละ 19.99 บาท ราคาผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มมีแนวโน้มลดลงนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นมา

ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากปริมาณผลปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มดิบในช่วงที่ผ่านมามีมาก ประกอบกับโรงกลั่นฯ มีสต็อกน้ำมันปาล์มคงเหลือมากกว่าความต้องการใช้ในแต่ละเดือน รวมทั้งภาวะการค้าน้ำมันปาล์มขวดชะลอตัว ทำให้ปริมาณการสั่งน้ำมันปาล์มจากโรงงานสกัดลดลงและซื้อราคาลดต่ำลง ส่งผลถึงผลปาล์มน้ำมันด้วย โดยสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือ

จากการแจ้งตามประกาศ กกร. นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 60 เป็นต้นมา สต็อกน้ำมันปาล์มคงเหลือมีจำนวนมากกว่า 400,000 ตันCPO มาถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดมีมากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือน มีนาคม 60 ปริมาณผลปาล์ม อยู่ที่ 1.11 ล้านตัน จนถึงปัจจุบัน พฤศจิกายน 60 อยู่ที่ 1.44 ล้านตัน ประกอบกับมีการส่งเสริมให้เกษตรกรทำปาล์มคุณภาพโดยการตัดปาล์มสุก เปอร์เซ็นต์น้ำมันเพิ่มขึ้น จาก 15 – 16% เป็น 17 – 18% ทำให้มีปริมาณน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มคงเหลือที่มีปริมาณมากในขณะนี้ โดยคณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาด ได้ประชุมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 และมีมติให้เร่งรัดการส่งออกน้ำมันปาล์มเพื่อรักษาสมดุลปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศโดยแต่งตั้งคณะทำงานสนับสนุนการส่งออกน้ำมันปาล์ม

มีหน้าที่กำหนดมาตรการเร่งหาตลาดในการผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ ได้ขอความร่วมมือกรมธุรกิจพลังงาน ประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ให้สำรองไบโอดีเซล (B100) เพิ่มขึ้นซึ่งสำรองตามกฎหมาย (ร้อยละ 1) อยู่ที่ 14.339 ล้านลิตร เป็น 120 ล้านลิตร และในสัปดาห์นี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาด เพื่อเร่งรัดการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ และจะเชิญผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อพิจารณาอุปสงค์และอุปทานผลผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์ม และปริมาณความเหมาะสมของการใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้ากระบี่ ซึ่งจะส่งผลทำให้ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือในตลาดลดน้อยลง การซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบและผลปาล์มน้ำมันจะคล่องตัวขึ้น

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกระแสข่าวที่กล่าวว่ามีการนำเข้าน้ำมันถั่วเหลืองจากประเทศบราซิลและประเทศสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษี เพื่อนำมาสกัดน้ำมันแข่งกับน้ำมันปาล์มนั้น กระทรวงพาณิชย์ขอชี้แจงว่าการนำเข้าน้ำมันถั่วเหลืองจากประเทศบราซิลและประเทศสหรัฐฯ นั้น ในปี 2560 ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันถั่วเหลืองเพียงเล็กน้อย ส่วนเมล็ดถั่วเหลืองมีการนำเข้ามาใช้ผลิตอาหารสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารเป็นหลัก สำหรับการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองในปี 2560 (ณ สิ้นเดือนกันยายน 2560) มีจำนวน 2.158 ล้านตัน เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันกับปี 2559 ปรากฏว่าลดลงร้อยละ 2.17

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อแอนแทรกซ์ 2 ราย จากการสัมผัส บริเวณโภคเนื้อแพะนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ถึงแม้ขณะนี้จะสามารถควบคุมโรคได้ แต่ก็อาจทำให้ประชาชนวิตกว่าจะมีระบบในการตวจสอบเชื้อโรคอย่างไร

ล่าสุด นพ. สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีระบบในการตรวจวินิจฉัยเชื้อแอนแทรกซ์ทางห้องปฏิบัติการจากผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อ เพื่อตอบสนองนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ เพื่อให้ได้ผลยืนยันอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับสามารถเตรียมป้องกันและควบคุมโรคนี้อย่างเต็มที่ การยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการผู้ป่วยได้รวดเร็ว จึงมีส่วนสำคัญต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งต้องอาศัยเตรียมข่ายห้องปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รับผิดชอบด้านห้องปฏิบัติการและประสานกับห้องปฏิบัติการเครือข่ายในการส่งต่อสิ่งส่งตรวจมาเพื่อดำเนินการตามภารกิจต่อการตอบสนองการป้องกันควบคุมโรคแอนแทรกซ์ โดยห้องปฏิบัติการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข เปิดให้บริการเพาะแยกเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส แอนทราซิส (Bacillus anthracis) จากสิ่งส่งตรวจ ทั้งเลือด เสมหะ อุจจาระ ป้ายแผล ด้วยอาหารเลี้ยงเชื้อ ที่จำเพาะต่อการเจริญเติบโต และทดสอบคุณสมบัติทางชีวเคมี และวิเคราะห์สเปกตรัมโปรตีนของเชื้อ ด้วยเทคนิค MALDI-TOF Mass Spectrometry ในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3 (BIOSAFETY LEVEL (BSL3) LABORATORY) ซึ่งบุคลากรจะต้องสวมชุดอวกาศป้องกันอันตรายจากเชื้อ Bacillus anthracis

ห้องปฏิบัติการสามารถรายงานผลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง กรณีเกิดโรคระบาดเหตุฉุกเฉิน สามารถตรวจยืนยันผลได้ภายใน 3 วันทำการเท่านั้นแหล่งข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยได้ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงในเส้นทางบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 137-200% รวมทั้งสิ้น 59 เส้นทาง โดยจะมีผลบังคับใช้กับบัตรโดยสารที่ออกตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2560 นี้เป็นต้นไป โดยการปรับขึ้นดังกล่าวเป็นการปรับค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเป็น ครั้งที่ 2 ของปีนี้ หลังจากปรับครั้งแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา โดยผู้โดยสารทุกประเภทที่เดินทางในเส้นทางระหว่างประเทศด้วยเที่ยวบินของการบินไทยจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวทั้งหมด

สำหรับอัตราการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงครั้งนี้จะแบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม โดยอัตราดังต่อไปนี้จะเป็นอัตราที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อ 1 เที่ยวบินเท่านั้น หากผู้โดยสารเดินทางไปและกลับจะต้องบวกเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว กลุ่มที่ 1 เส้นทาง ย่างกุ้ง, ฮานอย, เวียงจันทน์ และหลวงพระบาง เป็นต้น ชั้นประหยัดปรับเพิ่มขึ้น 168% หรือ 5 เหรียญสหรัฐ หรือ 163.75 บาท และชั้นธุรกิจปรับเพิ่มขึ้น 200% หรือ 8 เหรียญสหรัฐ หรือ 262 บาท กลุ่มที่ 2 เส้นทางกัวลาลัมเปอร์, คุนหมิง, สิงคโปร์ เป็นต้น ชั้นประหยัดปรับเพิ่มขึ้น 160% หรือ 8 เหรียญสหรัฐ หรือ 262 บาท และชั้นธุรกิจปรับเพิ่มขึ้น 172% หรือ 12 เหรียญสหรัฐ หรือ 393 บาท กลุ่มที่ 3 เส้นทางโคลัมโบ, เฉินตู, มะนิลา, กาฏมาณฑุ และเชนไน เป็นต้น ชั้นประหยัดปรับเพิ่มขึ้น 157% หรือ 11 เหรียญสหรัฐ หรือ 360.25 บาท และชั้นธุรกิจปรับเพิ่มขึ้น 170% หรือ 17 เหรียญสหรัฐ หรือ 556.75 บาท