การพัฒนาประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มของการผลิต บริการการค้า

และการลงทุนเช่น ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดสำหรับอุตสาหกรรมรายสาขา 10 โรงงาน การป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ เช่น การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน 7 จังหวัด หรือ 400 โรงงาน

กระทรวงเกษตรฯรับลูก “สมคิด” ปั้น 4 จังหวัดเมืองรอง กระตุ้นรายได้ท่องเที่ยวท้องถิ่น เผยนักท่องเที่ยวอาเซียนชื่นชอบเกษตรเชิงท่องเที่ยว-ฟาร์มออร์แกนิก

นายวีระศักดิ์ บุญเชิญ ผู้อำนวยการกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ขานรับนโยบายท่องเที่ยวสร้างรายได้ กระจายสู่ท้องถิ่นเมืองรอง โดยก่อนหน้านี้ได้ทำบันทึกความร่วมมือข้อตกลง (MOU) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว 12 เมืองต้องห้าม รวมถึง 49 จังหวัด แต่เนื่องจากเป็นภาพใหญ่ยังขาดการเชื่อมโยงจึงไม่เห็นผลเท่าที่ควร ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรอยู่ระหว่างวางแผนเชิงรุกพัฒนาการท่องเที่ยวหัวเมืองรอง

โดยมี 4 จังหวัดเป้าหมายเป็นพื้นที่นำร่อง อาทิ จังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี โดยใช้แนวคิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ใกล้กรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันตก โดยจะเน้นการสร้างเรื่องราว (Story) ให้มากขึ้นและให้สนับสนุนสินค้าวิสาหกิจชุมชนสินค้าท้องถิ่นอย่างมะพร้าว เช่น จังหวัดราชบุรี มีสวนมะพร้าว ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรระดับผู้ส่งออกรายใหญ่และเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทำการเกษตรผสมผสาน ฟาร์ม GAP และออร์แกนิกให้มีกิจกรรมครอบครัวเป็นรูปแบบโฮมสเตย์เชื่อมโยงกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม สัมผัสวิถีชาวสวน เช่าจักรยานเที่ยวพร้อมที่พักรูปแบบ one day trip หรือ เที่ยวเสาร์-อาทิตย์ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคนเมืองกำลังซื้อปานกลาง และจากการลงพื้นที่พบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียนชื่นชอบไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย

“จริงๆ มิติทางท่องเที่ยวในเมืองไทยมีเยอะทุกพื้นที่ แต่เท่าที่ผ่านมายังไม่เห็นภาพชัดมากนัก คณะกรรมการจึงเห็นร่วมกันว่าให้มีพื้นที่นำร่องพัฒนาหัวเมืองรอง เท่าที่ได้คุยกับท้องถิ่นพบว่ารายได้หลักมาจากโฮมสเตย์เพราะคิดเป็นรายหัวที่ชัดเจนกว่า จึงคิดว่า ให้ 4 จังหวัดนี้นำร่องก่อน จึงจะเห็นรายได้ชัด โดยจะเชื่อมโยงสตอรี่เรื่องสวนมะพร้าวและมีกิจกรรมมากขึ้น ที่นอกเหนือจากเพียงแค่เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา หรือสถานที่หลัก ทั้งหมดต้องเน้นยกระดับฟาร์มให้เป็นออร์แกนิกเพื่อเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้วิสาหกิจชุมชนให้มากขึ้น รวมถึงแผนท่องเที่ยวอีสานเเซ่บนัว จ.ขอนแก่น ก็จะกลับมาอีกครั้ง”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า การผลักดันนโยบายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มุ่งทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งขึ้น เพราะหากเศรษฐกิจเริ่มขยับ แต่ข้างล่างไม่ขยับ ข้างบนขยับได้ไม่นาน อำนาจซื้อจะไม่มี ซึ่งสิ่งที่ตามมาอีกคือ การเติบโตต้องพึ่งการส่งออกตลอดเวลา ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดดุลยภาพ การที่เศรษฐกิจ 70% พึ่งพิงอยู่กับการส่งออก ไม่ใช่สิ่งที่น่าภูมิใจ เพราะเศรษฐกิจไม่สมดุล นี่คือสิ่งที่ต้องแก้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้จัดประชุมร่วมกับภาคเอกชนท่องเที่ยว เพื่อหามาตรการรวมถึงแนวทางกระตุ้นการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวสู่เมืองรองและเมืองเล็กมากขึ้น

โดย “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า ได้เตรียมจัดทำโครงการ “เที่ยวทั่วไทย ไปถึงถิ่น” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่นผ่านการเดินทางท่องเที่ยว โดยกลุ่มเป้าหมายจะครอบคลุมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอดช่วงไตรมาสที่ 4 นี้
โดยกำหนดแนวทางการทำงานไว้ 2 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือ “มาตรการทางภาษี” โดยหมวดค่าใช้จ่ายที่เสนอให้ นำมาลดหย่อนได้ ซึ่งกำหนดโซนการเดินทางท่องเที่ยวเป็น 3 โซนหลัก สำหรับการนำมาลดหย่อนภาษีแบบขั้นบันไดแบ่งเป็น 1. การเดินทางท่องเที่ยวในโซน 1 เมืองท่องเที่ยวหลัก 14 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา กาญจนบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ ระยอง เพชรบุรี พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น สงขลา ประจวบคีรีขันธ์ สระบุรี ภูเก็ต และนครปฐม กลุ่มนี้ลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท

2. การเดินทางท่องเที่ยวในโซน 2 คือ 12 เมืองต้องห้ามพลาด จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง น่าน เพชรบูรณ์ เลย บุรีรัมย์ จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม ราชบุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช และตรัง ลดหย่อนภาษีได้ 30,000 บาท

และ 3. การเดินทางท่องเที่ยวในโซน 3 จังหวัดท่องเที่ยวรองอื่นๆ จำนวน 51 จังหวัด ลดหย่อนภาษีได้ 50,000 บาท

นอกเหนือจากภาคประชาชนที่จะเดินทางท่องเที่ยวแล้ว ททท.มองว่าต้องเข้าไปดูในส่วนของภาคเอกชนท่องเที่ยวด้วย เช่น หากบริษัทนำเที่ยวนำนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเมืองรอง อาจจะให้อินเซนทีฟแก่บริษัทนำเที่ยวด้วย เป็นต้น เรื่องที่สอง “มาตรการด้านการตลาด” จะมีการจัดโปรโมชั่นแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วมกับสายการบิน บริษัทขนส่งในพื้นที่ พร้อมเข้าหารือกับกรมท่าอากาศยาน เพื่อขอความร่วมมือให้ส่วนลดแลนดิ้งฟี แก่สายการบิน เพื่อเปิดเส้นทางบินเข้าเมืองท่องเที่ยวในโซน 2 และ 3 รวมทั้งเตรียมเสนอกรมการขนส่งทางบกในการนำมาตรการผ่อนผัน กฎระเบียบ ข้อกำหนด เพื่อนำรถข้ามแดนเพื่อเดินทางท่องเที่ยว ตามข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอแนวทางการลดต้นทุนของผู้ประกอบการที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้ด้วย นอกจากนี้ ยังมองว่าต้องให้น้ำหนักเรื่องการประชาสัมพันธ์มากเป็นพิเศษ เพราะเวลาในการโปรโมตค่อนข้างกระชั้นเกินไป ทำให้ไม่สามารถประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบได้ทัน
ขณะที่ความเห็นในฟากเอกชนนั้น ต้องการให้ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมนำเที่ยว เช่น การให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่บริษัทนำเที่ยวที่นำนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเมืองรองในโซน 2 และ 3 ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด โดยประเด็นนี้จะมีการหารือกับสมาคมท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ภาคเอกชนได้เสนอด้วยว่า ต้องการให้หาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ร้านค้ารายย่อย หรือร้านค้าชุมชนต่าง ๆ ยังไม่มีใบกำกับภาษีออกให้นักท่องเที่ยวด้วย หากต้องการตอบโจทย์รัฐบาลเรื่องการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นจริง ๆ โดย ททท.จะนำเรื่องนี้หารือกับกระทรวงการคลังต่อไป”
สำหรับเป้าหมายรายได้ตลาดไทยเที่ยวไทย ปี 2560 นั้น ททท.ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 154 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ 9.5 แสนล้านบาท ขณะที่เป้าหมายปี 2561 ตั้งเป้านักท่องเที่ยวไทยที่ 162 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับเป้าหมายปีนี้

ฟาก “อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ให้ความเห็นว่า นับเป็นเรื่องดีที่ ททท.มุ่งกระจายรายได้ท่องเที่ยวไปสู่เมืองรอง รวมถึงกระตุ้นเม็ดเงินสู่ชุมชน ด้วยการดึงพันธมิตรสายการบิน รถขนส่ง เข้ามาช่วยเสริมพลังให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น และเร่งกระตุ้นให้มีการจัดประชุมสัมมนาในประเทศ

ทั้งนี้ มองว่ามาตรการลดหย่อนภาษีที่สรุปออกมานั้นแม้จะเป็นมาตรการที่เคยมี และนำมาใช้บ่อยแล้ว แต่เชื่อว่ายังสามารถนำไปใช้ได้อีก อย่างเมืองท่องเที่ยวรองในโซน 3 ซึ่งลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 50,000 บาท ไม่ถือว่าเป็นวงเงินที่สูงจนเกินไป ยิ่งเยอะ ยิ่งดี แต่ต้องมีสิ่งจูงใจอื่นๆ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปกระจายเม็ดเงินด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ สทท.อยากเห็นเพิ่มเติม คือลูกเล่นหรือเครื่องมือใหม่ๆ นำมาใช้ควบคู่กับมาตรการทางภาษี
เช่นเดียวกับ “ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ” นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ที่มองว่า ทุกครั้งที่มีการออกมาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว จะเห็นผลสำเร็จที่ดี แต่อยากให้เข้าไปดู “ความพร้อม” ของเมืองรองด้วยว่ายังขาดหรือต้องการอะไรเพิ่มเติม
ยกตัวอย่าง เช่น น่าน กับแพร่ ถือเป็นเมืองรองที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ดี ขณะที่เมืองรองอื่นๆ อย่าง สุโขทัย ยังไม่มีใครเข้าไปโปรโมตอย่างจริงจัง ทั้งที่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมาก

คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า การออกมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวแบบขั้นบันไดดังกล่าวนี้ จะช่วยกระจายรายได้ในภาคธุรกิจท่องเที่ยวลงไปสู่จังหวัดขนาดเล็ก และเข้าถึงชุมชนได้ตามโจทย์ของรัฐบาล!

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนกระจาย ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนกระจาย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน และตาก
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ นครพนม สกลนคร
อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา
อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.
ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม
อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า คาดว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ จะมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 11,000 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เพื่อใช้บริหารจัดการในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งมีปริมาณเพียง 9,700 ล้านลบ.ม. โดยแบ่งเป็น นำสหรับใช้อุปโภคและปริโภค 1,100 ล้านลบ.ม. ดูแลระบบนิเวศ 1,400 ล้านลบ.ม. การทำเกษตรต่อเนื่อง อาทิ สวนผลไม้ เป็นต้น 700 ล้านลบ.ม. และเก็บสำรองไว้ใช้ในต้นฤดูฝน 3,700 ล้านลบ.ม ส่วนที่เหลืออีก 4,100 ล้านลบ.ม. จะใช้จัดสรรเรื่องอื่นๆ ในฤดูแล้ง อย่างไรก็ตามถ้าเดือนสิงหาคม – ตุลาคมมีพายุพัดผ่านไทยอีกระลอก ทั้ง 4 เขื่อนน่าจะเก็บน้ำเพิ่มได้อีก 3,000 ล้านลบ.ม. รวมทั้งสิ้น 13,000 ล้านลบ.ม.

“การปลูกข้าวนาปีนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) จะกำหนดพื้นที่ว่าทั้งปีควรจะปลูกเท่าไหร่ อาทิ ช่วงฤดูฝนทั้งประเทศควรปลูกข้าวได้ประมาณ 58 ล้านไร่ โดยปลูกอยู่ในเขตชลประทาน 17 ล้านไร่ และลุ่มเจ้าพระยา 7.6 ล้านไร่ ส่วนการปลูกข้าวนาปรัง ต้องดูปริมาณความต้องการของตลาดด้วย ถึงแม้ปีนี้จะมีน้ำมาก แต่ก็ต้องดูแผนว่าจะให้ปลูกในเขตชลประทานเท่าไหร่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเท่าไหร่ โดยกรมชลประทานจะดำเนินตามนโยบายที่กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กำหนดให้”นายทองเปลว กล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่า ขณะที่แผนที่กรมชลประทานเร่งปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยานั้น ประกอบด้วยปัจจัยหลายส่วน ได้แก่ 1.การกักเก็บน้ำในเขื่อนให้เพียงพอ 2.การบริหารพื้นที่เพาะปลูก เช่น ทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเริ่มปลูกข้าวตั้งแต่เดือนเมษายน และตอนนี้สามารถเก็บเกี่ยวปลูกเสร็จแล้ว ถึงแม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเยอะ แต่จากการประเมินความเสียหาย พบว่า ไม่มีพื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ ไม่เกิดความเสียหาย และสามารถใช้เป็นที่กักเก็บน้ำถึง 100 ล้านลบ.ม. ส่วนพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 1.15 ล้านไร่ ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงกำลังเร่งเก็บเกี่ยว ซึ่งจะส่งผลให้ช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน แถวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และอ่างทอง สามารถผลักดันน้ำมาเก็บไว้ตรงนี้ได้ ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าแผนของกรมชลประทาน สามารถทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวในที่ลุ่มไม่เสียหาย และพื้นที่ดังกล่าวยังสามารถที่จะตัดยอดน้ำที่จะไหลผ่านพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนไว้ได้อีกด้วย

(กรุงเทพ) – สมาคมวีลแชร์บาสเกตบอล ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อช่วยให้นักกีฬาทีมชาติไทยได้แสดงออกถึงศักยภาพด้านกีฬาอย่างเต็มที่ ณ ซีพีเอฟตรอกจันทร์ ซอยเย็นจิต

นายอรรคพล กุลประดิษฐ์เลขาธิการ สมาคมวีลแชร์บาสเก็ตบอล เปิดเผยภายหลังจากรับมอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมฯ ว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนในทุกด้านจากซีพีเอฟอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งแรงหนุนสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพให้กับนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล ที่เป็นตัวแทนชาติไทยให้สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการรักษาตำแหน่งแชมป์อาเซียนพาราเกมส์ติดต่อกันถึง 5 สมัย และกำลังจะไปป้องกันแชมป์สมัยที่ 6 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 17-23 กันยายน 2560 ตลอดจนมุ่งมั่นพัฒนาและฝึกฝนตนเองสู่ระดับโลก ในการคัดเลือกเข้าแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ต่อไป

“ขอขอบคุณที่ซีพีเอฟการสนับสนุนสมาคมฯมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการมอบผลิตภัณฑ์อาหารระหว่างการฝึกซ้อมและตลอดการแข่งขันในทุกครั้ง การดูแลค่าใช้จ่ายในการร่วมแข่งขันหลายรายการ และเงินจัดซื้อรถวีลแชร์บาสเกตบอลที่ทันสมัยสำหรับใช้แข่งขัน ช่วยให้นักกีฬาสามารถแสดงความสามารถในสนามแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ นักกีฬาทั้ง 12 คนยังเป็นพนักงานของบริษัทด้วยจึงมีรายได้ที่มั่นคงสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้” นายอรรคพล กล่าว

ด้าน นายประพจน์ hannaheloge.com โชคพิชิตชัยรองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับผู้พิการที่ทุกคนต่างมีศักยภาพและมีความสามารถในหลากหลายด้าน โดยบริษัทได้สร้างงานแก่ผู้พิการให้เขาเป็นบุคลากรร่วมทำงานกับบริษัท บางส่วนทำงานในชุมชนของตนเองโดยเฉพาะงานสาธารณประโยชน์ต่างๆ ขณะที่บุคลากรบางส่วนที่มีความสามารถด้านกีฬา ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลทีมชาติไทย ที่ผ่านมาทุกคนได้ทุ่มเทอย่างเต็มกำลังในทุกการแข่งขันจนสามารถคว้าชัยและสร้างความภูมิใจให้กับตนเอง ชาวไทย และองค์กรเป็นอย่างมาก

“ซีพีเอฟมุ่งส่งเสริมศักยภาพแก่นักกีฬาผู้พิการ พร้อมสนับสนุนในทุกๆการแข่งขันเพื่อผลักดันให้นักกีฬาสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยจนสามารถคว้าแชมป์และติดอันดับในหลายประเภท” นายประพจน์ กล่าว

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงพื้นที่ จ.ลำปาง เพื่อเปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด สภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) (สสนก.) กับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ณ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง ศาลากลางจังหวัดลำปาง

มี นายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และ นายสุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน

รัฐมนตรีวท.กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลมอบหมายให้วท.โดย สสนก. พัฒนาระบบคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ โดยได้เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง 35 หน่วยงาน พร้อมสำหรับการใช้งานแล้วอย่างเป็นรูปธรรม

ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เข้าตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ประกอบกับการดำเนินงานของ สสนก. ที่สนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการน้ำของชุมชน มาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน มี 60 ชุมชนแกนนำ ที่สามารถบริหารจัดการน้ำชุมชนด้วยตนเอง เกิดเป็นต้นแบบพัฒนาและขยายผลเป็นเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กว่า 900 หมู่บ้านทั่วประเทศ

โดยมีการดำเนินงานร่วมกับสภาเกษตรกร ผ่านเครือข่ายชุมชน ในพื้นที่ 17 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ ชุมพร นครราชสีมา นครสวรรค์ บึงกาฬ บุรีรัมย์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี ปัตตานี พิษณุโลก สุโขทัย ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี และนำไปสู่ความร่วมมือระหว่าง สสนก. กับสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อถ่ายทอดตัวอย่างความสำเร็จสู่เครือข่ายเกษตรกร ให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง พัฒนาไปสู่การจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ

โดยใช้ต้นแบบจากที่ได้ดำเนินการสำเร็จและใช้งานจริง มาแล้วจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร จัดตั้งเป็นศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด สำหรับใช้ติดตามสถานการณ์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองได้ และยังสนับสนุนแจ้งเตือนภัยได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะช่วยป้องกันหรือลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เกษตรกรรมที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศได้

นางอรรชกา กล่าวว่า ภายในปี 2560 สสนก. มีแผนจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด ร่วมกับ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และองค์การบริหารส่วนจังหวัด รวมทั้งสิ้น 25 จังหวัด โดยในปัจจุบันดำเนินการจัดตั้งเสร็จพร้อมใช้งานแล้ว 18 จังหวัด สำหรับศูนย์บริหารจัดการน้ำระดับจังหวัด ภายใต้ความร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะเป็นศูนย์แห่งคลังข้อมูลและคลังความรู้ด้านการจัดการน้ำระดับท้องถิ่น

เพื่อประโยชน์ต่อการทำงานและการวางแผนบริหารจัดการน้ำสำหรับเกษตรกร ให้สามารถพึ่งพาตนเองและปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พัฒนาเกษตรกรให้สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับให้ภาคเกษตรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ให้บรรลุเป้าหมายการเป็นเกษตรกรและภาคเกษตรกรรม 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล

การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้เป็นการอำนวยความสะดวกในการทำงาน

ให้แก่ทั้งนิสิตคณาจารย์ และบุคลากร ทำให้ทุกคนสามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมากเข้ามาอยู่ที่เดียวกันได้ และยังเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ด้วยความถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัยในการรักษาข้อมูล เช่น ในส่วนการวางแผนงานระบบภายในคณะ/หน่วยงาน การส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างกันภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการดำเนินการและบริหารงานภายในมหาวิทยาลัย อาทิ เปลี่ยนจากการบันทึกข้อมูลลงบนกระดาษให้กลายเป็นการจัดการข้อมูลบนคอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติ ระบบออนไลน์ถึงกัน โดยเป็นข้อมูลเดียวกัน ถือเป็นการใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อสร้างความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ให้แก่มหาวิทยาลัยของเราได้ ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยให้สามารถทำงานไปได้อย่างรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย ซึ่งนี่ก็เป็นเพียงประโยชน์ส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิตอลเท่านั้น” อธิการบดี มศว กล่าว

พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) เปิดเผยว่า ท.ท.ช.รับทราบแผนความร่วมมือด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวสี่เหลี่ยมวัฒนธรรมล้านช้าง ที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.ได้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างไทย-กับการท่องเที่ยว สปป.ลาว พัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกันในปี 2560-2561 เบื้องต้นจะเชื่อมเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ระหว่างหลวงพระบาง เวียงจันทน์ เลย และหนองคาย ซึ่งภาครัฐจะดำเนินการผลักดันเมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นด่านประเพณี ให้เป็นด่านสากล เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไทยในพื้นที่สี่เหลี่ยมวัฒนธรรมล้านช้างเข้าด้วยกัน

“พื้นที่ตรงสานะคาม เป็นจุดเชื่อมฝั่งไทยที่ด่านเชียงคาน จังหวัดเลย ซึ่งเป็นด่านสากลอยู่แล้ว เป้าหมายการเชื่อมด่านสานะคามมายังด่านเชียงคานของไทย จะสามารถดำเนินการได้ปี 2561-62 เพื่อเอื้ออำนวยผ่านด่าน 2 ประเทศ 2 ฝั่งโขง การประชุมกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ด้านการท่องเที่ยวครั้งล่าสุด มีธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เข้าร่วมด้วย ทางการท่องเที่ยวลาว ได้ขอให้ อพท.ช่วยขยายโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวสี่เหลี่ยมวัฒนธรรมล้านช้างให้ที่ประชุมรับฟัง เพื่อทางการท่องเที่ยวลาวจะได้นำโมเดลของไทยไปดำเนินการได้เลย ซึ่งทางเอดีบีแสดงความชื่นชมไทย และยินดีสนับสนุนเงินให้กับลาว” พลเอกธนะศักดิ์ กล่าว

พันเอกนาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า อพท.เตรียมของบประมาณในการดำเนินโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวสี่เหลี่ยมวัฒนธรรมล้านช้าง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะล่าสุดการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เพื่อมอบให้จังหวัดเลยเป็นเจ้าภาพในการเสนอเรื่องเปิดด่านสานะคาม เป็นด่านสากล ผ่านกระทรวงมหาดไทยและให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งประสาน ส่วน อพท.และการท่องเที่ยวลาว ร่วมกันพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและจัดทำเป็นแอพพลิเคชั่นคู่มือท่องเที่ยว 3 ภาษา คือ ไทย ลาว และอังกฤษ

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม(มิลค์บอร์ด) เปิดเผยว่า เดือนสิงหาคม 2560 อ.ส.ค.เตรียมเสนอให้ที่ประชุมครม.อนุมัติต่อสัญญาให้ อ.ส.ค.เป็นผู้จัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน อีก 3 ปี หลังจากที่จะสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงในกันยายน 2560

พร้อมกันนี้ อ.ส.ค.จะเสนอผลการประเมินโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ที่ผ่านการประเมินจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ และนักเรียน และแผนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ระยะเวลา 10 ปี (2560-2569) ที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียแล้ว แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องมาตรฐานที่อ.ส.ค. พยายามบังคับใช้มาตรฐานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี เกษตรกรอาจปรับตัวไม่ทัน อยากเสนอแนะให้อ.ส.ค.เข้ามาช่วยเหลือ และสนับสนุนเกษตรกรในส่วนนี้ด้วย

แผนยุทธศาสตร์นมฉบับแรก มีเป้าหมายผลักดันให้องค์กรโคนมบริหารงานมีกำไร ไม่น้อยกว่า 80% ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เฉลี่ย 5% ต่อปี เพิ่มผลผลิตน้ำนมเฉลี่ย 4% ต่อปี เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์นม ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี เพิ่มอัตราการบริโภคนมภายในประเทศ เฉลี่ย 4% ต่อปี หรือมากกว่า 20 ลิตร/คน/ปี

ตราด – นายประธาน สุรกิจบวร รอง ผวจ.ตราด พร้อมคณะข้าราชการฝ่ายไทย ประกอบด้วย นายชัยวัฒน์ โอชนานนท์ นายอำเภอคลองใหญ่ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกับ นางมิถุนา ภูทอง ผวจ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา นายไพฑูรย์ พราหมณ์เกสร รองผวจ.เกาะกง นายอำเภอเกาะกง และข้าราชการ จังหวัดเกาะกง ที่ห้องประชุมชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อปรึกษาหารือปัญหาชายแดนและการผ่านแดนด้านไทย-กัมพูชา

นายประธาน เผยว่า การประชุมดังกล่าว เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการเดินทางเข้าออกด้านชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเจ้าหน้าที่จับกุมชาวกัมพูชาลักลอบขนอาวุธสงครามมายังฝั่งไทย ส่งผลกระทบให้ทางการไทยได้เพิ่มการเข้มงวดในการเข้าออกของชาวกัมพูชามากยิ่งขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะมีการเข้มงวดเพิ่มขึ้น ไม่อาจกลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม การประชุมครั้งนี้ ต้องการจะหารือร่วมกับฝ่ายกัมพูชาถึงมาตรการที่จะร่วมมือกันในการเข้า-ออก ชายแดนด้าน จังหวัดตราด และจังหวัดเกาะกง

ด้าน นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาต้องขอบคุณฝ่ายเจ้าหน้าที่ของฝั่งไทยที่ได้ให้ความร่วมมือในการอำนวยความสะดวกในการเข้า-ออก ของชาวกัมพูชา ที่เดินทางเข้ามายังฝั่งไทยด้วยดี แม้จะมีการเข้มงวดเพิ่มขึ้น แต่อยากให้เป็นไปอย่างปกติเหมือนที่เคยปฏิบัติมา โดยเฉพาะการเดินทางเข้ามาของผู้ป่วยที่จะต้องรักษายังฝั่งไทย แต่การเข้าออกมีระยะเวลาจำกัด ควรให้มีระยะเวลาประมาณ 7 วัน เพราะแค่ 2 วัน จะไม่สะดวก นอกจากนี้ การที่มีการแก้ไขบัตรวีไอพี อยากให้เป็นเหมือนปกติที่ผ่านมา หรือการนำสินค้าทางการเกษตรมายังฝั่งไทยไม่ควรจะมีการเข้มงวดมากนัก

หลังเสร็จการประชุม นายประธาน กล่าวว่า สำหรับเรื่องขอความอนุเคราะห์ของฝั่งกัมพูชานั้น จะได้นำข้อสรุปของฝั่ง จังหวัดเกาะกง กัมพูชา เสนอไปยังผวจ.ตราด และกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาต่อไป

แพร่ – นายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.แพร่ เป็นประธานเปิดงานศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่สถานีพัฒนาที่ดินแพร่ อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดแพร่ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยในการพระราชทานโครงการต่างๆ ให้กับพสกนิกรในทุกพื้นที่ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยทรงคิดค้นทั้งในเรื่องของการพัฒนาที่ดิน แหล่งน้ำ และฝนหลวง

หลังจากนั้น นายวัฒนา พร้อม นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผวจ. นายดำรงค์ สิริวิชย อิ่มวิเศษ ปลัดจังหวัด ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชน ร่วมกันปลูกดอกดาวเรืองเป็นรูปหัวใจ เพื่อให้ออกดอกเหลืองอร่ามในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม ภายใต้แนวคิด ความจงรักภักดี แพร่เหลืองอร่ามตาน้อมถวายพ่อหลวง หรือ PHRAE GOLDEN LAND ซึ่งจังหวัดแพร่ตั้งเป้าหมายไว้ 9,999,999 ดอก จำนวน 1,249,999 ต้น

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายมงคล จอมพันธ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับแจ้งจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ยังไม่มีการจัดซื้อสารเคมีฉีดเข้าลำต้นมะพร้าวเพื่อกำจัดหนอนหัวดำ ในสวนมะพร้าว 29 จังหวัดทั่วประเทศ หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางได้ยกเลิกการจัดซื้อสารเคมีในระบบ อี-บิดดิ้ง จากการใช้งบประมาณกว่า 289 ล้านบาท ตามโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน และได้รับแจ้งว่าจะมีการจัดซื้อสารเคมีด้วยวิธีพิเศษ โดยหากจังหวัดได้สารเคมี ขอยืนยันว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน

นายมงคล กล่าวว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีต้นมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำระบาดรวมกว่า 3.2 ล้านต้น ที่ผ่านมาได้จัดการอบรมทีมเจาะลำต้นและทีมฉีดทางใบมะพร้าวเรียบร้อยแล้ว 300 คน หลังจากได้อบรมไว้แล้วจำนวนหนึ่งเพื่อรองรับหากได้รับสารเคมีจะดำเนินการได้ทันที หลังจากการจัดซื้อล่าช้านานกว่า 4 เดือน สำหรับการเจาะลำต้นและฉีดทางใบมะพร้าวจะมีการจ่ายค่าจ้างให้แก่ประชาชนตามอัตราที่กำหนดโดยมีคณะกรรมการติดตามการดำเนินการ พร้อมขอความร่วมมือเกษตรกรเจ้าของสวนร่วมตรวจสอบด้วย

ดร. สมร ปาโท ผู้อำนวยการโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี (โรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค) เปิดเผยว่า ปัจจุบันการขาดแคลนนักกิจัยและนักวิทยาศาสตร์เป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ที่ชัดเจนตอนนี้คือนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องใช้นักวิจัยในการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการแข่งขันของประเทศ การตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อปั้นเยาวชนที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์ไปเป็นนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ถือเป็นต้นน้ำและจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการผลิตนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังขาดแคลน

คาดว่า 10-20 ปีข้างหน้าประเทศจะมีนักวิจัยที่เพียงพอต่อความต้องการ และว่า โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ของประเทศเช่นเดียวกับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ อย่างมหิดลวิทยานุสรณ์ แต่จุฬาภรณฯ เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนจากทุกภูมิภาคของประเทศที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สอบคัดเลือกเข้ามาเรียนเป็นนักเรียนทุนวิทยาศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ในแต่ละภูมิภาครวม 12 แห่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนานักเรียนให้เป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาต่อยอดไปสู่การเป็นนักประดิษฐ์ คิดค้น และนักวิจัยที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม

“4 ปีที่ผ่านมากลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณฯ ประสบความสำเร็จค่อนข้างชัดเจนในด้านคุณภาพ เด็กของเราสามารถสอบได้คะแนนสูงสุดของประเทศ เช่น โอเน็ต ปี’59 โรงเรียนจุฬาภรณฯ เลยสอบได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1 ของประเทศทั้ง ม.3 และ ม.6 นอกจากนี้ คะแนนสอบพิช่า (PISA) เราได้คะแนนสูงกว่าประเทศใน OECD รวมถึงการแข่งขันทักษะวิทยาศาสตร์ เด็กเราก็คว้ารางวัลชนะเลิศหลายยรายการ เช่น รางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันนวัตกรรมอักษรเบรลล์ที่ประเทศญี่ปุ่น ล่าสุดคือการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่สหรัฐอเมริกา หรือ อินเทล ไอเชฟ 2017 นักเรียนชั้น ม.5 ของจุฬาภรณฯ ปทุมธานี ก็คว้ารางวัลกลับมา ถือว่าเราเดินทางถูกทาง”

ดร. สมร ยังกล่าวถึงหลักสูตรการเรียนการสอนของกลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณฯ ว่า ในระดับมัธยมปลายใช้หลักสูตรเดียวกับโรงเรียนมหิดลฯ ส่วนมัธยมต้นใช้หลักสูตรของโรงเรียนวิทยาศาสตร์นานาชาติเป็นหลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะเพื่อให้ตรงกับความสามารถและความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคลที่เรียกว่า Customized Curriculum เน้นการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง รู้กว้างและรู้รอบ เน้นความรู้ทางวิชาการที่เข้มข้นควบคู่กับการปฏิบัติ การคิด วิเคราะห์ และทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่หลากหลายโดยเฉพาะการเรียนรู้ผ่านโครงการที่เรียกว่า Problem-based Learning เด็กทุกคนจะต้องสอบโครงการให้ผ่านจึงจะจบ ม.3 หรือ ม.6 นอกจากนี้ยังใช้สะเต็มศึกษาในการเรียนการสอนให้นักเรียนได้ฝึกและทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไปสู่การสร้างโครงงานสิ่งประดิษฐ์เชิงนวัตกรรม ซึ่งนอกจากจะมีห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนแล้ว ยังมีมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงที่เด็กสามารถเข้าเรียนรู้และใช้ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม เด็กได้เรียนรู้กับอาจารย์และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เช่น ค่ายโอลิมปิก ค่ายสิ่งแวดล้อม ค่ายผู้นำทางวิชาการต่างๆ เพื่อเติมเต็มความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างรอบด้าน

“แผนพัฒนาโรงเรียนฯ ระยะแรกเริ่มตั้งแต่ปี 2553-2561 ปีนี้เป็นปีสุดท้าย ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมาถือว่าเราประสบความสำเร็จทั้งด้านคุณภาพการศึกษาและผลผลิตเด็กที่จบออกไป ส่วนระยะที่ 2 อยู่ระหว่างทำแผนเพื่อเสนอ ครม.ว่าเราจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด รวมถึงการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน อะไรที่ทำแล้วสำเร็จก็จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ส่วนที่เป็นจุดบกพร่องต้องแก้ไขให้ดีขึ้น เช่น จะต้องเพิ่มความเข้มข้นในการคัดเลือกเด็กเข้ามาเรียนมากขึ้น เพื่อให้ได้เด็กที่มีวิญญาณของการเป็นนักวิจัยจริงๆ ไม่ใช่กวดวิชาเข้ามาเรียนจริงไปไม่สุด ส่วนครูผู้สอนจะต้องมีอุดมการณ์ความป็นครูที่สูง มีจิตวิญญาณของการเป็นนักวิจัย ซึ่งหาก สพฐ.ปลอดล็อกให้เราสามารถคัดเลือกครูได้แบบโรงเรียนมหิดลฯ จะทำให้เราได้ครูที่มีความรู้ความสามารถตรงตามคุณลักษณะของโรงเรียนวิทยาศาสตร์” ดร. สมร กล่าวในที่สุด

เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน เพราะจำนวนแรงงานที่อยู่ในวัยทำงานลดน้อยลง โดยเฉพาะภาคการเกษตร

จากข้อมูลภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกประจำปี 2560 ของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานภาคเกษตร และการปรับตัวของภาคเกษตร การจ้างงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากปัญหาโครงสร้างแรงงาน

โดยช่วง 4 ปีผ่านมา แรงงานเกษตรลดลง 1.3 ล้านคน ยิ่งเฉพาะแรงงานช่วงอายุ 30-49 ปี ลดลง 0.99 ล้านคน ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากภาวะภัยแล้ง

ในช่วงปี 2557-2559 ทำให้แรงงานเคลื่อนย้ายออกไปทำงานนอกภาคเกษตรมากขึ้น

ขณะที่แรงงานที่จะเข้ามาทดแทน และกลุ่มแรงงานสูงวัยอายุ 50 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มลดลง ทั้งพื้นที่เพาะปลูกก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากพื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตร 151.0 ล้านไร่ ในปี 2546 ปัจจุบันเหลือเพียง 149.2 ล้านไร่ ในปี 2556 เฉลี่ยคือลดลงปีละ 0.16 ล้านไร่

แม้ว่าภาคการเกษตรของประเทศไทยเปรียบเสมือนเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่เรื่องกรอบความคิด (Mindset) ของคนที่อยู่ภายในภาคเกษตรกรรม และภายนอก มักมองว่าเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่มีความยากลำบาก มีรายได้ที่ไม่มั่นคง และไม่มีความต่อเนื่องในระยะยาว

จึงส่งผลทำให้การเข้าถึงข้อมูล และองค์ความรู้ต่าง ๆ ลดน้อยลง ที่สำคัญยังทำให้แรงงานรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำงานในกลุ่มนี้ลดลงอีกด้วย

แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญ และมุ่งพัฒนาประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จนส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง Landscape ของประเทศในภาพรวม โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนากำลังคน และกำลังแรงงานในอนาคต

จากหลายๆ ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นเรื่องของแรงงานเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อการบริหารองค์กรในยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้กลุ่มมิตรผลจึงมีการวางแนวทางรับมือกับปัญหาแรงงานในภาคการเกษตรหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ “โครงการมอบทุนการศึกษากลุ่มมิตรผล”
“บวรนันท์ ทองกัลยา” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและบริหาร กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า ภาคเกษตรกรรมถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ หากมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดี รวมถึงการสร้างแรงจูงใจในด้านต่างๆ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยตอบโจทย์อนาคตของประเทศได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้กลุ่มมิตรผลเองมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และถือว่าเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจ

“ไม่เพียงเท่านี้ การเตรียมบุคลากรในอนาคตขององค์กร และของประเทศให้มีความพร้อมต่อการทำงานภาคธุรกิจการเกษตรยังถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว จึงเป็นที่มาของโครงการมอบทุนการศึกษาของกลุ่มมิตรผล ที่ไม่ใช่เป็นเพียงมอบแค่เงินทุน แต่เป็นการพัฒนาด้านทักษะต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการจัดการเกษตรสมัยใหม่”

แต่ละปีกลุ่มมิตรผลมอบทุนการศึกษาจำนวนมาก โดยปี 2560 เรามอบทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 461 ทุน มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท ประกอบด้วย ทุนบุตรเกษตรกร ที่มอบให้ลูกหลานเกษตรกรที่ศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นพาร์ตเนอร์ และคู่ค้าที่สำคัญของมิตรผล เพื่อให้ลูกหลานของเขาให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร และเข้าถึงองค์ความรู้การจัดการสมัยใหม่

“ทุนโครงการพัฒนาวิชาชีพ นักศึกษาระดับอาชีวศึกษา (ทุนโครงการทวิภาคี) ถือเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันอาชีวะ และกลุ่มมิตรผล ซึ่งเราเองเข้าไปช่วยพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้มาตรฐานวิชาชีพแบบเยอรมัน ในการพัฒนานักศึกษาระดับอาชีวะของกลุ่มมิตรผล”
ปัจจุบัน มีนักศึกษาในระดับ ปวส.ที่ได้รับทุนนี้กว่า 336 คน ในสาขาวิชาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาพืชศาสตร์, ช่างกลการเกษตร, เทคนิคเครื่องกล, ไฟฟ้ากำลัง และเมคคาทรอนิกส์

ขณะที่ทุน MitrPhol Career Camp เป็นทุนที่มอบให้นิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นต้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่นิสิต นักศึกษา และเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ ดูงาน และฝึกทักษะการทำงานกับบริษัทในกลุ่มมิตรผล อีกทั้งยังมีทุนที่มอบให้บุตรหลานพนักงาน โดยแบ่งเป็นระดับต่ำกว่าปริญญาตรี และระดับปริญญาตรีอีกด้วย

“บวรนันท์” กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้กลุ่มมิตรผลจะมอบทุนการศึกษาจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การสนับสนุนเรื่องของการศึกษาในภาพรวมเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมความพร้อม นิสิต นักศึกษา ให้มีทักษะ และความพร้อมใหม่ๆ ในอนาคต เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ (Productivity) สูง
“ตัวอย่าง เช่น ทุนบุตรเกษตรกร ผู้ที่ได้รับทุนจะต้องมาเรียนรู้ และฝึกงานจากพื้นที่จริงกับกลุ่มมิตรผล ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการไร่แบบสมัยใหม่ ทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยีที่เป็น Modern Farm”
“ส่วนทุนทวิภาคี ที่นอกจากจะเรียนทฤษฎีในห้องเรียนเป็นระยะเวลาอีก 1 ปี และในอีก 1 ปี น้องๆ กลุ่มนี้จะเข้ามาเรียนรู้จริงในพื้นที่หน้างานจริงกับกลุ่มมิตรผล ทั้งในเรื่อง Operation Process ภายใต้ Automation Thailand 4.0 ว่าเป็นอย่างไร มีกระบวนการ และวิธีการอย่างไรบ้าง เป็นต้น”
“อีกทั้งเรายังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสื่อสาร และการบริหารงานระดับสากล ด้วยการเสริมทักษะ Global Skills ได้แก่ ทักษะภาษาอังกฤษ และไอที เพื่อความพร้อมร่วมงานกับสถานประกอบการต่างๆ และเพื่อผลักดันให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ พร้อมทำงานในองค์กรระดับสากล”
ในส่วนของทุนโครงการทวิภาคี เมื่อนักเรียนสำเร็จการศึกษาจะมีการสอบวัดมาตรฐานวิชาชีพแบบเยอรมันระดับอาชีวศึกษาโดยปีนี้มีนักเรียนทุนรุ่นที่ 1 สำเร็จการศึกษารวม 148 คน และสามารถสอบผ่าน จะได้รับมอบประกาศนียบัตรรับรองจากหอการค้าเยอรมัน-ไทย จำนวน 124 คน และนักเรียนรุ่นนี้ปัจจุบันเริ่มทำงานกับกลุ่มมิตรผลแล้ว จำนวน 113 คน

“ที่สำคัญ เรายังนำมาตรฐานวิชาชีพแบบเยอรมันระดับอาชีวศึกษา มาผูกติดกับเรื่อง Skill-Based Pay ซึ่งจะทำให้เกิดการจ่ายค่าแรงตามทักษะวิชาชีพ โดยที่นักเรียนที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานวิชาชีพเมื่อเข้ามาทำงานกับมิตรผล จะมีการจ่ายค่าทักษะเพิ่มเติมให้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นการสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้เขาสนใจในการพัฒนาทักษะของตนเองอีกด้วย”
ถึงตรงนี้ “บวรนันท์” บอกว่า ภายหลังจากที่นักเรียนนักศึกษาในโครงการรับมอบทุนการศึกษาสำเร็จการศึกษา กลุ่มมิตรผลยังเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้มีสิทธิที่จะเลือกที่จะทำงาน หรือไม่ทำงานกับมิตรผลก็ได้

“แต่ส่วนใหญ่เกือบ 100% ของผู้ที่ได้รับทุน จะเลือกกลับมาทำงานกับเรา เพราะการที่ได้เรียนรู้และฝึกงานในหน้างานจริง จะทำให้เกิดการ Engagement หรือเกิดความผูกพัน ทำให้รู้สึกว่า ที่นี่คือครอบครัว หรือเป็นบ้านหลังที่สองสำหรับพวกเขา”
จึงนับเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเตรียมความพร้อมของบุคลากร เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเกษตรในอนาคตอย่างน่าสนใจทีเดียว

กางแผนงบปี’61 ก.อุตสาหกรรม 5,740 ล้าน เน้นบูรณาการแผนงานใหม่ 4 ด้าน EEC-เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน-สิ่งแวดล้อม-การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ-ป้องกันปัญหาทุจริต
นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม fixcounter.com รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ในฐานะโฆษกประจำกระทรวงว่า ขณะนี้การจัดทำแผนงบประมาณประจำปี 2561 ของกระทรวงอุตสาหกรรมได้ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว โดยได้วงเงินที่ 5,740.39 ล้านบาท ลดลง 3.08% จากงบประมาณของปี 2560 ซึ่งมีวงเงินอยู่ที่ 5,922.88 ล้านบาท

ทั้งนี้ งบประมาณปี 2561 จะเน้นแผนงานใหม่ 4 ด้าน (ตามตาราง) โดยงบประมาณทั้งหมด 5,740.39 ล้านบาท จะแบ่งใช้ใน 4 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. แผนงานบุคลากรภาครัฐ 1,617.97 ล้านบาท ลดลง 2.73% 2.งบประมาณตามฟังก์ชั่น 806.05 ล้านบาท ลดลง 52.33% อาทิ แผนการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

3. งบประมาณตามยุทธศาสตร์ของกระทรวง และหน่วยงานในกำกับ (ไม่รวมวิสาหกิจ) 648.15 ล้านบาท ลดลง 9.98% อาทิ แผนงานพัฒนาประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรม บริการ การค้าและการลงทุน เป็นต้น

4. งบประมาณบูรณาการทั้งตาม Agenda และตามพื้นที่ 2,668.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.35% อาทิ แผนงาน บูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ แผนงานบูรณาการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นต้น

“สาเหตุที่งบประมาณพื้นฐานถูกปรับลดลง เนื่องจากต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมมีการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานกันมากขึ้น การทำงานเพียงลำพังหน่วยงานเดียวอาจไม่เกิดผลลัพธ์ที่ดี หรือออกมาสมบูรณ์”
ทั้งนี้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้รับจัดสรรงบประมาณสูงสุด เนื่องจาก สมอ.อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการสนามทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ที่สนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา
สำหรับภาพรวมผลความสำเร็จการดำเนินงานของงบฯปี 2560 คือ 1. การพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้รับการพัฒนาด้านผลิตภาพ 65% สร้างที่ปรึกษา วิทยากรด้านมาตรฐานการจัดการจำนวน 130 คน มาตรฐานระบบการจัดการของสถานประกอบการ 10 แห่ง เป็นต้น

2. การส่งเสริม SMEs หรือ Startup ได้ 2,024 คน กลุ่มที่ประสบปัญหา (Turn Around) เข้าสู่การพัฒนา 93 ราย และมีขีดความสามารถในสาขาเป้าหมาย 301 กิจการ 43 คน 2 กลุ่ม และกลุ่มแข็งแกร่ง (Strong) เร่งรัดการจดทะเบียนเครื่องจักร SMEs 500 ราย 3. การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ตั้งนิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ 1,365 ไร่

4. การพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ เช่น การพัฒนาผู้ประกอบการและบุคลากรภาคอุตสาหกรรม 591 ราย 5. การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนเข้มแข็ง พัฒนาผู้ประกอบการและบุคลากรดำเนินการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม OTOP จำนวน 217 ราย 795 คน อบรมประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 90 คน 6. การบริหารจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม ปริมาณกากอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบ (อันตรายไม่อันตราย) 21.85 ล้านบาท/ตัน/ปี 7. การสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้เศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น SMEs และวิสาหกิจชุมชนจังหวัดเพชรบุรี 210 ผลิตภัณฑ์

สิ่งที่ต้องทำในฮาโกเนะนอกจากการพักผ่อนที่เรียวกังของคุณแล้ว

ฮาโกเนะยังมีกิจกรรมให้ทำอีกมากมาย สำรวจพิพิธภัณฑ์ศิลปะของ Hakone ฮาโกเนะมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ยอดเยี่ยมอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่โดดเด่นทั้งสามแห่งนี้ด้วย (หากคุณมีเวลาในพื้นที่มากกว่านี้และชื่นชอบสถาปัตยกรรม โปรดดูหอดูดาว Enouraด้านล่างด้วย)

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งฮาโกเนะ
ด้วยความงามตามธรรมชาติของฮาโกเนะเป็นฉากหลังพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งฮาโกเนะมีประติมากรรมที่น่าประทับใจโดยศิลปินที่มีชื่อเสียง เช่น Rodin, Miro และ Henry Moore ไม่ต้องพูดถึงคอลเลกชัน Picasso ที่น่าประทับใจ เพื่อให้สอดคล้องกับจิตวิญญาณของฮาโกเนะ ยังมีบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติสำหรับแช่เท้าซึ่งคุณสามารถผ่อนคลายหลังจากการสำรวจ และ พื้นที่เล่น ที่เหมาะสำหรับครอบครัวสำหรับผู้ที่เดินทางพร้อมเด็ก

พิพิธภัณฑ์ศิลปะโปลา
นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของฮาโกเนะพิพิธภัณฑ์ศิลปะโพลาจัดแสดงผลงานของศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่นและชาวยุโรป โครงสร้างสมัยใหม่ที่น่าดึงดูดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเน้นป่าโดยรอบ และควบคู่ไปกับงานศิลปะ คุณควรเพลิดเพลินกับ “Art Nature Trail” ของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งนำเสนอภูมิทัศน์อันเขียวขจี พืชและสัตว์ในท้องถิ่นของอุทยานแห่งชาติฟูจิฮาโกเนะอิซุที่สวยงามแห่งนี้

พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอคาดะ
พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอคาดะเชี่ยวชาญในงานศิลปะจากทั่วเอเชียตะวันออก โดยมีคอลเลกชันเซรามิกและประติมากรรมที่โดดเด่นจากญี่ปุ่น จีน และเกาหลี นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอรูปแบบศิลปะอื่น ๆ โดยเน้นงานโบราณเล็กน้อย แต่ยังรวมถึงชิ้นส่วนจากปัจจุบัน เพลิดเพลินไปกับการเดินเล่นในสวนญี่ปุ่นของพิพิธภัณฑ์ หรือพักผ่อนอย่างสงบในโรงน้ำชาเพื่อเติมเต็มงานศิลปะ

เพลิดเพลินกับทัศนียภาพจากเส้นทางท่องเที่ยวฮาโกเนะ
เรามักจะหลีกเลี่ยงกิจกรรมท่องเที่ยว แต่การเที่ยวชมรอบฮาโกเนะ (หรือที่เรียกว่าเส้นทางรอบฮาโกเนะ) อาจเป็นวิธีที่สนุกในการใช้เวลาสองสามชั่วโมง (หรือนานถึงทั้งวัน) ไปกับทิวทัศน์ที่หลากหลาย

Hakone Freepass (ที่กล่าวถึงข้างต้นภายใต้การเดินทางไปยัง Hakone ) ทำให้การวนรอบเป็นเรื่องง่าย และยังมีกิจกรรมให้ดู ทำ และรับประทานอาหารมากมายระหว่างทาง ผู้ที่ชื่นชอบอาหารจะต้องแวะที่ Owakudani ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนกระเช้า Hakone Ropeway เพื่อลิ้มลองคุโระทามาโกะ (ไข่ดำต้มในน้ำออนเซ็นที่มีกำมะถันและธาตุเหล็ก) ที่ มีชื่อเสียง

การเดินทางรอบฮาโกเนะจะพาคุณไปรอบ ๆ พื้นที่ด้วยรูปแบบการขนส่งที่หลากหลาย ได้แก่ :

รถไฟสายฮาโกเนะโทซัง
Hakone Tozan Railwayเป็นทางรถไฟบนภูเขาที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ประกอบด้วยสองส่วน: ส่วนล่างจาก Odawara ถึง Hakone-Yumoto และส่วนบนจาก Hakone-Yumoto ถึง Gora

ส่วนที่สองนั้นน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าของทั้งสอง รถไฟบนภูเขาขนาดเล็กแล่นผ่านหุบเขาแคบๆ ที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ พาคุณผ่านอุโมงค์และข้ามสะพานที่สวยงาม โดยมีจุดเปลี่ยนและหยุดที่สถานีเล็กๆ ระหว่างทาง

เคเบิลคาร์ฮาโกเนะโทซัง
เคเบิลคาร์ฮาโกเนะโทซังเป็นรถไฟกระเช้าไฟฟ้าที่เชื่อมสถานีโซอุนซันสถานีแรกของรถไฟฮาโกเนะกับสถานีสุดท้ายโกระ ขนส่งผู้โดยสารไปยังความสูง 702 ฟุต (214 เมตร) การเดินทางทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 9 นาที และคุณจะสามารถเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ของฮาโกเนะในขณะที่คุณขึ้นไป

กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะ
เมื่อถึงโซอุนซันแล้ว คุณสามารถเชื่อมต่อกับกระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะ ซึ่งเป็นกระเช้าลอยฟ้าที่เชื่อมโซอุนซันและโทเง็นไดผ่านโอวาคุดานิ การเดินทางเต็มรูปแบบบนหนึ่งในกอนโดลาของกระเช้าลอยฟ้าใช้เวลาประมาณ 30 นาที และระหว่างทางคุณสามารถชมทิวทัศน์ของทุ่งกำมะถันที่ร้อนระอุและแหล่งน้ำพุร้อนของหุบเขาโอวาคุดานิ

ล่องเรือข้าม ASHINOKO (ทะเลสาบ ASHI)
ฮาโกเนะตั้งอยู่บนชายฝั่งของอะชิโนะโกะ ทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่ก่อตัวขึ้นเมื่อ 3,000 ปีที่แล้ว หลังจากการระเบิดของภูเขาไฟฮาโกเนะครั้งสุดท้าย ออกไปที่ทะเลสาบใส อากาศเอื้ออำนวย คุณจะถูกล้อมรอบด้วยทิวทัศน์ของผืนป่าและภูเขา

หากคุณโชคดีและอากาศปลอดโปร่งเป็นพิเศษ คุณอาจเพลิดเพลินกับทัศนียภาพของภูเขาไฟฟูจิแบบไร้สิ่งกีดขวางขณะล่องเรือข้ามทะเลสาบ การล่องเรือจากปลายด้านหนึ่งของทะเลสาบไปยังอีกด้านใช้เวลาประมาณ 30 นาทีบนเรือที่มีธีมแปลกตา และจะพาคุณผ่านประตูสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์แห่งศาลเจ้าฮาโกเนะจินจะ

เยี่ยมชม Hakone Jinja (ศาลเจ้าฮาโกเนะ)
หลังจากล่องเรือข้ามทะเลสาบอาชิ (ดูด้านบน) เดินประมาณ 30 นาทีจาก Hakone-Machi ไปยัง Moto-Hakone ซึ่งคุณจะพบกับศาลเจ้า Hakone ที่สวยงาม การเดินจะนำคุณไปตามทางหลวงสายโทไคโดสายเก่า ซึ่งเชื่อมระหว่างเกียวโตและโตเกียวในสมัยเอโดะ

คุณจะผ่านด่านตรวจฮาโกเนะที่สร้างขึ้นใหม่ (จุดแวะพักที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์) และเดินผ่านถนนซีดาร์อเวนิวที่สวยงามซึ่งมีต้นไม้เรียงรายในศตวรรษที่ 17 ในที่สุดก็ถึง Hakone Jinja ศาลเจ้าชินโตที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจากประตูโทริอิที่มีผู้มาถ่ายรูปมากมายซึ่งหันหน้าออกไปยัง Ashinoko

เดินทางไปที่หอดูดาว Enoura
แม้จะไม่ได้ตั้งอยู่ในฮาโกเนะ แต่สำหรับผู้ชื่นชอบศิลปะ สถาปัตยกรรม และการออกแบบ ก็คุ้มค่าที่จะลองแวะเยี่ยมชมหอดูดาวเอโนะอุระ ที่น่าประทับใจ ซึ่งออกแบบโดยฮิโรชิ ซูกิโมโตะ การเข้าชมหอดูดาว Enoura จะต้องวางแผนล่วงหน้า เพราะทั้งสองอย่างอยู่ไกลกัน และที่สำคัญที่สุดคือตั๋วเข้าชมหอดูดาวต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น

หากเดินทางมาจากฮาโกเนะ วางแผนเผื่อเวลาไว้ดีกว่าหนึ่งวัน ในบางกรณี การวางแผนเยี่ยมชมระหว่างทางไปหรือกลับจากฮาโกเนะอาจเป็นการดีที่สุด พักที่ไหนในฮาโกเนะ
ฮาโกเนะมีเรียวกังและโรงแรมที่สวยงามมากมาย ซึ่งคุณสามารถดื่มด่ำกับทัศนียภาพโดยรอบ แช่ออนเซ็นและเพลิดเพลินกับอาหารท้องถิ่นและอาหารตามฤดูกาล

สำหรับนักท่องเที่ยวหลายๆ คน การมาเยือนฮาโกเนะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้สัมผัสกับเรียวกังแบบดั้งเดิม แม้ว่าพื้นที่นี้จะมีตัวเลือกที่ไม่ใช่เรียวกังด้วยเช่นกัน (หากคุณไม่แน่ใจว่าการเข้าพักแบบเรียวกังมีไว้เพื่ออะไร ลองเข้าร่วมทัวร์เรียวกังเสมือนจริงของเรา )

เพื่อช่วยคุณเลือกที่พัก เราได้รวบรวมรายการสั้นๆ ของเรียวกังฮาโกเนะที่เราชื่นชอบพร้อมด้วยรายการโปรดในพื้นที่อื่นๆ ที่เราชื่นชอบ

หากคุณชอบฝันกลางวันเกี่ยวกับที่พัก โดยทั่วไปแล้ว โปรดดูรายชื่อโรงแรมบูติกและโรงแรมหรูที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น เราหวังว่าการแนะนำฮาโกเนะของเราจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเยี่ยมชมของคุณ! หากต้องการแรงบันดาลใจในการเดินทางเพิ่มเติม โปรดดูคำแนะนำเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น

ฉันมาถึงมัตสึโมโต้ในคืนที่หนาวเย็น ความหนาวเย็นของฤดูหนาวยังคงปกคลุมท้องถนน ลมหายใจของสายฝนโปรยปรายในอากาศ ความหนาวเย็นบนภูเขากำลังทำให้สับสนหลังจากเดินทางมาจากโตเกียวที่มีอากาศอบอุ่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยขึ้นรถบัสที่ดูเหมือนจะแล่นไปเรื่อย ๆ ผ่านพื้นที่ชนบทอันมืดมิด

จากนั้นรุ่งเช้าก็สดใสและสดชื่น และฉันก็เดินไปที่สถานีมัตสึโมโต้ มุมมองจากหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของทางออกทิศตะวันตกคือทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะในระยะไกล ท่ามกลางความโล่งใจของฤดูหนาวตัดกับท้องฟ้าสีคราม ช่างเป็นภาพที่ฝังลึกเข้าไปในโพรงหัวใจของคุณ

ทำให้นึกถึงการทำสมาธิบนภูเขาของ Robert MacFarlane เกี่ยวกับวิธีที่พวกเขา “เช่นเดียวกับถิ่นทุรกันดารอื่น ๆ ท้าทายความเชื่อมั่นที่พึงพอใจของเรา – ง่ายมากที่จะหลงเข้าไป – ว่าโลกถูกสร้างขึ้นเพื่อมนุษย์โดยมนุษย์”

หากคุณเดินทางไปมัตสึโมโต้ ให้มาถึงในตอนเช้าและให้นี่คือภาพแรกที่คุณเห็นจากประตูสถานี

มัตสึโมโตะมีชื่อเสียงในด้านปราสาทสีดำอันงดงาม พิพิธภัณฑ์ และภูเขาที่รายล้อม แม้ว่าจะเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองในจังหวัดนะงะโนะ แต่ใจกลางเมืองก็มีขนาดที่พอรับได้ มีทางเท้าและถนนกว้างที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสำรวจด้วยการเดินเท้าหรือปั่นจักรยาน

สถาปัตยกรรมของเมืองยังดูมีเสน่ห์แบบสมัยเก่าที่สง่างามอีกด้วย มีอาคารเก่าแก่จากทุกยุคทุกสมัย และธุรกิจหลายแห่งยังคงรักษาป้ายหน้าร้านแบบเก่าเล็กน้อยที่มีฟอนต์จากเมื่อหลายสิบปีก่อน

ที่สำคัญเป็นเมืองเล็กๆแต่ใจใหญ่ ผู้คนอบอุ่นราวกับภูเขาที่เหน็บหนาว ผู้หญิงคนหนึ่งสนทนากับเราเกี่ยวกับร่มที่วางอยู่หน้าร้านของเธอ รอยยิ้มดูอบอุ่นขึ้นมากหลังจากความหนาวเย็นของมหานคร

ทั้งหมดนี้ทำให้รู้สึกว่าเมืองนี้ห่างไกลจากความวุ่นวายของชีวิตในเมืองอย่างน่าอัศจรรย์ ปุ่มหยุดชั่วคราวในรูปแบบของสถานที่ที่มีเสน่ห์แห่งนี้อยู่ห่างจากโตเกียวเพียงไม่กี่ชั่วโมง มีอะไรน่าสนใจใน มัตสึโมโต้
มัตสึโมโตะเป็นเมืองที่มีขนาดกะทัดรัด แต่ก็ไม่ได้ขาดกิจกรรมให้ทำ ไม่ว่าคุณจะสนใจในปราสาท ศิลปะ อาหาร หรือช้อปปิ้ง ที่นี่มีทุกสิ่งสำหรับทุกคน

เยี่ยมชมปราสาทมัตสึโมโต้สมัยศตวรรษที่ 16
มัตสึโมโตะมีชื่อเสียงในด้านปราสาทสีดำสมัยศตวรรษที่ 16 ฉันคิดว่ามันเป็นเหมือนสัญลักษณ์หยินของปราสาทฮิเมจิที่ถูกกำหนดให้เป็นสมบัติของชาติ ในแต่ละวันมันโดดเด่น ในตอนกลางคืน สวยงามอย่างยิ่งเมื่อเปิดไฟจากด้านล่าง สะท้อนในสระน้ำโดยรอบ

บริเวณภายนอกปราสาทเขียวขจี มีต้นพลัมสวยงาม เหมาะสำหรับการออกเดทสุดโรแมนติก ด้วยพื้นที่มากมายให้เดินเตร่ไปรอบ ๆ ปราสาท จึงมีโอกาสที่จะพบกับลูกสุนัขที่เป็นมิตรหนึ่งหรือสองตัวรอบ ๆ ปราสาท

ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาดการเยี่ยมชมมัตสึโมโตะโจ และทุกคนควรขึ้นไปชมวิวภูเขาโดยรอบจากชั้นบนสุด

กระโดดลงไปที่ถนนนาวาเตะ
ถนนสายนี้เป็นทางกระโดด ข้าม และกระโดดออกจากปราสาทมัตสึโมโต้ หรือที่เรียกว่า Frog Street เรียงรายไปด้วยร้านขายของที่ระลึก แผงขายอาหารว่าง ร้านกาแฟและร้านอาหารสองสามแห่ง เครื่องขายสายไหม และร้านขายของเก่าที่มีของกระจุกกระจิกมากมาย

สมกับชื่อเล่น มีสินค้าธีมกบมากมายให้เลือกซื้อ เป็นถนนที่ดีที่จะเดินไปตามทางไปยังจุดหมายต่อไป

เข้าสู่อาคารประวัติศาสตร์ของถนน Nakamachi
ถนนนาคามาจิมีความหมายตามตัวอักษรว่า “ศูนย์กลาง” และ “เมือง” โดยไม่น่าแปลกใจที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมัตสึโมโตะเมื่อครั้งยังเป็นเมืองปราสาท

ถนนสายนี้เป็นส่วนหนึ่งของย่านประวัติศาสตร์ของมัตสึโมโตะ เรียงรายไปด้วยอาคารเก่าแก่ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสวยงาม ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นงานฝีมือและร้านค้าพื้นบ้าน ร้านอาหาร และโรงแรมขนาดเล็กสองแห่ง

รู้สึกเหมือนได้รับการดูแลอย่างดีอย่างน่าทึ่ง แต่ละร้านดูเหมือนจะมีสิ่งที่น่าค้นหา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาหรือมิโซะท้องถิ่น และเป็นถนนที่วิเศษในการสำรวจ

สิ่งที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือคูระหรืออาคารสไตล์โกดังเก่าที่สร้างขึ้นในรูปแบบลวดลายและสีตามแบบฉบับของย่านที่มีพ่อค้าแม่ค้าอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขาเป็นที่รู้จักจากผนังปูน “ปลิงทะเล” สีดำและขาวที่มีสไตล์และมีลักษณะเฉพาะเพื่อป้องกันอัคคีภัย

ตัวอย่างหนึ่งคือ Kurassic-kan ที่มีชื่อชวนคร่ำครวญเล็กน้อย (เล่นสำนวนว่า“คุระ”และ “คลาสสิค”) เดิมเคยเป็น โรงกลั่น เหล้าสาเกปัจจุบันใช้เป็นที่จัดนิทรรศการและอื่นๆ แม้กระทั่งสวนญี่ปุ่น ที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับการชมดอกไม้ ตาม ฤดูกาล

ในสิ่งที่ดูเหมือนเหลือเชื่อแต่มีเสน่ห์เฉพาะเจาะจง ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่อุทิศให้กับตาชั่งโบราณทุกชนิด (อุปกรณ์วัด ไม่ใช่ปลา) สำหรับการคัดแยกรังไหมตามน้ำหนักและเพศ เป็นต้น

ดูผลงานของ Yayoi Kusama ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะประจำเมือง
หากคุณมีเวลาเพียงหนึ่งวันในมัตสึโมโตะ ให้เลือกที่นี่เป็นจุดสนใจในการเยี่ยมชมของคุณ Yayoi Kusama เกิดที่มัตสึโมโตะ ดังนั้นจึงเหมาะสมที่หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดที่อุทิศให้กับผลงานของเธอตั้งอยู่ที่นี่

หากคุณไม่สามารถซื้อบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของเธอในโตเกียวได้ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่ารัก แม้ว่าจะต้องมีการวางแผนมากกว่านี้ เพียงมุ่งหน้าไปยังมัตสึโมโตะและแสดงตัวที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะประจำเมือง ที่นี่คุณสามารถเดินเข้าไปซื้อตั๋วได้ในวันที่คุณมาถึง

มัตสึโมโตะยังไม่ถึงจุดที่มีนักท่องเที่ยวคลั่งไคล้มากนัก ดังนั้นการรอคิวจึงใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมที่ได้สัมผัสงานศิลปะของคุซามะโดยปราศจากฝูงคนในเมืองหลวงตามปกติ

ฉันไม่สามารถบอกคุณได้ว่าการนั่งในห้อง “Love is Forever” นั้นยอดเยี่ยมเพียงใดและปล่อยให้ตัวเองถูกกลืนไปกับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ชวนเคลิบเคลิ้มที่เรียงรายอยู่ตามผนัง แถมในส่วนนี้ถ่ายรูปได้ด้วย!

เพลิดเพลินกับภาพพิมพ์แกะไม้ที่ Japan Ukiyo-e Museum
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่ตั้งของหนึ่งในคอลเล็กชันงานศิลปะส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่จำนวนภาพพิมพ์แกะไม้ที่จัดแสดงจริงอยู่ที่ด้านล่าง แม้ว่าจะมีการหมุนเวียนค่อนข้างสม่ำเสมอ

ยังคงคุ้มค่ากับการเดินทางสำหรับผู้ที่ชื่นชอบภาพพิมพ์แกะไม้อย่างจริงจัง พิพิธภัณฑ์ภาพอุกิโยะของญี่ปุ่นอยู่ห่างจากใจกลางเมืองออกไปเล็กน้อย นั่งแท็กซี่เพียง 10 นาทีจากสถานีมัตสึโมโตะ

สำรวจร้านค้าอิสระมากมายในมัตสึโมโต้
ใช่ มันเป็นคำทั่วไปที่ไม่ได้ครอบคลุมถึงจำนวนของสถานประกอบการเล็กๆ ที่น่ารื่นรมย์ที่รอให้คุณไปค้นพบ คาเฟ่ขนาดเล็กอิซากายะร้านอาหาร และแกลเลอรีมีอยู่มากมาย คุณจะเห็นร้านเบเกอรี่สองสามร้าน

มีร้านค้ามากมายที่จำหน่ายงานฝีมือ เซรามิก เครื่องเขิน ศิลปะ นาฬิกา ของเก่า หนังสือมือสอง และอื่นๆ อีกมากมาย ให้ตาและเท้าเป็นผู้นำทาง

โดยส่วนตัวแล้วฉันชอบ Schrödinger’s Closet ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ Yayoi Kusama สิ่งที่ฉันคิดว่าน่าจะเป็นร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆ พวกเขายังเก็บเข็มกลัดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่วาดด้วยมืออันน่าอัศจรรย์เหล่านี้ไว้ในรูปของหัวใจมนุษย์โดยนักเรียนมัธยมปลายในท้องถิ่นที่มีพรสวรรค์อย่างมาก

การเดินทางด้านข้างจากมัตสึโมโต้
มัตสึโมโตะเป็นสถานที่ที่ดีในการพักผ่อนสักสองสามวันก่อนที่จะออกผจญภัยในเทือกเขาแอลป์ที่อยู่รายรอบ นี่เป็นเพียงคำแนะนำเล็กน้อย

คามิโคจิ
เมื่อฤดูเดินป่าเริ่มต้นขึ้นและอากาศอุ่นขึ้น ให้สวมรองเท้าสำหรับเดินและมุ่งหน้าไปยังภูเขาคามิโคจิ

คามิโคจิเป็นรีสอร์ทบนภูเขาในเทือกเขาแอลป์ของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในพื้นที่ภูเขาที่สวยงามและเก่าแก่ที่สุดในประเทศ ด้วยภูมิประเทศที่ทำให้คุณแทบหยุดหายใจ ป่าเขียวขจี เส้นทางเดินเขา และทัศนียภาพอันงดงามมีมากมาย เช่นเดียวกับโอกาสในการแช่ออนเซ็น

สามารถเข้าถึงได้ง่ายจากมัตสึโมโต้โดยนั่งรถบัส 90 นาที การเยี่ยมชมในหนึ่งวันเป็นไปได้ แต่ที่ดียิ่งกว่านั้นคือการพักสองสามคืนหลังจากใช้เวลาเล็กน้อยในมัตสึโมโตะเพื่อสำรวจภูเขา เหมาะสำหรับนักเดินป่า นักดูนก และผู้รักธรรมชาติทั่วไป

ที่ราบสูงโนริคุระโคเก็น
พื้นที่นี้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ฤดูร้อนมีสภาพการเดินป่าที่ยอดเยี่ยม (ดูน้ำตกทั้งหมด) ในขณะที่ฤดูหนาวของญี่ปุ่นนั้นเกี่ยวกับการเล่นสโนว์บอร์ดและสกี หรือคุณสามารถแช่ตัวในอ่างน้ำพุร้อนออนเซ็น ก็ได้

ฮิดะ ทาคายามะ
มักเรียกกันว่าทาคายามะ เมืองเล็กๆ บนภูเขาแห่งนี้อยู่ห่างจากมัตสึโมโตะโดยรถบัสใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงครึ่ง ดังนั้นคุณควรพักค้างคืน (หรือสองคืน) แทนการเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับ

ทาคายามะเป็นที่ชื่นชอบของนักเดินทางด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์เอโดะในยุคเก่าที่งดงามและบรรยากาศแบบเมืองเล็กๆ รวมถึงเทศกาลสำคัญของญี่ปุ่น 2 เทศกาลในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ได้แก่ ซันโนะมัตสึริและยาฮาตะมัตสึริ แน่นอนว่าอาหารที่เน้นเนื้อฮิดะในท้องถิ่นแสนอร่อยเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรมาเยี่ยมชม

อย่าลืมไปเยี่ยมชมเมืองฮิดะ ฟุรุคาวะ เมืองเล็กๆ แต่มีเสน่ห์ ซึ่งอยู่ห่างจากทาคายามะเพียง 15 นาทีโดยรถไฟท้องถิ่น เป็นเมืองที่เป็นแรงบันดาลใจให้อิโตโมริ เมืองในนิยายเรื่องYour Name ของมาโกโตะ ชินไค เหมาะสมแล้ว มีการเขียนคำปราศรัยที่จัดขึ้นที่นี่ด้วย

การรับประทานอาหารในมัตสึโมโต้
นากาโน่ไม่ขาดแคลนอาหารชั้นเลิศ ทุกคนจะบอกคุณว่าอาจเป็นเพราะภูเขาและน้ำที่อร่อย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาหารนั้นยอดเยี่ยมมาก

นอกจากนี้ ความคุ้มค่าของการรับประทานอาหารนอกบ้านในมัตสึโมโตะหรือที่เรียกกันว่าคอสสปา ในญี่ปุ่นนั้นยอดเยี่ยมมาก ในฐานะที่เป็นชาวโตเกียว ฉันมาที่มัตสึโมโตะและร้องไห้กับอาหารกลางวันราคาแพงทั้งหมดในร้านบิ๊กอุเมะ มันเป็นเพียงความจริงของชีวิตในเมืองเล็กๆ คุณภาพของอาหารร้านกาแฟในมัตสึโมโตะนั้นสูงพอๆ กันและมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากกว่า

มีวิธีอื่นที่ดีกว่าสำหรับเจ้าชู้ของคุณที่นี่ ก่อนที่อัตราเงินเฟ้อในเมืองจะตามทัน

โซบะ
บะหมี่บัควีทเป็นของขึ้นชื่อของนากาโนะ ดังนั้นคุณจึงค่อนข้างมีหน้าที่ที่จะต้องหาเส้นเหล่านี้หากคุณไปเยี่ยมชมเมืองใดๆ ในจังหวัดนี้

ฉันพบว่ามันยากที่จะคลั่งไคล้ร้านโซบะในโตเกียว เพราะฉันเคยชินกับร้านโซบะเล็กๆ ในเมืองบนภูเขา บะหมี่ของที่นี่อร่อย ออกมันๆ พร้อมสัมผัสของอัลเดนเต้ ที่สำคัญ และอีกครั้ง มันเป็นเรื่องของcospa

คุณจะต้องมองหาฮาจิวาริหรือจูวาริโซบะ ซึ่งหมายถึงอัตราส่วนของบัควีทต่อแป้งสาลีในบะหมี่ Hachiwariคืออัตราส่วน 8:2 ในขณะที่juwariคือบัควีท 100 เปอร์เซ็นต์ วิธีหลังเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ที่รับประทานอาหารที่ปราศจากกลูเตน แต่ไม่มีการรับประกันเกี่ยวกับน้ำจิ้ม ดังนั้นคุณจะต้องตรวจสอบว่าซอสถั่วเหลืองที่ใช้มีข้าวสาลีหรือไม่

คุณจะเห็นผักมัสตาร์ดญี่ปุ่นใบนี้ซึ่งเหมาะที่จะนำมาดองหรือตุ๋นในร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และข้าวปั้นในร้านสะดวกซื้อในท้องถิ่น

เนื้อม้า
โดยเฉพาะเนื้อม้าดิบหรือบาซาชิ อย่าเคาะจนกว่าคุณจะได้ลอง ซาชิมิม้าดิบหั่นบาง ๆ เสิร์ฟพร้อมซีอิ๊วท้องถิ่นและกระเทียมขูดฝอยกองเล็ก ๆ เป็นหนึ่งในอาหารเรียกน้ำย่อยที่อร่อยที่สุดในจังหวัด ดียิ่งขึ้นถ้าคุณพบว่ามีน้ำมันงาเล็กน้อย

มิโซะ
ทุกที่ที่คุณหันไป คุณจะเห็นมิโซะชินชู—แป้งสีเหลืองรสเค็ม รสอูมามิ ซึ่งทำจากการหมักข้าว เกลือ และถั่วเหลือง—ขายในมัตสึโมโตะ

ชินชูเป็นชื่อของจังหวัดเก่าแก่ที่ปัจจุบันเป็นจังหวัดนากาโนะในปัจจุบัน โดยมีเมืองหลวงอยู่ใกล้กับมัตสึโมโตะในปัจจุบัน ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบาย อากาศที่สะอาด และวัตถุดิบในท้องถิ่นที่ยอดเยี่ยม เมืองนี้จึงมีเงื่อนไขที่ดีสำหรับการบ่มมิโซะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่จึงผลิตมิโซะแสนอร่อยได้

Shinshu miso เป็นของที่ระลึกหรือของขวัญที่ยอดเยี่ยมสำหรับพ่อครัวในชีวิตของคุณ ซุปมิโซะเป็นอาหารที่เห็นได้ชัด แต่คุณสามารถใช้เป็นน้ำหมักสำหรับปลา เนื้อ หรือผักก็ได้ ทาบนข้าวปั้นก่อนย่าง คลุกเคล้ากับน้ำมันหมูทอดกรอบและมะเขือเทศย่างเพื่อให้ได้น้ำจิ้มรสเค็มที่ไม่เหมือนใคร

ชีสเค้ก
ฉันไม่ได้ล้อเล่น. ร้านที่ชื่อว่าโคมูกิ-ยะขายชีสเค้กที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ฉันเคยทานมา คิดว่ารสชาติเช่น Parmesan และ Camembert กินไปน้ำตาไหลไป

วางแผนการเดินทางของคุณ: เมื่อใดควรไป
ทุกเวลา

เป็นเรื่องยากที่จะหาช่วงเวลาที่เลวร้ายในการมาเยือนมัตสึโมโตะ เนื่องจากแต่ละฤดูกาลมีเสน่ห์แตกต่างกันไป

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมประเทศญี่ปุ่นนั้นแตกต่างกันไปสำหรับทุกคน สำหรับบางคน ฤดูหนาวที่งดงามราวภาพวาดของมัตสึโอโมะนั้นเหมาะอย่างยิ่ง ในขณะที่บางคนชอบฤดูดอกซากุระบานในฤดู ใบไม้ผลิ หรือฤดูร้อนที่อบอุ่นและน่ารื่นรมย์ของมัตสึโมโตะ

ฤดูหนาวเหมาะมากหากคุณรักกีฬาฤดูหนาว ทริปเล่นสกีที่ภูเขาใกล้เคียงจะสนุกสุดเหวี่ยง ฤดูดอกพลัมนั้นสวยงาม อากาศหนาวเย็นแต่ไม่ถึงกับหนาวจัด และคุณยังสามารถเพลิดเพลินกับภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะได้

ฤดูปีนเขาเป็นช่วงเวลาที่ดีในการเยี่ยมชม ฤดูใบไม้ผลิมีความเขียวชอุ่มอย่างงดงาม และฤดูใบไม้ร่วงจะเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวโดยรอบให้กลายเป็นแนวสีเหลืองและสีแดง

แม้แต่ฤดูร้อนก็เป็นช่วงเวลาที่ดีในการเยี่ยมชม มีเทศกาลและภูเขาทำให้มัตสึโมโตะมีความชื้นและร้อนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น การเดินทางรอบเมือง
ใจกลางเมืองมัตสึโมโตะมีขนาดค่อนข้างเล็ก ดังนั้นพื้นที่หลักส่วนใหญ่จึงสามารถเที่ยวได้ภายในหนึ่งหรือสองวัน การเดินเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสำรวจเมือง

หรือกระโดดขึ้นจักรยาน โฮสเทลและโรงแรมบางแห่งมีจักรยานให้เช่า หากคุณต้องการสำรวจเมืองบนภูเขาโดยรอบ การเช่ารถก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

ที่พัก
เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางภูเขา จึงไม่มีปัญหาการขาดแคลนโรงแรมบ่อน้ำพุร้อนในมัตสึโมโตะ ตัวเลือกหรูหราที่ชื่นชอบคือ KAI Matsumoto

ตั้งอยู่ห่างจากปราสาทมัตสึโมโต้ 15 นาทีโดยรถยนต์ แขกผู้เข้าพักจะชื่นชอบห้องพักแบบเรียวกังแบบร่วมสมัยห้องอาบน้ำกลางแจ้งพร้อมวิวภูเขาอันงดงาม ไวน์ประจำภูมิภาคที่ได้รับการคัดสรร และคอนเสิร์ตทุกคืนในล็อบบี้

ตัวเลือกที่เป็นมิตรกับงบประมาณมากขึ้นคือทาบิ ชิโระ เกสต์เฮ้าส์ท้องถิ่นที่มีเสน่ห์ในเมืองที่บริหารงานโดยคนที่เป็นมิตร โบนัส: คุณจะได้รับตั๋วเครื่องดื่มฟรีเมื่อคุณเช็คอิน

ความคิดสุดท้ายเกี่ยวกับมัตสึโมโต้
หากคุณกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนในโตเกียว มัตสึโมโตะคือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ รับรองว่าผู้มาเยือนครั้งแรกจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน แต่ก็ยังเป็นฐานที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับไปยังจังหวัดนะงะโนะหรือจังหวัดกิฟุ และเป็นจุดเปลี่ยนที่ยอดเยี่ยมสำหรับการมุ่งหน้าสู่เทือกเขาแอลป์ตอนกลาง

เมืองต่างๆ เช่น มัตสึโมโตะมักถูกมองข้ามโดยผู้มาเยือนญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกโดยหันไปสนใจจุดหมายปลายทางอย่างโตเกียวและเกียวโต แต่ถ้าคุณมีเวลาว่างมากขึ้นและชอบการท่องเที่ยวแบบช้าๆ คุณจะต้องหลงรักเมืองอย่างมัตสึโมโตะ หากคุณกำลังวางแผนท่องเที่ยวในวันหยุดที่ญี่ปุ่น ทำไมไม่หาเวลาไปเที่ยวส่วนเหล่านี้ดูล่ะ

กำลังมองหาประสบการณ์แบบญี่ปุ่นที่แท้จริงอยู่ใช่ไหม
เราเชื่อว่ากำหนดการเดินทางในญี่ปุ่น ของคุณ ควรสะท้อนถึงความรู้สึกส่วนตัวในการผจญภัยและสไตล์ของคุณ และไม่มีนักท่องเที่ยวสองคน (หรือทริป!) ที่เหมือนกัน หากคุณกำลังมองหาการเดินทางครั้งหนึ่งในชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่น เรามีแหล่งข้อมูลที่สามารถช่วยได้

เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบแผนการเดินทางตัวอย่าง ของเรา และเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการสร้างการเดินทางที่กำหนดเองสำหรับนักเดินทางที่แสวงหาประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครและแท้จริง

อาหารญี่ปุ่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวของเราจำนวนมากเดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น แต่ถ้าหากคุณมีข้อจำกัดด้านอาหารหรือแพ้อาหารล่ะก็ หากจะเดินทางทั่วประเทศล่ะ

อาหารญี่ปุ่นมีความหลากหลายอย่างน่าประหลาดใจและดีต่อสุขภาพอย่างมาก แต่การเดินทางไปทั่วประเทศญี่ปุ่นโดยมีข้อกำหนดพิเศษด้านอาหาร ไม่ว่าคุณจะเป็นมังสวิรัติ มีโรค celiac หรือปฏิบัติตามอาหารโคเชอร์หรืออาหารฮาลาล – ไม่ใช่เรื่องง่าย

ข่าวดีก็คือเป็นไปได้อย่างแน่นอน ด้วยการวางแผนล่วงหน้าอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้คุณได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการเดินทาง เราได้รวบรวมบทแนะนำเกี่ยวกับการสำรวจญี่ปุ่นหากคุณมีความต้องการด้านโภชนาการที่ไม่เหมือนใคร

ข้อจำกัดด้านอาหารไม่ได้มีอยู่ในญี่ปุ่นเสมอไป
เอาข่าวร้ายออกไปก่อน

นอกเหนือจากความท้าทายในการมองหาวัตถุดิบที่คุณอาจไม่คุ้นเคย (และข้อเท็จจริงที่ว่าคุณอาจพูดหรืออ่านภาษาญี่ปุ่น ไม่ได้ ) อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่คุณคาดหวังได้เมื่อเดินทางทั่วญี่ปุ่นก็คือความต้องการด้านอาหาร ไม่รองรับเสมอไป

หากคุณมาจากสหรัฐอเมริกาหรือออสเตรเลีย หรือประเทศอื่นๆ ที่มักมีข้อจำกัดด้านอาหาร ก็อาจเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ

แต่ความจริง:น่าเสียดายที่ความต้องการพิเศษด้านอาหาร – แม้กระทั่งการแพ้อาหารขั้นรุนแรง – จะไม่ได้รับการจัดให้อยู่ในญี่ปุ่นเสมอไป

(หากคุณเคยชินกับการให้อาหารตามต้องการในทุกที่ที่คุณไป อาจเป็นเรื่องยากที่จะตัดใจจากสิ่งนี้)

สาเหตุหลักประการหนึ่งคือ การแพ้อาหารและข้อจำกัดด้านอาหารไม่ได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในประเทศญี่ปุ่น

ในประเทศญี่ปุ่น เป็นเรื่องปกติน้อยมากที่ผู้คนจะมีหรือแสดงความต้องการพิเศษด้านอาหาร ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจำนวนน้อยจึงคุ้นเคยกับอาหารพิเศษที่อาจพบได้ทั่วไปในประเทศบ้านเกิดของคุณ (เช่น การรับประทานมังสวิรัติหรือปราศจากกลูเตน)

ในเมืองต่างๆ เช่น ลอสแองเจลิสและซิดนีย์ หากคุณแจ้งเซิร์ฟเวอร์ของคุณว่าคุณไม่รับประทานกลูเตนหรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ มีโอกาสที่ข้อความของคุณจะได้ยินชัดเจน และคุณจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับทางเลือกที่คุณสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย

แต่ในขณะที่ความตระหนักเรื่องความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองต่างๆ เช่น โตเกียวและเกียวโต ความรู้ทั่วไปในญี่ปุ่นยังห่างไกลจากความรู้ทั่วไป และยังไม่ค่อยเข้าใจในพื้นที่ชนบทของประเทศ

อธิบายความต้องการด้านอาหารของคุณในญี่ปุ่น
เมื่อคุณสำรวจญี่ปุ่น คุณอาจพบว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่ต้องอธิบายความต้องการด้านอาหารของคุณบ่อยขึ้นและละเอียดมากขึ้นกว่าที่คุณเคยชิน

แค่ระบุว่าคุณเป็นโรค celiac หรือไม่กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์น่าจะไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีคำอธิบายในระดับที่สูงขึ้นเพื่อสื่อถึงสิ่งที่คุณกินได้และกินหรือดื่มไม่ได้อย่างชัดเจน

หากคุณไม่พูดภาษาญี่ปุ่น นี่อาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย และการเรียนรู้คำและวลีสำคัญบางคำจะช่วยคุณในระหว่างทางได้

คู่มือวลีภาษาญี่ปุ่นดิจิทัลฟรีของเรามีคำและวลีทั่วไปที่มีประโยชน์ เช่น “ ฉันกินไม่ได้ ___ ” และ “ ฉันแพ้ ___ “:

สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้ทั่วไปในอาหารญี่ปุ่น
เพื่อช่วยเติมคำในช่องว่าง เป็นความคิดที่ดีที่จะทำความคุ้นเคยกับอาหารและส่วนผสมบางอย่างที่คุณอาจต้องหลีกเลี่ยงระหว่างการเดินทางในญี่ปุ่น

ส่วนผสมของญี่ปุ่นที่แพร่หลาย: ดาชิและซอสถั่วเหลือง
ส่วนผสมของญี่ปุ่นที่พบบ่อยที่สุด 2 อย่างที่อาจเป็นปัญหาสำหรับนักเดินทางของเราคือดาชิและโชยุ (ซอสถั่วเหลือง)

Dashi (出し หรือ だし) และซอสถั่วเหลือง (醤油 หรือ しょうゆ) พบได้ทั่วไปในอาหารญี่ปุ่น และการหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษ

น้ำสต๊อกดาชิซึ่งทำจากสาหร่ายคอมบุ (สาหร่ายทะเล) และเกล็ดปลาคัตสึโอบูชิ (โบนิโตะ) เป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติและผู้รับประทานมังสวิรัติที่เคร่งครัด

แม้ว่าคุณจะไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับดาชิมาก่อน แต่มีโอกาสที่คุณจะเคยบริโภคมัน เนื่องจากพบดาชิในอาหารญี่ปุ่นนับไม่ถ้วน รวมถึงซุปมิโซะ

สำหรับซีอิ๊ว นักเดินทางที่เป็นโรค celiac hillchords.com รู้ดีว่าซีอิ๊วส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของข้าวสาลี ดังนั้นจึงไม่ต้องสนใจ 7 สารก่อภูมิแพ้ในอาหารที่พบบ่อยในภาษาญี่ปุ่น
นอกจากดาชิและโชยุแล้ว ต่อไปนี้คือรายการสั้นๆ ของสารก่อภูมิแพ้ทั่วไปอื่นๆ ที่คุณคาดว่าจะพบในญี่ปุ่น

การเรียนรู้คำแปลภาษาญี่ปุ่นของสารก่อภูมิแพ้สามารถช่วยคุณค้นหาอาหารบรรจุหีบห่อและรายการเมนูที่อาจปลอดภัยสำหรับคุณในการรับประทาน

หากคุณมีเวลาฝึกฝนก่อนการเดินทาง การเรียนรู้การออกเสียงของสารก่อภูมิแพ้ก็มีประโยชน์เช่นกัน แม้ว่าการแสดงคำที่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นจะมีประโยชน์เมื่อคุณไม่แน่ใจว่าจะมีส่วนประกอบในมื้ออาหารของคุณหรือไม่ . มารยาทของญี่ปุ่นและความสำคัญของการแจ้งล่วงหน้า
อาจไม่สามารถแจ้งล่วงหน้าได้หากคุณกำลังรับประทานอาหารทันที แต่สำหรับมื้ออาหารพิเศษและเรียวกัง (โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น) คุณจำเป็นต้องแจ้งความต้องการด้านอาหารของคุณในขณะที่ทำการจอง

ตามที่อธิบายไว้ในบทความของเราเกี่ยวกับมารยาทในการใช้ซูชิ “ หากคุณมีคำขอพิเศษด้านอาหาร คุณต้องแจ้งร้านซูชิในขณะที่ทำการจอง ไม่ใช่ในวันที่คุณทานอาหาร ”

กฎนี้ไม่ได้บังคับใช้เฉพาะกับซูชิเท่านั้น แต่ยังรวมถึงร้านอาหารอิซากายะและเรียวกัง อื่นๆ ด้วย

โดยปกติแล้วสถานประกอบการเหล่านี้จะวางแผนเมนูล่วงหน้าด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี การอธิบายความต้องการของคุณเมื่อคุณทำการจอง คุณกำลังเปิดโอกาสให้พวกเขาตอบสนองความต้องการของคุณ

โปรดทราบว่าเนื่องจากส่วนผสม เช่น ดาชิและซีอิ๊วเป็นพื้นฐานของอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ร้านอาหารหรือเรียวกังทุกแห่งจึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนเมนูของตนเพื่อยกเว้นได้ทั้งหมด

หากคำขอของคุณถูกปฏิเสธ อาจเป็นไปได้ว่าดาชิหรือซีอิ๊วขาว (หรือส่วนผสมที่เป็น “ปัญหา” อื่นๆ) เป็นเพียงส่วนที่แยกออกจากกันไม่ได้ของเมนู และไม่สามารถแยกหรือทดแทนสิ่งอื่นได้

แม้จะมีความท้าทาย ร้านอาหาร อิซากายะ และเรียวกัง จำนวนมากขึ้นยินดีและเต็มใจทำอย่างเต็มที่เพื่อรองรับความต้องการด้านอาหารที่หลากหลาย

เป็นความจริงที่มีความเป็นไปได้ที่การจองของคุณอาจถูกปฏิเสธหากเชฟรู้สึกว่าไม่สามารถรองรับคำขอของคุณได้อย่างเหมาะสม ในทางกลับกัน การไม่แจ้งให้พวกเขาทราบถือเป็นการเสียมารยาทอย่าง ยิ่ง แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
การเดินทางในญี่ปุ่นด้วยข้อจำกัดด้านอาหารนั้นยากกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดไว้ แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเห็นด้วยว่าคุ้มค่ากับความพยายาม เพื่อช่วยคุณในการเดินทาง ต่อไปนี้เป็นแหล่งข้อมูลด้านอาหารเพิ่มเติมบางส่วน

เที่ยวญี่ปุ่นกับโรคเซลิแอค
หากคุณมีโรค celiac แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดที่เราเคยเห็นคือคู่มือ Essential Gluten Free Guide to Japanโดย Jodi Ettenberg จาก Legal Nomads

ผู้เร่ร่อนทางกฎหมายยังมอบบัตรร้านอาหารปราศจากกลูเตนเป็นภาษาญี่ปุ่น ที่ขาดไม่ได้ อีก ด้วย

การเดินทางในญี่ปุ่นในฐานะมังสวิรัติหรือมังสวิรัติ
ค่อนข้างเป็นไปได้ที่จะเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศและค้นหาร้านอาหารมังสวิรัติและมังสวิรัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในใจกลางเมืองอย่างโตเกียวและเกียวโต

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งของญี่ปุ่นกับทะเลทำให้อาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดหลายเมนูมีอาหารทะเลเป็นส่วนประกอบ วัตถุดิบเช่นdashi (ดูด้านบน) และbonito (เกล็ดปลา) เป็นวัตถุดิบหลักของญี่ปุ่น

แม้ว่าจะไม่จำเป็นต้อง “เข้าใจผิด” แต่อาหารที่ยอดเยี่ยมประเภทหนึ่งที่ควรลองคือโชจินเรียวริ (อาหารดั้งเดิมของชาวพุทธ) อาหารโชจินเรียวริโดยทั่วไปนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นมังสวิรัติ แม้ว่าจะไม่ใช่มังสวิรัติอย่างเคร่งครัดเสมอไป

หากคุณต้องการวิธีแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วในขณะเดินทางร้านสะดวกซื้อ (เช่น 7-11, Family Mart และ Lawson) มักจะขายอาหารสำเร็จรูปและขนมบรรจุกล่องหลายประเภท ซึ่งหลายร้านอาจเหมาะกับความต้องการด้านอาหารของคุณ

เทศกาลที่ดีที่สุดของเกียวโต: Matsuriในเกียวโตด้านล่างนี้คือ

ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ ของเทศกาลที่เราชื่นชอบในเกียวโต อาโออิ มัตสึริ (ศาลเจ้าคามิกาโมะ เกียวโต)
เรียกอีกอย่างว่า Kamo Matsuri Aoi Matsuri เป็นเทศกาลที่หรูหราและสง่างามโดยมีขบวนแห่จากพระราชวังอิมพีเรียลเกียวโตไปยังศาลเจ้า Kamo ทางตอนเหนือของเมือง ผู้เข้าร่วมแต่งกายด้วยสไตล์อันประณีตของสมัยเฮอัน (794-1185) โดยบางส่วนอยู่บนหลังม้าและรถเทียมวัว และบางส่วนเดินเท้าขณะเล่นดนตรีในราชสำนักเฮอัน

ต้นกำเนิดของ Aoi Matsuri จริงๆ แล้วมีมาก่อนสมัยเฮอัน และอาจเริ่มในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 6 เมื่อจักรพรรดิ Kinmei จะส่งเครื่องบูชาไปยังศาลเจ้า Kamo ด้วยความหวังว่าจะปัดเป่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในที่สุดสิ่งนี้ได้พัฒนาเป็นขบวนแห่ที่ซับซ้อนในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของยุคเฮอัน ชื่อเทศกาลมาจากดอกฮอลลี่ฮ็อค ( อาโออิ ) ที่ประดับเครื่องแต่งกายและรถม้าของผู้เข้าร่วม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถือเป็นเครื่องรางนำโชคจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ขบวนแห่ของ Aoi Matsuri เริ่มต้นที่พระราชวังอิมพีเรียลเวลา 10.30 น. และมาถึงศาลเจ้า Kamigamo ในเวลาประมาณ 15.30 น. นอกจากขบวนพาเหรดแล้ว ยังมีการแข่งม้าและกิจกรรมในวันก่อนๆ อีกด้วย

Gion Matsuri (ศาลเจ้ายาซากะ เกียวโต)
Gion Matsuri อาจเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นและอาจใหญ่ที่สุดด้วย มีประวัติอันยาวนาน (ย้อนหลังไปถึงปี 869) และจัดขึ้นตลอดเดือนกรกฎาคม ปิดท้ายด้วยขบวนแห่รถแห่ – ยามาโบโกะ จุนโกะ – ในวันที่ 17 กรกฎาคม

แม้ว่าจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับเทศกาลตลอดทั้งเดือน แต่งานเฉลิมฉลองหลักจะเกิดขึ้นในวันยามาโบโกะ จุนโกะ (วันที่ 17 กรกฎาคม) และในสามค่ำก่อนหน้า (เรียกว่าตอนเย็นโยอิยามะ )

“ยามาโบโกะ” หมายถึงเกี้ยวสองประเภท: เกี้ยว ยามะ ขนาดเล็ก และเกี้ยวโฮ โกะขนาดใหญ่ รถแห่โฮโกะสามารถสูงได้หลายชั้น (ประมาณ 25 เมตร) และสามารถบรรทุกผู้เข้าร่วมเทศกาลได้มากถึง 12 ตัน รถแห่ประจำเทศกาลได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยพรมและโคมกระดาษที่งดงาม และรถแห่โฮโกะต้องใช้คนประมาณ 40 คนในการลากไปตามถนน

ในช่วงค่ำของโยอิยามะ ถนนจะปิดและเต็มไปด้วยผู้คนที่เพลิดเพลินกับยาไต (แผงขายอาหาร) การแสดง ดนตรีและเครื่องแต่งกายแบบ ดั้งเดิมและอาจพบเห็นเกอิโกะและไมโกะ นี่เป็นโอกาสที่จะได้เพลิดเพลินกับขบวนแห่เทศกาลที่น่าประทับใจอย่างใกล้ชิด และเป็นโอกาสพิเศษที่จะได้เห็นชาวเกียวโตปลดปล่อย!

อีกหนึ่งแง่มุมที่น่าสนใจของโยอิยามะยามเย็นคือเทศกาล Byobu Matsuri (“เทศกาลจอพับ”) ที่จัดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งในช่วงที่ครอบครัวในเกียวโตหลายครอบครัวเปิดทางเข้าบ้านของพวกเขาต่อสาธารณะชน นำเสนอมรดกตกทอดอันล้ำค่าของครอบครัว

นอกจากนี้ยังมีขบวนพาเหรดที่เล็กกว่าเล็กน้อย (มีขบวนแห่น้อยกว่า) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม และจะมีค่ำคืนแห่งความสุขโยอิยามะนำหน้าด้วย

Matsuriที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น นอกเหนือจากโตเกียวและเกียวโต
การพยายามจำกัดเทศกาลทั้งหมดของญี่ปุ่นให้แคบลงเหลือเพียงเทศกาลที่ดีที่สุดคือเรื่องไร้สาระ แต่นี่คือตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของรายการโปรดของเรา

เนบุตะ มัตสึริ (จังหวัดอาโอโมริ)
Nebuta Matsuri ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดอาโอโมริทางตอนเหนือ เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ดึงดูดสายตามากที่สุดของญี่ปุ่น ในช่วงเทศกาลเนบุตะมัตสึริ ถนนในเมืองอาโอโมริจะมีชีวิตชีวาด้วยการลอยโคมที่มีชีวิตชีวาอย่างน่าทึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลาสร้างนานถึงหนึ่งปี

เกี้ยวที่สวยงามซึ่งแสดงถึงเทพเจ้า นักรบ นักแสดงคาบุกิ สัตว์ต่างๆ และแม้กระทั่งคนดังทางทีวี ทำด้วยวาชิ (กระดาษญี่ปุ่น) และจุดไฟจากด้านใน ขบวนแห่ประกอบด้วยกลุ่มนักเต้น นักตีกลองไทโกะ นักเป่าขลุ่ย และนักดนตรีอื่นๆ

ขอเชิญผู้เข้าร่วมเทศกาลทุกคนเข้าร่วมขบวนนักเต้นระบำที่มีชีวิตชีวา โดยต้องสวม ชุดนักเต้น ฮาเนโตะ แบบดั้งเดิม (มีจำหน่ายทั่วเมือง)

เนบุตะมัตสึริแตกต่างจากเทศกาลส่วนใหญ่ตรงที่จะมีขบวนพาเหรดในทุกเย็นของสัปดาห์เทศกาล ยกเว้นวันสุดท้ายที่ขบวนพาเหรดจะจัดขึ้นในช่วงบ่าย

ซัปโปโร ยูกิ มัตสึริ (เทศกาลหิมะ ซัปโปโร ฮอกไกโด)
ดังที่ได้แนะนำไว้ในบทความของเราเกี่ยวกับเหตุผลหลักที่ควรไปเยือนญี่ปุ่นในฤดูหนาวทุกเดือนกุมภาพันธ์ เมืองซัปโปโรซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของฮอกไกโดเป็นเจ้าภาพจัดงานซัปโปโร ยูกิมัตสึริซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลหิมะและน้ำแข็งที่ยิ่งใหญ่ของโลก

เทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) มีชื่อเสียงในด้านประติมากรรมน้ำแข็งและหิมะอันน่าเกรงขาม (ซึ่งมีอายุย้อนไปถึงปี 1950) ดึงดูดผู้เข้าชมมากกว่าสองล้านคนต่อปี ความอุตสาหะและความคิดสร้างสรรค์ที่แฝงอยู่ในประติมากรรมแต่ละชิ้นสามารถเพลิดเพลินได้ในตอนกลางวัน และจะยิ่งมีมนต์ขลังมากขึ้นในตอนเย็นเมื่อมีการประดับไฟอย่างสวยงาม

นอกจากสถาปัตยกรรมหิมะแล้ว ยูกิมัตสึริยังมีกิจกรรมที่หลากหลายสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงคอนเสิร์ต การแข่งขันแกะสลักหิมะระดับนานาชาติ กิจกรรมทำอาหาร การต่อสู้ด้วยลูกบอลหิมะ สไลเดอร์หิมะ บาร์น้ำแข็ง และอื่น ๆ อีกมากมาย

ทาคายามะมัตสึริ (ทาคายามะ จังหวัดกิฟุ)
เทศกาลมัตสึริฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงของทาคายามะเป็นหนึ่งในเทศกาลที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณสถานที่จัดงาน นั่นคือเมืองทาคามายะที่สวยงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในเทือกเขาเจแปนแอลป์

ทาคายามะมีชื่อเสียงไปทั่วญี่ปุ่นในด้านช่างฝีมือที่มีทักษะสูง และงานฝีมือของพวกเขาได้รับการจัดแสดงอย่างน่าทึ่งในเทศกาลยาไตอันน่าตื่นตาตื่นใจ (นอกจากจะหมายถึงแผงขายอาหารแล้ว คำว่ายาไตยังหมายถึงขบวนแห่ได้อีกด้วย) ยาไตถูกสร้างขึ้นด้วยไม้แกะสลักอย่างประณีต ศิลปะเครื่องเขิน งานโลหะที่มีรายละเอียด สิ่งทอทอ และหุ่นกระบอกยักษ์ที่เคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ ( คะระคุริ นิงเงียว )

หุ่นเชิดที่มีล้อเป็นผลงานชิ้นเอก แต่สิ่งที่น่าสนใจอย่างแท้จริงคือการชมการแสดงประจำวันของหุ่นเชิด ซึ่งเคลื่อนไหวด้วยเชือกและก้านกระทุ้งหลายสิบชุด ซึ่งควบคุมโดยนักเชิดหุ่นระดับปรมาจารย์จากด้านในของทุ่นลอยน้ำ

เทศกาลฤดูใบไม้ผลิของทาคายามะ (ฮารุ โนะ ทาคายามะ มัตสึริ) จัดขึ้นเพื่ออธิษฐานเพื่อการเก็บเกี่ยวที่ดีหลังฤดูเพาะปลูก และจะจัดขึ้นทางตอนใต้ของทาคายามะที่ศาลเจ้าฮิเอะ เทศกาลฤดูใบไม้ร่วง (Aki no Takayama Matsuri) เป็นการขอบคุณสำหรับพืชผลที่เก็บเกี่ยวได้ และจัดขึ้นทางตอนเหนือของทาคายามะรอบๆ ศาลเจ้าฮาจิมัง

ทั้งสองเทศกาลก็คุ้มค่าไม่แพ้กัน โดยจัดแสดงยาไตที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ พร้อมกับขบวนแห่ยามเย็นที่มีมนต์ขลัง ( โยมัตสึริ ) ในเย็นวันแรกของแต่ละเทศกาล เมื่อพลบค่ำ รถแห่ซึ่งนำโดยนักเต้นและนักดนตรีในชุดคอสตูมจะถูกจุดด้วยโคมไฟหลายร้อยดวงและลากไปตามถนนของทาคายามะ ลัดเลาะไปตามสะพานที่งดงามของเมือง

Tenjin Matsuri (ศาลเจ้า Tenmangu โอซาก้า)
เท็นจินมัตสึริ (“เทศกาลแห่งเทพเจ้า”) เป็นการเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมในเมืองโอซาก้าที่มีชีวิตชีวา

เทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลอง Sugawara no Michizane กวีและนักปราชญ์จากยุคเฮอันซึ่งได้รับการสักการะที่ศาลเจ้า Tenmangu ในโอซาก้า ในระหว่างขบวนแห่ เทพเจ้าผู้อุปถัมภ์ด้านศิลปะและการศึกษาองค์นี้จะถูกแห่ในมิโคชิร่วมกับผู้เข้าร่วมซึ่งรวมถึงเชิดสิงโตและเชิดร่ม นักดนตรี ก็อบลินบนหลังม้า และอื่นๆ อีกมากมาย

ผู้คนจากโอซาก้าขึ้นชื่อเรื่องความสนุกสนานและชอบเข้าสังคม และในขณะที่เท็นจินมัตสึริเป็นเทศกาลดั้งเดิมที่มีเรื่องราวยาวนานกว่า 1,000 ปี บรรยากาศระหว่างเทศกาลนั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีแผงขายอาหารมากมายและปาร์ตี้ตามท้องถนน

เทศกาลจะถึงจุดสูงสุดในวันที่สอง เมื่อผู้คน 3,000 คนซึ่งแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายสมัยเฮอันเดินผ่านถนน จากนั้นขึ้นเรือที่จุดไฟคบเพลิงที่ล่องไปตามแม่น้ำโอกาวะของโอซาก้า ปิดท้ายด้วยการแสดงดอกไม้ไฟตระการตาเหนือเรือที่ลอยอยู่ในแม่น้ำ

อาวะโอโดริ (โทคุชิมะ ชิโกกุ)
เทศกาล Awa Odori (Awa Dance) มีต้นกำเนิดในชนบทของโทคุชิมะ (เดิมชื่อจังหวัด Awa) บนเกาะชิโกกุ

เรื่องราวเล่าว่าย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 เมื่อขุนนางศักดินาแห่งอาวะจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ที่การเปิดปราสาทโทคุชิมะ หลังจากดื่มตลอดทั้งคืน กล่าวกันว่าผู้เข้าร่วมงานเริ่มร้องเพลงและเต้นรำอย่างเมามันส์ ในขณะที่นักดนตรีเล่นจังหวะที่เรียบง่ายและประสานกัน กลายเป็นงานประจำปีที่มีชีวิตชีวา และเป็นหนึ่งในมัตสึริที่รักความสนุกสนานที่สุดในญี่ปุ่น

แม้จะเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกล ( เรานำเสนอชิโกกุในโพสต์นี้เกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่ยอดเยี่ยมที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ) แต่อาวะโอโดริก็ดึงดูดผู้มาเยือนชิโกกุกว่าล้านคนในแต่ละปี

เทศกาลนี้มีเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมที่ยอดเยี่ยม การเต้นรำแบบไดนามิก (หากมีสไตล์) และการร้องเพลง การสวดมนต์ และเครื่องดนตรีที่มีพลังสูง เหนือสิ่งอื่นใด มันคือหัวใจสำคัญของการแข่งขันเต้นที่เป็นมิตรและมีสีสัน

ขบวนประกอบด้วยทีมนางรำ แต่ละทีมมีเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองและการเต้นรำแบบดั้งเดิม บรรยากาศเหมือนงานปาร์ตี้และการเต้นรำเป็นที่รู้จักกันในนาม “การเต้นรำของคนโง่” เนื้อเพลงพูดทั้งหมด: ” นักเต้นเป็นคนโง่และคนดูเป็นคนโง่ ในเมื่อทุกคนโง่ ทำไมไม่เต้น! ”

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถไปถึงโทคุชิมะได้ ก็คุ้มค่าที่จะลองชมงานอาวะโอโดริในเวอร์ชั่นโตเกียว ซึ่งจัดขึ้นในย่านโคเอ็นจิของโตเกียวตั้งแต่ช่วงปี 1950

แม้ว่าอาวะโอโดริในเวอร์ชั่นโตเกียวจะเล็กกว่าอวตารดั้งเดิมในชิโกกุ แต่ก็สามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้มากกว่าล้านคนในแต่ละปี ย่านโคเอ็นจิที่จัดงานนี้เป็นพื้นที่สบายๆ ทางตะวันตกของชินจูกุ ขึ้นชื่อเรื่องอาหารและเครื่องดื่มชั้นเยี่ยม สถานที่แสดงดนตรี และร้านขายของวินเทจ

จิจิบุ โยมัตสึริ (ศาลเจ้าจิจิบุ จังหวัดไซตามะ)
จิจิบุ โยมัตสึริ จัดขึ้นประมาณ 90 นาทีจากโตเกียว เป็นหนึ่งในเทศกาลรถแห่ที่น่าประทับใจที่สุดของญี่ปุ่น โดยมีขบวนแห่ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงมนุษย์ซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 20 ตัน ในความเป็นจริง เกี้ยวที่แกะสลักอย่างประณีตนั้นมีขนาดใหญ่ถึงสองเท่าของ การ แสดงคาบุกิในระหว่างวัน

โยมัตสึริ (เทศกาลกลางคืน) จิจิบุ โยมัตสึริมีชื่อเสียงในด้านการแสดงโคมไฟที่สว่างไสวซึ่งปกคลุมขบวนแห่ โดยมีมือกลองไทโกะ นักเป่าขลุ่ย และมิโคชิจากศาลเจ้าจิจิบุอายุ 2,000 ปีมาร่วมด้วย

เมื่อถึงช่วงไคลแม็กซ์ของเทศกาล ขบวนแห่จะถูกลากขึ้นไปบนเนิน และค่ำคืนจะจบลงด้วยการแสดงดอกไม้ไฟเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่หาชมได้ยากในฤดูหนาว ฮานาบิ (ดอกไม้ไฟ) มัตสึริ
หากคุณกำลังเผชิญกับความ ร้อนและมาเยือนญี่ปุ่นในฤดูร้อน คุณอาจมีโอกาสเข้าร่วมเทศกาลฮานาบิ (ดอกไม้ไฟ) อันตระการ ตา ของประเทศ อย่างที่ใครก็ตามที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นรู้ดีว่าดอกไม้ไฟได้รับการยกระดับให้เป็นงานศิลปะที่นี่ และ ช่างฝีมือ ฮานาบิก็จริงจังกับงานของพวกเขา!

ตลอดช่วงฤดูร้อน เทศกาล ฮานาบิจะจัดขึ้นทั่วประเทศ และมีตั้งแต่งานใหญ่ในเมืองต่างๆ เช่น โตเกียวและโอซาก้า ไปจนถึงการแสดงระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นในชุมชนเล็กๆ เช่นเดียวกับ เทศกาลมัตสึริอื่นๆงานเฉลิมฉลองเทศกาลเหล่านี้เป็นโอกาสที่ดีในการพักผ่อน ใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว และดื่มด่ำกับเครื่องดื่มเย็นๆ และอาหารประจำเทศกาล

นี่คือรายการสั้น ๆ ของเทศกาลฮานาบิมัตสึริ ที่โดด เด่น ที่สุดของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณวางแผนที่จะเข้าร่วมงานดอกไม้ไฟที่เป็นที่นิยม อย่าลืมมาถึงก่อนเวลาเพื่อจะได้พบจุดที่ดี!

เทศกาลดอกไม้ไฟสุมิดะกาวะ
งาน ฮานาบิที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว(โดยปกติจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่าหนึ่งล้านคน) โดยมีโปรแกรมและสถานที่ที่แตกต่างกันสองแห่ง ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุมิดะ (แม่น้ำสุมิดะ)

เทศกาลดอกไม้ไฟเอโดกาวะ
งานแสดงดอกไม้ไฟที่ใหญ่ที่สุดอีกงานหนึ่งในโตเกียว ซึ่งจัดขึ้นที่ Edogawa (Edo River) เทศกาลนี้จัดขึ้นบริเวณวัดเซ็นโซจิในย่านอาซากุสะของโตเกียว

เทศกาลดอกไม้ไฟคัตสึชิกะ โนเรียว
เทศกาลนี้ มีขนาดเล็กกว่า เทศกาล ฮานาบิ ที่ใหญ่กว่าในโตเกียว เทศกาลมัตสึรินี้เป็นตัวเลือกที่ดีหากคุณต้องการแน่ใจว่าจะได้ชมทิวทัศน์ที่สวยงาม ระหว่างทางไปยังพื้นที่ชมดอกไม้ไฟ เดินผ่านถนนสมัยเก่าที่มุ่งสู่วัด Shibamata Taishakuten

เทศกาลดอกไม้ไฟนานิวะ โยโดกาวะ
หนึ่งในกิจกรรมฤดูร้อนที่โดดเด่นที่สุดของโอซาก้า เทศกาลนี้จัดและดำเนินการโดยอาสาสมัครทั้งหมด การ แสดง ฮานาบิเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในการจัดแสดงดอกไม้ไฟทำมือแบบพิเศษ

รางวัลชมเชย: เทศกาลที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ ในญี่ปุ่น
เราอดไม่ได้ที่จะรวมรางวัลชมเชยสองสามรายการ แต่มีอีกนับไม่ถ้วนเช่นกัน!

โอมิสึโทริ (วัดโทไดจิ นารา)
ในช่วงโอมิสึโทริที่สวยงาม ทุกเย็นหลังพระอาทิตย์ตกดิน นักบวชที่ถือคบไฟจะปีนขึ้นไปบนระเบียงของหอนิงัตสึโดะของวัดโทไดจิ นอกจากความสวยงามของปรากฏการณ์และทิวทัศน์อันงดงามของนาราจากนิงัตสึโดะแล้ว ถ่านที่คุที่ตกลงมายังกล่าวกันว่าช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานอยู่ต่ำกว่าปีที่ปลอดภัย

Kanamara Matsuri (ศาลเจ้าคานามายะ เมืองคาวาซากิ)
Kanamara Matsuri ที่น่าอับอาย (“เทศกาลแห่งลึงค์เหล็ก” ที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อเรียก) จัดขึ้นในเมืองคาวาซากิซึ่งอยู่ทางใต้ของโตเกียว คุณจะได้พบกับมิโคชิ ลูกอม และเครื่องประดับเล็ก ๆ ที่ “ไม่ธรรมดา” ซึ่งทั้งหมดจำลองมาจากสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เทศกาลนี้เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและมีชีวิตชีวา และเป็นการบริจาคเพื่อการกุศลเพื่อการวิจัยโรคเอดส์/เอชไอวี

คันโต มัตสึริ (จังหวัดอากิตะ)
ในฐานะส่วนหนึ่งของคันโตมัตสึริ (“เทศกาลโคมไฟเสา”) นักแสดงจะรักษาสมดุลของเสาไม้ไผ่ขนาดยักษ์ที่พันด้วยโคมไฟ ขณะที่มือกลองและนักดนตรีคนอื่นๆ เล่นไปพร้อมกัน ไฮไลท์ของเทศกาลอยู่ที่ขบวนพาเหรดในตอนกลางคืน ซึ่งจะมีการจุดตะเกียงด้วยเทียน และการแสดงสมดุลที่น่าทึ่งจะส่องสว่างในยามค่ำคืน

นางาซากิคุนจิ (ศาลเจ้าสุวะ นางาซากิ
Nagasaki Kunchi เฉลิมฉลองอิทธิพลของชาวดัตช์และจีนที่มีต่อเมืองประวัติศาสตร์และความเป็นสากลอย่างนางาซากิ ย่านใกล้เคียงหลายแห่งเข้าร่วมด้วยการแสดงที่แสดงถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่มีต่อหม้อหลอมรวมของญี่ปุ่นนี้ รวมทั้งการเชิดสิงโตจีนเกี้ยวรูปเรือขนาดใหญ่ แม้ว่าการแสดงหลักจะมีที่นั่งแบบเสียเงิน แต่ก็มีบางงานที่นั่งฟรีที่จัดขึ้นทั่วเมือง

จิได มัตสึริ (ศาลเจ้าเฮอัน เกียวโต)
Jidai Matsuri ของเกียวโต (“เทศกาลแห่งยุค”) จะพาคุณย้อนเวลากลับไปในสมัยที่เกียวโตเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นซึ่งครองราชย์ยาวนานกว่าพันปี นักรบซามูไรกว่า 2,000 คน เจ้าหญิงในราชสำนักเฮอัน เกอิชา และตัวละครที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ รวมตัวกันเป็นขบวนจากพระราชวังอิมพีเรียลไปยังศาลเจ้าเฮอันในการจำลองเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเกียวโตที่น่าถ่ายรูป

ทรัพยากรมัตสึริของญี่ปุ่นเพิ่มเติม
หวังว่าตอนนี้คุณคงจะรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นและเข้าร่วมงานมัตสึริ แบบไดนามิก แล้ว!

โปรดทราบว่าสำหรับเทศกาลต่างๆ ข้างต้น โดยเฉพาะเทศกาลที่ได้รับความนิยมสูงสุด เช่น เทศกาลซัปโปโร ยูกิมัตสึริ และเทศกาลทาคายามะ การวางแผนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากไม่ใช่เรื่องแปลกที่ที่พักจะขายหมดล่วงหน้าหลายเดือน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทศกาลของญี่ปุ่น เราขอแนะนำภาพรวมเทศกาลในญี่ปุ่นที่ยอดเยี่ยมของ Japan-Guideและคู่มือJapan Atlas ที่มีประโยชน์สำหรับเทศกาลญี่ปุ่น คุณรักการเดินทางและสเปรดชีตหรือไม่? Boutique Japan กำลังจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการเต็มเวลาเพื่อเข้าร่วมทีมที่กระจายอยู่ทั่วโลกของเรา

หากคุณเป็นคนมีระเบียบแบบแผนและมีความละเอียดรอบคอบ และหลงใหลเกี่ยวกับการเดินทางที่ชวนดื่มด่ำ คุณอาจจะเหมาะสมที่สุด! จำเป็นต้องมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในตำแหน่งที่เทียบเคียงได้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

พวกเราคือใคร?
Boutique Japan เป็นบริษัทท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลซึ่งเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์การเดินทางตามความต้องการสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก

นอกจากประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครที่เรามอบให้แล้ว การใส่ใจอย่างยิ่งยวดต่อความสนใจ ลำดับความสำคัญ และความชอบของลูกค้าที่ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่านักเดินทางของเราแต่ละคนจะมีทริปที่น่าตื่นตาตื่นใจ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ทีมของเรา เราอยากให้คุณเข้าร่วมกับเรา!

คุณคือใคร?
คุณหลงใหลเกี่ยวกับการเดินทางและตระหนักดีว่าต้องใช้เวลาและพลังงานจำนวนมากในการวางแผนกำหนดการเดินทางที่จัดอย่างพิถีพิถัน

ในฐานะมืออาชีพในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์และมีความสามารถ คุณจะรู้สึกอุ่นใจได้พอๆ กันกับนักเดินทางระดับหรูที่มองหาบริการแบบขาวสะอาด เช่นเดียวกับนักเดินทางระดับไฮเอนด์ที่ชอบผจญภัยที่แสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่

คุณจะได้สวมบทบาทที่ท้าทายในบริษัทที่ไม่หยุดนิ่ง ทำงานจากที่ใดก็ได้ในโลก ใช้ชีวิตและสัมผัสประสบการณ์การเดินทาง (ทั้งผ่าน Boutique Japan และ Boutique Explorer ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่เติบโตอย่างรวดเร็วของ เรา )

ทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นสำหรับบทบาทนี้
บทบาทนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน และหากคุณไม่ใช่คนที่มีระเบียบเรียบร้อยที่สุดที่คุณรู้จัก โปรดพิจารณาสมัครตำแหน่งอื่นกับเราในอนาคต (บุ๊กมาร์กหน้าอาชีพของเรา )

การช่วยเหลือและสื่อสารกับลูกค้า ในขณะที่ประสานงานเบื้องหลังของแผนการเดินทางที่ซับซ้อนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ตำแหน่งนี้ต้องการความใส่ใจในรายละเอียดที่ไม่เหมือนใคร และความสามารถพิเศษในการจัดลำดับความสำคัญจากมุมมองภาพใหญ่ ทักษะและคุณลักษณะที่สำคัญ ได้แก่ :

ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องในตำแหน่งที่เทียบเคียงได้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ความคล่องแคล่วทางภาษาอังกฤษระดับเจ้าของภาษาและทักษะการเขียนและการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม
ความคุ้นเคยและความสะดวกกับซอฟต์แวร์และแอพต่างๆ มากมาย (ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือตำแหน่งระยะไกลทั้งหมด)
ทักษะการบริการลูกค้าที่โดดเด่น และความสามารถขั้นสูงในการปฏิบัติต่อแต่ละปฏิสัมพันธ์ด้วยวิธีการเฉพาะบุคคล
ประสบการณ์การเดินทางรอบโลกที่กว้างขวางและความกระตือรือร้นที่แท้จริงและสัมผัสได้สำหรับการเดินทางและการผจญภัย
ความสามารถในการจดจ่อกับงานที่ทำอยู่อย่างเดียวดาย ในขณะที่จัดการโครงการจำนวนมากพร้อมกัน (และมุมมองที่สงบเพื่อจัดลำดับความสำคัญอย่างชาญฉลาด)
ระดับความใส่ใจในรายละเอียดและความใส่ใจที่บางครั้งทำให้คนอื่นสงสัยว่าทำไมคุณถึงใส่ใจมาก ควบคู่ไปกับความสามารถในการถอยหนึ่งก้าวและมองภาพรวม
ความปรารถนาที่แท้จริงในการทำงานที่ยอดเยี่ยม และประวัติความสามารถในการจัดการตัวเอง (เราจะสนับสนุนคุณ แต่คุณต้องมีแรงจูงใจในตนเองจึงจะเก่งได้)
ความปรารถนาอย่างต่อเนื่องที่จะปรับปรุงตัวเองตลอดจนคนรอบข้าง (ทั้งส่วนตัวและในอาชีพ)
ความอ่อนน้อมถ่อมตนและความซื่อสัตย์ที่จะยอมรับเมื่อคุณไม่รู้อะไรบางอย่าง บวกกับความมีไหวพริบที่จะช่วยคุณหาทางออกให้กับคำถามและคำขอที่ท้าทาย

งานและความรับผิดชอบของผู้เชี่ยวชาญการปฏิบัติการ
ในฐานะสมาชิกของทีมปฏิบัติการของเรา คุณจะช่วยให้นักเดินทางของเราได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่น ไร้กังวล และยอดเยี่ยม ตั้งแต่วินาทีที่จองการเดินทางจนกระทั่งกลับถึงบ้าน

ในขั้นต้น คุณจะมีบทบาทสนับสนุนในขณะที่คุณเรียนรู้เชือก จากนั้นคุณจะเริ่มรับลูกค้าของคุณเอง ซึ่งคุณจะสนับสนุนตั้งแต่ตอนที่ทำการจอง ตลอดกระบวนการก่อนการเดินทาง และในที่สุดก็เดินทางเอง!

คุณจะได้ทำงานที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของทีมปฏิบัติการของเรา และนี่คือตัวอย่างประเภทของงานที่คุณจะจัดการ:

จัดการแผนการเดินทางที่กำหนดเองที่ซับซ้อนเพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าของเราจะได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่น
ให้บริการลูกค้าที่อบอุ่น เป็นมนุษย์ และเป็นมืออาชีพอย่างยิ่งแก่นักท่องเที่ยวของเรา (โดยหลักผ่านทางอีเมลและโทรศัพท์)
เตรียมเอกสารการเดินทางรวมถึงข้อมูลก่อนออกเดินทาง และคำถามของลูกค้าภาคสนามโดยใช้ความเชี่ยวชาญ การค้นคว้า และความรอบรู้ของคุณ
ตรวจทานแผนการเดินทางโดยละเอียดอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่ามีความถูกต้องสมบูรณ์และขั้นตอนการเดินทางที่น่าดึงดูดใจ
สื่อสารกับมัคคุเทศก์ โรงแรม เรียวกัง และซัพพลายเออร์อื่นๆ เพื่อปรับแต่งและประสานงานกับบริการที่ปรับแต่งเป็นพิเศษ
แก้ไขและเขียนคำอธิบายการเดินทางโดยละเอียด บางส่วนโดยการรวบรวมสำเนาที่มีอยู่จากฐานข้อมูลภายในของเราอย่างชำนาญ
ตรวจสอบและช่วยจัดการงบประมาณการเดินทางและสเปรดชีตที่ซับซ้อน และรักษาระดับองค์กรที่ยอดเยี่ยมในการเก็บบันทึกและอัปเดตไฟล์และเอกสารภายใน
ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมงานตลอดกระบวนการหลังการจองและก่อนการเดินทางเพื่อให้แน่ใจว่ามีการถ่ายทอดรายละเอียดที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่างละเอียดถี่ถ้วน (และไม่ตกหล่น)
ในฐานะสมาชิกของทีมขนาดเล็กและแน่นแฟ้นของเรา คุณจะมีโอกาสมีบทบาทในการ “ยกระดับ” วิธีที่เราทำสิ่งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง

เรามุ่งมั่นที่จะพยายามปรับแต่งและปรับปรุงวิธีการทำสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เมื่อเป็นเรื่องของ Ops (ซึ่งจะเป็นจุดสนใจสำหรับคุณโดยเฉพาะ) แต่ในทุกแง่มุมของบริษัทของเราด้วย

สิ่งนี้ใช้ได้กับทุกอย่างตั้งแต่กระบวนการบริหารจัดการ ไปจนถึงวิธีที่เรามีปฏิสัมพันธ์กันในฐานะทีมที่กระจายกันอย่างเต็มที่ และแน่นอนว่าประสบการณ์ของนักเดินทางของเรา! รายละเอียดที่สำคัญ
นี่เป็นบทบาทที่ท้าทาย แต่คุณจะไม่ทำงานจากห้องเล็ก ๆ (เว้นแต่ห้องเล็ก ๆ จะเป็นงานของคุณ) เพราะตำแหน่งนั้นห่างไกล

ตำแหน่งของคุณ
Boutique Japan เป็นบริษัทที่อยู่ห่างไกลกันโดยสิ้นเชิงตั้งแต่เราเริ่มต้นในปี 2013 และนี่คืองานที่ต้องทำจากระยะไกลโดยสิ้นเชิง บริษัทของเราตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาแต่มีการกระจายไปทั่วโลก หมายความว่าคุณสามารถทำงานได้จากทุกที่ทั่วโลก — หากคุณมีอินเทอร์เน็ตที่น่าเชื่อถือเป็นพิเศษ

แม้จะน่าสนใจแค่ไหน เราจะไม่พูดเกินจริง: การทำงานจากระยะไกลไม่ใช่สำหรับทุกคน หลายคนชอบโครงสร้างและปฏิสัมพันธ์ของตำแหน่งในสำนักงานแบบตัวต่อตัว และการทำงานจากระยะไกลอาจเป็นเรื่องโดดเดี่ยวและท้าทาย ดังนั้น หากคุณรู้สึกว่าการทำงานจากระยะไกลอาจไม่เหมาะกับคุณ โปรดวางใจในสัญชาตญาณของคุณ

กำหนดการของคุณ
นี่เป็นงานเต็มเวลา 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (8 ชั่วโมงต่อวันในวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ครึ่งวัน) เรากำลังมองหาผู้สมัครที่สามารถทำงานในช่วงเวลาทำการของอเมริกาเหนือได้ เพื่อให้กำหนดการเหลื่อมกันมากที่สุด

ในฐานะทีมที่แน่นแฟ้น เราพูดกันบ่อยครั้งโดยใช้เครื่องมือสื่อสารที่หลากหลาย (รวมถึง Zoom และ Slack) คุณจะต้องประสานงานกำหนดการของคุณเพื่อพูดแบบเรียลไทม์ตามความสะดวกของเพื่อนร่วมงานและซัพพลายเออร์ระหว่างประเทศ ซึ่ง (ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของคุณ) อาจต้องการความยืดหยุ่นของเขตเวลาอย่างมากในส่วนของคุณ

คุณจะมีการส่งมอบรายวัน รายสัปดาห์ และอื่นๆ hliworldwatch.org ที่ต้องทำให้เสร็จตรงเวลา เราให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เหนือสิ่งอื่นใด และในขณะที่เราให้คำแนะนำและการสนับสนุนมากมาย (เราต้องการให้คุณประสบความสำเร็จ) คุณต้องมีประวัติที่เป็นรูปธรรมในการจัดการตัวเองให้ประสบความสำเร็จ

ค่าตอบแทนและผลประโยชน์
ค่าตอบแทนจะขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์

ความกระตือรือร้น ความทะเยอทะยาน และการทำงานหนักให้ผลตอบแทน และหากคุณเก่ง คุณจะมีโอกาสเพิ่มระดับความรับผิดชอบและค่าตอบแทนของคุณ

สิทธิประโยชน์และสิทธิพิเศษ
โอกาสในการทำงานกับทีมที่สนุกสนานและไม่หยุดนิ่งในบริษัทที่มีช่องว่างให้คุณเติบโตและสร้างผลกระทบที่สำคัญ
โอกาสในการทำงานได้จากทุกที่ในโลก
ตารางที่จัดลำดับความสำคัญของผลลัพธ์และสิ่งที่ส่งมอบ
ประกันสุขภาพและทันตกรรมสำหรับพนักงานในสหรัฐอเมริกา
401(k) กับนายจ้างที่จับคู่กับพนักงานในสหรัฐฯ
วันหยุดราชการ ลาป่วย วันหยุดนักขัตฤกษ์
การพบปะกันแบบตัวต่อตัวที่สนุกสนานและมีประสิทธิผล (สถานที่ในอดีต ได้แก่ ญี่ปุ่น เม็กซิโกซิตี้ อุทยานแห่งชาติ Joshua Tree และอีกมากมาย)
ทริป FAM ประจำปี
รู้จักใครที่เหมาะกับงานนี้หรือไม่? โปรดแชร์โพสต์นี้กับพวกเขา!

ฉันพร้อมที่จะสมัครแล้ว! ขั้นตอนต่อไปคืออะไร
การสมัครมีกำหนดส่งไม่เกินวันที่ 19 ตุลาคม แต่เราอาจปิดหน้าต่างรับสมัครเร็วกว่านี้ ดังนั้นหากคุณสนใจตำแหน่งนี้ โปรดอย่าลืมสมัครโดยเร็วที่สุด ทุกที่ในใบสมัครของคุณ โปรดใช้คำว่า yukata

อัปเดต: ขอขอบคุณทุกคนที่สมัคร! ปิดหน้าต่างแอปพลิเคชันแล้ว

โปรดทราบว่าเนื่องจากเรามักจะได้รับใบสมัครจำนวนมาก เราจึงอาจตอบกลับเฉพาะผู้สมัครที่จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปของขั้นตอนการสมัครเท่านั้น ฮาโกเนะซึ่งอยู่ภายใต้เงาของภูเขาไฟฟูจิ เป็นหนึ่งในสถานที่พักผ่อนในชนบทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเขตโตเกียว ต้องขอบคุณทิวทัศน์ที่สวยงาม เรียวกังสุดหรู และออนเซ็น (น้ำพุร้อน)มากมาย

แต่นั่นไม่ใช่ธรรมชาติทั้งหมด นอกจากการพักผ่อนที่รายล้อมไปด้วยภูเขาแล้ว ฮาโกเนะยังมีอะไรให้ดูและทำอีกมากมาย รวมถึงงานศิลปะที่ยอดเยี่ยม การเดินป่าที่น่ารื่นรมย์ และสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร

ฮาโกเนะเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติฟูจิ-ฮาโกเนะ-อิซุ นอกจากนี้ ยังมีทิวทัศน์อันน่าทึ่งของภูเขาไฟฟูจิ (ฟูจิซัง) ที่อยู่ใกล้เคียงในวันที่อากาศแจ่มใส และ ผู้ชื่นชอบ ออนเซ็นจะพบว่าฮาโกเนะมีเสน่ห์เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในภูมิภาคคันโตของญี่ปุ่นในการแช่น้ำพุร้อนแบบดั้งเดิม

เนื่องจากฮาโกเนะสามารถเข้าถึงได้ง่ายจากโตเกียว นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงเดินทางมาแบบไปเช้า-เย็นกลับ แม้ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับการพักค้างคืน รวมถึงการเข้าพักอย่างน้อยหนึ่งหรือสองคืนที่เรียวกัง (โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น )

เมื่อไปเที่ยวฮาโกเนะ
ฮาโกเนะควรค่าแก่การเยี่ยมชมในทุกช่วงเวลาของปี อย่างไรก็ตาม หากคุณมีความยืดหยุ่น การหลีกเลี่ยงวันหยุดนักขัตฤกษ์และช่วงที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นอาจเป็นการดีที่สุด

เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวโตเกียว ที่พักมักจะเต็มล่วงหน้าในช่วงวันหยุดยาวและช่วงวันหยุดสำคัญอื่นๆ เช่น โกลเด้นวีค (สัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม) โอบง (กลางเดือนสิงหาคม) และปีใหม่

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฤดูกาล สภาพอากาศ และวันหยุดในญี่ปุ่น โปรดดูที่ช่วงเวลาใดดีที่สุดในการไปเที่ยวญี่ปุ่น?

การเดินทางสู่ฮาโกเนะ
จากโตเกียวไปฮาโกเนะได้ง่าย

ในกรณีส่วนใหญ่การเดินทางโดยรถไฟเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและง่ายที่สุด แต่ก็ยังเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบที่จะขับรถ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด จะใช้เวลาประมาณ 60 ถึง 90 นาที ขึ้นอยู่กับว่าคุณเริ่มต้นการเดินทางที่ใดในโตเกียว

การเดินทางจากสถานีโตเกียวไปยังฮาโกเน่
หากคุณเดินทางจากบริเวณสถานีโตเกียวในใจกลางเมือง ชินคันเซ็น (รถไฟหัวกระสุน) เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม จากสถานีโตเกียว ใช้เวลาเพียง 30 นาทีโดยชินคันเซ็นไปยังสถานี Odawara ในพื้นที่ Hakone จาก Odawara ซึ่งอยู่นอก Hakone คุณจะต้องเดินทางต่อไปยังใจกลาง Hakone (ดูด้านล่าง)

หากคุณกำลังเดินทางไปฮาโกเนะจากทางทิศตะวันตก เช่น จากเกียวโตหรือโอซาก้า คุณจะต้องขึ้นชินคันเซ็นไปยังสถานีโอดาวาระด้วย

การเดินทางจากสถานี Shinjuku ไปยัง Hakone
หากคุณเดินทางจากบริเวณสถานีชินจูกุของโตเกียว รถไฟสายโอดะคิว “โรแมนซ์คาร์” เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม ใช้เวลาเดินทางนานขึ้นเล็กน้อยประมาณ 90 นาที แต่เป็นการเดินทางที่สะดวกสบายและพาคุณไปยังใจกลางฮาโกเนะได้อย่างสะดวกสบาย โดยออกจากสถานีฮาโกเนะ-ยูโมโตะ

การนำทาง Hakone จาก Odawara หรือ Hakone-Yumoto
ไม่ว่าคุณจะขึ้นชินคันเซ็นไปยังสถานี Odawara หรือนั่งรถ Romancecar ไปยังสถานี Hakone-Yumoto ขั้นตอนต่อไปของคุณขึ้นอยู่กับว่าคุณพักอยู่ที่ไหนใน Hakone จากโอดาวาระ คุณสามารถไปยังฮาโกเนะที่อยู่ใกล้เคียงได้โดยรถไฟ หรืออาจใช้บริการรถรับส่งส่วนตัวไปยังที่พักของคุณ (ในบางกรณีอาจช่วยประหยัดเวลาและความพยายามได้ไม่น้อย)

สำหรับนักเดินทางของเรา เรามักจะแนะนำฮาโกเนะฟรีพาสซึ่งให้คุณเข้าถึงตัวเลือกการขนส่งในท้องถิ่น เช่น รถไฟฮาโกเนะโทซัง รถเคเบิลฮาโกเนะโทซัง กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะ รถประจำทางท้องถิ่น และการล่องเรือข้ามทะเลสาบอาชิ (อะชิโนะโกะ)

ฤดูท่องเที่ยวยอดนิยมของญี่ปุ่นนี่คือรายการสั้น ๆ ของช่วงเวลา

ที่มีผู้คนหนาแน่นที่สุดในรอบปีของญี่ปุ่น นอกจากผู้คนจำนวนมากแล้ว การคาดหมายว่าราคาที่พักในโรงแรมและเรียวกัง จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่มีการเดินทางท่องเที่ยวเหล่านี้: วันปีใหม่:ตั้งแต่ประมาณสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม
วันตรุษจีน:วันที่แน่นอนจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี โดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์
ฤดูกาลซากุระบาน:ประมาณครึ่งหลังของเดือนมีนาคมถึงครึ่งแรกของเดือนเมษายน
Golden Week:สัปดาห์วันหยุดยาวที่มักจะเกิดขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม
โอบง:ช่วงวันหยุดยาวที่มักจะเกิดขึ้นในกลางเดือนสิงหาคม
วันหยุดนักขัตฤกษ์:วันหยุดยาวหลากหลายตลอดทั้งปี

ชาวญี่ปุ่นชอบท่องเที่ยวและถือโอกาสช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ทำให้มีความต้องการสูง

ดูวันที่และเคล็ดลับในการวางแผนการเดินทางในช่วงฤดู ท่องเที่ยวที่กำลังจะมีขึ้นในคู่มือการเดินทางในช่วงวันหยุดของญี่ปุ่น ฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น
อาฤดูใบไม้ผลิ

ฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ขึ้นอยู่กับสถานที่ สภาพอากาศในฤดูใบไม้ผลิมักจะแปรปรวน โดยมีอุณหภูมิประมาณ 40 ถึง 65 °F (4 ถึง 18 °C) ในบางวันคุณอาจยังต้องการเสื้อโค้ทกันหนาว ในขณะที่วันอื่นๆ คุณอาจไม่ต้องการเสื้อกันหนาวด้วยซ้ำ

ฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นสัญลักษณ์ของซากุระ (ดอกซากุระ) ซึ่งมักจะบานในช่วงครึ่งหลังของเดือนมีนาคมถึงครึ่งแรกของเดือนเมษายน (ตารางบานของซากุระก็แตกต่างกันไปตามสถานที่)

โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า เราได้รับการสอบถามเกี่ยวกับการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูดอกซากุระบานมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ของปีอย่างไม่ต้องสงสัย ในความเป็นจริง เป็นเวลายอดนิยมที่จะเยี่ยมชมซึ่งเรามักจะถูกบังคับให้หยุดแม้ว่าจะพิจารณาคำถามใหม่ล่วงหน้าหลายเดือนแล้วหลายเดือน

แม้ว่าความงามของดอกซากุระจะบานสะพรั่งอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่การชมดอกไม้ในญี่ปุ่นจะคุ้มค่าหรือไม่กับข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นนั้นยังไม่ชัดเจนนัก!

ผู้ที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นมักจะพยายามจัดทริปให้ตรงกับ ฤดู ฮานามิแต่ธรรมชาติก็คาดเดาไม่ได้ ในบางปี ซากุระบานเร็ว และบางปีบานช้า ในปีที่ “โชคดี” พวกเขาอาจอยู่บนต้นไม้สองสามสัปดาห์ในขณะที่ในปีอื่น ๆ ลมแรงหรือฝนอาจทำให้พวกเขากระจัดกระจายเร็ว

แน่นอนว่า ความไม่แน่นอนและความไม่เที่ยงนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับกวีชาวญี่ปุ่นมานานหลายศตวรรษ ทำไมคุณอาจต้องการหลีกเลี่ยง ฤดูดอกซากุระ
ประการแรก คำสารภาพ: เราปฏิเสธไม่ได้ว่าฤดูดอกซากุระนั้นช่างน่าตื่นตาตื่นใจ คำถามคือมันคุ้มกับปัญหา ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และคนจำนวนมากที่ไม่รู้จบหรือไม่

นอกเหนือจากความคาดเดาไม่ได้แล้ว (ที่กล่าวถึงข้างต้น) ปัญหาของดอกไม้ก็คือพวกมันเกือบจะมีชื่อเสียงมากเกินไปสำหรับความดีของตัวเอง ฤดูดอกซากุระบานเป็นช่วงเวลาที่น่าดึงดูดใจในการเยี่ยมชมทุกปี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีจำนวนผู้มาเยือนสูงเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง (โดยหลักมาจากเอเชีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอื่นๆ)

ฤดูดอกซากุระบานที่ “แย่ที่สุด” เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมจนถึงประมาณกลางเดือนเมษายน และในแง่ของความนิยมและฝูงชนนั้นเทียบได้กับยุโรปในช่วงวันหยุดฤดูร้อน สิ่งนี้มีความหมายกับคุณอย่างไร นักเดินทาง:

นักท่องเที่ยวมากขึ้น
ความพร้อมของที่พักที่ลดลง
ราคาที่พักที่สูงขึ้น
จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้าอีกมาก
การขาดแคลนที่พักของญี่ปุ่น
โดยปกติแล้วเราจะได้รับคำขอสำหรับฤดูซากุระบานล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งปีล่วงหน้า และโรงแรมและเรียวกัง หลายแห่งเริ่มเต็มเร็วจนน่าตกใจ (โชคดีที่ที่พักบางแห่งไม่เริ่มรับจองล่วงหน้านานขนาดนี้ หมายความว่าเป็นไปไม่ได้ที่ จะ แผนโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า)

หนึ่งในปัญหาหลักที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ทราบก็คือความนิยมที่เพิ่มขึ้นของญี่ปุ่นในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวเมื่อเร็วๆ นี้ทำให้ประเทศนี้ตื่นตาตื่นใจ ในขณะที่ ความท้าทายหลักของ JNTO (องค์การการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น) เคยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาญี่ปุ่นมากขึ้น ความท้าทายหลักในขณะนี้คือการรับมือกับการไหลเข้าจำนวนมาก

น่าเศร้าสำหรับนักเดินทางที่มีห้องพักในโรงแรมไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองเกียวโตซึ่งมีปัญหาการขาดแคลนห้องพักอย่างมากเมื่อเทียบกับความต้องการ นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาเมื่อพูดถึงโรงแรมที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นซึ่งมักจะมีห้องพักน้อยกว่าในตอนแรก

เป็นที่น่าสังเกตว่ามัคคุเทศก์ก็มีจำนวนจำกัดอย่างน่าผิดหวังเช่นกัน มัคคุเทศก์ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นมักถูกจองเร็วเกินไป ทำให้การหามัคคุเทศก์ที่ยอดเยี่ยมทำการจองโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องท้าทาย โกลเด้นวีคในญี่ปุ่น
แม้จะมีข้อเสีย แต่ฤดูดอกซากุระบานก็เป็นช่วงเวลาที่ดีในการเยี่ยมชม หากคุณวางแผนอย่างชาญฉลาด

อย่างไรก็ตาม มีเวลาหนึ่งสัปดาห์ในฤดูใบไม้ผลิที่เราแนะนำให้หลีกเลี่ยง เว้นแต่คุณจะไม่มีทางเลือก: โกลเด้นวีค นอกจากช่วงวันหยุดปีใหม่ (และวันหยุดเทศกาลโอบ้งในเดือนสิงหาคมแล้ว) โกลเด้นวีคยังเป็นสัปดาห์ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดสัปดาห์หนึ่งของญี่ปุ่น

โกลเด้นวีคมักจะเริ่มต้นในปลายเดือนเมษายนและดำเนินไปจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม (ปฏิทินในแต่ละปีจะแตกต่างกันไปเล็กน้อย) ในช่วงเวลานี้ของปี ชาวญี่ปุ่นเดินทางท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายและมีค่าใช้จ่ายสูงในการท่องเที่ยวทั่วประเทศญี่ปุ่น

ในกรณีที่คุณสงสัยว่าเอะอะเกี่ยวกับอะไร (ท้ายที่สุดแล้ว บางทีวันหยุดและเทศกาลก็เป็นเรื่องของคุณ) สิ่งสำคัญคือต้องระบุว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเป็นพิเศษเกี่ยวกับการอยู่ในญี่ปุ่นในช่วงโกลเด้นวีค เป็นเพียงการรวบรวมวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ไม่น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษติดต่อกัน

หากคุณต้องเดินทางในช่วงโกลเด้นวีค คุณสามารถทำได้ แต่ถ้าคุณเปลี่ยนวันเดินทางได้เล็กน้อย คุณควรพิจารณาทำเช่นนั้น

ข้อแนะนำสุดท้ายในการเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ผลิ
เมื่ออ่านทั้งหมดข้างต้นแล้ว บางท่านอาจคิดว่าอาจต้องการข้ามช่วงซากุระบาน (และโกลเด้นวีค) เพื่อให้ผู้คนจำนวนน้อยลง

ปลายเดือนเมษายนอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีในการลองเยี่ยมชม แม้ว่าช่วงหลังนี้ความนิยมของฤดูซากุระบานจะเริ่มแผ่ขยายเข้ามาในช่วงของเดือนนี้ (และหากพิจารณาช่วงปลายเดือนเมษายน ระวังโกลเด้นวีคด้วย) ช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคมอาจเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมในการอยู่ในญี่ปุ่นเช่นกัน และมักจะมีการผสมผสานที่ดีระหว่างอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นและจำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยลง (แม้ว่าเดือนพฤษภาคมจะเริ่มเป็นที่นิยมก็ตาม)

เมื่อเดือนพฤษภาคมหลีกทางให้เข้าสู่เดือนมิถุนายน สภาพอากาศในฤดูใบไม้ผลิจะเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูร้อนที่ร้อนและชื้นของญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด…

ฤดูร้อนในญี่ปุ่น
ฤดูร้อนในญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่ประมาณเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกันยายน ขึ้นอยู่กับสถานที่ ฤดูร้อนจะร้อนและชื้น โดยมีอุณหภูมิตั้งแต่ประมาณ 70 ถึง 90 °F (21 ถึง 32 °C)

โดยปกติแล้วเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมจะเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดและชื้นที่สุดของปี และอาจทำให้รู้สึกอึดอัดในการเที่ยวชมหากคุณไม่ชอบความชื้น แต่ถึงแม้ (หรืออาจเป็นเพราะ) สภาพอากาศที่ร้อนระอุ ฤดูร้อนก็อาจเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีชีวิตชีวาที่สุดในญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นมีงานเทศกาลมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก และมัตสึริ ของญี่ปุ่น ซึ่งมีสีสัน ประเพณี และความรื่นเริงก็มักจะงดงามตระการตา แม้ว่าจะมีเทศกาลที่ยอดเยี่ยมตลอดทั้งปี ฤดูร้อนก็มีเทศกาลที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น หลายเทศกาล เช่น Gion Matsuri ในเกียวโต, Tenjin Matsuri ในโอซาก้า, Nebuta Matsuri ในอาโอโมริ และเทศกาล Awa Odori ใน Tokushima บนเกาะชิโกกุ ไม่ต้องพูดถึงความมีชีวิตชีวาอีกนับไม่ถ้วน ( และอร่อย) ย่านมัตสึริทั่วประเทศ

นอกจากมัตสึริแล้วฤดูร้อนยังขึ้นชื่อเรื่องดอกไม้ไฟสุดอลังการอีกด้วย ฮานาบิ (ดอกไม้ไฟ) ถือปฏิบัติกันอย่างจริงจังในญี่ปุ่น และการไปดูฮานาบิไทไก นั้นให้ทั้งความบันเทิงและดื่มด่ำไปกับวัฒนธรรม ดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะของโตเกียวมีชื่อเสียงเป็นพิเศษ แต่ตลอดฤดูร้อนจะมีการแสดงดอกไม้ไฟทั่วประเทศ

ทั้งหมดนี้ฟังดูน่าสนุก – และมันก็จริง – แต่มันคุ้มไหมที่คุณต้องเผชิญความร้อนและความชื้นในฤดูร้อนของญี่ปุ่น? ฤดูร้อนในญี่ปุ่นร้อนและชื้นแค่ไหน?
นอกเหนือจากฝูงชนในฤดูร้อนตามปกติแล้ว (ต้องขอบคุณวันหยุดฤดูร้อนที่เกิดขึ้นทั่วทั้งครึ่งโลก) หนึ่งในข้อเสียที่เป็นไปได้ของการมาเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูร้อนคือความร้อนและความชื้น ซึ่งอาจทำให้รู้สึกอึดอัดได้ในบางครั้ง

จากประสบการณ์ของเรา ฤดูร้อนในโตเกียวรู้สึกเหมือนฤดูร้อนในนิวยอร์กซิตี้ไม่มากก็น้อย มันทั้งร้อนและชื้น แต่กลางวันก็ยาวนาน ผู้คนก็ออกมาสนุกสนานกัน และมันก็คุ้มค่าตราบใดที่คุณไม่ใช่คนประเภทที่ใจละลายในสภาพอากาศแบบนี้ เกียวโตเปรียบได้กับเมืองที่มีผู้คนหนาแน่นกว่าอย่างวอชิงตัน ดี.ซี. หากคุณไม่ชินกับสภาพอากาศแบบนี้ การพยายามปรับตัว มากเกินไปอาจทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยได้

จะคุ้มหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณเองที่จะสนุกกับตัวเองในสภาพอากาศแบบนี้ ชาวแคลิฟอร์เนียที่คุ้นเคยกับอากาศอบอุ่นอาจรู้สึกท้าทาย ในขณะที่ผู้ที่มาจากสถานที่ที่มีฤดูกาลต่างกันอาจไม่เป็นไร

แต่โชคดีที่แม้ว่าคุณจะไม่ใช่คนประเภทร้อนชื้น แต่ก็มีวิธีที่จะได้สัมผัสกับฤดูร้อนของญี่ปุ่นในเวอร์ชั่นที่อ่อนโยนกว่าแม้ในช่วงฤดูร้อน! เคล็ดลับเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน
ตามที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น ญี่ปุ่นมีอาณาเขตค่อนข้างยาวตั้งแต่ตอนเหนือสุดของฮอกไกโดไปจนถึงกึ่งเขตร้อนทางตอนใต้ของโอกินาวา สิ่งนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างมีนัยสำคัญ หมายความว่าคุณสามารถเลือกสภาพอากาศที่คุณต้องการได้เมื่อมาเยือนญี่ปุ่นในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ แม้แต่ในภาคกลางของญี่ปุ่นเอง พื้นที่ภูเขา เช่น เทือกเขาแอลป์ของญี่ปุ่นก็มีอุณหภูมิที่เย็นกว่าสถานที่อย่างโตเกียวและเกียวโต

ดังนั้น หากคุณไปเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูร้อน แต่ต้องการลดการสัมผัสกับความร้อนและความชื้น คุณควรพยายามใช้เวลาในสถานที่ต่างๆ เช่น เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น โทโฮคุ และฮอกไกโดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณจะยังมีโอกาสสัมผัสฤดูร้อนได้ แต่น้อยกว่าถ้าคุณอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ฤดูฝนและฤดูไต้ฝุ่นของญี่ปุ่น
โชคดีที่เมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย ญี่ปุ่นมีฤดูฝนที่ค่อนข้างอบอุ่น ฤดูฝน (เรียกว่าสึยุหรือฝนบ๊วย) เริ่มตั้งแต่ต้นถึงกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ขึ้นอยู่กับสถานที่

แม้ว่าจะเป็นฤดูฝน แต่นักท่องเที่ยวก็ไม่ควรคาดหวังว่าจะมีฝนตกทุกวัน นอกจากนี้ ฝนที่ตกลงมาแม้ว่าจะตกอย่างต่อเนื่อง แต่มักจะไม่รุนแรงมากนัก (ไม่เหมือนในหลายๆ ประเทศในเอเชีย ฝนที่ตกหนักไม่ใช่บรรทัดฐาน) พวกเราบางคนชอบช่วงเวลานี้ของปี แต่ถ้าคุณไม่ชอบฝนตกเป็นพิเศษ ก็ควรพิจารณาวันที่อื่น

พายุไต้ฝุ่น (อีกนัยหนึ่งคือพายุเฮอริเคน) โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม โดยมีจุดสูงสุดในช่วงปลายฤดูร้อน โอกินาว่าและทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อพายุไต้ฝุ่น แม้ว่ามันจะส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นๆ ของญี่ปุ่นเช่นกัน ในช่วงปลายฤดูร้อน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พายุไต้ฝุ่นจะส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทาง (เช่น การยกเลิกเที่ยวบิน) ไปและกลับจากโอกินาวา แม้ว่าเหตุการณ์นี้มักจะเกิดขึ้นน้อยกว่าในส่วนอื่นๆ ของญี่ปุ่น

ฤดูร้อนของญี่ปุ่นขยายไปถึงเดือนกันยายน แต่เมื่อเดือนตุลาคมย่างกรายเข้ามา ฤดูใบไม้ร่วงอันเป็นที่ปรารถนากำลังดำเนินอยู่ ตกที่ญี่ปุ่น
ฤดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคม ขึ้นอยู่กับสถานที่ ฤดูใบไม้ร่วงได้รับการพิจารณาอย่างกว้างขวางว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าไปที่สุด (ตามสภาพอากาศ) ในการเยี่ยมชมญี่ปุ่น โดยมีอุณหภูมิตั้งแต่ประมาณ 50 ถึง 70 °F (10 ถึง 21 °C)

นอกเหนือจากอุณหภูมิที่สบายและอากาศแจ่มใสโดยทั่วไปแล้ว (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง) ฤดูใบไม้ร่วงยังมีชื่อเสียงที่สุดในด้านความมีชีวิตชีวาของใบไม้เปลี่ยนสี ( โคโยะ )

แม้ว่าในทางเทคนิคแล้วฤดูใบไม้ร่วงจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน แต่โดยปกติแล้วก็ยังค่อนข้างอบอุ่น (บางครั้งก็ร้อนจัด) ในช่วงเวลานี้ของปี แต่เมื่อถึงเดือนตุลาคม ฤดูใบไม้ร่วงจะเริ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง นักท่องเที่ยวก็เริ่มหลั่งไหลมาเพลิดเพลินกับอุณหภูมิที่น่ารัก ทำให้เดือนตุลาคมเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น แต่ความนิยมนั้นเทียบไม่ได้กับเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุดในฤดูใบไม้ร่วงเริ่มต้นขึ้น ในเดือนพฤศจิกายน ฤดูใบไม้ร่วงจะบานสะพรั่ง และคุณสามารถเริ่มชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น เคล็ดลับในการเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ร่วง
เนื่องจากความนิยมในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน หากคุณต้องการพยายามหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวเท่าที่จะเป็นไปได้ คุณอาจพิจารณาช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่คุณยังสามารถจับโคโยะได้บางส่วน แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวน้อยกว่าก็ตาม การแช่ ออนเซ็นกลางแจ้งพร้อมชมใบไม้เปลี่ยนสีก็เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนเช่นกัน

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่นนั้นมีความคล้ายคลึงกับฤดูซากุระบานหลายประการ ทั้งในแง่เสน่ห์และข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น (อธิบายไว้ในรายละเอียดเพิ่มเติมด้านบน) เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวในฤดูฮานามิ การเดินทางแบบโคโยะ หมายถึงการแข่งขันกับนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้น จำนวนที่พักว่างน้อยลง ราคาที่พักสูงขึ้น และจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้าเพิ่มเติม

โปรดอ้างอิงถึงความคิดของเราในหัวข้อฤดูใบไม้ผลิด้านบนเพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นว่าการท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ร่วง (หรือฤดูใบไม้ผลิ) อาจเหมาะกับคุณ ฤดูหนาวในญี่ปุ่น
ฤดูหนาวในญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมีนาคม ขึ้นอยู่กับสถานที่ ฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น โดยมีอุณหภูมิตั้งแต่ประมาณ 30 ถึง 45 °F (-1 ถึง 7 °C) ใช่ อากาศหนาว แต่ถ้าคุณผ่านข้อเท็จจริงพื้นฐานนี้ไปได้ (ซึ่งอาจเป็น “ตัวทำลาย” สำหรับบางคน) คุณจะพบว่าฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสัมผัสประสบการณ์ญี่ปุ่นด้วยตัวคุณเอง

นอกเหนือจากข้อยกเว้นบางประการ (อธิบายไว้ด้านล่าง) ญี่ปุ่น เช่นเดียวกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะรับนักท่องเที่ยวน้อยลงในช่วงฤดูหนาว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ชอบไปเยี่ยมชมในช่วงเวลาที่มีชื่อเสียงมากกว่า (เช่น ฤดูซากุระบาน) และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถใช้วันลาพักร้อนเพื่อเยี่ยมชมในช่วงเวลานี้ของปี นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกระตือรือร้นที่จะสัมผัสประสบการณ์ในญี่ปุ่นที่มีนักท่องเที่ยวน้อยลง!

ในแถบภูเขาของญี่ปุ่น มีหิมะตกมากเป็นพิเศษ ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นจุดหมายปลายทางในการเล่นสกีและสโนว์บอร์ดที่น่าทึ่ง สถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในการเพลิดเพลินกับผงแป้งในตำนานของญี่ปุ่นคือฮอกไกโดและเจแปนแอลป์

หนึ่งในส่วนที่ดีที่สุดของการมาเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูหนาวคือการได้เพลิดเพลินกับบ่อน้ำพุร้อนของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ในขณะที่ สามารถเพลิดเพลินกับ อนเซ็นในช่วงเวลาอื่นๆ ของปีได้อย่างแน่นอน ไม่มีอะไรเทียบได้กับการนั่งแช่ในบ่อน้ำพุร้อนบนภูเขาที่ล้อมรอบด้วยภูมิทัศน์สีขาวพร้อมหิมะที่โปรยปรายลงมาขณะที่คุณแช่ตัว เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่เป็นแก่นสารของญี่ปุ่นและไม่ควรพลาด

เคล็ดลับในการเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูหนาว
โดยทั่วไปแล้วคุณจะพบว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเยือนญี่ปุ่นในฤดูหนาว แต่มีข้อยกเว้นบางประการที่ควรคำนึงถึง

เราได้รับคำขอเดินทางจำนวนมากในช่วงวันหยุดปีใหม่ และแม้ว่าการเยี่ยมชมอาจเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ แต่ก็คุ้มค่าที่จะพิจารณาถึงข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาว (ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ในหลาย ๆ แห่งทั่วโลก) วันก่อน ระหว่าง และหลังวันปีใหม่มักจะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งจากต่างประเทศและชาวญี่ปุ่นที่มาเยี่ยมครอบครัวหรือพา วันหยุด.

ซึ่งหมายความว่าถนนเก่าแก่ที่มีเสน่ห์ของเกียวโตจะคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลก สำหรับบางคน มันเป็นบรรยากาศที่มีมนต์ขลัง เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งวันหยุด (สไตล์ญี่ปุ่น) แต่สำหรับผู้ที่ชอบความสงบและเงียบสงบมากกว่านั้น ก็คุ้มค่าที่จะพิจารณา

นอกจากนี้ เนื่องจากชาวญี่ปุ่นมีวันหยุดหลายวันในวันหยุดปีใหม่ (มากกว่าในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป) ที่พักทั่วประเทศจึงมักมีจำนวนผู้เข้าพักที่สูงมาก ทำให้มีห้องว่างต่ำและราคาสูงกว่าปกติ เรียวกังที่หรูหราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มักจะถูกจองล่วงหน้าประมาณหนึ่งปีหรือมากกว่านั้นโดย “ขาประจำ”

สำหรับปีใหม่ในญี่ปุ่น สิ่งสำคัญคือต้องชี้ให้เห็นว่าตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม (โดยทั่วไปช่วงหลังคริสต์มาส) จนถึงสองสามวันในเดือนมกราคม (โดยปกติจะถึงวันที่ 3 หรือ 4 มกราคมหรือหลังจากนั้น) สถานที่หลายแห่ง ปิดอยู่

ซึ่งอาจรวมถึง (แต่ไม่จำกัดเพียง) ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ ร้านค้า และอื่นๆ แม้ว่าจะมีข้อยกเว้นเพิ่มขึ้น แต่ในอดีตก็ค่อนข้างสมเหตุสมผลที่คาดว่าร้านอาหารส่วนใหญ่จะปิดตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคมอย่างช้าสุดไปจนถึงวันที่ 2 หรือ 3 มกราคมเป็นอย่างน้อย (นอกเหนือจากร้านอาหารระดับไฮเอนด์บางร้าน รวมถึงร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า โรงแรมและที่จัดเลี้ยงโดยเฉพาะสำหรับนักเดินทาง)

ในแง่ดี นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่สวยงามในการออกนอกเส้นทางที่โดนโจมตีและเยี่ยมชมพื้นที่ห่างไกลของญี่ปุ่น นอกจากนี้วัดและศาลเจ้า ส่วนใหญ่ (เช่น ในเกียวโต) ยังคงเปิดทำการในช่วงวันหยุดปีใหม่ ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบและคุ้มค่าแก่การเยี่ยมชม

คุณจะไปญี่ปุ่นเมื่อไหร่
การตัดสินใจว่าจะไปเมื่อใดมักจะเป็นขั้นตอนแรกในการวางแผนการเดินทางในญี่ปุ่นของคุณ เราหวังว่าคำแนะนำนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าแต่ละฤดูกาลของญี่ปุ่นเป็นอย่างไร และช่วงเวลาใดที่เหมาะกับคุณ

ญี่ปุ่นมีความสวยงามในทุกช่วงเวลาของปี และเราหวังว่าคุณจะมีโอกาสไปเยือนเร็วๆ นี้! หากคุณสนใจที่จะ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของเรา อย่าลืมดูตัวอย่างแผนการเดินทางในญี่ปุ่น ของเรา มัตสึริเทศกาลต่างๆ ในญี่ปุ่นมักจะตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยสีสัน ความรื่นเริง และประเพณี ญี่ปุ่นอาจมีเทศกาลที่ไม่เหมือนใครมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก และการเข้าร่วมมัตสึริก็เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน

หากคุณต้องการเห็นญี่ปุ่นที่มีชีวิตชีวาที่สุด งานมัตสึริที่เต็มไปด้วยพลังงานสูงคือสถานที่ที่ควรทำ! การเฉลิมฉลองนั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับโอกาส แต่เกือบทุกครั้งจะมีขบวนแห่ที่มีชีวิตชีวาของผู้เข้าร่วมที่สวดมนต์ เต้นรำ และแบกมิโคชิ (ศาลเจ้าแบบพกพา) หรือรถแห่ ขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างประณีต

ราวกับว่าทั้งหมดนี้ยังไม่เพียงพอ งานเทศกาลในญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร เป็นกันเอง และตามฤดูกาล สร้างความประหลาดใจให้กับหลาย ๆ คน อาหารริมทางไม่แพร่หลายมากนักในญี่ปุ่น (ไม่เหมือนกับในส่วนอื่น ๆ ของเอเชีย) แต่ที่มัตสึริคุณจะพบกับถนนที่เรียงรายไปด้วยยาไต (แผงขายอาหาร) หลังจากยาไตหลากสีสัน ซึ่งนำเสนอของว่างประจำเทศกาลที่ดีต่อสุขภาพ เทศกาลญี่ปุ่นที่ดีที่สุด: Matsuri ที่เราชื่นชอบ
ญี่ปุ่นมี เทศกาลมัตสึริที่น่าอัศจรรย์มากมายเกินกว่าจะรวมไว้ในรายการเดียว และเทศกาลที่น่ายินดีที่สุดบางงานคือเทศกาลที่ไม่ได้ร้องซึ่งจัดขึ้นในย่านเล็กๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น ในคำแนะนำเกี่ยวกับเทศกาลของญี่ปุ่นด้านล่าง เราได้แนะนำสิ่งที่เราพิจารณาว่าเป็นเทศกาลญี่ปุ่นที่ดีที่สุดและน่าสนใจที่สุด ได้แก่:

Gion Matsuri ของเกียวโต
Tenjin Matsuri ของโอซาก้า
Nebuta Matsuri ของอาโอโมริ
เทศกาลอาวะโอโดริในโทคุชิมะ
และอื่น ๆ อีกมากมาย!
เพื่อช่วยให้คุณพบสิ่งที่ต้องการ นี่คือสารบัญฉบับย่อเพื่อการนำทางที่ง่ายดาย:

รายชื่อเทศกาลมัตสึริ (เทศกาล) ที่กำลังจะมาถึง
เทศกาลที่ดีที่สุดของโตเกียว: Matsuri ในโตเกียว
เทศกาลที่ดีที่สุดของเกียวโต: Matsuri ในเกียวโต
Matsuri ที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นนอกเหนือจากโตเกียวและเกียวโต
ฮานาบิ (ดอกไม้ไฟ) มัตสึริ
รางวัลชมเชย: เทศกาลที่ยิ่งใหญ่อื่น ๆ ในญี่ปุ่น
ทรัพยากรมัตสึริของญี่ปุ่นเพิ่มเติม
รายชื่อเทศกาลมัตสึริ (เทศกาล) ที่กำลังจะมาถึง
หากคุณกำลังอยู่ในขั้นตอนการวางแผนการเดินทางและสงสัยว่าวันเดินทางของคุณตรงกับเทศกาลสำคัญๆ หรือไม่ ต่อไปนี้คือรายการล่าสุดของเทศกาลมัตสึริ ที่มีชื่อเสียง ซึ่งจัดขึ้นทั่วประเทศญี่ปุ่น (เราอัปเดตรายการนี้บ่อยครั้ง)

เทศกาลต่างๆ จัดขึ้นตลอดทั้งปี knifelesstechsystems.com โดยมีเทศกาลที่โดดเด่นที่สุดหลายแห่งในฤดูร้อน ฤดูร้อนของญี่ปุ่นนั้นร้อนและอบอ้าว (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับฤดูกาลและสภาพอากาศในญี่ปุ่น ) และอากาศที่ร้อนอบอ้าวก็เข้ากับบรรยากาศที่ครึกครื้นของเทศกาลมัตสึริ หลายแห่ง

เทศกาลที่จะมาถึง ( มัตสึริ ) ในญี่ปุ่นในปี 2023
เดือนกรกฎาคม: Gion Matsuri (เกียวโต) (ขบวนพาเหรดหลัก ตอนเย็นของวันที่ 17 และ 24 กรกฎาคม)
24-25 กรกฎาคม: Tenjin Matsuri (โอซาก้า)
29 กรกฎาคม:เทศกาลดอกไม้ไฟ Katsushika Noryo (โตเกียว)
29 กรกฎาคม:เทศกาลดอกไม้ไฟ Sumidagawa (โตเกียว)
2-7 สิงหาคม: Nebuta Matsuri (อาโอโมริ)
5 สิงหาคม:เทศกาลดอกไม้ไฟเอโดงาวะ (โตเกียว)
5 สิงหาคม:เทศกาลดอกไม้ไฟ Naniwa Yodogawa (โอซาก้า)
12-15 สิงหาคม:อาวะโอโดริ (ชิโกกุ)
13-15 สิงหาคม: Hokkai Bon Odori (ซัปโปโร) (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 เป็นเวลา 3 วัน)
16 สิงหาคม: Kyoto Gozan Okuribi หรือที่รู้จักในชื่อเทศกาล Daimonji (เกียวโต)
9-10 ตุลาคม:เทศกาลฤดูใบไม้ร่วงทาคายามะ (ทาคายามะ)
22 ตุลาคม:เทศกาลไฟคุรามะ (เกียวโต)
22 ตุลาคม: จิไดมัตสึริ (เกียวโต)
11 และ 23 พฤศจิกายน: งาน Asakusa Torinoichi (โตเกียว) (จัดขึ้นในวันไก่ในเดือนพฤศจิกายน วันไก่จัดขึ้นทุก 12 วันตลอดทั้งเดือน)
2-3 ธันวาคม: จิจิบุ โยมัตสึริ (ไซตามะ)
เทศกาลที่กำลังจะมาถึง ( มัตสึริ ) ในญี่ปุ่นในปี 2024
4-11 กุมภาพันธ์: เทศกาลหิมะซัปโปโร ยูกิ มัตสึริ (ซัปโปโร)
14-15 เมษายน: เทศกาลทาคายามะสปริง (ทาคายามะ)
15 พฤษภาคม:อาโออิ มัตสึริ (เกียวโต)
17-19 พฤษภาคม: Sanja Matsuri (โตเกียว)
เดือนกรกฎาคม: Gion Matsuri (เกียวโต) (ขบวนพาเหรดหลัก ตอนเย็นของวันที่ 17 และ 24 กรกฎาคม)
24-25 กรกฎาคม: Tenjin Matsuri (โอซาก้า)
27 กรกฎาคม:เทศกาลดอกไม้ไฟ Katsushika Noryo (โตเกียว)
27 กรกฎาคม:เทศกาลดอกไม้ไฟ Sumidagawa (โตเกียว)
2-7 สิงหาคม: Nebuta Matsuri (อาโอโมริ)
3 สิงหาคม:เทศกาลดอกไม้ไฟ Edogawa (โตเกียว)
3 สิงหาคม:เทศกาลดอกไม้ไฟ Naniwa Yodogawa (โอซาก้า)
12-15 สิงหาคม:อาวะโอโดริ (ชิโกกุ)
13-15 สิงหาคม: Hokkai Bon Odori (ซัปโปโร) (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 เป็นเวลา 3 วัน)
16 สิงหาคม: Kyoto Gozan Okuribi หรือที่รู้จักในชื่อเทศกาล Daimonji (เกียวโต)
9-10 ตุลาคม:เทศกาลฤดูใบไม้ร่วงทาคายามะ (ทาคายามะ)
22 ตุลาคม:เทศกาลไฟคุรามะ (เกียวโต)
22 ตุลาคม: จิไดมัตสึริ (เกียวโต)
5, 17 และ 29 พฤศจิกายน: Asakusa Torinoichi Fair (โตเกียว) (จัดขึ้นในวันไก่ในเดือนพฤศจิกายน วันของไก่เกิดขึ้นทุก 12 วันตลอดทั้งเดือน)
2-3 ธันวาคม: จิจิบุ โยมัตสึริ (ไซตามะ)

เทศกาลที่ดีที่สุดของโตเกียว: Matsuriในโตเกียว
เราเริ่มต้นด้วยการคัดเลือกเทศกาลที่ดีที่สุดของโตเกียว

Kanda Matsuri (ศาลเจ้าคันดะเมียวจิน โตเกียว)
คันดะเป็นย่านศูนย์กลางที่สำคัญของเอโดะ (และยังคงเป็นเช่นนั้นในโตเกียวปัจจุบัน) และคันดะมัตสึริเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในสามเทศกาลใหญ่ของโตเกียว

จัดขึ้นในปีเลขคี่เท่านั้น (สลับกับ Sanno Matsuri) และในทางเทคนิคจะใช้เวลาตลอดทั้งสัปดาห์ แม้ว่าขบวนพาเหรดหลักจะเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ใกล้เคียงกับวันที่ 15 พฤษภาคม เมื่อผู้คนกว่า 300 คนซึ่งถือมิโคชิ 100 ชิ้นเดินขบวนไปตามถนนของ ใจกลางกรุงโตเกียว

เทศกาลชินโตนี้เริ่มต้นจากการเฉลิมฉลองชัยชนะของโทคุกาวะ อิเอยาสุในสมรภูมิเซกิงาฮาระ และยังคงเป็นการแสดงความมั่งคั่งของผู้สำเร็จราชการสมัยเอโดะคนใหม่

เมื่อเวลาผ่านไป เทศกาลได้เป็นตัวแทนของความเจริญรุ่งเรืองสำหรับผู้อยู่อาศัย และเป็นภาพที่น่าตื่นตาเมื่อได้ชมขบวนพาเหรดของศาลเจ้าเคลื่อนที่ นักดนตรี นักบวชบนหลังม้า และนักเต้นเดินไปตามถนนเพื่ออวยพรแก่ผู้ชมในท้องถิ่น ขบวนสิ้นสุดที่ศาลเจ้า Kanda Myojin

Sanja Matsuri (ศาลเจ้าอาซากุสะ โตเกียว)
Sanja Matsuri เป็นเทศกาลชินโตที่ครึกครื้นอีกเทศกาลหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่สามของเดือนพฤษภาคม (และก่อนหน้าวันศุกร์และวันเสาร์) ในย่าน Asakusa อันเก่าแก่ของโตเกียว

เทศกาลซันจะมัตสึริซึ่งดึงดูดผู้เข้าชมประมาณ 2 ล้านคนตลอดสามวัน และถือเป็นเทศกาลชินโตที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ก่อตั้งวัดเซ็นโซจิ 3 คน ซึ่งประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้าอาซากุสะซึ่งอยู่ติดกับวัด

ผู้ก่อตั้งทั้งสามได้อุทิศชีวิตให้กับพุทธศาสนาหลังจากจับรูปปั้นขนาดเล็กของพระโพธิสัตว์คันนอนในแม่น้ำสุมิดะของโตเกียวได้ขณะตกปลาในเช้าวันหนึ่ง ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 7 แม้ว่าเทศกาลนี้อาจจะมีมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในช่วงเวลานั้น แต่ตัวศาลเจ้าเองก็มีมาตั้งแต่ปี 1649 เท่านั้น

มีเกมและอาหารมากมายให้เพลิดเพลิน และเทศกาลนี้ขึ้นชื่อเรื่องเสียงอึกทึกครึกโครม ถนนเต็มไปด้วยนักเป่าขลุ่ย มือกลองไทโกะ และผู้คนสวดมนต์ ในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นช่วงที่มีเทศกาลมากที่สุด มิโคชิสามตัวซึ่งแต่ละตัวมีวิญญาณ ( คามิ ) ของหนึ่งในผู้ก่อตั้งจะถูกหามไปตามถนนอย่างกระตือรือร้นก่อนที่จะนำไปวางในที่พักผ่อนที่ศาลเจ้าอาซากุสะ กล่าวกันว่ายิ่งเสียงสวดมนต์และเสียงดนตรีดังขึ้น และยิ่งมีการเขย่ามิโคชิมากเท่าใด ก็จะมีโชคดีมากขึ้นเท่านั้นที่จะมอบให้กับละแวกใกล้เคียงที่พวกเขาผ่าน

สำรวจย่านอินเทรนด์ของ Horie, Shinsaibashi และ Amerika-mura

หากคุณชอบเดินเล่นในย่านที่มีเสน่ห์ ให้เริ่มต้นที่ย่าน Horie สุดฮิป ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าที่มีเอกลักษณ์ ร้านบูติกมีสไตล์ และร้านกาแฟที่ดีที่สุดในเมือง

จากนั้นผจญภัยไปในย่าน Amerika-mura อันมีสีสัน (คำตอบของโอซาก้าคือฮาราจูกุ) ซึ่งคุณจะได้พบกับร้านวินเทจ คาเฟ่แพนเค้ก และจุดชมผู้คนที่ดีที่สุดในเมือง

สิ้นสุดการเดินเล่นของคุณในย่านชินไซบาชิที่อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของถนนช้อปปิ้งโชเตงไกที่ยาวและมีชีวิตชีวา พร้อมด้วยร้านค้าแบรนด์ชั้นนำและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

ปิกนิกในสวนปราสาทโอซาก้า
โอซาก้าไม่มีความผิด แต่มีปราสาทที่น่าสนใจอีกมากมายให้สำรวจ (ฮิเมจิ ฮิโกเนะ มัตสึโมโตะ … รายการต่อไป) ปราสาทโอซาก้ามีความสวยงามมากโดยเฉพาะจากภายนอก อย่างไรก็ตาม มันเป็นการสร้างใหม่ และกล่าวอย่างสุภาพ การตกแต่งภายในของปราสาทให้ความรู้สึกเหมือนนักท่องเที่ยว

ดังนั้นแทนที่จะเข้าไป (และพบกับความผิดหวัง) ให้มุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะที่สวยงามซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทที่สวยงามและนำเบนโตะและสาเกหรือคราฟต์เบียร์ท้องถิ่นมาด้วย สำหรับการปิกนิกในญี่ปุ่น สถานที่ที่ดีที่สุดในการซื้อเสบียงที่มีคุณภาพมักจะอยู่ที่ศูนย์อาหารเดปาจิกะของห้าง สรรพสินค้าดีๆ ทั่วไป แต่ คอนบินิก็มีให้เลือกเช่นกัน

สำรวจถนนด้านข้างรอบโดทงโบริ
โดทงโบริที่เต็มไปด้วยไฟนีออนอาจเป็นถนนแห่งการทำอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุด (และอร่อยที่สุด) ของญี่ปุ่น และสำหรับนักเดินทางบางคน สิ่งที่ไม่ควรพลาด หากคุณไม่ชอบสถานที่ท่องเที่ยว คุณจะไม่อยากใช้เวลาที่นี่นานนัก แต่โชคดีที่ย่านนัมบะที่อยู่รายรอบนั้นเต็มไปด้วยอัญมณีล้ำค่า

ตามตรอกซอกซอยของพื้นที่ คุณจะพบกับร้านค้าและแผงลอยในท้องถิ่นราคาถูกและร่าเริงที่ให้บริการทุกอย่างตั้งแต่ทาโกะยากิและ โอโคโนมิยา กิไปจนถึงราเมนยากิโทริและอื่นๆ

กินในแบบของคุณผ่าน Tenma, Tsuruhashi และ Shin-Sekai
นี่เป็นเพียงสามย่านที่นับไม่ถ้วนของโอซาก้าที่มีอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศ

เท็นมะเป็นถนนและตรอกซอกซอยที่มีชีวิตชีวาซึ่งเรียงรายไปด้วยร้านอาหารและร้านดื่มแบบสบายๆ มากมาย เขตฟุกุชิมะที่ได้รับความนิยมน้อยกว่าเล็กน้อยในบริเวณใกล้เคียงก็คุ้มค่าแก่การสำรวจเช่นกัน

หากคุณต้องการเปลี่ยนจากอาหารญี่ปุ่น ย่าน Tsuruhashi เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นในการลิ้มลองอาหารเกาหลีต้นตำรับ

และหากคุณเป็นนักเดินทางที่ชื่นชอบอาหารทอดและย่านเก่าแก่ที่ซอมซ่อ ให้มุ่งหน้าไปยังย่านชินเซไกที่ย้อนยุคและขรุขระเพื่อสัมผัสเมืองโอซาก้าและคุชิคัตสึที่ดีที่สุดของเมือง

สัมผัสพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสวนสนุกระดับโลกของโอซาก้า
ไม่ใช่เรื่องของอาหารเท่านั้น และสถานที่ท่องเที่ยวของโอซาก้ายังรวมถึงสวนสนุกที่ดีที่สุดบางแห่งของญี่ปุ่น พร้อมด้วยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคังระดับโลก ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเป็นครอบครัว

สำหรับแฟน ๆ ของ Harry Potter หรือ Mario และ Luigi โลกแห่งเวทมนตร์ของ Harry PotterและSuper Nintendo Worldของ Universal Studios Japan เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจอย่างมาก

พักที่ไหนในโอซาก้า
โอซาก้ามีที่พักชั้นเยี่ยมบางแห่ง แม้ว่าจะมีตัวเลือกไม่มากเท่าโตเกียวและเกียวโตในแง่ของบูติกและโรงแรมหรู ที่น่าสนใจ

นี่คือบางส่วนของโรงแรมที่ดีที่สุดในโอซาก้า:

The St. Regis Osaka : The St. Regis Osaka บางทีอาจจะ เป็นโรงแรมหรูแบบคลาสสิกของโอซาก้าก็ได้ มีทำเลที่หรูหราและสะดวกสบายในย่าน Midosuji อันหรูหรา ในขณะที่บริเวณใกล้เคียงค่อนข้างเงียบสงบ คุณสามารถเดินไปยังย่านที่มีชีวิตชีวา เช่น ชินไซบาชิ โฮริเอะ และนัมบะที่อยู่ห่างออกไปทางใต้เล็กน้อย แม้ว่าคุณจะไม่ได้เข้าพักที่นี่ The St. Regis Bar ก็เป็นสถานที่แสนสนุกสำหรับค็อกเทลชั้นเลิศ
Conrad Osaka : โรงแรมหรูระดับแนวหน้าของโอซาก้า Conrad Osakaที่ค่อนข้างใหม่มีห้องพักและห้องสวีทที่สว่างสดใสและหรูหรา ด้วยทัศนียภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของเส้นขอบฟ้าที่ระยิบระยับของเมือง สถานที่ตั้งของ Conrad บนเกาะนากาโนะชิมะในตัวเมืองทำให้เดินทางได้สะดวกทั้งทางเหนือ (คิตะ) และทางใต้ (มินามิ) โอซาก้า
โรงแรมโอซาก้า แมริออท มิยาโกะ : ที่โอซาก้า แมริออท มิยาโกะทุกอย่างเกี่ยวกับวิว แม้ว่าตำแหน่งที่ตั้งในย่านเทนโนจิจะดูห่างไกลเกินไปสำหรับนักเดินทางส่วนใหญ่ แต่วิวเมืองที่กว้างไกลก็งดงามมาก
Hotel Royal Classic Osaka : โรงแรมระดับกลางบนที่ดีมากHotel Royal Classic Osakaให้บริการที่พักที่มีรสนิยมและสะดวกสบายในย่าน Namba ที่มีชีวิตชีวา โรงแรมตั้งอยู่ในโรงละคร Shin-Kabukiza เดิมของเมือง
Swissotel Nankai Osaka : โรงแรมระดับกลางที่เชื่อถือได้และสะดวกสบายSwissotel Nankai Osakaตั้งอยู่ใจกลาง Minami บนยอดสถานี Nankai Namba ซึ่งสะดวกต่อการเดินทางไปยังทุกแห่งในโอซาก้า รวมถึงชุมชนชาวพุทธบนยอดเขาMount Koya
โรงแรมอื่นๆ ในโอซาก้าที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง ได้แก่ InterContinental Osaka ระดับไฮเอนด์และ The Ritz-Carlton Osaka และ Hotel The Flag Shinsaibashi ราคาประหยัด

บทสัมภาษณ์พิเศษ: Sam Crofts แห่ง Cycle Osaka
สำหรับมุมมองโบนัส เราได้เชิญเพื่อนของเรา Sam Crofts ซึ่งเป็นผู้อาศัยในโอซาก้าและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มาบอกเราเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้บ้านรับเลี้ยงของเขาเป็นสถานที่พิเศษเช่นนี้

แซมร่วมกับภรรยาของเขาซึ่งเป็นชาวโอซาก้าได้ก่อตั้งบริษัทหลายแห่งที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดื่มด่ำแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงบริษัททัวร์แห่งแรกของพวกเขาที่ชื่อ Cycle Osaka

คุณชอบอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับโอซาก้าบ้าง

ประการแรกคือความหลากหลาย โคเรียทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอยู่ที่นี่ ตึกที่สูงที่สุดในประเทศอยู่ที่นี่ วัดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศอยู่ที่นี่ มีจำนวนมากในพื้นที่ที่มีความเข้มข้นดังกล่าว

ประการที่สองคือความจริงเป็นอย่างไร ฉันหมายความว่า สมมติว่าคุณไปวัดชิเทนโนจิ คุณมีพระและนักบวชจริงๆ เดินอยู่รอบๆ ในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่น วัดที่มีชื่อเสียงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและกลุ่มโรงเรียน ฉันชอบที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของโอซาก้าเป็นสถานที่ที่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่คนในท้องถิ่นมาสังสรรค์กัน และคุณจะรู้สึกได้จริงๆ เมื่อคุณมาที่นี่แม้ในช่วงเวลาสั้นๆ

ไม่รวมทัวร์ของคุณ วันที่สมบูรณ์แบบในโอซาก้าจะเป็นวันใด?

สำหรับวันที่สมบูรณ์แบบในโอซาก้า ฉันจะพยายามทำทุกอย่างให้ครบถ้วน ดังนั้นฉันจะเริ่มต้นที่ศาลเจ้า Sumiyoshi ทางตอนใต้ของเมือง เชื่อมต่อกันด้วยหนึ่งในไม่กี่รถรางที่เหลืออยู่ในญี่ปุ่น เพราะในปี 1920 รถรางทั้งหมดหายไปและมีรถไฟใต้ดินเกิดขึ้น แต่ยังมีรถรางเหลืออยู่เพียงสายเดียวในโอซาก้าที่เชื่อมต่อศาลเจ้านี้กับพื้นที่ที่เรียกว่าเทนโนจิ

ฉันจะไปเทนโนจิเพื่อทานมื้อเที่ยงและกินคุชิคัตสึ ซึ่งเป็นหมูชุบแป้งทอดและผักเสียบไม้ และฉันจะแวะที่ร้านTower Knivesซึ่งเป็นผู้ส่งออกมีด และฉันจะเล่นด้วย มีดปลอมด้วยมือ

จากที่นั่น ฉันอาจจะขึ้นไปที่โอซาก้าโจ เพราะคุณไม่สามารถไม่ไปปราสาทโอซาก้าได้ และฉันจะไปวิ่งหรือขี่จักรยาน และจากที่นั่นอาจมุ่งหน้าไปที่อุเมดะเพื่อทานซูชิ

ฉันจะสิ้นสุดวันที่นัมบะ ในความคิดของฉันมันเป็นย่านที่มีบาร์และร้านอาหารไฟนีออนกระจุกตัวมาก ซึ่งเทียบชั้นกับทุกที่ในโตเกียวได้ และมีตัวละครที่มีสีสันมากมาย สุดท้าย ขึ้นอยู่กับงบประมาณของคุณ ออกไปที่ The St. Regis หรือทุกที่ที่คุณพัก ลองนึกดูว่าเป็นวันสุดท้ายของคุณในโอซาก้า คุณมีเวลาสำหรับมื้อสุดท้าย คุณจะไปที่ไหน?

นั่นเป็นคำถามที่เป็นไปไม่ได้อย่างแท้จริง

เอาล่ะ ฉันจะบอกว่า – สำหรับบรรยากาศ – แถวบ้านฉัน แถวฟุกุชิมะ มีร้านยากินิกุอยู่ใต้รางรถไฟ ฉันคิดว่าฉันต้องไปที่นั่น มันเก่าจริงๆ ไม่มีโต๊ะหรู ทุกคนนั่งบนลังเบียร์กลับหัว และบรรยากาศครึกครื้น มันมีกลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นเบียร์ และเนื้อวัวที่ปรุงแล้วแรงมาก และฉันคิดว่าฉันอยากให้มันเป็นความทรงจำที่ยาวนานของฉันเกี่ยวกับโอซาก้า

สมบูรณ์แบบ. เปลี่ยนเกียร์แล้ว คุณชอบมาช่วงเวลาไหนของปีมากที่สุด?

ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิช่างสวยงามน่าขัน โอซาก้ามีชื่อเสียงเช่นนี้ในญี่ปุ่นในฐานะเมืองอุตสาหกรรมของชนชั้นแรงงาน แต่นั่นไม่สามารถเพิ่มเติมจากความจริงได้

ในฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระโนะมิยะ แม่น้ำจะคดเคี้ยวและปกคลุมไปด้วยดอกซากุระ และเช่นเดียวกันในฤดูใบไม้ร่วง คุณจะพบสวนสาธารณะที่มีใบไม้สวยงามและสภาพอากาศที่เหมาะสำหรับการปั่นจักรยานหรือเดินเล่น

อย่าลืมวางแผนล่วงหน้า! นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Universal Studios, Kaiyukan Aquarium หรือแม้แต่ปราสาทโอซาก้าแล้ว คุณมีคำแนะนำสำหรับครอบครัวที่มีเด็ก ๆ ไหม?

ใช่ จริงๆแล้วมีร้านชื่อKids Plaza Osaka เป็นเพียงถ้ำแห่งกิจกรรมบ้าๆ ของอะลาดินสำหรับเด็กๆ เท่านั้น โดยมีบ่อบอลและสิ่งต่างๆ ให้ปีนและกระโดดลงมา สนุกสุดเหวี่ยงและหายเหนื่อย ในขณะที่พ่อแม่ของคุณนั่งดูอยู่ตรงนั้น ฉันคิดว่านั่นคือสถานที่ที่จะไป

ดังนั้นบอกเราเกี่ยวกับบริษัทของคุณ Cycle Osaka สำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลย

Cycle Osaka เป็นวิธีของเราในการรวบรวมสองสิ่งที่เรารักมากที่สุด: เมืองโอซาก้าและการปั่นจักรยาน

โดยพื้นฐานแล้ว เป็นเมืองที่ราบเรียบมีอะไรให้ดูและทำมากมาย แต่เรารู้สึกว่าตรงกันข้ามกับเกียวโตหรือโตเกียว ที่ไม่ค่อยมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนักท่องเที่ยวที่พูดภาษาอังกฤษ

ความจริงอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นคือผู้คนมากมายแวะเวียนไปที่อื่นระหว่างทาง ตัวอย่างเช่น ผู้คนกำลังเดินทางจากโตเกียวไปฮิโรชิมา และพวกเขาจะแวะพักที่โอซาก้าหนึ่งคืน

และฉันกังวลจริงๆ ว่าผู้คนจะมาที่นี่และพลาดสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ไป เพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์เข้าถึง และเมืองนี้ไม่ค่อยโปรโมตอัญมณีที่ซ่อนเร้นแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวที่พูดภาษาอังกฤษ

ดังนั้นเราจึงรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันและสร้าง Cycle Osaka และตอนนี้ทุกๆ วันเราจะออกไปปั่นจักรยานกับคนสี่หรือห้าคน และสำรวจย่านเล็กๆ ที่ยังไม่มีใครรู้จัก จากนั้นเราก็ไปดูไซต์ใหญ่ๆ และเราก็แค่ มีวันที่ดีจริงๆและกินอาหารดีๆ

สมบูรณ์แบบ.

มันค่อนข้างง่ายจริงๆ

ขอบคุณมากสำหรับเวลาของคุณ แซม!

คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมนอกสถานที่ของ Sam ได้ที่Cycle Osaka

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมเราถึงหลงรักโอซาก้า และเหตุใดจึงควรพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของทริปญี่ปุ่น ของคุณ ! หากคุณชื่นชอบอาหาร วัฒนธรรม และประสบการณ์การเดินทางที่ดื่มด่ำ ก็ไม่แปลกใจเลยที่คุณจะนึกถึงการฮันนีมูนในญี่ปุ่น

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในประเทศที่น่าหลงใหลที่สุดในโลก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้กลายเป็นสถานที่ฮันนีมูนที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่ Boutique Japan เราเชี่ยวชาญในแผนการเดินทางญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใครและตั้งแต่ปี 2013 โชคดีที่ได้วางแผนฮันนีมูนสำหรับคู่รักที่ยอดเยี่ยมจากทั่วโลก ( อ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา )

ด้านล่างนี้คุณจะพบคำแนะนำที่สำคัญเกี่ยวกับเวลาที่ควรไป สถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก และแน่นอนว่าควรไปดู ไปทำอะไร และกินอะไรระหว่างฮันนีมูนในญี่ปุ่นของคุณ! การวางแผนฮันนีมูนในญี่ปุ่น 101: เมื่อใดควรเยี่ยมชม
เมื่อพูดถึงการฮันนีมูน การตั้งเวลาเป็นคำถามสำคัญข้อแรก

คุณจะไปเยี่ยมทันทีหลังจากงานแต่งงานของคุณหรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้น การวางแผนงานแต่งงานและการวางแผนฮันนีมูนของคุณจะไปด้วยกันได้ และคุณอาจมีทางเลือกน้อยลงเล็กน้อยว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อใด

หากคุณกำลังวางแผนไปงาน After Moon คุณควรนึกถึงเวลาที่คุณต้องการไปเยี่ยมชม ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจอาจขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบอากาศที่อบอุ่นหรือเย็นสบาย — หรือว่าคุณอยากจะเดินทางในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวของปีเพื่อให้พบนักท่องเที่ยวน้อยลงหรือไม่

แต่ละฤดูกาลในญี่ปุ่นมีเสน่ห์ ฤดูซากุระบานในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงมักจะเป็นช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในขณะที่ฤดูร้อนและฤดูหนาวจะเป็นฤดูกาลที่ต่ำกว่าเล็กน้อย หากคุณไม่รังเกียจที่จะหลีกเลี่ยงช่วงพีคซีซัน อาจไม่มีอะไร ยอด เยี่ยมไปกว่าการแช่ตัวใน อ่างออนเซ็นกลางแจ้ง(น้ำพุร้อน) ในขณะที่หิมะโปรยปรายรอบตัวคุณในฤดูหนาว

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของช่วงเวลาต่างๆ ของปีอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับฤดูกาลและสภาพอากาศของญี่ปุ่นได้ที่นี่ การออกแบบแผนการเดินทางของคุณ: จะไปที่ไหน
เมื่อกำหนดวันที่ของคุณแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือส่วนที่ดีที่สุด (และบางครั้งก็ยากที่สุด) ของกระบวนการวางแผน: การตัดสินใจว่าจะไปที่ไหนในญี่ปุ่น แต่ก่อนที่จะดำดิ่งสู่จุดหมายปลายทาง ควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญเหล่านี้ด้วย

คุณจะมีเวลากี่วันในญี่ปุ่น?
คำแนะนำสำหรับการฮันนีมูนของคุณขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่คุณจะอยู่ในประเทศนั้น และประเภทของการเดินทางและประสบการณ์ที่คุณจินตนาการไว้สำหรับทริปครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ ต่อไปนี้เป็นคำถาม 2-3 ข้อที่ควรถามตัวเอง และที่สำคัญที่สุดคือ ปรึกษากับคู่ของคุณ!

คุณกำลังมองหาทริปโดยรวมที่กระฉับกระเฉงมากขึ้น หรืออะไรที่ผ่อนคลายและคืนความกระปรี้กระเปร่ามากกว่ากัน?
คุณชอบที่จะเยี่ยมชมสถานที่น้อยลงและใช้เวลามากขึ้นในแต่ละแห่ง (เดินทางช้าๆ) หรือคุณอยากจะอยู่ในสถานที่ต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าจะต้องเร่งรีบบ้างก็ตาม
แน่นอน บางทีคุณอาจอยู่ตรงกลางและชอบความสมดุล ค่อยๆ ทำในบางครั้ง และเคลื่อนไหวเร็วๆ เมื่อมันสมเหตุสมผล เพื่อให้แน่ใจว่าแผนการเดินทางของคุณเหมาะสมกับคุณแต่ละคน สิ่งสำคัญคือคุณทั้งคู่จะต้องเข้าใจตรงกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคู่รักรุ่นใหม่ สิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ด้วย:

ลำดับความสำคัญของการเดินทางใดที่คุณเห็นพ้องต้องกัน และความคิดเห็นของคุณแตกต่างกันที่จุดใด ตัวอย่างเช่น คุณอาจชอบซูชิ ทั้งคู่ แต่ฝ่ายหนึ่งชอบศิลปะสมัยใหม่หรือสวนญี่ปุ่นมากกว่าอีกฝ่าย
คุณแต่ละคนยอมประนีประนอมอะไรเพื่ออีกฝ่ายหนึ่ง ตัวอย่างเช่น คุณยินดีที่จะใช้เวลาหนึ่งวันไปเยี่ยมชมศาลเจ้าและวัดในเกียวโตเพื่อทำให้คู่รักของคุณมีความสุข แม้ว่าคุณจะอยากไปร้านกาแฟ ฮิปๆ ก็ตาม

เส้นทางตัวอย่างสำหรับแรงบันดาลใจ
เพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการฮันนีมูนในญี่ปุ่นของคุณ เราได้รวมแผนการเดินทางตัวอย่างไว้มากมาย ซึ่งจัดตามระยะเวลาการเดินทางโดยประมาณ ทริปตัวอย่างเหล่านี้สามารถปรับแต่งได้อย่างสมบูรณ์เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นประสบการณ์ฮันนีมูนที่เป็นส่วนตัว

น้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ (มินิมูน)
หากคุณกำลังชมมินิมูน เราเชื่อว่าน้อยแต่มาก ตัวอย่างเช่น มีเวลา 5 วันในญี่ปุ่นเรามักจะแนะนำให้เน้นไปที่โตเกียวหรือเกียวโตเป็นหลัก หรือนี่คือตัวอย่างทริปญี่ปุ่น 6 วัน ซึ่งมีเวลามากขึ้นสำหรับการดื่มด่ำกับเมือง (และอาหาร!) พร้อมกับการพักผ่อนสุดแสนผ่อนคลายที่เรียวกังแบบดั้งเดิมอันงดงามในชนบทของโตเกียว

หากคุณกำลังวางแผนฮันนีมูนนานขึ้น
ทริปตัวอย่างแปดวันในญี่ปุ่น ของเรา เป็นแผนการเดินทางแบบคลาสสิกที่สามารถปรับแต่งได้อย่างสร้างสรรค์ตามความสนใจของคุณ ด้วยเวลาที่เพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งวันกับอีกเก้าวันในญี่ปุ่นคุณจะได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น (นับวันทุกวัน!)

หากคุณกำลังดื่มด่ำกับการฮันนีมูนที่ยาวนานขึ้น แผนการเดินทางญี่ปุ่นสุดหรู 11 วันของเราเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับนักเดินทางที่ต้องการเยี่ยมชมจุดหมายปลายทางที่แตกต่างหลากหลาย ในทางกลับกันแผนการเดินทางในชนบทอันหรูหรา 13 วันของเรา เป็นตัวอย่างที่ดีของการออกแบบการเดินทางแบบช้าๆ โดยเน้นที่การพักผ่อนสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่เรียวกังที่สวยงามทั่วประเทศ

แรงบันดาลใจปลายทางของญี่ปุ่นเพิ่มเติม
สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางเพิ่มเติม โปรดดูรายการที่ครอบคลุมของเราซึ่งมีจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี พร้อมด้วยคอลเล็กชันสถานที่แปลกใหม่ ของเรา ที่ควรพิจารณาสำหรับแผนการเดินทางในญี่ปุ่นของคุณ

ที่พักสำหรับฮันนีมูนสุดพิเศษในญี่ปุ่น
แม้ว่าคุณจะไม่ได้แสวงหาความหรูหราตลอดเวลา แต่มีโอกาสที่คุณกำลังมองหาความพิเศษที่พิเศษอย่างน้อยหนึ่งอย่าง ท้ายที่สุดนี่คือฮันนีมูนของคุณ!

สำหรับนักเดินทางส่วนใหญ่ การเข้าพักใน เรียวกังแบบดั้งเดิมระดับไฮเอน ด์ (โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น)เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุดที่คุณสามารถมีได้ในญี่ปุ่น มากกว่าแค่ที่พัก การพักที่เรียวกังเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและอาหารที่ลึกซึ้ง

สำหรับคู่ฮันนีมูน ลองพิจารณาเลือกเรียวกังสุดหรูที่ให้บริการห้องพักพร้อมออนเซ็นส่วนตัว ลองนึกภาพการผ่อนคลายในอ่างไม้หรืออ่างหินที่สวยงามขณะที่คุณมองออกไปในป่า (และจะวิเศษยิ่งขึ้นเมื่อหิมะตก)

นอกจากเรียวกังที่สวยงามมากมายแล้ว ญี่ปุ่นยังเป็นที่ตั้งของโรงแรมที่สวยงามที่สุดในโลกบางแห่ง และด้านล่างนี้คือโรงแรมโปรดสำหรับคู่ฮันนีมูนบางส่วนของเรา

เรียวกังสุดหรูและโรงแรมสำหรับการฮันนีมูนในญี่ปุ่นของคุณ
Asaba เรียวกังที่สวยงามใน Shuzenji Onsen ที่น่ารักในคาบสมุทร Izu ของญี่ปุ่น
เบนิยะ มุคายุ เรียวกังสุดหรูใกล้ชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น ห่างจากเมืองประวัติศาสตร์คานาซาวะ ประมาณหนึ่งชั่วโมง
Aman Tokyo หนึ่งในโรงแรมหรูที่เราชื่นชอบในมหานครโตเกียว
Nishimuraya Honkan เรียวกังที่สวยงามในเมืองออนเซ็นที่มีเสน่ห์ของ Kinosaki Onsen
เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกียวโต โรงแรมสวยงามพร้อมทำเลไร้ที่ติริมแม่น้ำคาโมงาวะในเมืองหลวงเก่าเกียวโต
Benesse House โรงแรมพิพิธภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใครบนเกาะนาโอชิมะแห่งศิลปะ (ผู้ชื่นชอบศิลปะและสถาปัตยกรรมต้องมาเยือน)
Gora Kadan เรียวกังสุดหรูในตำนานแห่งฮาโกเนะ
สำหรับแรงบันดาลใจเพิ่มเติม โปรดดูรายชื่อโรงแรมบูติกและโรงแรมหรูและเรียวกัง ที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น รวมถึงรายชื่อเรียวกังที่เรา ชื่น ชอบซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโตเกียวและเกียวโต

ไอเดียฮันนีมูนในญี่ปุ่น: กิน ดู และทำอะไร
หากคุณชอบเราอาหารญี่ปุ่นมีความสำคัญสูงเมื่อสำรวจญี่ปุ่น แต่นอกเหนือจากอาหารที่น่าทึ่งแล้ว ญี่ปุ่นยังมีอะไรอีกมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจในทุกสิ่ง ตั้งแต่ศิลปะ สถาปัตยกรรม การออกแบบ ไปจนถึงประวัติศาสตร์ ศิลปะแบบดั้งเดิม และการผจญภัยกลางแจ้ง

นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของประสบการณ์ “ฮันนีมูนนักชิม” ที่เราชื่นชอบ:

เยี่ยมชม อิซากายะสำหรับคนในท้องถิ่นเท่านั้นพร้อมไกด์ผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น
ลิ้มลองวิสกี้ญี่ปุ่นที่ค็อกเทลบาร์เล็กๆ ในทัวร์ท่องเที่ยวยามค่ำคืนในโตเกียว แบบส่วนตัว
เพลิดเพลินกับ อาหาร ค่ำแบบไคเซกิ ที่ไร้ที่ติ ซึ่งประกอบด้วยอาหารท้องถิ่นและอาหารตามฤดูกาล
ปั่นจักรยานผ่านเมืองหลวงเก่าในขณะที่ลิ้มลองอาหารท้องถิ่นของเกียวโต
สำรวจเดพาจิกะ (ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้า) ที่งดงามและยากจะต้านทานในโตเกียว เกียวโต และโอซาก้า
รับประทานอาหารที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณที่ร้านซูชิที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว
ไปเที่ยว “ราเมงซาฟารี” ในโตเกียวกับ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านราเมงหรือดื่มด่ำไปกับแผงขายราเม็งในฟุกุโอกะ
เรียนรู้เกี่ยวกับสาเก ( นิฮงชู )ในทัวร์สาเกส่วนตัวแสนอร่อย
เดินเล่นและทานอาหารที่ ตลาดสึกิจิที่ไม่เหมือนใครในโตเกียว
ทัวร์ชิมอาหารโอซาก้าแบบส่วนตัวที่มีร้านอิซากายะแบบรูในผนังและแผงลอยริมถนนที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยว
เพลิดเพลินกับพิธี ชงชาส่วนตัวที่โรงน้ำชาที่มีเสน่ห์ในเกียวโตหรือคานาซาว่า
สำหรับแนวคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่ง ที่ควรดูและทำระหว่างฮันนีมูนของคุณ โปรดดูประสบการณ์ในญี่ปุ่น 25 รายการของเราเพื่อเพิ่มลงในรายการสิ่งที่ต้องทำของคุณ

วางแผนกำหนดการเดินทางฮันนีมูนญี่ปุ่นแบบกำหนดเอง
ไม่ว่าโดยปกติแล้วคุณจะวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง หรือโดยปกติจะทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านจุดหมายปลายทางก็ตาม การวางแผนเดินทางไปญี่ปุ่นอาจดูเหมือนหนักใจในบางครั้ง หากคุณกำลังมองหาการเริ่มต้นฮันนีมูนครั้งหนึ่งในชีวิต เรายินดีที่จะช่วยเหลือ

เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบแผนการเดินทางตัวอย่าง ของเรา และเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการวางแผนการเดินทาง ของเรา และติดต่อเราทันทีที่คุณพร้อมที่จะเริ่มต้นฮันนีมูนในญี่ปุ่นของคุณเอง! ข่าวดีสำหรับนักเดินทางคือไม่มีช่วงเวลาใดที่ดีที่สุดของปีในการเดินทางไปญี่ปุ่น แต่สิ่งนี้ทำให้ตัดสินใจได้ยากว่าจะไปช่วงไหน เนื่องจากแต่ละฤดูกาลมีไฮไลท์พิเศษของตัวเอง

เมื่อวางแผนเดินทางไปญี่ปุ่น คำถามสำคัญที่ต้องถามตัวเองคือ คุณอยากให้อากาศดีขึ้นไหม หรือมีนักท่องเที่ยวน้อยลง ท้ายที่สุดแล้ว นักเดินทางบางคนเกลียดความหนาวเย็น หรือความร้อนและความชื้นในฤดูร้อน ในขณะที่คนอื่นๆ จะทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน!

เวลาที่ดีที่สุดในการมาเที่ยวญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของสภาพอากาศ โดยทั่วไปจะถือว่าเป็นฤดูใบไม้ผลิระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม หรือฤดูใบไม้ร่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาอื่นๆ ของปีจะได้รับประโยชน์จากการที่มีผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่า และยังมีกิจกรรมตามฤดูกาล เช่นมัตสึริ ฤดูร้อน (เทศกาล) และอนเซ็นฤดูหนาว (น้ำพุร้อน) สกี และสโนว์บอร์ด

เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณา เราจึงได้รวบรวมคู่มือที่ครอบคลุมเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางไปญี่ปุ่น รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับฤดูกาล สภาพอากาศ วันหยุดนักขัตฤกษ์ และอื่นๆ

ฤดูกาลและเวลาที่ควรไปญี่ปุ่น
ฤดูกาลของญี่ปุ่น 101
วันหยุดประจำชาติของญี่ปุ่นและฤดูกาลท่องเที่ยวยอดนิยม
ฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น
ฤดูร้อนในญี่ปุ่น
ตกที่ญี่ปุ่น
ฤดูหนาวในญี่ปุ่น

ฤดูกาลของญี่ปุ่น 101: พื้นฐาน
ญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางตลอดทั้งปี taniavaughan.com และวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีความโดดเด่นในด้านความซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งต่อการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ดังที่คุณจะเห็นเมื่อคุณเยี่ยมชม แต่ละฤดูกาล — และแม้แต่ฤดูกาลย่อย — จะมีการเฉลิมฉลองด้วยอาหาร ตามฤดูกาล และมักจะมีเทศกาลต่างๆ ด้วยเหตุนี้ เรามักจะแนะนำให้ใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเยี่ยมชมประเทศญี่ปุ่น

ไฮไลท์ของฤดูกาลของญี่ปุ่น
ฤดูใบไม้ผลิมีชื่อเสียงในด้านฤดูดอกซากุระบานและหากคุณโชคดี — และไม่รังเกียจฝูงชน — คุณอาจได้สัมผัสกับฮานามิ (การชมดอกซากุระ) อย่างเต็มตา ช่วงเวลาโรแมนติกของปีเป็นที่นิยมสำหรับการฮันนีมูนในญี่ปุ่น
ฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่รื่นเริงที่สุดของปี ด้วย เทศกาลมัตสึริ หลากสีสัน ทั่วประเทศ โอกาสในการเดินเขาบนภูเขา และพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่สวยงามซึ่งคุณสามารถเพลิดเพลินกับทะเลได้
ฤดูใบไม้ร่วง เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลามหัศจรรย์ (และเป็นที่นิยมอย่างมาก) ของปี ด้วยสีสันของฤดูใบไม้ร่วงที่สดใสและอุณหภูมิที่สดชื่นและเย็นสบาย
ฤดูหนาว มีอาหารทะเลที่น่าทึ่ง น้ำพุร้อนที่น่าทึ่ง ไม่ต้องพูดถึงแป้งที่ดีที่สุดในโลกสำหรับเล่นสกีและสโนว์บอร์ด
สภาพอากาศในญี่ปุ่นตามเดือน
เดือนมกราคม (หลังวันหยุดปีใหม่) และกุมภาพันธ์จะดีมากหากคุณไม่กังวลเรื่องความหนาวเย็น เพราะโดยปกติจะมีนักท่องเที่ยวน้อยมาก (ยกเว้นช่วงตรุษจีน)
ปลายเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายน (ฤดูซากุระบาน) นั้นสวยงาม แต่ก็เป็นช่วงที่ผู้คนพลุกพล่านและมีราคาแพงที่สุดช่วงหนึ่งของปี
ช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคมอากาศดีมาก คนไม่เยอะ
เดือนมิถุนายนอาจอากาศดี แต่มักจะมีฝนตก (และชื้น)
เดือนกรกฎาคมและสิงหาคมร้อนและชื้นมาก แต่ก็มีชีวิตชีวาด้วยเทศกาลต่างๆ มากมาย
กลางถึงปลายเดือนกันยายนอากาศดี (ถ้าร้อน) มีนักท่องเที่ยวน้อยกว่าฤดูร้อนหรือฤดูใบไม้ร่วง แม้ว่าบางครั้งพายุไต้ฝุ่นอาจส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทาง
เดือนตุลาคมและพฤศจิกายนมีสภาพอากาศในฤดูใบไม้ร่วงที่สบายมาก แต่ก็มีผู้คนมากมายที่แข่งขันกับฤดูใบไม้ผลิ (โดยเฉพาะใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนพฤศจิกายน)
ต้นเดือนธันวาคมอาจดีถ้าคุณไม่รังเกียจความหนาวเย็น แต่ช่วงกลางถึงปลายเดือนธันวาคมจะหนาแน่นมากในช่วงปีใหม่
ภูมิศาสตร์ส่งผลต่อฤดูกาลและสภาพอากาศในญี่ปุ่นอย่างไร
เมื่อพูดถึงสภาพอากาศในญี่ปุ่น การมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของประเทศก็เป็นประโยชน์เช่นกัน แม้ว่าญี่ปุ่นอาจดูค่อนข้างเล็กบนแผนที่ โดยเฉพาะถัดจากประเทศขนาดใหญ่อย่างจีน แต่ญี่ปุ่นกลับมีขนาดใหญ่อย่างน่าประหลาดใจ

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องจำไว้ก็คือฤดูกาลและสภาพอากาศในญี่ปุ่นนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ ญี่ปุ่นมีอาณาเขตตั้งแต่เกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือที่หนาวเหน็บ ไปจนถึงเกาะกึ่งเขตร้อนอย่างโอกินาว่าทางตะวันตกเฉียงใต้

อย่างที่คุณอาจจินตนาการได้ ฮอกไกโดมีฤดูหนาวที่ยาวนานและเด่นชัดกว่าที่อื่นในญี่ปุ่น ในทางตรงกันข้าม โอกินาวามีฤดูร้อนที่ยาวนานกว่าและมีความอบอุ่นเกือบตลอดทั้งปี ในระหว่างนั้น ในสถานที่ต่างๆ เช่นโตเกียวและเกียวโตบนเกาะฮอนชู ซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่น สิ่งต่างๆ มักจะไม่รุนแรงมากนัก

โดยทั่วไปแล้ว สถานที่ทางทิศใต้และทิศตะวันตกมักจะอุ่นขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่สถานที่ทางทิศเหนือและทิศตะวันออกมีแนวโน้มที่จะเย็นลง โปรดทราบว่าพื้นที่สูง เช่น เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น มีแนวโน้มที่จะหนาวเย็นกว่าเช่นกัน

สำหรับจุดประสงค์ของบทความนี้ เพื่อให้ทุกอย่างเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ข้อมูลด้านล่างนี้อิงตามฤดูกาลและสภาพอากาศในฮอนชูเป็นหลัก และโดยเฉพาะสถานที่อย่างโตเกียวและเกียวโต วันหยุดประจำชาติของญี่ปุ่นและฤดูกาลท่องเที่ยวยอดนิยม
แม้ว่าญี่ปุ่นจะได้รับความนิยม แต่ก็มีความเป็นไปได้ในระดับหนึ่งที่จะหลีกเลี่ยงฝูงชนในช่วงเวลาใดก็ได้ของปี แน่นอนว่าสิ่งนี้ต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษในการสำรวจในเวลา “นอก” เช่น ตอนเช้าตรู่ หรือเน้นไปที่สถานที่ที่ผู้คนไม่คุ้นเคย ซึ่งตรงข้ามกับจุดท่องเที่ยวยอดนิยม

แต่ถ้าคุณต้องการรู้สึกเหมือนมีญี่ปุ่นอยู่กับตัวเอง (อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง!) ตัวเลือกที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการไปในช่วงฤดูท่องเที่ยวของญี่ปุ่น

วางแผนการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Ghibli ของโตเกียวในเขตชานเมือง

ทางตะวันตกของโตเกียว คุณจะพบพิพิธภัณฑ์ Ghibli ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าอัศจรรย์และแปลกใหม่ที่อุทิศให้กับสตูดิโอภาพยนตร์ Studio Ghibli ในตำนาน (มักถูกมองว่าเป็น “ดิสนีย์ของญี่ปุ่น”) ผู้ร่วมก่อตั้งโดยผู้กำกับ Hayao Miyazaki Studio Ghibli อยู่เบื้องหลังของญี่ปุ่น — และของโลก! — ภาพยนตร์การ์ตูนที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุด เช่น “My Neighbor Totoro” “Princess Mononoke” “Spirited Away” และ “Ponyo”

พิพิธภัณฑ์ Ghibliที่ยอดเยี่ยมดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมาก และตั๋วมีจำนวนจำกัดมาก ในบทความนี้ เราจะพูดถึงวิธีการรับตั๋วและคำแนะนำอื่นๆ ในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์จิบลิ เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์จิบลิ
ชื่อ “จิบลิ” มาจากคำในภาษาอิตาลีที่แปลว่าลมร้อนในทะเลทราย และฮายาโอะ มิยาซากิก็หวังว่าสตูดิโอจิบลิจะ “พัดพากระแสลมใหม่มาสู่วงการอนิเมะ”

มิยาซากิตั้งเป้าที่จะสร้างโลกที่สลับซับซ้อนและเขียวชอุ่ม และด้วยความใส่ใจอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวและรายละเอียดที่ผู้ชมอาจรู้สึกว่าโลกเหล่านี้อาจมีอยู่จริงได้ ไม่ว่าสิ่งแปลกประหลาดหรือน่าอัศจรรย์จะเกิดขึ้นในการดำเนินเรื่องก็ตาม

พิพิธภัณฑ์ Ghibli อุทิศให้กับงานของสตูดิโอ เช่นเดียวกับการให้ความกระจ่างเกี่ยวกับกลไกของโลกแห่งแอนิเมชั่น แม้ว่าจะมีการอ้างอิงมากมายเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่น่ารักภายในพิพิธภัณฑ์ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนของ Studio Ghibli เพื่อชื่นชมงานศิลปะอันน่าทึ่งที่จัดแสดงอยู่ หรือหลงใหลไปกับสิ่งจัดแสดง!

Ghibli Museum ตั้งอยู่ริมสวน Inokashira Parkของโตเกียว (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการไปพิพิธภัณฑ์ด้านล่าง) เป็นคฤหาสน์หลายชั้นที่เต็มไปด้วยความคดเคี้ยว ประตูบานเล็ก บันไดเวียน และสวนบนชั้นดาดฟ้า ซึ่งจำลองบรรยากาศของ จักรวาลอันน่าหลงใหลของ Studio Ghibli

นิทรรศการของพิพิธภัณฑ์จิบลิ
ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายใน ซึ่งจะเพิ่มความตื่นเต้นและความลึกลับของสถานที่เท่านั้น ฉันจะไม่สปอยล์ทั้งหมดให้คุณ แต่มีบางสิ่งที่จะตั้งตารอ

โถงนิทรรศการหลักแสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของแอนิเมชั่นด้วยกลไกขนาดใหญ่และซับซ้อน จากนั้นมีห้องนิทรรศการขนาดเล็กทั่วทั้งอาคาร บางห้องถาวรและห้องอื่นๆ ที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี

ห้องนิทรรศการถาวรห้องหนึ่งสร้างสตูดิโอของผู้กำกับศิลป์ Studio Ghibli ขึ้นมาใหม่เพื่อรวมรายละเอียดที่เล็กที่สุด แม้กระทั่งชามขนมจริงๆ บนโต๊ะ และหม้อสี gouache ด้วยพู่กันที่ใช้วาดฉากหลังอันงดงามของภาพยนตร์ที่น่ารักเหล่านี้

กำแพงของ “สตูดิโอ” แห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยงานศิลปะ และ Studio Ghibli ค่อนข้างจะมีเอกลักษณ์ในบรรดาสตูดิโอแอนิเมชันตรงที่ให้ความสำคัญกับฉากหลัง โดยใช้เวลามากพอๆ กับการพัฒนาอารมณ์และรายละเอียดของโลกที่ตัวละครอาศัยอยู่ เช่น พวกเขาใช้เวลาในการพัฒนาองค์ประกอบการดำเนินการในส่วนหน้า มีการจัดแสดงสมุดภาพที่น่าสนใจหลายภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศิลปินได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ความสามารถทางวิศวกรรม และศิลปะแนวแอ็บสแตรกต์เพื่อสร้างภาพยนตร์ที่ชวนหลงใหลเหล่านี้ได้อย่างไร

พื้นที่จัดแสดงอีกแห่งมีการจำลองฉากภาพยนตร์ยอดนิยมแบบอินเทอร์แอกทีฟขนาดเท่าของจริง เช่น ภายในเรือเหาะที่น่าทึ่งของ “Laputa” ที่คุณสามารถสำรวจห้องครัว เปิดลิ้นชักและตู้เพื่อค้นหาเครื่องครัวและส่วนผสมในการทำอาหาร

ใกล้ด้านบนสุดของพิพิธภัณฑ์ ผู้เข้าชมมีโอกาสเล่นกับหนึ่งในตัวละครที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในภาพยนตร์ของ Studio Ghibli นั่นคือตุ๊กตาแมวยักษ์จากเรื่อง “My Neighbor Totoro!” โปรดทราบว่าเฉพาะเด็กอายุ 12 ปีหรือต่ำกว่าเท่านั้นที่สามารถปีนเข้าไปข้างในได้

นอกจากห้องจัดแสดงต่างๆ แล้ว ด้านหลังชั้นล่างยังมีโรงละครขนาดเล็กที่สวยงาม ซึ่งฉายอนิเมชั่นขนาดสั้นจากสตูดิโอ ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับพิพิธภัณฑ์ Ghibli โดยเฉพาะและสามารถดูได้ที่นี่เท่านั้น หนังสั้นฉายชั่วโมงละหลายรอบ

คุณอาจจะแปลกใจว่าแทบทุกแห่งที่คุณหันไปทางพิพิธภัณฑ์ คุณจะพบ เจ้าหน้าที่ที่ พูดภาษาอังกฤษได้ซึ่งเชี่ยวชาญอย่างมากในทุกเรื่องของ Studio Ghibli ดังนั้นคุณสามารถตอบคำถามใด ๆ ที่คุณอาจมีได้อย่างง่ายดาย ฉันใช้เวลา 20 นาทีที่สนุกสนานจริงๆ ในการเรียนรู้วิธีกำหนดโทนของภาพยนตร์ และต้องใช้แอนิเมเตอร์กี่คนในการสร้างภาพยนตร์อย่าง “Spirited Away” หนึ่งในเรื่องโปรดของฉัน

วิธีรับบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Ghibli
ตื่นเต้นที่จะเยี่ยมชม? อย่าลืม คุณจะต้องวางแผนล่วงหน้าในการซื้อตั๋ว เนื่องจากตั๋วจะขายหมดล่วงหน้า!

การซื้อตั๋วเข้าชม Ghibli Museum นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ว่าตั๋วขายหมดก่อนเวลาแล้ว ขั้นตอนการซื้อตั๋วก็ไม่ง่ายอย่างที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการ

ก่อนอื่น คุณจะต้องตัดสินใจว่าคุณต้องการไปเยี่ยมชมเมื่อใด เว็บไซต์ อย่างเป็นทางการของ Ghibli Museumจะแสดงรายการปฏิทินการเปิด โปรดทราบว่าโดยปกติแล้วจะมีการปิดทำการประมาณช่วงวันหยุดปีใหม่ และไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งปีสำหรับการเปลี่ยนแปลงการจัดแสดง โดยปกติแล้วพิพิธภัณฑ์จะปิดในวันอังคาร และเปิดทำการเวลา 10.00 น. ถึง 18.00 น. ในวันอื่นๆ

ตั๋วพิพิธภัณฑ์ Ghibli ผ่าน JTB
JTB เป็นบริษัทนำเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีสำนักงานอยู่ทั่วโลก พิพิธภัณฑ์ Ghibli จำหน่ายตั๋วผ่านสำนักงานทั่วโลกของ JTB

JTB มีตั๋วจำนวนจำกัดที่สามารถซื้อได้ก่อนวันเข้าชมที่คุณต้องการประมาณ 3 เดือน ตั๋วเริ่มจำหน่ายในวันที่ 1 ของเดือนตลอดทั้งเดือนในอีก 3 เดือนต่อมา ดังนั้นหากคุณต้องการเข้าชมในเดือนพฤษภาคม (ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 1 พฤษภาคมหรือ 31 พฤษภาคม) ตั๋วจะเปิดจำหน่ายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์สำหรับเดือนพฤษภาคมทั้งหมด

รับตั๋วพิพิธภัณฑ์ Ghibli ผ่านร้านสะดวกซื้อ Lawson
Lawsonเป็นหนึ่งในไม่กี่ร้าน conbini (ร้านสะดวกซื้อ) ที่แพร่หลายในญี่ปุ่น หากคุณอยู่ในญี่ปุ่นหรือมีเพื่อนในประเทศนั้น คุณสามารถซื้อตั๋วได้ที่ Lawson ด้วยตนเอง สำหรับผู้ที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่น คุณสามารถซื้อบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Ghibli ผ่านแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตรออนไลน์ ของ Lawson

ตั๋วเริ่มจำหน่ายเวลา 10:00 น. ตามเวลามาตรฐานญี่ปุ่นของวันที่ 10 ของทุกเดือนตลอดทั้งเดือนถัดไป กล่าวคือ ในวันที่ 10 เมษายน เวลา 10:00 น. ตามเวลาญี่ปุ่นตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม

ตั๋ว Ghibli Museum ที่จำหน่ายผ่าน Lawson นั้นจะขายในวันและเวลาที่กำหนด และขายหมดเร็วมาก (เช่น ช่วงเวลาสุดสัปดาห์มักจะขายหมดภายในไม่กี่นาทีแรก) นอกจากนี้ เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากพยายามซื้อทางออนไลน์ คุณจึงอาจต้องมุมานะและอดทนจริงๆ จึงจะผ่านมันไปได้

แม้ว่าตั๋วจะเป็นตั๋วสำหรับเข้าตามเวลาที่กำหนด (10:00 น., 12:00 น., 14:00 น. หรือ 16:00 น.) เมื่อคุณอยู่ในนั้น คุณสามารถอยู่ได้นานเท่าที่คุณต้องการจนกว่าจะปิด

วิธีอื่นๆ ในการรับตั๋วพิพิธภัณฑ์ Ghibli
หากความคิดที่จะเลื่อนเมาส์ไปเหนือคอมพิวเตอร์ของคุณในเวลา 10:00 น. JST ในขณะที่กดรีเฟรชอย่างเมามันบนเบราว์เซอร์ของคุณนั้นฟังดูไม่เหมาะนัก โปรดทราบว่ามีวิธีอื่นในการรับตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์จิบลิ

หนึ่งคือการร่วมงานกับบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านทริปญี่ปุ่นแบบ เดียวกับเรา บริษัทท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่มีคุณภาพสูงสุดควรทำให้กระบวนการนี้ราบรื่นสำหรับคุณ ตั้งแต่การช่วยคุณตัดสินใจว่าจะไปเมื่อใด ไปจนถึงการจัดการทางกฎหมายในการรับตั๋วให้กับคุณ

อีกทางเลือกหนึ่งคือการตรวจสอบตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ (เช่นRakuten ) ซึ่งมักมีบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Ghibli พวกเขาอาจเรียกเก็บเบี้ยประกันภัย แต่น่าจะคุ้มค่าสำหรับนักเดินทางที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย

สุดท้าย หากคุณหมดหวังที่จะเข้าชมแต่ตั๋วปกติขายหมดแล้ว ลองเข้าร่วมทัวร์ชมพิพิธภัณฑ์จิบลิ JTB และบริษัทนำเที่ยวขนาดใหญ่อื่นๆ เสนอทัวร์แบบกลุ่มซึ่งรวมตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Ghibli เป็นครั้งคราว แม้ว่าคุณจะไม่ใช่ประเภททัวร์ทั่วไป แต่นี่อาจเป็นวิธีสำรองที่ดีเมื่อวิธีอื่นๆ ล้มเหลว

การเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ Ghibli ใน Mitaka
เมื่อคุณจัดการซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว (ขอแสดงความยินดีด้วย!) การไปพิพิธภัณฑ์นั้นค่อนข้างง่ายดาย ที่อยู่ของพิพิธภัณฑ์คือ:

พิพิธภัณฑ์จิบลิ
1-1-83 Shimorenjaku, Mitaka-shi, Tokyo-to
181-0013
Google Map

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ริมสวนอิโนะคาชิระในโตเกียว โดยอยู่ห่างจากสถานีคิจิโจจิและสถานีมิตากะเป็นระยะทางเท่ากัน คุณสามารถขึ้นรถไฟสาย JR Chuo จากสถานี Shinjuku ขนาดใหญ่ไปยัง Kichijoji หรือ Mitaka หรือขึ้นรถไฟสาย Keio Inokashira จาก Shibuya ไปยัง Kichijoji

หากคุณชอบเดิน เราขอแนะนำให้เดินจากสถานีคิจิโจจิไปยังพิพิธภัณฑ์จิบลิ อย่าลืมเผื่อเวลาก่อนและ/หรือหลังการสำรวจคิจิโจจิด้วย เป็นย่านที่สนุกสนานและคึกคักเต็มไปด้วยร้านค้าที่น่าสนใจ อาหารและเครื่องดื่มรสเลิศ หรือมีรถบัสท้องถิ่นจากมิตากะไปยังพิพิธภัณฑ์จิบลิ ซึ่งออกทุก ๆ 20 นาทีจากทางออกทิศใต้ของสถานีมิตากะ

เมื่อมาถึงแล้วให้เตรียมเข้าคิวก่อนเข้าไป เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์จะตรวจสอบตั๋วและหนังสือเดินทางในขณะที่คุณรอ

ทริปเสริมร่วมกับการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Ghibli
เนื่องจากคุณจะอยู่ในส่วนนี้ของโตเกียวตะวันตก คุณก็สามารถใช้เวลาทั้งวันได้เช่นกัน! มีสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากมายให้ดูและทำในส่วนนี้ของเมือง รวมถึง:

เดินเล่นในสวนอิโนะคาชิระและคิจิโจจิเพื่อลิ้มลองอาหารเลิศรสและร้านบูติกที่ไม่เหมือนใคร
พลังงานที่พลุ่งพล่านของ Nakano และย่านช้อปปิ้ง Nakano Broadway
วัฒนธรรมทางเลือกของวัยรุ่นในโคเอ็นจิและชิโมคิตะซาวะสองย่านที่เต็มไปด้วยร้านแผ่นเสียง คาเฟ่ และร้านขายของวินเทจ
ขอให้โชคดีในการซื้อตั๋ว และเราหวังว่าคุณจะสนุกกับการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Ghibli ในโตเกียว! แม้จะมีการเปิดตลาดโทโยสุแล้ว ตลาดสึกิจิสุดคลาสสิกในโตเกียวก็ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโดดเด่นที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นสถานที่สำหรับผู้ชื่นชอบอาหารที่ต้องแวะเยี่ยมชม

ในปี 2018 การดำเนินการค้าส่งของตลาดปลาสึกิจิได้ย้ายไปที่โทโยสุและจนถึงทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวมักจะถามเราว่าการเยี่ยมชมสึกิจิยังคุ้มค่าอยู่หรือไม่ คำตอบคือใช่อย่างแน่นอน และเราได้รวบรวมคำแนะนำล่าสุดเกี่ยวกับการเยี่ยมชมสึกิจิ ชิโจที่มีเพียงแห่งเดียวนี้

Tsukiji Basics: โจไน (ตลาดใน) เทียบกับโจไก (ตลาดนอก)
คุณคงเคยได้ยินว่าตลาดปลาสึกิจิปิดและย้ายไปที่โทโยสุ แต่นี่เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น

สึกิจิถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักเสมอ: ตลาดค้าส่งด้านใน ( โจไน ) สำหรับมืออาชีพ และตลาดด้านนอก ( โจไก ) เปิดให้ประชาชนทั่วไป

หมายเหตุในกรณีที่คุณสงสัย: jo- ในบริบทนี้หมายถึงตลาด และ -nai และ -gai หมายถึงภายในและภายนอกตามลำดับ สำหรับคำแนะนำเพิ่มเติม เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น โปรดดู20 วลีภาษาญี่ปุ่นที่จำเป็นสำหรับนักเดินทางไปญี่ปุ่น

ตลาดค้าส่งภายในสึกิจิ ( โจไน )
นี่คือส่วนของตลาดที่ปิดตัวลงและย้ายไปที่ย่าน Toyosu ของโตเกียวในปี 2018

เมื่อหลายปีก่อน เมื่อตลาดปลาสึกิจิเริ่มดึงดูดนักท่องเที่ยว จุดเด่นของตลาดอยู่ที่ส่วนสาธารณะด้านนอกของตลาด เช่นเดียวกับโจไนด้านในที่มีไว้สำหรับเจ้าของร้านอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหารอื่นๆ

จากนั้น ในเวลาไม่กี่ปีก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยนไป ญี่ปุ่นประสบกับการท่องเที่ยวที่เฟื่องฟูอย่างน่าประหลาดใจ ในขณะที่การท่องเที่ยวเชิงอาหารกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกไปพร้อมกัน

ส่งผลให้ความแออัดยัดเยียดกลายเป็นปัญหาร้ายแรงที่สึกิจิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดชั้นในที่การเพิ่มขึ้นของการท่องเที่ยวเริ่มรบกวนผู้ขายอาหารทะเลและพ่อครัวที่ทำธุรกิจประจำวันของพวกเขา

หากต้องการสัมผัสตลาด ภายในสึกิจิที่เคยเป็น ลองชมภาพยนตร์เรื่องJiro Dreams of SushiหรือชมTsukiji: Kitchen of the Times ของ Asahi Shimbun

เพื่อช่วยรักษาความสมบูรณ์ของการดำเนินงานของตลาด จึงมีการวางกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าสู่ตลาดด้านในจนกระทั่งภายหลังและหลังจากนั้น (ในช่วงเวลาที่สึกิจิย้ายไปโทโยสุในเดือนตุลาคม 2018 เวลาเข้าที่อนุญาตคือ 11.00 น. ซึ่งกิจกรรมในตลาดชั้นในลดน้อยลงอย่างมาก)

ดังนั้น แม้ว่าตลาดด้านในจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของความดึงดูดใจ แต่ ในที่สุด โจไก (ตลาดด้านนอก) ของสึกิจิก็กลายเป็นไฮไลท์สำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบอาหารส่วนใหญ่ในช่วงหลายปีก่อนการเปลี่ยนแปลง

ตลาดรอบนอกของ Tsukiji ( Jogai )
เมื่อนักท่องเที่ยวเปลี่ยนความสนใจไปที่ตลาดรอบนอกของสึกิ จิมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นที่ชัดเจนว่าทั้งผู้มาเยือนและคนในท้องถิ่นต่างเห็นว่าสึกิจิโจไกที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยังคงเป็นสถานที่พิเศษสำหรับการดื่มด่ำกับอาหารญี่ปุ่น

ในตลาดรอบนอกที่มีชีวิตชีวาและมีสีสัน คุณจะพบกับตรอกซอกซอยทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารเล็กๆ หลากสีสัน ไม่ต้องพูดถึงบรรยากาศและเสน่ห์ที่เหลือล้น

ไฮไลท์ของตลาดรอบนอกของสึกิจิ
บรรยากาศแบบวินเทจของตลาดรอบนอกและเสน่ห์แบบเกรี้ยวกราดเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะไปเยี่ยมชม หากคุณเป็นนักเดินทางประเภทหนึ่งที่ชอบสำรวจถนนสายเก่าที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผู้คนส่วนใหญ่เดินทางมาที่สึกิจิเพื่อซื้ออาหารและวัตถุดิบในการทำอาหาร และเมื่อคุณเดินผ่านตลาดรอบนอกของสึกิจิ คุณจะพบกับสิ่งต่อไปนี้:

ร้านซูชิเล็กๆ
แผงขายราเมนแบบสบายๆ
พ่อค้าขายทุกอย่างตั้งแต่อาหารทะเลสดไปจนถึงผักและผลไม้
ผู้จัดส่งวัตถุดิบหลักของญี่ปุ่น เช่นชาคอมบุ คัตสึโอบูชิและโนริ
มีดญี่ปุ่นพรีเมี่ยม
และอีกมากมาย
ถ้าคุณชอบทำอาหารโจไกเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมในการตุนวัตถุดิบญี่ปุ่นสำหรับครัวของคุณ ไม่ต้องพูดถึงการซื้อมีดญี่ปุ่นคุณภาพเยี่ยม!

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารนับไม่ถ้วนที่สึกิจิแม้ว่าคุณจะพบว่าบางร้านมีคนต่อแถวยาวตั้งแต่เช้าตรู่ นอกจากนี้ โปรดทราบว่าแม้ว่าการทานอาหารที่ตลาดจะเป็นเรื่องสนุก แต่สึกิจิก็ไม่ใช่สถานที่ที่ดีที่สุดในการเพลิดเพลินกับซูชิคุณภาพสูงสุดของโตเกียว เสมอไป

หากคุณวางแผนที่จะซื้อสินค้าใดๆ อย่าลืมนำเงินสดมาด้วย เนื่องจากร้านค้าบางแห่งไม่รับบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินสด ตู้ ATM และบัตรเครดิตในญี่ปุ่น )

เคล็ดลับในการเยี่ยมชมตลาดสึกิจิ
ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากการมาเยือนตลาดสึกิจิในโตเกียว

1. ตรวจสอบเวลาทำการของตลาดสึกิจิก่อนเดินทาง
ร้านค้าและร้านอาหารส่วนใหญ่ในสึกิจิปิดให้บริการในวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์และหลายแห่งปิดในวันพุธเช่นกัน โปรดทราบว่าเวลาทำการจะแตกต่างกันไปในแต่ละร้าน ดังนั้นหากคุณมีจุดหมายที่เจาะจงในใจ โปรดตรวจสอบกำหนดการล่วงหน้าอีกครั้ง

2. ตอนเช้าเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมตลาดสึกิจิ
ตามที่ระบุไว้ข้างต้น เวลาเปิดทำการแตกต่างกันไปในแต่ละสถานประกอบการ แต่ร้านค้าและร้านอาหารส่วนใหญ่ในสึกิจิมักจะเปิดในตอนเช้าและเปิดจนถึงช่วงบ่าย ดังนั้นเรามักจะแนะนำให้ไปในตอนเช้าซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดคึกคักที่สุด

3. เคารพมารยาทในตลาดสึกิจิ
สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสามัญสำนึก และเคล็ดลับเกี่ยวกับมารยาทเหล่านี้ใช้ได้กับตลาดหรือร้านค้าส่วนใหญ่ในญี่ปุ่น (สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมารยาท โปรดดูมารยาทของญี่ปุ่น 101 ):

ตระหนักถึงสภาพแวดล้อมของคุณ นี่เป็นตลาดที่ใช้งานได้และคุณไม่ต้องการขัดขวางคนในท้องถิ่นจากการซื้อของที่ธุรกิจในพื้นที่ของพวกเขา
ขออนุญาตก่อนถ่ายภาพสินค้าหรือบุคคล แม้ว่าคุณจะไม่พูดภาษาญี่ปุ่นและพวกเขาไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่ภาษามือก็ช่วยได้
หลีกเลี่ยงน้ำหอมหรือโคโลญจน์เพราะอาจรบกวนการรับรู้กลิ่นและรสชาติของผู้อื่น สิ่งนี้ใช้กับมารยาทในการรับประทานอาหารทั่วไปในญี่ปุ่นด้วย
ไฟเดินทาง ฝากกระเป๋าเดินทางหรือเป้ใบใหญ่ไว้ที่โรงแรมหรือในล็อกเกอร์สถานี
ตามที่ระบุไว้ข้างต้น ให้แน่ใจว่าคุณมีเงินสดอยู่ในมือ!
4. การเดินทางไปยังตลาดสึกิจิ
ตลาดสึกิจิตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียว ใกล้กับย่านกินซ่าสุดหรู สวนฮามาริคิวที่สวยงาม และชิมบาชิที่มีชีวิตชีวา

หากคุณมีเวลา เราขอแนะนำให้คุณรวมการเยี่ยมชมสึกิจิกับร้านเดปาจิกะ (ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้า) ในกินซ่า ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านอาหารที่ดีที่สุดของโตเกียว

เดินจากกินซ่าไปยังสึกิจิเป็นระยะทางสั้น ๆ และสะดวกสบาย แต่ถ้าคุณมาจากส่วนอื่นของเมือง ทางเลือกในการเดินทางไปยังตลาดสึกิจิที่นิยมใช้กันมากที่สุดมีดังนี้:

หากคุณเดินทางโดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะ สถานีที่ใกล้ที่สุดคือสถานีสึกิจิชิโจของ สายโทเอโอเอโดะ
นอกจากนี้ ในบริเวณใกล้เคียง สถานีที่สองที่ใกล้ที่สุดคือสถานีสึกิจิของ รถไฟโตเกียวเมโทร สายฮิบิยะ
คุณสามารถเดินหรือนั่งแท็กซี่ได้โดยขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้นของคุณ

เยี่ยมชมตลาดโทโยสุแห่งใหม่
ขณะนี้กิจการค้าส่งได้ย้ายจากสึกิจิในอดีตไปยังโทโยสุสมัยใหม่ นักท่องเที่ยวหลายคนสงสัยว่าควรไปสึกิจิ โทโยสุ หรือทั้งสองอย่าง

ไม่ใช่คำตอบง่ายๆ แต่เราขอแนะนำให้เน้นที่ Tsukiji โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการ (หรือมีเวลา) เพื่อเยี่ยมชม Tsukiji เท่านั้น นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ว่าที่ตั้งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ตลาดโทโยสุสมัยใหม่ยังขาดความรู้สึกแบบสมัยเก่าของสึกิจิ

คอมเพล็กซ์ตลาดโทโยสุแห่งใหม่จะดึงดูดความสนใจของผู้ชื่นชอบตลาดและยังมีร้านอาหารมากมาย อย่างไรก็ตาม โปรดทราบว่าคุณไม่สามารถเข้าสู่ตลาดที่มีการใช้งานได้อย่างอิสระ และกิจกรรมในตลาดสามารถดูได้จากชั้นสังเกตการณ์ที่ล้อมรอบด้วยกระจกเป็นหลัก

เราหวังว่าคำแนะนำของเราจะเป็นประโยชน์และขอให้คุณเพลิดเพลินกับการเยี่ยมชมตลาดสึกิจิที่ไม่เหมือนใครในโตเกียว! พลังงานอันล้นเหลือของโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของเกียวโตอย่างเห็นได้ชัด และเพื่อนบ้านคันไซทั้งสองก็ไม่แตกต่างกันมากนัก แม้จะอยู่ห่างกันเพียงครึ่งชั่วโมง!

มหานครที่มีชีวิตชีวาอย่างโอซาก้า ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในคันไซ บางครั้งอาจมองข้ามผู้มาเยือนญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก (มักจะชอบเกียวโต ซึ่งมักจะปรากฏในรายการจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ) ยังเป็นที่ชื่นชอบตลอดกาลของผู้ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นและผู้มาเยือนซ้ำ โดยเฉพาะในหมู่นักเดินทางที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น

โอซาก้าเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องอาหารสบายๆ ที่น่าทึ่งและผู้คนในท้องถิ่น เป็นเมืองหลวงแห่งอาหารริมทางของญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงที่สุดในด้านของว่าง เช่น ทาโกะยากิและโอโคโนมิยากิ โอซาก้ายังมีชื่อเสียงในด้านความสนุกสนาน ผู้คนที่ชอบเปิดเผย ซึ่งทำให้การรับประทานอาหารและดื่มในเมืองเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน เมื่อไปเที่ยวโอซาก้า
เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคกลางของญี่ปุ่น โอซาก้าเป็นจุดหมายปลายทางตลอดทั้งปี แม้ว่าสภาพอากาศจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล

โดยทั่วไป อุณหภูมิในโอซาก้า (และคัน ไซโดยทั่วไป) มักจะสบายและน่าอยู่ที่สุดในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากช่วงเวลาเหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมในการเยี่ยมชม เราขอแนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่พลุกพล่านที่สุดภายในฤดูกาลเหล่านี้ (เรียนรู้เพิ่มเติมในโพสต์ที่ครอบคลุมของเราเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมญี่ปุ่นคือเวลาใด )

หากคุณต้องการพบนักท่องเที่ยวน้อยลงและไม่สนใจความหนาวหรือความร้อน ลองพิจารณาเดินทางในช่วงเวลาที่ผู้คนไม่พลุกพล่านของปี

เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ในญี่ปุ่นฤดูหนาวจะค่อนข้างเย็น (แม้ว่าโอซาก้ามักจะหนาวน้อยกว่าเกียวโตที่อยู่ใกล้เคียง เล็กน้อย ) ฤดูร้อนนั้นร้อนและชื้นมาก แต่ก็สนุกและน่าหลงใหล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณจัดเวลาเยี่ยมชมมัตสึริ (เทศกาล) ในท้องถิ่น

เดินทางสู่โอซาก้า
เดินทางไปโอซาก้าสะดวกมาก

บินตรงสู่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น
ทางอากาศ โอซาก้าให้บริการโดยสนามบินสองแห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ (KIX) และท่าอากาศยานนานาชาติโอซาก้า (ITM)

โอซาก้าเชื่อมต่อกับเที่ยวบินระหว่างประเทศมากมายจากทั่วโลก รวมถึงเที่ยวบินภายในประเทศจากทั่วญี่ปุ่น

นั่งรถไฟหัวกระสุนไปโอซาก้า
จากเมืองต่างๆ เช่นโตเกียวฮิโรชิมะฟุกุโอกะและนาโกย่า วิธีไปโอซาก้าโดยทั่วไปคือนั่งชินคันเซ็น (รถไฟหัวกระสุน) ไปยังสถานีชิน-โอซาก้า การเดินทางจากเกียวโตไปโอซาก้า
เนื่องจากระยะทางสั้น (เพียง 27 ไมล์หรือ 43 กิโลเมตร) นักท่องเที่ยวบางคนอาจอยากขับรถหรือนั่งแท็กซี่จากเกียวโตไปโอซาก้า แต่ส่วนใหญ่เนื่องจากการจราจร การเดินทางโดยรถไฟมักจะง่ายและเร็วกว่า

การเดินทางจากเกียวโตไปโอซาก้าโดยรถไฟทำได้ง่ายโดยมีบริษัทรถไฟและเส้นทางหลายแห่งให้บริการระหว่างสองเมือง

ต่อไปนี้เป็นภาพรวมง่ายๆ ของวิธีที่ดีที่สุดในการเดินทางระหว่างเกียวโตและโอซาก้าโดยรถไฟ แม้ว่าจะไม่มีตัวเลือกที่ “ดีที่สุด” เพียงตัวเลือกเดียว เนื่องจากจะขึ้นอยู่กับสถานที่ในเกียวโตที่คุณออกเดินทาง และที่ใดในโอซาก้าที่คุณต้องการ ชอบไป

ตัวอย่างเช่น หากคุณพักใกล้กับกิออน ตัวเลือกที่ดีที่สุดของคุณอาจใช้เส้นทางเคฮัน ในขณะที่หากคุณพักใกล้สถานีเกียวโต JR มักจะสะดวกที่สุด

Japan Railways (JR) Special Rapidจากสถานี Kyoto ถึงสถานี Osaka (ประมาณ 30 นาที) เนื่องจากออกเดินทางค่อนข้างบ่อย สำหรับนักเดินทางหลายๆ คน รถไฟโดยสารนี้จึงเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุด
รถไฟ Hankyuจากสถานี Kawaramachi ของเกียวโตไปยังสถานี Umeda ของโอซาก้า (ประมาณ 40 นาที)
รถไฟ Keihanจากสถานี Gion-Shijo ของเกียวโตไปยังสถานี Yodoyabashi ของโอซาก้า (ประมาณ 55 นาที) ความสนุกอย่างหนึ่งของเส้นทางนี้คือตัวเลือกในการอัปเกรดเป็น Premium Car ซึ่งมีที่นั่งสำรองและบรรยากาศที่หรูหรายิ่งขึ้น ต้องซื้อตั๋วที่สถานีก่อนขึ้นเครื่อง

Japan Railways (JR) Shinkansenจากสถานี Kyoto segerpark.net ถึงสถานี Shin-Osaka (ประมาณ 15 นาที) แม้จะมีความเร็ว (และตัวเลือกที่นั่งสำรอง) รถไฟหัวกระสุนก็ไม่ได้ดีที่สุดเสมอไป ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากสถานที่ต้นทางและปลายทางในเกียวโตไม่ค่อยสะดวกนัก
สมมติว่าคุณมีWi-Fi ขณะที่คุณอยู่ในญี่ปุ่นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกำหนดเส้นทางที่ดีที่สุดคือการตรวจสอบ Google Maps , JorudanหรือNaviTime แอปเหล่านี้สามารถให้คำแนะนำการเดินทางที่เฉพาะเจาะจงโดยขึ้นอยู่กับสถานีต้นทางและปลายทางของคุณ (ทั้งโอซาก้าและเกียวโตเป็นเมืองใหญ่)

วัฒนธรรมโอซาก้า: อาหาร ความสนุกสนาน และสถานบันเทิงยามค่ำคืน
โอซาก้าเป็นเมืองหลวงแห่งอาหารริมทางของญี่ปุ่น (รวมถึงเมืองฟุกุโอกะที่หลงใหลในอาหาร ) และภายในประเทศญี่ปุ่น เมืองนี้มีชื่อเสียง บางคนอาจบอกว่ามีชื่อเสียง! — สำหรับวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และมีชีวิตชีวา

อาหารที่อร่อยและไม่โอ้อวดคือสิ่งที่ดึงดูดนักเดินทางด้านอาหารจำนวนมากมาที่โอซาก้า ผู้คนในเมืองนี้มีชื่อเสียงในเรื่องความหลงใหลในการกินและดื่ม ซึ่งทำให้เกิดสำนวนท้องถิ่นที่รู้จักกันดีว่า คุอิดาโอเระ (“กินตัวเองให้พินาศ”)

โอซาก้ามีจักรวาลของอาหารที่หลากหลาย โดยมีอาหารพิเศษตั้งแต่อาหารจานโปรดทั่วไป เช่น ทาโกะยากิริมถนนและโอโคโนมิยากิ ไปจนถึงร้านหรูหราและร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลิน

หากคุณชื่นชอบอาหาร โปรดอ่านคำแนะนำเชิงลึกของเราเกี่ยวกับอาหารที่ควรรับประทานในโอซาก้าก่อนการเดินทาง

ในขณะที่โอซาก้าเป็นที่ตั้งของร้านอาหารระดับไฮเอนด์ชั้นนำของญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งของความสนุกที่นี่คือการกินและดื่มร่วมกับคนในท้องถิ่นที่ร้านอิซากายะที่มีรูในกำแพง ร้านทาจิโนมิ (บาร์แบบยืน) และบาร์ค็อกเทลที่ซ่อนอยู่

นอกจากอาหารเลิศรสและสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่ครึกครื้นแล้ว โอซาก้ายังเป็นบ้านของผู้ที่รักความสนุกสนานที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย ไม่แปลกใจเลยที่นักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่นหลายคนมาจากโอซาก้า และแฟนเบสบอลในท้องถิ่น (ของทีม Hanshin Tigers) ก็เป็นกลุ่มที่คลั่งไคล้และคลั่งไคล้มากที่สุดในประเทศ

พลังงานนี้ยังจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบในงาน มัตสึริ (เทศกาล) หลายแห่งของเมือง งานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเทศกาลเท็นจินมัตสึริ ประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม นอกจากการแต่งกายและพิธีกรรมแบบดั้งเดิมที่สวยงามแล้ว เทศกาลอย่าง Tenjin Matsuri ยังเป็นสถานที่ในอุดมคติที่จะสนุกสนานร่วมกับชาวโอซาก้าในขณะที่พวกเขากินและดื่มโดยไม่ละทิ้งเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล

สิ่งที่ต้องทำในโอซาก้า
สถานที่ท่องเที่ยวในโอซาก้า เช่น ปราสาทโอซาก้าและยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน เป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ถ้าคุณชอบเรา อาหารต้องมาก่อน!

เมื่อรวมโอซาก้าไว้ในกำหนดการเดินทางของญี่ปุ่นเรามักจะบอกนักท่องเที่ยวว่าส่วนนี้ของการเดินทางจะน้อยลงเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว และให้มากขึ้นเกี่ยวกับผู้คนในเมืองและอาหาร อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าที่นี่เป็นเมืองที่มีความเป็นสากลและมีหลายมิติ พร้อมด้วยข้อเสนอมากมายให้คุณได้เพลิดเพลิน

นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในการชมและทำในโอซาก้า:

ทัวร์ชิมอาหารโอซาก้าแบบส่วนตัว
หากคุณเป็นนักเดินทางที่กล้าหาญ คุณสามารถทำการค้นคว้าหาสถานที่บางแห่งที่คุณคิดว่าดูดี (และดูเหมือนไม่มีนักท่องเที่ยว) และมีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมด้วยตัวคุณเอง แต่มีข้อจำกัดบางประการสำหรับแนวทางนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณพูดหรืออ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ได้

บางคนไม่เชื่อเรื่องทัวร์ แต่ก็ไม่มีวิธีใดที่จะสัมผัสโลกของอาหารและเครื่องดื่มที่พลุกพล่านของโอซาก้าได้ลึกซึ้งไปกว่าการได้สัมผัสกับคนวงในด้านการทำอาหารที่สามารถพาคุณไปยังสถานที่ที่คุณจะไปสัมผัสไม่ได้หากไม่มีเพื่อนหรือไกด์ท้องถิ่น

หากคุณจองทริปญี่ปุ่นกับเรา เราจะดูแลเรื่องนี้ให้คุณ รวมถึงไกด์ที่ผ่านการคัดเลือก (เพื่อนและผู้เชี่ยวชาญในเครือข่ายญี่ปุ่นที่แน่นแฟ้นของเรา) พร้อมเวลาว่างมากเท่าที่คุณต้องการ หากคุณจองการเดินทางด้วยตัวเอง คุณควรจะสามารถหาไกด์ส่วนตัวที่ดีได้ หากคุณสละเวลาหาข้อมูลและตรวจสอบคุณภาพ

ช่วงวันหยุดที่สำคัญของญี่ปุ่นครั้งที่สามและช่วงสุดท้าย โอบง

เป็นเทศกาลทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการเคารพวิญญาณของบรรพบุรุษ ตามประเพณี ในช่วงเวลาสั้น ๆ ในกลางเดือนสิงหาคมวิญญาณของคนตายจะกลับสู่โลกของคนเป็น ในช่วงเวลานี้ ชาวญี่ปุ่นมักจะกลับไปบ้านเกิดของตนเพื่อดูแลหลุมฝังศพของครอบครัวและจุดตะเกียงที่ว่ากันว่าเป็นการนำทางผีบรรพบุรุษกลับบ้าน นั่นอาจฟังดูน่าสยดสยอง แต่ในความเป็นจริงObonไม่ได้เป็นอย่างอื่น

เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงาน มั ตสึริ (เทศกาลดั้งเดิม) ที่ดีที่สุด ทั่วประเทศ มีการจัดขบวนพาเหรดขนาดใหญ่ของนักเต้นและมือกลองที่เรียกว่าบง โอโดริเพื่อต้อนรับการกลับมาของผู้จากไป

ที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดคืออาวะโอโดริในจังหวัดโทคุชิมะ ซึ่งมีนักแสดงกว่า 100,000 คนออกมาแสดงบนถนนตลอดสี่วัน

เที่ยวญี่ปุ่นช่วงโอบ้ง: หลุมพรางและวิธีแก้ปัญหา
เช่นเดียวกับวันปีใหม่ ข้อเสียหลักของเทศกาลโอบงคือความแออัดอย่างมากบนถนนและทางรถไฟ เนื่องจากผู้คนต่างรีบเร่งกลับบ้านของตนในทันที สิ่งนี้จะเด่นชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนถึงวันหลักและหลังจากนั้นโดยตรง

หากวางแผนการเดินทางในช่วง เทศกาล โอบง ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงรถไฟระหว่างเมืองและทางหลวงในช่วงวันที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุดหากเป็นไปได้ สถานที่ท่องเที่ยวโดยทั่วไปจะไม่ได้รับผลกระทบเหมือนในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ราคาโรงแรมจะสูงขึ้นเมื่อเทศกาลใกล้เข้ามา

สิ่งที่คาดหวังหากคุณกำลังพิจารณาการเดินทางในช่วงเทศกาลโอบง:

ถนนมีชีวิตชีวาด้วยขบวนพาเหรดบงโอโดริ แบบดั้งเดิม
ความพร้อมใช้งานของสถานที่ท่องเที่ยวรบกวนน้อยกว่าช่วงพีคอื่นๆ
เดินทางคับคั่ง โดยเฉพาะช่วง 11-13 ส.ค.59 และ 16 ส.ค
ราคาที่พักพุ่งกระฉูด
อากาศร้อนชื้นมาก ซิลเวอร์วีค
ประมาณวันที่ 19-23 กันยายน (เฉพาะบางปี)

ซิลเวอร์วีคเป็นอีกกลุ่มวันหยุดของญี่ปุ่นที่ทำให้ได้พักผ่อนและผ่อนคลายอย่างเต็มที่เป็นเวลาห้าวัน มีเพียงสิ่งเดียวที่จับได้: มันมาเพียงครั้งเดียวในพระจันทร์สีน้ำเงิน เป็นการรวมกันของวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ไม่ปกติ 2 วัน บวกกับวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ติดกัน

ในวันจันทร์ที่สามของเดือนกันยายนเป็นวันเคารพผู้สูงอายุ ซึ่งทุก ๆ สองสามปีจะตรงกับวันอีควิน็อกซ์ในฤดูใบไม้ร่วงสองวัน และเมื่อใดก็ตามที่มีช่องว่างระหว่างวันหยุดนักขัตฤกษ์ 1 วัน รัฐบาลญี่ปุ่นจะเติมวันหยุดพิเศษเข้าไปด้วย ทำให้จำนวนวันหยุดเพิ่มขึ้นเป็น 5 วัน

ตอนนี้ เรื่องดังกล่าวไม่ควรเป็นข้อกังวลหลักสำหรับนักเดินทางในขณะนี้ เว้นแต่คุณจะวางแผนการเดินทางล่วงหน้าอย่างดี: ครั้งต่อไปที่สัปดาห์ซิลเวอร์วีคเต็มรูปแบบจะเข้าสู่การจัดตำแหน่งคือปี2026

เที่ยวญี่ปุ่นในซิลเวอร์วีค: ข้อผิดพลาดและวิธีแก้ปัญหา
เช่นเดียวกับสัปดาห์ทอง ชาวญี่ปุ่นใช้โอกาสนี้ในการท่องเที่ยว ซึ่งหมายถึงจำนวนคนจำนวนมากขึ้นและความต้องการที่สูงขึ้นทั่วทั้งคณะ กฎเดียวกันนี้ใช้กับ Golden Week ด้วย: จองทุกอย่างให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเตรียมพร้อมที่จะจ่ายค่าที่พักในราคาที่สูงขึ้น

การหยุดชะงักระหว่างปีปกติจะไม่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับในสัปดาห์เงิน ‘ที่แท้จริง’ ในญี่ปุ่น แต่ก็ยังคุ้มค่าที่จะทำเครื่องหมายสิ่งเหล่านี้และวันหยุดที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในปฏิทินการเดินทางของคุณ ดูรายการทั้งหมดด้านล่าง

สิ่งที่คาดหวังหากคุณกำลังพิจารณาการเดินทางในช่วงซิลเวอร์วีค:

จะไม่เป็นปัญหาสำคัญจนถึงปี 2569
ภูมิภาคชนบทจะได้รับผลกระทบน้อยลงจากความต้องการที่สูง
ราคาตั๋วเครื่องบินและที่พักจะพุ่ง
สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและรถไฟจะแออัดหรือขายหมด
วันสำคัญสำหรับวันหยุดประจำชาติของญี่ปุ่นในปี 2023
31 ธันวาคม ถึง 3 มกราคม:วันหยุดปีใหม่
ครอบครัวชาวญี่ปุ่นเตรียมตัวสำหรับปีใหม่ด้วยอาหารแบบดั้งเดิม เกม และของขวัญ เมื่อมาถึงก็อธิษฐานขอโชคลาภในปีหน้า

1 มกราคม: Oshogatsu (วันปีใหม่)
คนในท้องถิ่นตื่นขึ้นก่อนรุ่งสางเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นแรกของปี และเยี่ยมชมศาลเจ้าเพื่อขอพรให้โชคดีในวันและเดือนข้างหน้า

9 มกราคม: Seijin no Hi (วันบรรลุนิติภาวะ)
เด็กผู้ชายกลายเป็นผู้ชายและเด็กผู้หญิงกลายเป็นผู้หญิง ในวันเฉลิมฉลองสำหรับทุกคนที่มีอายุครบ 18 ปี ระหว่างวันที่ 2 เมษายน 2022 ถึง 1 เมษายน 2023

11 กุมภาพันธ์: Kenkoku Kinenbi (วันก่อตั้งแห่งชาติ)
การเฉลิมฉลองการก่อตั้งคติชนวิทยาของญี่ปุ่นเมื่อ 2,500 ปีก่อนโดยจักรพรรดิจิมมูในตำนาน นี่เป็นวันหยุดสำคัญในสมัยจักรวรรดิญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ปัจจุบันกลับไม่ค่อยได้รับความสนใจ

23 กุมภาพันธ์ : วันเฉลิมพระชนมพรรษาของจักรพรรดิ
วันคล้ายวันประสูติของจักรพรรดิ์นารุฮิโตะ จักรพรรดิองค์ปัจจุบันและองค์ที่ 126 ของญี่ปุ่น ฝูงชนรวมตัวกันที่พระราชวังอิมพีเรียลของโตเกียวเพื่อชมพระราชวงศ์บนระเบียง

21 มีนาคม: Shunbun no Hi (วันฤดูใบไม้ผลิ Equinox)
การเฉลิมฉลองแบบโบราณซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิอย่างเป็นทางการ โดยทั่วไปผู้คนจะทำความสะอาดบ้านเพื่อเตรียมการ และกวาดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษของพวกเขา

29 เมษายน ถึง 5 พฤษภาคม : Golden Week Peak Travel Days
กลุ่มวันหยุดซึ่งส่งผลให้มีวันหยุดเต็มสัปดาห์ นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งในการเดินทางในญี่ปุ่น

29 เมษายน : Showa no Hi (วันโชวะ)
วันคล้ายวันประสูติของจักรพรรดิโชวะ ผู้ปกครองญี่ปุ่นองค์ที่ 124 ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ปี 1926 ถึง 1989 เป็นวันที่กำหนดให้ระลึกถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ซึ่งกำหนดรัชสมัยของพระองค์

3 พฤษภาคม: Kenpo Kinenbi (วันรำลึกรัฐธรรมนูญ)
การเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญสมัยใหม่หลังสงครามของญี่ปุ่นที่มีผลบังคับใช้ในปี 1947 อาคาร National Diet ของรัฐบาลเปิดห้องโถงให้ประชาชนทั่วไปในวันนี้

4 พฤษภาคม: Midori no Hi (วันสีเขียว)
วันที่เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งของญี่ปุ่นกับธรรมชาติ การเดินทางไปสวนสาธารณะหรือสวนวัดเป็นวิธีทั่วไปในการเฉลิมฉลอง

5 พฤษภาคม: Kodomo no Hi (วันเด็ก)
วันนี้อุทิศให้กับเด็กน้อย ครอบครัวต่างประดับประดาบ้านด้วยโคมระย้าที่ประดับประดาเป็นรูปปลาคาร์ฟ ส่วนเด็กๆ จะแต่งชุดกิโมโนแบบดั้งเดิมไปเยี่ยมชมวัด

17 กรกฎาคม: Umi no Hi (วันทะเล)
วันหยุดที่ค่อนข้างใหม่สำหรับการชื่นชมมหาสมุทรและความโปรดปรานของมหาสมุทร คนในท้องถิ่นหลีกหนีจากความร้อนในฤดูร้อนด้วยการว่ายน้ำและนอนอาบแดดริมทะเล

11 สิงหาคม: Yama no Hi (วันแห่งภูเขา)
วันภูเขาเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ใหม่ล่าสุดของญี่ปุ่น ซึ่งมีการเฉลิมฉลองเป็นครั้งแรกในปี 2559 อย่างไรก็ตาม การแสดงความเคารพต่อภูเขาของญี่ปุ่นนั้นย้อนกลับไปนับพันปี การเดินป่าและการเดินป่าเป็นสองวิธีที่ชัดเจนในการเฉลิมฉลอง

12-16 สิงหาคม:วันท่องเที่ยวโอบงพีค
ชาวญี่ปุ่นต้อนรับวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วด้วยตะเกียงและของเซ่นไหว้ บางภูมิภาคจะฉลองโอบ้งเร็วขึ้นหนึ่งเดือนตามปฏิทินจันทรคติ

18 กันยายน: Keiro no Hi (วันเคารพผู้สูงอายุ)
วันที่แสดงความเคารพและความรักต่อผู้สูงอายุในวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เริ่มขึ้นในปี 1948 โดยเป็นประเพณีท้องถิ่นในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง จากนั้นจึงแพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นวันหยุดในปี 1966

23 กันยายน: Shubun no Hi (วันฤดูใบไม้ร่วง Equinox)
ฤดูใบไม้ร่วงเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อชาวญี่ปุ่นจะเก็บกวาดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษอีกครั้งหรือพักผ่อนกลางแจ้งด้วยของว่าง

9 ตุลาคม: Taiiku no Hi (วันสุขภาพและกีฬา)
วันหยุดฉลองการเริ่มต้นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1964 ที่กรุงโตเกียว โดยปกติแล้วจะเป็นวันที่โรงเรียนจะจัดงานกีฬาสีประจำปี และบริษัทต่างๆ จะจัดกิจกรรมให้กับพนักงาน

3 พฤศจิกายน : Bunka no Hi (วันวัฒนธรรม)
วันวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเป็นการระลึกถึงประวัติศาสตร์และความงามของศิลปะญี่ปุ่น จักรพรรดิได้ประทานเหรียญรางวัล Order of Culture อันทรงเกียรติแก่ศิลปินและนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงในวันนี้

23 พฤศจิกายน: Kinro Kansha no Hi (วันขอบคุณแรงงาน)
เดิมทีเป็นเทศกาลเก่าแก่เพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ปัจจุบันนี้จัดขึ้นเพื่อคนงานทุกคนในญี่ปุ่น เด็กนักเรียนมักจะทำบัตรและมอบให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

วันสำคัญสำหรับวันหยุดของญี่ปุ่นในปี 2024
31 ธันวาคม ถึง 3 มกราคม:วันหยุดปีใหม่
1 มกราคม:วันปีใหม่ ( โชกัตสึ )
8 มกราคมวันบรรลุนิติภาวะ ( Seijin no hi )
11 กุมภาพันธ์:วันสถาปนาแห่งชาติ ( Kenkoku kinenbi )
23 กุมภาพันธ์ : วันเฉลิมพระชนมพรรษาของจักรพรรดิ
20 มีนาคม:วันฤดูใบไม้ผลิ Equinox ( Shunbun no hi )
29 เมษายน ถึง 5 พฤษภาคม : Golden Week Peak Travel Days
29 เมษายนวันโชวะ ( Showa no hi )
3 พฤษภาคม:วันรำลึกรัฐธรรมนูญ ( Kenpo kinenbi )
4 พฤษภาคมวันสีเขียว ( Midori no hi )
5 พฤษภาคม:วันเด็ก ( Kodomo no hi )
15 กรกฎาคม:วันมหาสมุทร ( Umi no hi )
12 สิงหาคมวันภูเขา ( ยามาโนะฮิ )
12-16 สิงหาคม:วันท่องเที่ยวโอบงพีค
16 กันยายน:วันเคารพผู้สูงอายุ ( Keiro no hi )
23 กันยายน:วัน Equinox ฤดูใบไม้ร่วง ( Shubun no hi )
14 ตุลาคม:วันสุขภาพและกีฬา ( Taiiku no hi )
4 พฤศจิกายน:วันวัฒนธรรม ( Bunka no hi )
25 พฤศจิกายนวันขอบคุณแรงงาน ( Kinro kansha no hi )
31 ธันวาคม ถึง 3 มกราคม:วันหยุดปีใหม่
เริ่มต้นตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อวางแผนการเดินทางในอุดมคติของคุณในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว
หลังจากที่มีการพูดถึงรถไฟที่แน่นขนัดและแถวที่ยาวเหยียดแล้ว ก็ไม่มี คำ ว่า “ผิด” อย่างแน่นอน ที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่น

แม้ว่าจะมีบางช่วงเวลาที่สะดวกน้อยกว่า แต่อย่าท้อแท้หากคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงวันหยุดญี่ปุ่นที่วุ่นวายและช่วงพีคเหล่านี้ได้ทั้งหมด เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบที่จะเพลิดเพลินกับการเที่ยวญี่ปุ่นที่น่าทึ่งโดยไม่คำนึงถึง; สิ่งที่ต้องทำคือการวางแผนและความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

แน่นอนว่าความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางของญี่ปุ่นสามารถขจัดความเครียดจากการเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ได้ บริการออกแบบการเดินทางตามความต้องการของ Boutique Japan สามารถช่วยคุณสร้างแผนการเดินทางที่ไม่เหมือนใครซึ่งรองรับรสนิยมส่วนตัวของคุณและช่วงเวลาที่แน่นอนของปีที่คุณจะเดินทาง

แนวทางที่มีปริมาณน้อยและการเชื่อมต่อกับโรงแรม ร้านอาหาร และผู้ให้บริการประสบการณ์ชั้นนำช่วยให้เราวางแผนการเดินทางที่กำหนดเองเป็นพิเศษได้ตลอดทั้งปี (แม้ในช่วงที่ลึกที่สุดของสัปดาห์ทอง) แม้ว่าคุณจะไม่ชอบอากาศหนาว แต่ก็ยากที่จะต้านทานความมหัศจรรย์ของฤดูหนาวในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุดของปี (มีนักท่องเที่ยวน้อยมาก)

ญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความสวยงามของฤดูกาล ดอกซากุระบานในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วงที่มีชีวิตชีวา แม้แต่เทศกาลที่มีชีวิตชีวา ( มัตสึริ )ของฤดูร้อน

ฤดูหนาวมักถูกมองข้าม แม้ว่าจะให้ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวก็น้อยลง (ดูบทความฉบับเต็มของเราเกี่ยวกับฤดูกาลและเวลาที่ควรไปญี่ปุ่น )

เนื่องจากเราชื่นชอบฤดูหนาวในญี่ปุ่นทั้งจากประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครและการขาดผู้คนจำนวนมาก เราจึงได้รวบรวมสิ่งที่เราโปรดปรานเกี่ยวกับฤดูกาลที่ประเมินค่าต่ำนี้ ทำใจให้สบายแล้วอ่านต่อ!

ฤดูหนาวเป็นเวลาที่ดีในการไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือไม่?
สภาพอากาศในญี่ปุ่นในฤดูหนาว
8 ประสบการณ์ที่ทำให้ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษในการสำรวจญี่ปุ่น ฤดูหนาวเป็นเวลาที่ดีในการไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือไม่?
คนส่วนใหญ่มักสนใจฤดูกาลท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นเราจึงตื่นเต้นเสมอเมื่อมีลูกค้าใหม่ถามเราว่า”ญี่ปุ่นน่าเที่ยวในฤดูหนาวไหม”

คำตอบคือใช่ดังก้อง!

หากคุณสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นได้เล็กน้อย และชอบที่จะสำรวจพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวน้อยลง ฤดูหนาวก็เป็นเวลาที่ดีในการมาเที่ยวญี่ปุ่น ตามที่คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่าง ฤดูหนาวในญี่ปุ่นมีซูชิและซาชิมิที่น่าตื่นตาตื่นใจ อาหารอุ่นใจและอิซากายะบรรยากาศสบาย ๆ น้ำพุร้อนที่ผ่อนคลายและทิวทัศน์ที่ปกคลุมด้วยหิมะอันงดงาม และฝูงชนที่น้อยลงทั่วประเทศ

สภาพอากาศในญี่ปุ่นในฤดูหนาว
ญี่ปุ่นหนาวแค่ไหน? เอาล่ะพูดกันตรงๆ อากาศในพื้นที่ส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นในฤดูหนาวจะหนาวเย็น – นี่เป็นเรื่องจริง แต่ถ้าคุณชอบศิลปะแห่งความผาสุก คุณจะต้องหลงรักความรู้สึกของฤดูหนาวที่นี่

เดือนฤดูหนาวในญี่ปุ่นคือเมื่อไหร่?
ฤดูหนาวในญี่ปุ่นโดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นถึงกลางเดือนธันวาคมจนถึงกลางเดือนมีนาคม แต่ระยะเวลาและความรุนแรงจะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

พื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคกลางของญี่ปุ่น (รวมถึงโตเกียวเกียวโตและโอซาก้า ) อุณหภูมิในฤดูหนาวจะอยู่ในช่วงประมาณ 25 ถึง 45 °F (-4 ถึง 7 °C )
ในพื้นที่ภูเขาและทางตอนเหนือของญี่ปุ่น (เช่นโทโฮคุและฮอกไกโดและเทือกเขาเจแปนแอลป์) อากาศจะหนาวเย็นลงมาก พื้นที่เหล่านี้ประสบกับฤดูหนาวที่ยาวนานและรุนแรงขึ้น อีกทั้งยังมีหิมะตกมากมายอีกด้วย
ทางตอนใต้และตะวันตกของญี่ปุ่น (เช่น คิวชู ชิโกกุ และโอกินาวา ) ยังคงมีอากาศหนาวเย็น แต่โดยรวมแล้ว ฤดูหนาวมักจะเบาบางลงเล็กน้อย
ญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม
ในช่วงต้นเดือนธันวาคม ฮอกไกโดเป็นฤดูหนาวแล้ว แต่ในสถานที่ต่างๆ เช่น โตเกียวและเกียวโต ก็อาจรู้สึกเหมือนปลายฤดูใบไม้ร่วง เป็นเรื่องปกติที่อากาศจะเย็นจัดและท้องฟ้าเป็นสีฟ้า (เพราะฉะนั้นคำว่าอะกิบะเระจึงหมายถึงท้องฟ้าแจ่มใสในฤดูใบไม้ร่วง) และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมองเห็นภูเขาไฟฟูจิจากโรงแรมตึกระฟ้าในโตเกียว (เช่น Aman Tokyo และ Park Hyatt Tokyo และอื่น ๆ อีกมากมาย )

ช่วงปลายเดือนธันวาคม อาจกล่าวได้ว่าทั่วประเทศญี่ปุ่นให้ความรู้สึกเหมือนเป็นฤดูหนาว แม้ว่าตามปกติแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ไกลออกไปทางใต้และตะวันตก (เช่น คิวชู และโดยเฉพาะโอกินาว่า) จะยังอบอุ่นกว่าปกติ

ญี่ปุ่นในเดือนมกราคม
เนื่องจากฝูงชนเริ่มบางตาหลังจากวันหยุดปีใหม่และเริ่มเข้าสู่กลางฤดูหนาว คาดว่าทุกที่ที่คุณไปจะมีอากาศหนาวเย็น แม้ว่าฤดูเล่นสกีจะเริ่มต้นก่อนเดือนมกราคม แต่ในพื้นที่เล่นสกีส่วนใหญ่ เช่น เทือกเขาแอลป์ โทโฮคุ และฮอกไกโด ความน่าจะเป็นของคุณที่จะมีสภาพอากาศที่ดีเริ่มเพิ่มขึ้นเมื่อเดือนมกราคมเวียนมา

ส่วนใหญ่แล้ว มีนักท่องเที่ยวน้อยมากในเดือนมกราคม นอกเหนือจากสกีรีสอร์ท นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้เวลาพักผ่อนทั้งหมดในช่วงวันหยุด ดังนั้นหากคุณไปเที่ยวญี่ปุ่นในเดือนมกราคม คุณอาจมีสถานที่ยอดนิยมอย่างเกียวโตเป็นส่วนใหญ่

ญี่ปุ่นในเดือนกุมภาพันธ์
เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ คนส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะเริ่มตื่นเต้นกับฤดูใบไม้ผลิ (ซึ่งมักจะเริ่มรู้สึกได้ในช่วงกลางเดือนมีนาคม) และเดือนกุมภาพันธ์จะรู้สึกหนาวและน่าเบื่อสำหรับผู้อยู่อาศัย แต่สำหรับนักท่องเที่ยว ก็เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่น่ามาเยี่ยมชมหากคุณไม่กังวลเรื่องความหนาวเย็น

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการแสดง ควรวางแผนล่วงหน้าเพื่อเข้าร่วมเทศกาลหิมะซัปโปโร (ยูกิมัตสึริ)ที่ น่าทึ่ง Yuki Matsuri ของฮอกไกโดจัดขึ้นทุกปีในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นหนึ่งในงานเฉลิมฉลองฤดูหนาวที่ยิ่งใหญ่ของโลก โดยมีงานประติมากรรมน้ำแข็งที่น่าตื่นตาตื่นใจ อาหารท้องถิ่น สไลเดอร์หิมะ การต่อสู้ด้วยลูกบอลหิมะ บาร์น้ำแข็ง และอื่น ๆ อีกมากมาย

โปรดทราบว่าช่วงวันหยุดมักจะหมายถึงผู้คนจำนวนมาก และช่วงตรุษจีน (ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์) ก็เป็นช่วงเวลาที่คึกคักมากของปีด้วย โดยมีนักท่องเที่ยวจากทั่วทั้งเอเชียหลั่งไหลมาที่ญี่ปุ่น

ในทางเทคนิคแล้ว ฤดูหนาวจะยาวไปจนถึงเดือนมีนาคม แม้ว่าในช่วงกลางเดือนมีนาคม ฤดูซากุระจะเริ่มบานสะพรั่ง 8 ประสบการณ์ที่ทำให้ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษในการสำรวจญี่ปุ่น
อาจเป็นเรื่องยากสำหรับนักเดินทางที่จะต่อต้านซากุระ(ดอกซากุระ) หรือใบไม้ร่วง แต่เราคิดว่าแม้แต่คนที่ไม่ชอบอากาศหนาวก็ควรจะพิจารณาไปเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูหนาว

เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าจะเดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อใด และไม่ว่าช่วงไหนของปีที่มีผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่านี้เหมาะสำหรับคุณ เรามาเจาะลึกกันว่าอะไรที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางฤดูหนาวที่น่าดึงดูดใจเช่นนี้!

1. ซูชิและอาหารทะเลสดๆ
การรับประทานอาหารท้องถิ่นและอาหารตามฤดูกาลไม่ใช่เรื่องใหม่ในญี่ปุ่น ซึ่งผู้คนมักคิดว่าการเดินทางข้ามประเทศเพื่อลิ้มลองอาหารท้องถิ่นตามฤดูกาลนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แม้ว่าอาหารจะเป็นเหตุผลที่ดีในการเดินทางไปญี่ปุ่นแต่ฤดูหนาวก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปีสำหรับนักเดินทางด้านการทำอาหาร

คุณจะพบกับเมนูพิเศษประจำฤดูกาลได้ที่ร้านซูชิชั้นนำในโตเกียวและแหล่งซูชิอื่นๆ เช่นคานาซาว่า โทยามะฟุกุโอกะและฮอกไกโด ฮิโรชิมะและโทโฮคุเป็นเพียงสองจุดหมายปลายทางสำหรับหอยนางรม ซึ่งคุณสามารถลิ้มรสความโปรดปรานของฤดูหนาวคู่กับนิฮงชู (สาเก) ใน ท้องถิ่น

2. อาหารเพื่อความสะดวกสบายในฤดูหนาวของญี่ปุ่น
นอกจากอาหารทะเลแล้ว ญี่ปุ่นยังโดดเด่นในด้านอาหารทานเล่นอีกด้วย หากคุณอยู่ในซัปโปโร บนเกาะ ทางตอนเหนือของฮอกไกโด อย่าลืมลองชิมซุปแกงกะหรี่และมิโซะรา เมนเมนูพิเศษที่อบอุ่นหัวใจ

ฤดูหนาวยังถือเป็นการปรากฎตัวของอาหารโปรดในฤดูหนาวสองรายการทั่วประเทศ ได้แก่โอเด้งและนาเบะ

สามารถพบโอเด้ง ได้ทุกที่ตั้งแต่ ร้านอาหารเฉพาะโอเด้งไปจนถึงร้านอิซากายะ (ดูด้านล่าง) และแม้แต่ร้านสะดวกซื้อ หม้อต้ม น้ำซุปดา ชิ ขนาดใหญ่ เคี่ยวส่วนผสมอย่างช้าๆ เช่น หัวไชเท้า ไข่ต้ม เต้าหู้ และอื่นๆ

นาเบะคือสตูว์ (มักแปลว่า “หม้อไฟ”) ประกอบด้วยส่วนผสมต่างๆ มากมายตั้งแต่ผักไปจนถึงเนื้อสัตว์และอาหารทะเล ตามธรรมเนียมแล้วจะมีการแบ่งปัน นาเบะกับเพื่อนหรือครอบครัว และไม่มีอะไรที่สนุกสนานไปกว่าการรวมตัวกันรอบโต๊ะเพื่อเพลิดเพลินกับมัน โดยเฉพาะในฤดูหนาว!

3. บาร์น่านั่งอิซากายะและคาเฟ่
เมื่อพูดถึงความเป็นกันเอง มีบางสิ่งที่ปลอบโยนได้ดีกว่าการอุ่นเครื่องที่ร้านอิซากายะ ในท้องถิ่น ด้วยจานสไตล์ทาปาสและสาเก (ดูโพสต์ฉบับเต็มของเราเกี่ยวกับร้านอิซากายะในญี่ปุ่น )

อิซากายะมักจะเป็นสถานประกอบการในละแวกใกล้เคียงที่คนท้องถิ่นไปทั้งอาหารและเครื่องดื่ม (มักแปลว่า “ร้านเหล้าสไตล์ญี่ปุ่น”) ร้านอิซากายะมีเมนูหลากหลายที่มีตั้งแต่เต้าหู้ สึเกะโมโนะ (ผักดองญี่ปุ่น) และผักย่าง ไปจนถึงซาซิมิ ยากิโทริ และคาราอาเกะ (ไก่ทอด)

การรับประทานอาหารและดื่มที่ร้านอิซากายะเป็นวิธีที่ดีในการพบปะกับคนในท้องถิ่น และเป็นการปลอบประโลมใจเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาว 4. เรียวกังและออนเซ็น สุดหรู
หากไม่มีออนเซ็น (น้ำพุร้อน) ฤดูหนาวในญี่ปุ่นคงจะสวยงาม แต่อาจจะไม่สวยงามเกินบรรยาย หลายประเทศทั่วโลกมีบ่อน้ำพุร้อนที่บริสุทธิ์ แต่ในญี่ปุ่น ศิลปะแห่ง ประสบการณ์ ออนเซ็นนั้นสมบูรณ์แบบในระดับที่ไม่ธรรมดา

การเยี่ยมชมเรียวกัง (โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น)ที่มีออนเซ็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาวเป็นประสบการณ์ญี่ปุ่นที่เป็นแก่นสารและไม่ควรพลาด (ดูสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่ต้องทำในญี่ปุ่น เพิ่มเติม )

เมื่อเข้าพักที่เรียวกังที่มีบ่อน้ำพุร้อน คุณจะได้ใช้เวลาไปกับการแช่น้ำแร่เพื่อการบำบัด พิจารณาธรรมชาติ ดื่มชา เขียว ใน ห้อง ปูด้วยเสื่อทาทามิ หลับนอน และรับประทานอาหารที่น่าทึ่งและน่าจดจำ ใช่ อาหารก็เป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ออนเซ็น เช่นกัน โดยทั่วไปการเข้าพักแบบเรียวกังจะรวมอาหารค่ำและอาหารเช้า ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มักจะมีอาหารท้องถิ่นและอาหารตามฤดูกาลที่สวยงาม

การผสมผสานที่ยอดเยี่ยมของธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร และโอโมเทนาชิ (การต้อนรับแบบญี่ปุ่น) ทำให้เกิดประสบการณ์ที่ทั้งผ่อนคลายและน่าหลงใหลทางวัฒนธรรมอย่างไม่น่าเชื่อ 5. Powder Paradise: สกีและสโนว์บอร์ดในตำนานของญี่ปุ่น
หากคุณรักกีฬากลางแจ้ง อะไรจะดีไปกว่าการเล่นสกีหรือสโนว์บอร์ดทั้งวัน แล้วเพลิดเพลินกับอาหารญี่ปุ่นร้อนๆ แสนอร่อยและแช่ออนเซ็น ?

ญี่ปุ่นมีหิมะตกมากมายทั่วพื้นที่ภูเขาหลายแห่ง และคุณสามารถพบรีสอร์ทฤดูหนาวได้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในฮอกไกโด โทโฮคุ และเจแปนแอลป์

ในฮอกไกโด มีหิมะตกมากมายจนนักเล่นสกีและนักสโนว์บอร์ดคิดว่าที่นี่มีผงแป้งที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก นิเซโกะเป็นสถานที่เล่นสกีที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮอกไกโด และเป็นที่ตั้งของที่พักหรูหราและร้านอาหารที่เฟื่องฟู พื้นที่เล่นสกีที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เพียงไม่กี่แห่งในฮอกไกโด ได้แก่ รุสุสึ ฟุราโนะ และโทมามุ

โทโฮคุและเจแปนแอลป์นั้นเดินทางไปได้ง่ายกว่าเล็กน้อย (ทั้งสองอย่างค่อนข้างสะดวกในการเดินทางด้วยรถไฟในขณะที่วิธีที่ง่ายที่สุดในการไปฮอกไกโดสำหรับคนส่วนใหญ่คือโดยเที่ยวบินภายในประเทศ) และอาจเป็นทางเลือกที่ดีหากคุณไม่ยึดติด ถึงแนวคิดในการเล่นสกีที่ฮอกไกโด

โอลิมปิกฤดูหนาวปี 1998 จัดขึ้นที่เมืองนากาโนะ stacyscreations.net บนเทือกเขาเจแปนแอลป์ และสกีรีสอร์ทหลายแห่งในภูมิภาคนี้ เช่น ฮาคุบะ ชิงะโคเก็น และโนซาวะออนเซ็น ในเทือกเขาแอลป์ คุณยังสามารถเข้าถึงลิงหิมะที่มีชื่อเสียงได้อย่างง่ายดาย (ดูด้านล่าง) สำหรับโทโฮคุนั้นเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ไม่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของญี่ปุ่น และนอกเหนือจากพื้นที่เล่นสกีหลายแห่งแล้ว ยังมีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ประวัติศาสตร์ และออนเซ็นที่ดีที่สุดบางแห่งของญี่ปุ่น

แม้ว่าฤดูกาลจะแตกต่างกันไปเล็กน้อยขึ้นอยู่กับพื้นที่ แต่โดยทั่วไปแล้วฤดูเล่นสกีจะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเมษายน แต่คาดว่าจะมีสภาพอากาศดีที่สุดประมาณเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ (โดยปกติแล้วฤดูกาลจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี) และสำหรับผู้ที่ไม่เล่นสกีที่เดินทางกับพาวเดอร์ฮาวด์ เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ที่ปกคลุมด้วยหิมะอันงดงาม ออนเซ็นและสปาทรีตเมนต์ และนิฮงชู อันอบอุ่น ! 6. ลิงหิมะของญี่ปุ่นชอบฤดูหนาว
ไม่ใช่มนุษย์คนเดียวที่เพลิดเพลินกับออนเซ็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว ลิงแสมญี่ปุ่นแห่งSnow Monkey Park อันโด่งดัง แช่ตัวในออนเซ็น อันห่างไกล ของ Jigokudani

สวนลิงหิมะ (Jigokudani Yaen Koen) ตั้งอยู่ในภูเขาของจังหวัดนะงะโนะในเทือกเขาแอลป์ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเป็นครอบครัวช่างภาพ และผู้รักสัตว์

Snow Monkey Park เปิดให้บริการตลอดทั้งปี แต่จะสัมผัสได้ดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่ภูมิประเทศปกคลุมด้วยหิมะหนา และลิงแสมในท้องถิ่นก็มีเหตุผลที่ดีที่จะใช้เวลาแช่น้ำพุร้อน

7. การเฉลิมฉลองปีใหม่ในญี่ปุ่น
แม้ว่าร้านอาหารและสถานประกอบการอื่น ๆ จะปิดทำการหลายวันในช่วงปีใหม่ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากในการอยู่ในญี่ปุ่น

แน่นอนว่าคุณจะพบปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่านับไม่ถ้วนที่บาร์ คลับ และร้านอาหารในเมืองต่างๆ เช่น โตเกียวและโอซาก้า ซึ่งมีสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่ดีที่สุดในโลก แต่ในขณะที่เราชอบปาร์ตี้ดีๆ บางทีความมหัศจรรย์ที่แท้จริงของวันปีใหม่ในญี่ปุ่นกลับถูกค้นพบในด้านที่ล้าสมัยเสียมากกว่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองประวัติศาสตร์ เช่น เกียวโตและคานาซาวะ ที่ซึ่งคนในท้องถิ่นแห่กันไปที่ย่านดั้งเดิมและวัดพุทธตีระฆังตอนเที่ยงคืน สร้างบรรยากาศที่ไม่มีวันลืมเลือน ในวันปีใหม่ ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากไปเยี่ยมชมศาลเจ้าชินโต เช่น ศาลเจ้าเมจิจิงงูในโตเกียว 8. เพลิดเพลินกับฝูงชนที่น้อยลงในฤดูหนาว
หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวประเภทที่ชอบออกนอกเส้นทางหลักและหลีกเลี่ยงช่วงเวลาท่องเที่ยวของปี ฤดูหนาวอาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับคุณในการมาเยือนญี่ปุ่น

นอกเหนือจากวันหยุดฤดูหนาวแล้ว โดยทั่วไปแล้วฤดูหนาวจะเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม โปรดทราบว่าสิ่งนี้ใช้ไม่ได้กับสกีรีสอร์ท ซึ่งมักจะเป็นที่นิยมมากที่สุดตลอดฤดูหนาว

พื้นที่เล่นสกี อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดคุยกับลูกค้าที่มีตารางการเดินทางที่ยืดหยุ่น เรามักจะถามว่า: คุณอยากให้อากาศอุ่นขึ้นหรือมีนักท่องเที่ยวน้อยลง หากคุณสามารถทนต่อความหนาวเย็นได้เล็กน้อยและเพลิดเพลินไปกับความรู้สึกราวกับว่าคุณมีจุดหมายปลายทางอยู่เกือบถึงที่หมายแล้ว ลองจัดแพ็คเกจสำหรับสภาพอากาศที่หนาวเย็นและเดินทางไปญี่ปุ่นในฤดูหนาว!

เมื่อไหร่ที่จะเริ่มวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูหนาวของคุณ
เราหวังว่าการแนะนำเกี่ยวกับความสุขของฤดูหนาวในญี่ปุ่นจะช่วยคุณในการวางแผนการผจญภัยของคุณ!

เราแนะนำให้วางแผนล่วงหน้าประมาณ 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวันที่และลำดับความสำคัญของการเดินทางของคุณ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับที่พักและประสบการณ์ตัวเลือกแรก

คุณสามารถดูความพร้อมให้บริการตามเวลาจริง ของเรา ได้ที่นี่ และหากคุณอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่เราออกแบบการเดินทางแบบกำหนดเอง โปรดดูขั้นตอนการวางแผนการเดินทาง ของเรา

มิยาจิมะตั้งอยู่นอกเมือง ทำให้เหมาะสำหรับการเดินทางแบบ

ไปเช้าเย็นกลับ แม้ว่านักท่องเที่ยวบางคนเลือกที่จะพักที่มิยาจิมะเอง (แทนที่จะพักในฮิโรชิมะที่เหมาะสม) มิยาจิมะมีชื่อเสียงจากศาลเจ้าอิสึคุชิมะที่งดงาม ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก มีประตู โทริอิสีแดงอันงดงามที่ดูเหมือนลอยอยู่ในน่านน้ำของทะเลใน แต่มิยาจิมะเป็นมากกว่าศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ: เกาะแห่งนี้มีอะไรให้ดูและทำมากมาย รวมทั้งการพายเรือคายัคในทะเล การเดินป่า ถนนที่แปลกตาซึ่งมีของว่างท้องถิ่นแสนอร่อย และอื่นๆ อีกมากมาย

ฟุกุโอกะเป็นเมืองที่มีความเป็นสากลทางตอนเหนือสุดของเกาะคิวชูอันทุรกันดาร หรือที่เรียกว่าฮากาตะ เมืองฟุกุโอกะเป็นหนึ่งในเมืองหลวงด้านอาหารของญี่ปุ่น และยังได้รับพรจากสภาพอากาศที่ค่อนข้างอบอุ่น มีชีวิตชีวาแต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และเข้าถึงทิวทัศน์ที่สวยงามของคิวชู

อาหารของฟุกุโอกะเป็นที่ดึงดูดใจของนักเดินทางจำนวนมาก เมืองนี้มีตำนานเกี่ยวกับ ทง คตสึราเม็งและยังเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองในญี่ปุ่นที่มีวัฒนธรรมยาไต ที่เจริญรุ่งเรือง Yatai เป็นรถเข็นขายอาหารที่เรียบง่ายและเรียบง่าย ซึ่งคุณสามารถดื่มและรับประทานอาหารร่วมกับคนในท้องถิ่นได้ นอกจากอาหารที่โดดเด่นแล้ว ฟุกุโอกะยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดความคิดสร้างสรรค์ด้วยฉากศิลปะที่มีชีวิตชีวา ดึงดูดศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่จากทั่วญี่ปุ่น (และเอเชีย)

7. ซัปโปโร
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาที่ฮอกไกโด (แสดงอยู่ในหัวข้อสถานที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น ด้านล่าง) เนื่องจากธรรมชาติและเล่นสกีและสโนว์บอร์ดที่ดีที่สุดในโลก แต่อาหารของเกาะก็เป็นที่นิยมอย่างมาก และหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการกินก็คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะอย่างซัปโปโร

ในซัปโปโร คุณสามารถลองชิมอาหารฮอกไกโดที่หลากหลายซึ่งรวมถึงซูชิ ซาซิมิ และอาหารทะเลคุณภาพเยี่ยม ผลิตภัณฑ์นมและขนมอบที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ผลไม้ญี่ปุ่นเกรดพรีเมี่ยม เมนูพิเศษที่ทำให้อบอุ่นใจ เช่น มิโซะราเมน ซุปแกงกะหรี่ และเจงกิสข่าน (“เจงกิสข่าน” เนื้อแกะย่าง); และอื่น ๆ.

8. โกเบ
โกเบมักจะมีความหมายเหมือนกันกับเนื้อโกเบอันโด่งดังและเนื้อวากิวโดยทั่วไป แต่เมืองนี้เป็นมากกว่าสถานที่สำหรับรับประทานเนื้อชั้นดี (โปรดทราบว่าหลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับเนื้อโกเบและตำนานอื่นๆ และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น )

แม้จะอยู่ใกล้เกียวโตและโอซาก้ามาก แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางครั้งแรกส่วนใหญ่มักไปไม่ถึงโกเบ ใจกลางเมืองที่สวยงามและเป็นสากล ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาและทะเล มีประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งและมีอาหารรสเลิศ (รวมถึงไชน่าทาวน์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น) และเหล้าสาเกท้องถิ่น ทีมเบสบอลท้องถิ่น Hanshin Tigers (ซึ่งเล่นใน Nishinomiya ระหว่าง Kobe และ Osaka) ยังมีแฟน ๆ ที่กระตือรือร้นที่สุดที่คุณจะพบได้ทุกที่บนโลก

9. เซนได
สำหรับนักเดินทางที่สำรวจโทโฮคุ (ดูด้านล่าง) เซนไดเป็นสถานที่ที่สนุกและน่าจดจำสำหรับการแวะพักสักคืนหรือสองคืนระหว่างทางไปยังสถานที่ห่างไกล เมืองนี้มีสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่มีชีวิตชีวา โดยมีร้านอิซากายะ มากมาย ที่นำเสนออาหารพื้นเมืองและนิฮงชู (สาเก)จากทั่วภูมิภาค เซ็นไดยังเป็นฐานที่สะดวกสำหรับการสำรวจอ่าวมัตสึชิมะที่อยู่ใกล้เคียงและเมืองท่าชิโอกามะที่มีเสน่ห์

10. ทากามัตสึ
ทากามัตสึเป็นเมืองที่น่าอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะชิโกกุ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่เราชื่นชอบ

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แวะที่ทาคามัตสึระหว่างทางไปยังจุดหมายปลายทางนอกเส้นทาง เช่น นาโอชิมะและหุบเขาอิยะ (ทั้งสองที่ด้านล่าง) แต่ทาคามัตสึเองก็คุ้มค่าแก่การมาเยี่ยมชม โดยมีไฮไลท์ต่างๆ เช่น เส้นอุด้งซานุกิที่มีชื่อเสียงสวนริตสึริน โคเอ็นที่งดงาม และพิพิธภัณฑ์สวนอิซามุ โนงุจิในญี่ปุ่นอัน เงียบสงบ

สถานที่ที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นไม่เคยขาดแคลนสถานที่ที่สวยงาม และด้านล่างคุณจะพบหมู่บ้าน เมือง และภูมิภาคที่เราชื่นชอบบางส่วนทั่วประเทศ แม้ว่าคุณจะเป็นคนเมืองที่ไม่ยอมใครง่ายๆ แต่เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ในเมืองของคุณ เราขอแนะนำให้ไปเยี่ยมชมชนบทของญี่ปุ่นอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ด้วยเครือข่ายรถไฟระดับโลกของญี่ปุ่น (เรียนรู้เพิ่มเติมในคู่มือการเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่น ) การเดินทางไปยังชนบทของญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องง่าย แม้ว่าในบางภูมิภาค คุณอาจต้องการจ้างคนขับรถส่วนตัวหรือเช่ารถ เนื่องจากบางพื้นที่ส่วนใหญ่ พื้นที่ห่างไกลควรสำรวจด้วยยานพาหนะ

สำหรับแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวในชนบทเพิ่มเติม โปรดดูคุณลักษณะของเราเกี่ยวกับสถานที่นอกเส้นทางที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการพักผ่อนในชนบทจะได้พบกับแรงบันดาลใจในแผนการเดินทางตัวอย่างเรียวกังสุดหรู 13 วันและตัวอย่างชนบทของญี่ปุ่น

11. โทโฮคุ
แม้ว่าเราจะชอบบอกให้คนอื่นรู้ว่าโทโฮคุนั้นสวยงามเพียงใด แต่น้อยคนนักที่จะพาเราไปเยี่ยมชมจริงๆ! นี่เป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบจุดหมายปลายทางที่ไม่เหมือนใคร แต่ข่าวดีสำหรับผู้ที่พอใจที่จะหลีกหนีจากเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อใช้เวลาในสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกล

ภูมิภาคโทโฮคุตั้งอยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น (ทางตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด) กว้างใหญ่และห่างไกลพอๆ กับเกาะหลักของประเทศอย่างฮอนชู มีไฮไลท์มากมายเกินกว่าจะแสดงรายการได้ ดังนั้นหากต้องการทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิภาคที่มีผู้เยี่ยมชมน้อยแห่งนี้ โปรดดูส่วนโทโฮคุในบทความของเราเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางนอกเส้นทางที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น

12. หุบเขา Kiso และถนน Nakasendo
หนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นในการสัมผัสประสบการณ์การเดินเท้าจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้านเส้นทางนากะเซ็นโดะในหุบเขาคิโซะเป็นจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าสำหรับนักเดินทางที่รักการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและประเพณี หุบเขาคิโซะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาเจแปนแอลป์ (เป็นที่รู้จักสำหรับเมืองต่างๆ เช่น นางาโนะและมัตสึโมโตะ ) และทางตอนเหนือของเมืองนาโกย่าที่พลุกพล่าน

วิธีที่ดีที่สุดในการสัมผัสถนนนากะเซ็นโดะคือการใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งวันหรือมากกว่านั้นในการเดินระหว่างหมู่บ้านตามเส้นทางประวัติศาสตร์ ซึ่งซามูไรใช้เดินทางระหว่างโตเกียวและเกียวโตในสมัยเอโดะ

สำหรับการเดินทางระยะสั้น คุณสามารถเดินเขาครึ่งวันระหว่างมาโกเมะและหมู่บ้านสึมาโงะที่สวยงาม และพักค้างคืนที่เรียวกังในชนบทที่มีเสน่ห์แปลกตาระหว่างทาง หากคุณมีความยืดหยุ่น ลองพิจารณาใช้เวลา 2 หรือ 3 วันตามเส้นทาง รวมถึงจุดแวะพักในหมู่บ้าน Kiso-Fukushima และ Narai-juku ที่ห่างไกลกว่า

ตั้งอยู่ทางใต้และตะวันตกของโตเกียว ผู้มาเยือนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เร่งความเร็วผ่านอิซุโดยไม่รู้ตัว ชินคันเซ็น (รถไฟหัวกระสุน) ที่เดินทางระหว่างโตเกียวและเกียวโตจะแล่นผ่านทางตอนเหนือสุดของอิซุ แต่ส่วนใหญ่ของอัญมณีนั้นอยู่ทางใต้

อิซุเต็มไปด้วยความงามตามธรรมชาติออนเซ็น (น้ำพุร้อน) และสถานที่โปรดของเราสองสามแห่งในคาบสมุทร ได้แก่ หมู่บ้านชูเซ็นจิอนเซ็นที่มีเสน่ห์แปลกตา ชายฝั่งทะเลอิซุโคเก็น และชิโมดะอันเก่าแก่ อิซุเป็นที่ตั้งของเรียวกังที่โดดเด่นหลายแห่งพร้อมบ่อน้ำพุร้อน และเป็นหนึ่งในสถาน ที่ที่ดีที่สุดในการสัมผัสกับเรียวกังสุดหรูใกล้โตเกียวและเกียวโต

14. โคยะซัง (ภูเขาโคยะ)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภูเขาโคยะได้รับความนิยมมากขึ้น (และมีคนพลุกพล่าน) แต่ก็ยังคุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจในพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ประมาณ 2 ชั่วโมงทางตอนใต้ของโอซาก้า (และ 3 ชั่วโมงจากเกียวโต) คุณสามารถเยี่ยมชมโคยะซังแบบไปเช้าเย็นกลับได้ แต่เพื่อประสบการณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราขอแนะนำให้พักค้างคืนที่ชูคุโบะ (ที่พักในวัด) แห่งใดแห่งหนึ่งบนภูเขาโคยะ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม โปรดดูคู่มือการเยี่ยมชมภูเขาโคยะ

15. นาโอชิมะ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านศิลปะที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นนาโอชิมะเป็นสถานที่ที่ผู้ชื่นชอบศิลปะและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ไม่ควรพลาด ไฮไลท์ของเกาะ ได้แก่ Benesse House ซึ่งเป็นโรงแรมในพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Chichu อันน่าทึ่งของ Tadao Ando และ Art House Project ที่แปลกตา เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเกาะแห่งศิลปะที่ไม่เหมือนใครแห่งนี้ได้ในGuide to Naoshima ของเรา

หนึ่งในสถานที่เล็ก ๆ ที่เราชื่นชอบในภูมิภาค Chugoku ของญี่ปุ่น (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรักของเราที่มีต่อRyokan Kurashiki ) คุราชิกิเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่รู้จักกันดีสำหรับย่านประวัติศาสตร์ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสวยงาม ตั้งอยู่ริมคลองที่งดงาม ย่านการค้าเก่าแก่ของคุราชิกิหรือที่เรียกว่า Bikan Historical Quarter เรียงรายไปด้วยคูระ (โกดัง) ที่สวยงามซึ่งได้รับการอนุรักษ์ด้วยความรักและดัดแปลงเป็นแกลเลอรี ร้านบูติก และร้านกาแฟที่มีเสน่ห์

17. นารา
ตั้งอยู่ห่างจากเกียวโตไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เมืองชนบทของนารามีมาก่อนเกียวโตในฐานะเมืองหลวงเก่าดั้งเดิมของญี่ปุ่น ปัจจุบัน เมืองนี้มีชื่อเสียงในด้านขุมสมบัติของแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระยะที่สามารถเดินถึงกันได้โดยสะดวกรอบๆ สวนนารากลาง (ที่อยู่ของกวางที่มีชื่อเสียงของเมือง) อ่านเพิ่มเติมในคู่มือการเยี่ยมชมนาราของ เรา

18. คิโนซากิ ออนเซ็น
จุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบหมู่บ้านแบบดั้งเดิมและบ่อน้ำพุร้อน คิโนซากิออนเซ็นสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบออนเซ็น มาหลายชั่วอายุคน เมืองนี้เต็มไปด้วยเรียวกังและโรงอาบน้ำที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย การเดินเล่นในเมืองสมัยเก่านั้นเป็นเรื่องน่ายินดีโดยสวมชุดยูกาตะ (เสื้อคลุมแบบญี่ปุ่นบางๆ) และเกตะ (เกี๊ยะไม้) เพื่อดื่มด่ำกับทุกสิ่ง

19. คามาคุระ
อีกหนึ่งอัญมณีสำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์และธรรมชาติ คามาคุระเป็นเมืองชายทะเลบรรยากาศสบายๆ ห่างจากโตเกียวไปทางใต้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ไฮไลท์ทางประวัติศาสตร์มีมากมาย แต่ช่วยเติมเต็มประเพณีอันยาวนานของคามาคุระ คุณยังจะได้พบเด็กที่ปลูกถ่ายจากเมืองต่างๆ เช่น โตเกียว ซึ่งเปิดร้านกาแฟและร้านค้าเล็กๆ มีสไตล์ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม โปรดดูบทนำเชิงลึกเกี่ยวกับคามาคุระ

20. นิกโก้
นิกโก้อยู่ห่างจากโตเกียวไปทางเหนือสองสามชั่วโมงในจังหวัดโทชิงิซึ่งเป็นพื้นที่ชนบท นิกโก้เป็นจุดหมายปลายทางบนภูเขาที่มีชื่อเสียงในด้านศาลเจ้าและวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ล้อมรอบด้วยความงามของธรรมชาติ ในการเดินทางเต็มวันจากโตเกียว เป็นไปได้ที่จะไปเยี่ยมชมไฮไลท์หลายแห่งของนิกโก้ (ซึ่งรวมถึงศาลเจ้านิกโก้โทโชกุและน้ำตกเคงอน) แต่นิกโก้และคินุกาวะออนเซ็นยังเป็นที่ตั้งของเรียวกังนับไม่ถ้วนพร้อมบ่อน้ำพุร้อนสำหรับนักเดินทางที่ต้องการ สำรวจพื้นที่ในเชิงลึกมากขึ้น

21. โอโนมิจิ
นอกจากนาโอชิมะแล้ว เมืองท่าที่มีเสน่ห์อย่างโอโนมิจิก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่เราชื่นชอบในภูมิภาคเซโตะอุจิ (ทะเลเซโตะใน) ที่มีสีสันของญี่ปุ่น โอโนมิจิตั้งอยู่บนชายฝั่งทางตอนใต้ของจังหวัดฮิโรชิมะ ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศที่แปลกตา การผสมผสานระหว่างย้อนยุคและความทันสมัยที่น่าหลงใหล เมื่อเดินไปตาม โชเท็งไก (แหล่งช็อปปิ้งกลาง) แบบสมัยเก่าคุณจะพบกับร้านค้าแม่และป๊อปสุดคลาสสิกในละแวกใกล้เคียงควบคู่ไปกับร้านบูติกเล็กๆ ที่เน้นการออกแบบ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเมืองที่แปลกใหม่แห่งนี้ โปรดดูคำแนะนำเกี่ยวกับโอโนมิจิ

โอโนมิจิยังเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการใช้เวลามากขึ้นในการสำรวจชิมานามิไคโดะ อันงดงาม ฮาโกเนะไม่มีความลับ แต่ถึงแม้จะได้รับความนิยม แต่ก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าสำหรับนักเดินทางที่รักธรรมชาติ ศิลปะ และที่พักหรูหรา นอกจากอิซุแล้ว ที่นี่ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดและสะดวกที่สุดในการสัมผัสกับเรียวกังเมื่อเดินทางระหว่างโตเกียวและเกียวโต หากต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แหล่ง ออนเซ็นที่ สวยงามแห่งนี้ โปรดดูคำแนะนำในการเยี่ยมชมฮาโกเนะ

ฮาโกเนะยังสามารถเป็นฐานที่ดีในการชมภูเขาไฟฟูจิ หากสภาพอากาศแจ่มใส ฟูจิซังเป็นที่เลื่องลือว่า “ขี้อาย” เนื่องจากมักถูกบดบังด้วยเมฆหมอก แต่เมื่อทัศนวิสัยดี จุดชมวิวจากฮาโกเนะก็สวยงามได้ หากการเห็นภูเขาไฟฟูจิเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคุณ ลองพิจารณาเมืองคาวากุจิโกะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

23. ยาคุชิมะ
ไม่มีความสวยงามมากไปกว่าเกาะยาคุชิมะ เกาะกึ่งเขตร้อนนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของคิวชู เกาะห่างไกลแห่งนี้มีแนวชายฝั่งยาวหลายไมล์ที่ยังไม่มีใครแตะต้อง และการเดินป่าที่ทุรกันดารที่สุดบางแห่งของญี่ปุ่น โดยมีเส้นทางที่คดเคี้ยวผ่านป่าเขียวชอุ่มที่เต็มไปด้วยหินที่มีตะไคร่น้ำและต้นซีดาร์โบราณ (บางต้นมีอายุถึง 7,000 ปี!) แม้จะเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก แต่ยาคุชิมะก็ยังคงไม่ถูกแตะต้องจากการท่องเที่ยว และเป็นสถานที่มหัศจรรย์ในการสัมผัสความงามตามธรรมชาติของญี่ปุ่น

24. ฮอกไกโด
เกาะที่อยู่เหนือสุดของญี่ปุ่น ฮอกไกโดมีชื่อเสียงในด้านอาหารวิสกี้ แป้ง ฤดูหนาวระดับโลกและภูมิประเทศที่เปิดกว้าง เดิมทีเป็นบ้านของชาวไอนุพื้นเมือง ฮอกไกโดตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 19 น่าเศร้าที่วัฒนธรรมของชาวไอนุได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีความพยายามมากขึ้นในการให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวไอนุในปัจจุบัน

คุณจะไม่พบหมู่บ้านดั้งเดิมมากมายในฮอกไกโด ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ของญี่ปุ่น แต่คุณจะพบกับธรรมชาติที่กว้างใหญ่ สัตว์ป่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในสถานที่ห่างไกล เช่น คาบสมุทรชิเรโทโกะ สถานที่เล่นสกีและสโนว์บอร์ดที่ดีที่สุดในโลกบางแห่ง เช่น นิเซโกะ และอาหารและเครื่องดื่มชั้นดีอย่างน่าประหลาดใจ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกาะทางตอนเหนือ โปรดดู ส่วนฮอกไกโดใน โพสต์ของเราเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางนอกเส้นทางที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น

เส้นทาง แสวง บุญคุมาโนะโคโดะเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินที่มีเสน่ห์ที่สุดของญี่ปุ่น ลึกเข้าไปในชนบทของจังหวัดวาคายา มะห่างจากเกียวโตและโอซาก้าไปทางใต้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ภูมิภาคคุมาโนะที่ได้รับการยอมรับจาก UNESCO นั้นเต็มไปด้วยจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับภูมิประเทศที่สวยงาม หมู่บ้านที่มีเสน่ห์ การเดินป่า และออนเซ็น

การเดินไปตามเส้นทางจาริกแสวงบุญมีตั้งแต่การเดินป่าแบบไปเช้าเย็นกลับไปจนถึงการเดินแบบหลายวันที่ท้าทายสำหรับผู้ที่รักการผจญภัย Kumano Kodo ยังเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Dual Pilgrim ที่มีเส้นทางเดินเดียวกัน Camino de Santiago ที่รู้จักกันดีในสเปน

26. ทาคายามะ ชิราคาวาโกะ และโกคายามะ
ทาคายามะก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 16 เป็นเมืองประวัติศาสตร์บนเทือกเขาฮิดะของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น มีชื่อเสียงในด้านบรรยากาศแบบดั้งเดิมและอาหารที่ให้บริการ รวมถึงเนื้อวัวฮิดะกิวที่มีชื่อเสียง ข้าวและผักภูเขาที่ยอดเยี่ยมและสาเกระดับพรีเมียม แม้ว่าเมืองนี้จะได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าใจกลางเมืองจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ การเดินเล่นในทิศทางต่างๆ ส่วนใหญ่จะเผยให้เห็นตรอกซอกซอยที่เงียบสงบ

อยู่ไม่ไกลจากทาคายามะ ลึกเข้าไปในเทือกเขาแอลป์ของญี่ปุ่นคือหมู่บ้านประวัติศาสตร์ ชิราคาวาโกะและโกคายามะที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และเส้นทางฮิดะ-ฟุรุคาวะที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

27. มัตสึเอะ
มัตสึเอะตั้งอยู่ในจังหวัดชิมาเนะที่สวยงามทางตะวันตกของญี่ปุ่น แต่มีผู้มาเยือนน้อย และเป็นหนึ่งในอัญมณีที่ซ่อนอยู่ของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาที่มัตสึเอะเพื่อชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะอะดาจิ อันน่าทึ่ง นอกจากคอลเล็กชันที่น่าประทับใจแล้ว พิพิธภัณฑ์อะดาจิยังมีชื่อเสียงมากที่สุดในด้านสวนที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งผสมผสานเข้ากับภูมิทัศน์โดยรอบได้อย่างน่าอัศจรรย์

ในมัตสึเอะเอง เพลิดเพลินกับอาหารทะเลและสาเกชั้นเลิศ และเยี่ยมชมมัตสึเอะโจ (ปราสาทมัตสึเอะ) ซึ่งเป็นหนึ่งในปราสาทดั้งเดิมเพียงไม่กี่แห่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น มัตสึเอะยังเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับการเยี่ยมชมอิซูโมะ ไทชา หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของญี่ปุ่น รวมถึงเกาะโอกิที่งดงาม

28. คาบสมุทรโนโตะ
โนโตะฮันโตะ (คาบสมุทรโนโตะ) ที่ยื่นออกไปในทะเลญี่ปุ่นทางตอนเหนือของคานาซาวะ มีชื่อเสียงจากหนังสือข้าว ก๋วยเตี๋ยว ปลา (หนึ่งในหนังสือท่องเที่ยวญี่ปุ่น เล่มโปรดของเรา ) โนโตะ ฮันโตะทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางที่ยอดเยี่ยมในการขับรถเที่ยวเอง เยี่ยมชมตลาดวาจิมะ เพลิดเพลินกับทัศนียภาพริมชายฝั่งที่น่าทึ่ง รับประทานอาหารกลางวันที่แฟลตส์และพักค้างคืนที่เรียวกังออนเซ็นที่ สวยงามแห่งหนึ่งของโนโตะ

29. เกาะยาเอยามะ
ญี่ปุ่นไม่ใช่สถานที่แรกที่นึกถึงเมื่อคนส่วนใหญ่นึกถึงชายหาดในเอเชีย ยังเป็นที่ตั้งของจุดหมายปลายทางกึ่งเขตร้อนที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค นั่นคือหมู่เกาะยาเอยามะ

หมู่เกาะโอกินาวาทั้งหมดเต็มไปด้วยเกาะเล็กๆ ที่สวยงาม แต่สำหรับหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครที่ญี่ปุ่นมีให้ หมู่เกาะยาเอยามะที่อยู่ห่างไกลนั้นไม่มีสิ่งใดเทียบได้ หมู่เกาะยาเอยามะตั้งอยู่ใกล้กับไต้หวันมากกว่าแผ่นดินใหญ่ในทางภูมิศาสตร์ ไม่เพียงแต่มีชายหาดที่สวยงามราว ภาพวาดและป่าเขียวชอุ่มเท่านั้น แต่ยังมีมรดกและวัฒนธรรมริวกิวที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องพูดถึงอาหารโอกินาวา

หุบเขาอิยะที่สวยงามในชิโกกุเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ซ่อนเร้นมากที่สุดของญี่ปุ่น และเมื่อคุณสำรวจภูมิประเทศ คุณจะเข้าใจว่าทำไม ประกอบด้วยช่องเขาแคบๆ และยอดเขาสูงชัน ปกคลุมด้วยพืชพรรณหนาทึบ แม้ว่าปัจจุบันจะสามารถเข้าถึงได้มากกว่าเมื่อหลายศตวรรษก่อน แต่หุบเขาอิยะยังคงเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมในการสัมผัสชนบทและญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกาะชิโกกุที่สวยงามทั้งหมดได้ในบทความเกี่ยวกับภูมิภาคนอกเส้นทางท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น

คุณควรใช้เวลาในญี่ปุ่นนานแค่ไหน?
คำถามเกี่ยวกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เรามักได้ยินบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งคือฉันควรวางแผนท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกี่วัน

ก่อนที่เราจะขยายความ คำตอบง่ายๆ คือ ให้นานที่สุด! ถัดจากประเทศใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่นอาจดูเล็กในแผนที่ แต่ใหญ่กว่าที่เห็น

ในแง่ของพื้นที่ญี่ปุ่นมีขนาดเล็กกว่ารัฐแคลิฟอร์เนียเล็กน้อย แต่ในแง่ของสถานที่และประสบการณ์ ญี่ปุ่นนั้นหนาแน่นพอๆ กับยุโรป ซึ่งคุณสามารถเดินทางหนึ่งหรือสองชั่วโมงไปในทิศทางใดก็ได้และไปถึงจุดหมายปลายทางที่น่าทึ่ง ความหนาแน่นของสถานที่ที่น่าทึ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นรู้สึกยิ่งใหญ่กว่าที่อื่น นักเดินทางส่วนใหญ่เข้าใจสิ่งนี้อย่างถ่องแท้หลังจากการมาเยือนครั้งแรกเท่านั้น ซึ่งมักจะกระตุ้นให้เกิดความปรารถนาที่จะกลับมาอีกครั้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อสำรวจเพิ่มเติม

ดังนั้น เราขอแนะนำให้คุณ “ยอมรับความพ่ายแพ้” ตั้งแต่เริ่มต้น และยอมรับว่าคุณจะไม่สามารถ “ทำ” ญี่ปุ่นได้ในทริปเดียว (ไม่ว่าคุณจะมีเวลา 2 สัปดาห์หรือ 2 เดือนก็ตาม) เชื่อฉันเถอะ: เราใช้เวลาหลายปีในการสำรวจญี่ปุ่น และไม่ได้ใกล้จะ “เสร็จสิ้น” จากระยะไกล!

ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ต่อไปนี้เป็นแนวทางพื้นฐานบางประการที่จะช่วยให้คุณทราบความเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการเดินทางในญี่ปุ่นของคุณ:

น้อยกว่า 1 สัปดาห์ในญี่ปุ่น
แม้จะสั้นกว่าที่เราอาจแนะนำ แต่ถ้าคุณคิดจะไปเที่ยวญี่ปุ่นน้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ อย่าลืมอ่านบทความของเราเกี่ยวกับสถานที่ที่ควรไปหากคุณมีเวลา 5 วันในญี่ปุ่น

7 ถึง 10 วันในญี่ปุ่น
โดยปกติแล้ว นี่คือกรอบเวลาขั้นต่ำที่เราแนะนำ ด้วยเวลา 1 สัปดาห์ถึง 10 วันในประเทศญี่ปุ่น คุณจะมีเวลาสำหรับการแนะนำประเทศอย่างรอบด้าน แผนการ เดินทาง 8 วันที่จำเป็นสำหรับประเทศญี่ปุ่นของเรา : โตเกียว เกียวโต และฮาโก เนะเป็นตัวอย่างที่ดีว่าคุณสามารถท่องเที่ยวและทำกิจกรรมได้มากแค่ไหนภายในหนึ่งสัปดาห์ในประเทศ

10 ถึง 14 วันในญี่ปุ่น
ด้วยเวลาที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย คุณสามารถใส่จุดหมายปลายทางเพิ่มเติม หรือเพียงแค่ใช้เวลาดื่มด่ำกับสถานที่แต่ละแห่งที่คุณเยี่ยมชมมากขึ้น ทริปตัวอย่างของเราด้านล่างแสดงตัวอย่างบางส่วนเกี่ยวกับระยะเวลาที่คุณจะได้เห็นและทำกิจกรรมในญี่ปุ่นประมาณสองสัปดาห์:

สองสัปดาห์ในญี่ปุ่น: กำหนดการเดินทางที่สมบูรณ์แบบ
ญี่ปุ่นสุดหรู: ศิลปะ วัฒนธรรม และอาหาร
เมือง ภูเขา และศิลปะของญี่ปุ่น
เรียวกังสุดหรูและชนบทของญี่ปุ่น
2 ถึง 3 สัปดาห์ในญี่ปุ่น
เมื่ออยู่ในญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 ถึง 3 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น คุณจะเริ่มมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการเยี่ยมชมภูมิภาคต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เพลิดเพลินไปกับการดื่มด่ำกับวัฒนธรรมในระดับที่มีนัยสำคัญ แม้ว่านักเดินทางของเราจากสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรจะพบได้น้อยกว่า แต่ลูกค้าชาวออสเตรเลียจำนวนมากของเราโชคดีพอที่จะสามารถสละเวลา 3 สัปดาห์หรือมากกว่านั้นไปท่องเที่ยวทั่วญี่ปุ่น ด้วยเวลาอันยาวนานนี้ ความเป็นไปได้แทบไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นเราหวังว่ารายการของเราจะช่วยให้คุณจำกัดรายการสิ่งที่ปรารถนาส่วนตัวของคุณให้แคบลงได้!

คุณจะไปที่ไหนในญี่ปุ่น
แม้ว่าเราจะไม่สามารถรวมสถานที่โปรดของเราทุกแห่งในญี่ปุ่นได้ แต่เราหวังว่าคำแนะนำเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าจะไปเที่ยวที่ใด

ที่ Boutique Japan ความพิเศษของเราคือการสร้างทริปที่ปรับแต่งได้อย่างสมบูรณ์สำหรับนักเดินทางที่แสวงหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร หากคุณสนใจที่จะเรียน รู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการร่วมงานกับเรา โปรดอย่าลังเลที่จะสำรวจขั้นตอนการวางแผนการเดินทาง ของเรา เมื่อวางแผนการเดินทางไปญี่ปุ่น ช่วงเวลาในการเยี่ยมชมเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากประสบการณ์ตามฤดูกาลและวันหยุดนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี เยี่ยมชมในฤดูใบไม้ผลิและลิ้มรสเหล้าอุเมชูใต้ดอกซากุระ กลับมาในฤดูร้อนและเพลิดเพลินไปกับการเต้นรำที่มีชีวิตชีวาของเทศกาลบงโอโดริ

ญี่ปุ่นมีเทศกาลที่มีสีสันและน่าหลงใหลทางวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก และมีวันหยุดราชการมากกว่าประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ แม้ว่างานเฉลิมฉลองบางงานจะคุ้มค่ากับการวางแผน แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักว่าวันหยุดในท้องถิ่นอาจส่งผลต่อแผนการเดินทางอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณไม่ชอบหลงทางในฝูงชนที่ไม่รู้จบ

คุณควรวางแผนเกี่ยวกับวันหยุดประจำชาติของญี่ปุ่นหรือไม่?
ความจริงก็คือไม่มีช่วงเวลาใดที่ดีที่สุดของปีที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นและไม่มีเวลาใดที่จะหลีกเลี่ยงไปโดยสิ้นเชิงเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีบางวันที่ที่อาจทำให้แผนการเดินทางยุ่งยากได้ เนื่องจากจุดหมายปลายทางต่างๆ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หากคุณวางแผนจะไปเที่ยวในช่วงวันหยุดและฤดูกาลท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดของประเทศญี่ปุ่น บริการต่างๆ (เช่น ที่พัก การเดินทาง และไกด์ท้องถิ่นที่ดีที่สุด) จะเป็นที่ต้องการสูงและขาดตลาด

จุดหมายปลายทางและกิจกรรมยอดนิยมจะคับคั่งในช่วงเวลาที่พลุกพล่านของปี แต่ยังคงเป็นไปได้ด้วยความพยายามพิเศษเพื่อจำกัดการสัมผัสกับฝูงชน ตัวอย่างเช่น คุณสามารถวางแผนที่จะสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงนอกชั่วโมงเร่งด่วนและใช้เวลาในจุดหมายปลายทางที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักของญี่ปุ่นแต่มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน (อ่านเกี่ยวกับสถานที่ยอดนิยมของเราในญี่ปุ่นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ)

บทความนี้จะสำรวจวันหยุดของญี่ปุ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทางของคุณมากที่สุด และเนื่องจากเราคิดว่าคุณไม่ควรพลาดโอกาสในการเยี่ยมชมประเทศญี่ปุ่น เราจะรวมเคล็ดลับบางอย่างที่จะช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับการเดินทาง แม้ว่าวันที่ของคุณจะทับซ้อนกับช่วงที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

Oshogatsu (วันหยุดปีใหม่)
ประมาณวันที่ 29 ธันวาคม ถึง 3 มกราคม

ฤดูหนาวในญี่ปุ่นนั้นสวยงาม แต่การเดินทางในช่วงวันหยุดปีใหม่มักจะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากตามมา และญี่ปุ่นเองก็เช่นกัน (แต่อาจไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่คุณคาดไว้ก็ได้) ปีใหม่ในญี่ปุ่นเป็นประเพณีที่เงียบขรึมและให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่าในหลายๆ ประเทศ

ตามประเพณีแล้ว วันที่ 1 มกราคม ทุกครัวเรือนจะได้รับพรจากการมาถึงของโทชิงามิเทพเจ้าผู้นำความโชคดีมาสู่ปีหน้า การมาถึงของผู้มาเยือนอันเป็นมงคลนี้เป็นจุดเริ่มต้นของoshogatsu (เดือนแรกของปี)

ช่วงปีใหม่อาจเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมของปีในการเยี่ยมชม แต่ถ้าคุณเต็มใจที่จะหลีกเลี่ยงความไม่สะดวกเล็กน้อยบางอย่าง

การใช้จ่ายช่วงปีใหม่ในญี่ปุ่น: ข้อผิดพลาดและวิธีแก้ปัญหา
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปีใหม่ บริษัทส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมักจะปิดทำการตั้งแต่ประมาณวันที่ 29 ธันวาคมจนถึงประมาณวันที่ 3 มกราคม ถนนและทางรถไฟมักจะค่อนข้างวุ่นวายในตอนเริ่มต้นและตอนท้ายของช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากคนเมืองแห่กันไปที่บ้านเกิดและกลับมาอีกครั้ง

ปัจจัยสำคัญที่ผู้เดินทางควรพิจารณาก็คือ ร้านค้า ร้านอาหาร ตลาด และสถานที่น่าสนใจอื่นๆ หลายแห่งปิดทำการบางส่วนหรือทั้งหมดในช่วงเวลานี้ (บางแห่งอาจใช้เวลานานกว่าวันหยุดปีใหม่)

ในช่วงสองสามวันแรกของปี นักท่องเที่ยวอาจพบว่าตัวเลือกของพวกเขามีจำกัด ในใจกลางเมืองใหญ่ ร้านค้าแบรนด์ใหญ่และร้านอาหารในเครือบางแห่งยังคงเปิดอยู่ แม้ว่าหลายแห่งจะปิดให้บริการ บาร์และร้านอาหารของโรงแรมมักจะเปิดทำการตลอดช่วงวันหยุดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ดังนั้นอย่าปฏิเสธการเข้าร่วมเทศกาลในเมืองดั้งเดิมอย่างเกียวโตหรือคานาซาว่า

ในทางกลับกัน วัดและศาลเจ้าจะเพลิดเพลินกับวันที่วุ่นวายที่สุดของปี Oshogatsuเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมประเพณีวันหยุดของญี่ปุ่นในขณะที่คนในท้องถิ่นออกไปที่Hatsumode (การเยี่ยมชมศาลเจ้าแรกของปี) คาดว่าจะมีผู้คนจำนวนมากที่ศาลเจ้ายอดนิยม ซึ่งคิวเพื่อสวดมนต์ที่แท่นบูชาหลักอาจยาวถึงหนึ่งชั่วโมง

หากคุณต้องการหลีกหนีจากความเร่งรีบและวุ่นวายของเมือง นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมในการหลีกหนีความวุ่นวายสู่ธรรมชาติด้วยการพักที่เรียวกังในชนบท(พร้อมบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ) อย่าลืมจองล่วงหน้าเพราะนี่เป็นวิธีที่คนในท้องถิ่นและผู้มาเยือนนิยมมาเพลิดเพลินกับช่วงปีใหม่

สิ่งที่คาดหวังหากคุณกำลังพิจารณาการเดินทางในช่วงปีใหม่:

ประสบการณ์ปีใหม่แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนใคร
ปาร์ตี้เคาท์ดาวน์ที่มีชีวิตชีวาในโตเกียวและเมืองใหญ่อื่นๆ
ความคับคั่งของการเดินทางและธุรกิจหลายแห่งปิดให้บริการตั้งแต่ประมาณวันที่ 29 ธันวาคมถึง 3 มกราคม
ตรุษจีน, วันปีใหม่จีน
โดยทั่วไปคือช่วงปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์

วันหยุดสำคัญทั่วเอเชีย วันที่แน่นอนของตรุษจีนจะแตกต่างกันไปในแต่ละปี ( นี่คือคำแนะนำ) แม้ว่าวันตรุษจีนจะไม่ใช่วันหยุดของชาวญี่ปุ่นอีกต่อไป แต่ก็ถือเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยว

เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาวสำหรับคนทั่วภูมิภาค ญี่ปุ่นจึงมักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ทำให้เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหนาแน่นมาก (และแพงตามๆ กัน) ในการเยี่ยมชม

เที่ยวญี่ปุ่นช่วงตรุษจีน: หลุมพรางและวิธีแก้ปัญหา
หากวันที่ของคุณตรงกับวันตรุษจีน ยังคงเป็นไปได้ที่จะลดการสัมผัสกับฝูงชนโดยหลีกเลี่ยงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ หรือไปแต่เช้าตรู่ (มิฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมาก!)

หากคุณบังเอิญอยู่ในเมืองอย่างโยโกฮาม่าหรือโกเบ (สองเมืองที่มีเขตการปกครองของจีนที่โดดเด่น) ก็คุ้มค่าแก่การเยี่ยมชมเพื่อเฉลิมฉลองที่มีชีวิตชีวา

สิ่งที่คาดหวังหากคุณกำลังพิจารณาเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงตรุษจีน:

สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักและจุดหมายปลายทางที่ไม่ค่อยมีใครไปมักจะไม่ได้รับผลกระทบ
การเฉลิมฉลองในโยโกฮาม่าไชน่าทาวน์และพื้นที่อื่นๆ
แหล่งท่องเที่ยวหลักแออัดอย่างมาก
ราคาโรงแรมสามารถเพิ่มขึ้นได้เนื่องจากความต้องการสูงในจุดหมายปลายทางหลัก ฤดูดอกซากุระ
กลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน (วันที่แน่นอนแตกต่างกันไป)

ในจินตนาการยอดนิยม มีอะไรที่เป็นแก่นสารของญี่ปุ่นมากกว่าดอกซากุระหรือไม่ ? ถ่ายภาพต้น ซากุระเรียงแถวเรียงแถวค่อยๆ แย้มกลีบไปตามสายลมและปกคลุมโลกด้วยพรมสีกุหลาบ

ทุกๆ ปี ผู้คนทั่วประเทศแห่กันไปที่สวนสาธารณะและริมฝั่งแม่น้ำ ถือผ้าห่มปิกนิกและขวดเหล้าสาเกในมือ เพื่อเพลิดเพลินไปกับปรากฏการณ์ที่งดงามนี้กับปาร์ตี้ฮานามิ ( การชมดอกซากุระ) ภายใต้ดอกไม้ที่บานสะพรั่ง

หากการชมดอกซากุระอยู่ในอันดับต้น ๆ thehistoryof.net ของรายการสิ่งที่ต้องทำในญี่ปุ่นคุณไม่ได้อยู่คนเดียว นักท่องเที่ยวหลายล้านคนแห่กันไปที่ญี่ปุ่นในช่วงเวลานี้ เพื่อชมดอกไม้ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นเวลายอดนิยมสำหรับการฮันนีมูนที่ประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากดอกไม้ที่โดดเด่นสามารถสร้างฉากหลังที่โรแมนติกได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตาม ฉากเหล่านี้มีให้ชมเพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อปีเท่านั้น และค่อนข้างจะยากสักหน่อยในการคาดเดาว่าเวลานั้นจะเป็นเมื่อใด

เที่ยวญี่ปุ่นช่วงซากุระบาน: หลุมพรางและวิธีแก้ปัญหา
ความไม่แน่นอนของซากุระบานคือเหตุผลว่าทำไมซากุระจึงเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับความงามของความไม่เที่ยง แม้จะเป็นความรู้สึกที่น่ารัก ก็ไม่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่วางแผนเดินทางไปญี่ปุ่นล่วงหน้าหลายเดือน

กล่าวอย่างกว้างๆ ฤดูซากุระบานเริ่มตั้งแต่ประมาณกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน โดยจะถึงจุดสูงสุดประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากดอกตูมแรกเริ่มบาน อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ความจริงสำหรับทุกพื้นที่ของญี่ปุ่น ดอกไม้ที่ไม่แน่นอนเหล่านี้จะบานสะพรั่งเมื่ออากาศอบอุ่นมาถึง เคลื่อนตัวเป็นระลอกคลื่นสีชมพูจากใต้สู่เหนือ ที่ฮอกไกโด เกาะทางเหนือสุดของญี่ปุ่น ฤดูกาลยังไม่เริ่มจนกว่าจะถึงเดือนพฤษภาคม!

ไม่ว่าคุณวางแผนจะไปเที่ยวที่ใด โปรดทราบว่าการบานสูงสุดจะนำมาซึ่งความต้องการที่เพิ่มขึ้น หากคุณวางแผนที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูซากุระบาน คาดว่าราคาที่พักและเที่ยวบินจะสูงขึ้นเนื่องจากนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในประเทศ เรียวกัง (โรงแรมแบบดั้งเดิม) และโรงแรม ที่ดีที่สุดหลายแห่งขายหมดล่วงหน้า ถึง หนึ่งปี

สิ่งที่คาดหวังหากคุณกำลังพิจารณาการเดินทางในช่วงฤดูดอกซากุระบาน:

งดงามตามธรรมชาติอันน่าเกรงขาม
ปิกนิกชม ซากุระและการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมอื่น ๆ ของดอกซากุระ
หนึ่งในช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดในการเยี่ยมชม
ราคาที่พักและเที่ยวบินที่พุ่งสูงขึ้น สัปดาห์ทอง
ประมาณวันที่ 29 เมษายนถึง 6 พฤษภาคม: ดูที่นี่สำหรับวันที่แน่นอนในปี

ชาวญี่ปุ่นมีชื่อเสียงในด้านจรรยาบรรณในการทำงานที่เข้มแข็ง จนกลายเป็นค่านิยมทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มีหนึ่งสัปดาห์ต่อปีที่คนทั้งประเทศจะได้มีวันหยุดที่คู่ควร นั่นคือ โกลเด้นวีค

Golden Week ไม่ใช่วันหยุดในตัวของมันเอง แต่เป็นการรวมตัวของวันหยุด 4 วันของญี่ปุ่นซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มีเวลาพักร้อนเต็มสัปดาห์

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศมีความแข็งแกร่งอย่างมากในญี่ปุ่น และคนในท้องถิ่นต่างก็เพลิดเพลินกับโอกาสนี้ในการท่องเที่ยว น่าเสียดายสำหรับผู้เยี่ยมชมที่ไม่ได้เตรียมตัวมา นั่นหมายความว่า Golden Week นั้นห่างไกลและเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดในการเดินทางไปที่นั่น การจองที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว และการเดินทางล่วงหน้าเป็นสิ่งจำเป็น

เที่ยวญี่ปุ่นในช่วง Golden Week: หลุมพรางและวิธีแก้ปัญหา
ในช่วงวันหยุดโกลเด้นวีค คาดว่ารถไฟ เครื่องบิน และโรงแรมจะขายเกือบหมด ของเหลือจะมีราคา สูงกว่าปกติ มาก (มักจะเป็นสามเท่าขึ้นไป) เวลาในการรอที่สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรือสามเท่าของค่าปกติ

แม้แต่เที่ยวบินระหว่างประเทศไปและกลับจากญี่ปุ่นก็ยังมีความต้องการสูงขึ้น เนื่องจากคนในท้องถิ่นถือโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ วิธีเดียวที่จะลดข้อเสียที่สำคัญเหล่านี้คือการวางแผนอย่างขยันขันแข็ง

นี่อาจฟังดูค่อนข้างน่ากลัว อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่ลงทุนในจุดหมายปลายทางและกิจกรรมที่เฉพาะเจาะจง โกลเด้นวีคก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แจกไพ่ ภูมิภาคชนบทและเมืองที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักมีจำนวนผู้มาเยือนเกือบเท่าๆ กัน และ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่จะเพลิดเพลินไปกับความสงบในชนบทของญี่ปุ่นที่งดงาม

สิ่งที่คาดหวังหากคุณกำลังพิจารณาการเดินทางในช่วงโกลเด้นวีค:

หนึ่งในช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดของปีสำหรับการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
ภูมิภาคชนบทหลายแห่งได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น
อากาศฤดูใบไม้ผลิที่ยอดเยี่ยม
ราคาเที่ยวบินและที่พักพุ่งสูงขึ้น
สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและรถไฟแออัดหรือขายหมด
การจราจรคับคั่งโดยเฉพาะในช่วงต้นสัปดาห์และปลายสัปดาห์

30 ประสบการณ์ในญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มในรายการถังของคุณ

ที่ Boutique Japan ความเชี่ยวชาญพิเศษของเราคือการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่เชื่อว่าการเดินทางนั้นเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่แค่การเที่ยวชมหรือตรวจสอบรายการนอกรายการ

แต่เมื่อคุณวางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่นอาจเป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าสถานที่ใดควรค่าแก่การเยี่ยมชมและควรข้ามไปที่ใด ท้ายที่สุดแล้ว ประสบการณ์ยอดนิยมบางอย่างก็คุ้มค่าจริง ๆ และเป็นไปตามโฆษณา ในขณะที่ประสบการณ์อื่น ๆ ก็เป็นเพียงนักท่องเที่ยวเหมือนกับที่พวกเขาดูบน Instagram

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจว่าจะไปที่ไหนและทำอะไรเพื่อทริปญี่ปุ่นที่น่าจดจำอย่างแท้จริง เราขอแนะนำสถานที่และประสบการณ์ที่น่าทึ่งตามรายการด้านล่างนี้ บางอันเป็นที่รู้จักมากกว่า ในขณะที่บางอันจะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากเส้นทางที่คุ้นเคย (และเข้าสู่ชนบทของญี่ปุ่น )

ไปทัวร์หรือไม่ไปทัวร์
ในขณะที่เราเชี่ยวชาญในการวางแผนการเดินทางแบบกำหนดเองไปยังประเทศญี่ปุ่น เราตระหนักดีว่าผู้คนจำนวนมากอ้างถึงเว็บไซต์ของเราเพื่อช่วยให้พวกเขาวางแผนการเดินทางได้อย่างอิสระ ประสบการณ์หลายอย่างที่แสดงด้านล่างนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีไกด์ แต่ประสบการณ์ส่วนใหญ่สามารถเสริมได้อย่างมากด้วยความสนุกสนานและผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น

เราได้ยินจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เคยมีทัวร์ธรรมดาในอดีต และเราเข้าใจ มีบางสิ่งที่น่าหงุดหงิดมากกว่าคำแนะนำที่น่าเบื่อหรือไม่ดี นอกเหนือจากการเยี่ยมชมโรงแรมบูติคหรูหราและเรียวกังแล้ว บางทีส่วนที่สำคัญที่สุดใน การทำงาน ของทีมเราคือการหาไกด์และผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น (มีไกด์มากมายทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่มีเพียงไม่กี่คนที่มีความรู้ ยืดหยุ่น และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง)

แน่นอน แม้แต่นักเดินทางที่ชื่นชอบไกด์ที่ยอดเยี่ยม ก็อาจมีบางครั้งที่คุณต้องการพักผ่อนหรือสำรวจด้วยตัวเอง ซึ่งอาจหมายถึงการเดินเล่นในย่านที่มีเสน่ห์ มองดูผู้คนที่ร้านกาแฟมีสไตล์ หรือเพลิดเพลินกับการทำสปา เราคำนึงถึงสิ่งนี้เมื่อออกแบบกำหนดการเดินทางในญี่ปุ่นของคุณและแนะนำผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นโดยเฉพาะ ซึ่งเราคิดว่าจะช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของคุณได้มากที่สุด

เราหวังว่าแนวคิดของเราจะช่วยให้คุณได้รับแรงบันดาลใจในการเดินทาง ไม่ว่าคุณจะติดต่อเราสำหรับการเดินทางหรือวางแผนอย่างอิสระ!

ต่อไปนี้คือ 30 ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครและน่าดื่มด่ำที่ควรพิจารณาสำหรับรายการถังในญี่ปุ่นของคุณ:
ดื่มและรับประทานอาหารที่ร้านอิซากายะ
แช่ตัวใน Healing Onsen (น้ำพุร้อน)
สำรวจศิลปะและสถาปัตยกรรมบนเกาะศิลปะแห่งนาโอชิมะ
ดื่มด่ำกับค่ำคืนที่โรงแรมหรูในโตเกียว
เข้าร่วม มัตสึริ (เทศกาล) ของญี่ปุ่น
ลิ้มลองซูชิและซาซิมิที่ดีที่สุดในโลก
นั่งชินคันเซ็น (รถไฟหัวกระสุน) รอบญี่ปุ่น
เดินเล่นในป่าไผ่ของอาราชิยามะ
กินราเมนที่ดีที่สุดในชีวิตของคุณกับราเมนแบบเจาะลึก
พักที่Shukubo (ที่พักในวัดพุทธ)
ชมซูโม่และเบสบอล
แป้งสกีหรือสโนว์บอร์ดในตำนานของญี่ปุ่น
ชื่นชมซากุระในช่วงฤดูดอกซากุระบาน
ลิ้มรสพรีเมี่ยมNihonshu (สาเก)
ไต่เขาผ่านชนบทของญี่ปุ่น
สัมผัสชีวิตกลางคืนในญี่ปุ่น
ปั่นจักรยานผ่านเกียวโตหรือโตเกียว
ศาลเจ้า Trek Fushimi Inari Taisha
กินอาหารของคุณผ่านตลาดรอบนอกของ Tsukiji
ปีนหรือชื่นชมฟูจิซัง (ภูเขาไฟฟูจิ)
ตื่นตากับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่น
ค้นหาเซนในสวนญี่ปุ่น
สัมผัสวัฒนธรรมกาแฟญี่ปุ่น
ลิ้มรสMatcha , Genmaichaและอีกมากมาย
เยี่ยมชมปราสาทญี่ปุ่นดั้งเดิม
หลงทางในตรอกซอกซอยที่มีสไตล์ของโตเกียว
จิบวิสกี้ญี่ปุ่นหายาก
สัมผัสสวรรค์บนเกาะโอกินาว่า
ดูลิงหิมะที่มีชื่อเสียงในนากาโนะ
ดื่มด่ำไปกับขนมอบระดับโลกของญี่ปุ่น

1. ดื่มและรับประทานอาหารที่ร้านอิซากายะ
คุณจะพบกับประสบการณ์การรับประทาน อาหารที่หลากหลายในญี่ปุ่นแต่ไม่มีอะไรที่เหมือนกับการกินและดื่มที่ร้านอิซากายะ

นอกจากจะเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบในการลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นหลากหลายประเภท ตั้งแต่ซาชิมิและของทอด ไปจนถึงเต้าหู้และผักตามฤดูกาล การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ร้านอิซากายะยังเป็นวิธีที่ดีในการพบปะกับคนในท้องถิ่น กันภัย!

2. แช่ออนเซ็น บำบัด (น้ำพุร้อน)
การแช่ออนเซ็นที่ห่างไกลในขณะที่หิมะโปรยปรายอยู่รอบตัวคุณเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่มหัศจรรย์ที่สุดที่คุณจะได้รับในญี่ปุ่น และทำให้การฝ่าฟันความหนาวเย็นนั้นคุ้มค่ายิ่งขึ้น เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราโปรดปรานเกี่ยวกับฤดูหนาวในญี่ปุ่น

เมื่อรวมกับการเข้าพักในเรียวกัง แบบดั้งเดิม (โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น)แล้ว คุณก็จะได้ทริปที่น่าจดจำ สำหรับแรงบันดาลใจในเรียวกังเพิ่มเติม โปรดดูทริปตัวอย่างทริปเรียวกังสุดหรูและชนบทของญี่ปุ่น ของเรา

3. สำรวจศิลปะและสถาปัตยกรรมบนเกาะศิลปะแห่งนาโอชิมะ
สำหรับผู้รักศิลปะ เกาะศิลปะที่เรียกว่านาโอชิมะเป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือน โดยมีพิพิธภัณฑ์ที่ออกแบบโดยทาดาโอะ อันโดะ และผลงานของศิลปินระดับโลกจากทั่วโลก เข้าพักที่โรงแรม Benesse House ซึ่งเป็นโรงแรมพิพิธภัณฑ์ และอย่าลืมเยี่ยมชมเกาะศิลปะเล็กๆ ใกล้เคียงอย่างเทชิมะและอินุจิมะ

4. ดื่มด่ำกับค่ำคืนที่โรงแรมหรูในโตเกียว
โตเกียวเป็นที่ตั้งของโรงแรมที่ดีที่สุดบางแห่งของญี่ปุ่น ตัวเลือกที่หรูหรา ได้แก่ Aman Tokyo, Palace Hotel Tokyo และ HOSHINOYA Tokyo โรงแรมบูติกมีสไตล์ในโตเกียว ได้แก่ TRUNK, K5 และ Hotel Ryumeikan Ochanomizu Honten

และยังมีอื่นๆ อีกมากมาย (แน่นอนว่ารวมถึง Park Hyatt Tokyo ที่โด่งดังในภาพยนตร์เรื่องLost in Translation ของ Sofia Coppola ) ด้วยตัวเลือกที่สนุกสนานและสวยงามมากมาย คุ้มค่ากับการพักอย่างน้อยหนึ่งคืนที่โรงแรมหรูในโตเกียว

หากคุณทำได้ ก็คุ้มค่ากับการพักค้างคืนที่เรียวกังสุดหรูในชนบทของญี่ปุ่นเช่นกัน!

5. เข้าร่วมมัตสึริ (เทศกาล) ของญี่ปุ่น
หากคุณต้องการเห็นญี่ปุ่นที่มีชีวิตชีวาที่สุด งานมัตสึริที่เต็มไปด้วยพลังงานสูงคือสถานที่ที่ควรทำ! เทศกาลของญี่ปุ่น ( มัตสึริ )เต็มไปด้วยสีสัน ประเพณี และความรื่นเริง งานที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่Yuki Matsuri (เทศกาลหิมะ) ของฮอกไกโด เทศกาลเต้นรำ Awa Odori อันอึกทึกของ Shikoku และGion Matsuri ที่สวยงาม ของ Kyoto

6. ลิ้มลองซูชิและซาซิมิที่ดีที่สุดในโลก
ซูชิและซาซิมิในญี่ปุ่นนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่อยู่ในระดับของตัวเอง ร้านซูชิที่ดีที่สุดในโตเกียวเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น และคุณจะพบซูชิและซาชิมิคุณภาพเยี่ยมได้ทั่วประเทศ ในสถานที่ต่างๆ เช่นคานาซาว่า ฮอกไกโด จังหวัดโทยามะ และอื่นๆ

นักท่องเที่ยวที่ใส่ใจเรื่องราคามากขึ้นก็จะพบกับซูชิและซาชิมิรสเลิศในร้านอาหารราคาปานกลางและในเบนโตะเดปาจิ กะที่สวยงาม

7. นั่งชินคันเซ็น (รถไฟหัวกระสุน) รอบญี่ปุ่น
ไม่ว่าคุณจะชอบรถไฟหรือไม่ก็ตาม คุณน่าจะทราบดีว่าเครือข่ายรถไฟของญี่ปุ่นเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้การเดินทางทั่วประเทศญี่ปุ่นมีความสุข แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วเราจะไม่แนะนำJapan Rail Passให้กับลูกค้าส่วนใหญ่ของเรา แต่เราขอแนะนำให้เดินทางด้วยชินคันเซ็นทุกครั้งที่เป็นไปได้ และโชคดีที่ระบบรถไฟที่กว้างขวางของญี่ปุ่นเชื่อมต่อประเทศจากฮอกไกโดทางตอนเหนือไปยังคิวชูทางตะวันตกเฉียงใต้

ความสนุกอย่างหนึ่งของการนั่งรถไฟหัวกระสุนคืออาหาร ก่อนขึ้นรถไฟ เลือกซื้อเบนโตะ ตามฤดูกาลแสนอร่อย และเหล้าสาเกหนึ่งขวด (การกินและดื่มบนรถไฟถือเป็นประเพณีประจำชาติ) และเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ขณะเคลื่อนผ่านไป

8. เดินเล่นในป่าไผ่ของอาราชิยามะ
นักท่องเที่ยวมากเกินไป? ไม่จำเป็น . ใช่ เขตอาราชิยามะที่สวยงามของเกียวโต (ที่ตั้งของวัดเซนและป่าไผ่อันโด่งดัง) อาจมีผู้คนพลุกพล่านมากในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน และในช่วงฤดูท่องเที่ยว เช่น ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง

ในทางกลับกัน หากคุณไปเที่ยวนอกฤดูท่องเที่ยว หรือมีแรงจูงใจในการตื่นแต่เช้า คุณอาจมีสถานที่มหัศจรรย์แห่งนี้เป็นของคุณ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของปี ฝูงชนมักจะเริ่มบางตาในช่วงบ่ายแก่ๆ เมื่อนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางกลับโรงแรม

9. กินราเมนที่ดีที่สุดในชีวิตด้วยการดำน้ำลึกในราเม็ง
ทุกวันนี้ คุณสามารถหาราเม็งคุณภาพดีได้ตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่เหมือนกับราเมงในญี่ปุ่น ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน ตั้งแต่ฟุกุโอกะ (หรือที่รู้จักในชื่อฮากาตะ)ทางตะวันตกเฉียงใต้ไปจนถึงซัปโปโรทางตอนเหนือ คุณจะพบกับร้านราเม็งที่ดีอย่างเหลือเชื่อซึ่งมีสาวกที่หลงใหล

หากคุณเป็นคนรักราเมนแบบไม่ยอมใครง่ายๆ ลองคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่คลั่งไคล้ราเม็งซึ่งจะพาคุณไปที่ร้านราเมงยา ชั้นเยี่ยม เพื่อสัมผัสรูปแบบและความหลากหลายที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีคู่มือแนะนำราเมงที่หมกมุ่นน้อยลงสำหรับนักเดินทางที่ต้องการคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับบะหมี่ที่มีชื่อเสียงเหล่านี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับราเม็ง โปรดดูคำแนะนำเกี่ยวกับราเมงในญี่ปุ่นและคำแนะนำเกี่ยวกับร้านราเมงประวัติศาสตร์ชั้นนำ 5 แห่งในโตเกียว

10. พักที่ชุคุโบะ (ที่พักในวัดพุทธ)
สำหรับรสชาติของชีวิตชาวพุทธแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ไม่มีประสบการณ์ใดที่ดีไปกว่าการพักค้างคืนที่ชุคุโบะ (ที่พักในวัด) สักคืนหรือสองคืน

ที่พักในวัดมักจะอยู่ในพื้นที่ชนบท แต่เตรียมพร้อมสำหรับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจและดื่มด่ำ พร้อมอาหาร มังสวิรัติ โชจินเรียวริแสน อร่อย จุดหมายปลายทางที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่นสำหรับการเข้าพักชุคุโบะคือภูเขาโคยะ (โคยะซัง) อันศักดิ์สิทธิ์ และยังมีตัวเลือกอื่นๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จักในที่อื่นๆ ในญี่ปุ่นอีกด้วย

11. ดูซูโม่และเบสบอล
ไม่ควรพลาดโอกาสชมซูโม่ในญี่ปุ่น ! นอกจากความสนุกสนานแล้ว การเข้าร่วมซูโม่บาโช (การแข่งขัน) ยังเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกด้วย

และแม้ว่าคุณจะไม่ใช่แฟนเบสบอล แต่ก็มีบางสิ่งที่สนุกไปกว่าการไปดูการแข่งขันเบสบอลในญี่ปุ่น แฟนเบสบอลชาวญี่ปุ่นมีชื่อเสียงในด้านความมีชีวิตชีวา อาหารและเครื่องดื่มก็เป็นไฮไลท์เช่นกัน!

12. ผงสกีหรือสโนว์บอร์ดในตำนานของญี่ปุ่น
จากผงแป้งที่เป็นตำนานของนิเซโกะและฮอกไกโด ไปจนถึงเทือกเขาแอลป์ของญี่ปุ่นและโทโฮคุ ญี่ปุ่นมีสถานที่เล่นสกีและสโนว์บอร์ดที่ดีที่สุดในโลก หลังจากเล่นสกีมาทั้งวัน เติมความกระปรี้กระเปร่าด้วย อาหาร อิซากายะแสน สบาย และออนเซ็น เพื่อการบำบัด

13. ชื่นชมซากุระในช่วงฤดูดอกซากุระบาน
เราลังเลใจว่าจะรวมสิ่งนี้ไว้ในรายการของเราหรือไม่ เพราะโดยทั่วไปแล้วเราเชื่อว่าประเทศญี่ปุ่นมีประสบการณ์ดีที่สุดโดยมีผู้คนจำนวนน้อย ในทางกลับกัน แม้จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่น่าอัศจรรย์เกี่ยวกับซากุระ (ดอกซากุระ)

ในช่วง ฤดู ฮานามิ (การชมดอกซากุระ) ประเทศจะปกคลุมไปด้วยดอกไม้สีชมพู สวนสาธารณะและสวนต่างๆ จะเต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลองด้วยเหล้าสาเกและเบนโตะตามฤดูกาล ไม่ใช่สำหรับทุกคนอย่างแน่นอน ดังนั้นโปรดอ่านทั้งหมดเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของการไปเที่ยวญี่ปุ่นในฤดูดอกซากุระบาน

ทางเลือกที่ได้รับความนิยมและมีผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่าคือฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสีสันของฤดูใบไม้ร่วงที่สดใส

14. ลิ้มรสNihonshu ระดับพรีเมียม (สาเก)
คนรัก นิฮงชู (สาเก)หลายคนเลิกชอบสาเกไปแล้วเพราะประสบการณ์แย่ๆ ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นนอกประเทศญี่ปุ่น แต่คุณภาพของสาเกที่หาได้ในญี่ปุ่นนั้นยอดเยี่ยมมาก ลืมสาเกที่คุณเคยลองในสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือออสเตรเลียไปได้เลย มาญี่ปุ่นอย่างเปิดใจและเตรียมลิ้มลองนิฮงชู ระดับพรีเมียม จากผู้ผลิตท้องถิ่นรายเล็กที่ไม่ค่อยส่งออก

15. เดินป่าในชนบทของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นสวรรค์ของนักปีนเขา มีการเดินป่าแบบไปเช้า-เย็นกลับและการเดินแบบหลายวันทั่วประเทศ (มีการเดินป่าที่ยอดเยี่ยมใกล้โตเกียวและอื่น ๆ อีกมากมายในและรอบ ๆ เกียวโต)

การผจญภัยเดินป่าแบบหลายวันที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น 2 เส้นทาง ได้แก่เส้นทาง Nakasendo ที่มีเสน่ห์ ในหุบเขา Kiso ทางตอนกลางของญี่ปุ่น และเส้นทางแสวงบุญ Kumano Kodoในคาบสมุทร Kii แต่สำหรับนักเดินทางที่กล้าหาญ ก็มีตัวเลือกอื่นๆ มากมายทั้งในและนอกเส้นทางหลัก

16. สัมผัสชีวิตกลางคืนในญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่น่าตื่นเต้นในตอนกลางวัน และมีชีวิตชีวาไม่แพ้กันในตอนกลางคืน

ไม่ว่าคุณจะเพลิดเพลินกับคราฟต์ค็อกเทลหรือวิสกี้ญี่ปุ่นที่บาร์เล็กๆ ดื่มกับคนในท้องถิ่นที่อิซากายะหรือทาชิโนมิ (บาร์แบบยืน) หรือร้องคาราโอเกะตลอดทั้งคืน ญี่ปุ่นมีสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่หลากหลายและสนุกสนานที่สุดในโลก สถานบันเทิงยามค่ำคืนของโตเกียวเป็นตำนาน และคุณจะพบกับสถานบันเทิงยามค่ำคืนที่คึกคักในเมืองต่างๆ เช่น ซัปโปโร โอซาก้าฟุกุโอกะ และอื่นๆ

17. ปั่นจักรยานผ่านเกียวโตหรือโตเกียว
สำหรับนักปั่นจักรยานที่จริงจัง ชนบทของญี่ปุ่นมีโอกาสมากมายสำหรับการปั่นทางไกล (การปั่นจักรยานเสือภูเขาก็เป็นที่นิยมในญี่ปุ่นเช่นกัน) แต่แม้ว่าคุณจะไม่ต้องการวางแผนการเดินทางทั้งหมดด้วยการปั่นจักรยาน คุณก็ยังสามารถวางแผนได้ในขณะที่กำลังสำรวจเมืองต่างๆ เช่น เกียวโตและโตเกียวอย่างสนุกสนาน

ทั้งสองแห่งเป็นเมืองปั่นจักรยานที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณคดเคี้ยวไปตามตรอกซอกซอยที่มีเสน่ห์ ห่างจากศูนย์กลางนักท่องเที่ยว ลองนึกถึงย่านที่เดินเล่นด้วยจักรยาน สัมผัสพื้นที่เงียบสงบที่เต็มไปด้วยชีวิตข้างถนน ร้านค้าแบบเก่า ศาลเจ้าและวัดในละแวกใกล้เคียง

18. ศาลเจ้าเทรคฟูชิมิ อินาริ ไทฉะ
เช่นเดียวกับป่าไผ่ของอาราชิยามะ Fushimi Inari Taisha ในเกียวโตมีแนวโน้มที่จะดึงดูดผู้คนจำนวนมาก เช่นเดียวกับป่าไผ่ ฟุชิมิอินาริยังคงคุ้มค่าแก่การเยี่ยมชม

วิธีหนึ่งในการลดการสัมผัสกับฝูงชนคือการมาที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะดื่มชาหรือกาแฟยามเช้า หากต้องการสัมผัสประสบการณ์นอกเส้นทาง ให้เดินขึ้นไปบนภูเขาอินาริ แล้วคุณจะเห็นว่าไม้เซลฟี่ค่อยๆ นำทางไปสู่ความสงบ!

19. ตะลุยตลาดรอบนอกของสึกิจิ
เดี๋ยวนะ ตลาดปลาในโตเกียวไม่ได้ย้ายไปที่โทโยสุเหรอ? ใช่มันได้! แต่สึกิจิยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ชื่นชอบอาหารและตลาด ในขณะที่การดำเนินการค้าส่งของตลาดได้ย้ายไปที่ Toyosu ที่ห่างไกลออกไปเล็กน้อย แต่ jogai (ตลาดรอบนอก) ที่ Tsukiji ยังคงเจริญรุ่งเรือง

ในตลาดรอบนอกของสึกิจิ คุณจะพบตรอกซอกซอยทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารเล็กๆ หลากสีสัน ไม่ต้องพูดถึงบรรยากาศและเสน่ห์ที่เหลือล้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูคู่มือการเยี่ยมชมตลาดสึกิจิของโตเกียว

20. ปีนหรือชื่นชมฟูจิซัง (ภูเขาไฟฟูจิ)
ดังคำโบราณกล่าวไว้ว่า มีคนโง่สองประเภทในโลก: พวกที่ไม่เคยปีนภูเขาไฟฟูจิ กับพวกที่ปีนภูเขามากกว่าหนึ่งครั้ง ระหว่างทางขึ้นคุณจะเห็นเด็กๆ และปู่ย่าตายาย และแม้ว่าจะไม่ใช่เส้นทางเดินที่สวยงามที่สุด แต่ก็คุ้มค่าเมื่อคุณไปถึงยอดเขาทันเวลาพระอาทิตย์ขึ้น

มีวิธีอื่นที่ยอดเยี่ยมในการชื่นชมภูเขาไฟฟูจิเช่นกัน หนึ่งคือการเยี่ยมชมฮาโกเนะซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงามของภูเขาหากสภาพอากาศแจ่มใสเท่านั้น สำหรับจุดชมวิวที่ใกล้ยิ่งขึ้นและทิวทัศน์อันน่าทึ่งเมื่อท้องฟ้าแจ่มใส ให้ไปที่รีสอร์ทริมทะเลสาบของคาวากุจิโกะ และสำหรับนักเดินทางที่กระตือรือร้นที่กำลังมองหาการปีนเขาที่แข็งแรงพร้อมชมทิวทัศน์ของภูเขาไฟฟูจิ มีเส้นทางที่ยอดเยี่ยมที่ไม่เคยมีมาก่อนในบริเวณฟูจิซัง

21. ตื่นตากับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่น
นอกเหนือจากอัญมณีแบบดั้งเดิมแล้ว ญี่ปุ่นยังเป็นบ้านของสถาปนิกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และคุณจะพบกับสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งทั่วประเทศ

ในโตเกียว คุณสามารถใช้เวลาหลายชั่วโมงเดินเล่นไปตามถนนสายหลักและตรอกซอกซอยของย่านกินซ่า อาโอยามะ และโอโมเตะซันโด ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารที่โดดเด่นโดยผู้ทรงคุณวุฒิชาวญี่ปุ่นและผู้ชนะรางวัลพริตซ์เกอร์ ทั่วประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่หมู่บ้านเล็กๆ ไปจนถึงเมืองใหญ่ คุณจะพบเห็นผลงานของสถาปนิกระดับตำนานอย่าง ทาดาโอะ อันโดะ และ เคนโงะ คุมะ ซึ่งมักจะอยู่ในสถานที่ที่น่าประหลาดใจที่สุด

22. ค้นหา Zen ในสวนญี่ปุ่น
เกียวโตมีชื่อเสียงเป็นพิเศษในด้านความอุดมสมบูรณ์ของสวน (ไม่ต้องพูดถึงศาลเจ้าและวัด ) แม้แต่นอกเมืองเกียวโต สวนสวยไร้ที่ติก็มีอยู่มากมายในญี่ปุ่น ตั้งแต่สวนเดินเล่นอย่างสวนเค็นโรคุเอ็นในคานาซาว่า ไปจนถึงสวนอันงดงามของพิพิธภัณฑ์ศิลปะอะดาจิ ดูคู่มือฉบับเต็มของเราเกี่ยวกับสวนที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น

23. สัมผัสวัฒนธรรมกาแฟญี่ปุ่น
กาแฟเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งในญี่ปุ่นมานานหลายทศวรรษ และแม้ว่าชาจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแบบดั้งเดิมที่แพร่หลายมากขึ้น แต่กาแฟยังฝังแน่นอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งอีกด้วย ทั่วประเทศญี่ปุ่น คุณจะพบคิสซาเต็น แบบคลาสสิก (ร้านชาและกาแฟแบบดั้งเดิม) ซึ่งประสบการณ์ส่วนหนึ่งกำลังชะลอตัวลง

คุณมาที่คิสคาเตนเพื่อนั่งพัก พูดคุยเงียบๆ หรืออ่านหนังสือ และเพลิดเพลินกับกาแฟถ้วยที่เตรียมอย่างเชี่ยวชาญและพิถีพิถัน เช่นเดียวกับหลายๆ อย่างในญี่ปุ่น คุณจะพบว่า เจ้าของ คิสคาเตนทั้งหมดใช้วิธีการที่พิถีพิถันในด้านคุณภาพและเทคนิค ที่ร้านค้าบางแห่ง ความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบถูกยกระดับไปอีกขั้น!

เพื่อเติมเต็มประสบการณ์คิส กะที่แปลกตาของคุณ คุณจะต้องมองหาวัดสมัยใหม่ที่มีกาแฟชนิดพิเศษในญี่ปุ่น

24. ลิ้มรสMatcha , Genmaichaและอีกมากมาย
แม้แต่นักท่องเที่ยวที่คลั่งไคล้กาแฟก็ควรลองชิมชาในญี่ปุ่น

แม้ว่าจะเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องชาเขียว ในขณะที่สำรวจญี่ปุ่น คุณจะได้พบกับชาหลากหลายชนิดอย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่มัทฉะและเก็นไมฉะไปจนถึงชาที่ทำจากซากุระและอีกมากมาย ไม่ว่าจะที่ร้านชาพิเศษหรือเป็นส่วนหนึ่งของ พิธีชงชา มีบางสิ่งที่อบอุ่นหัวใจมากกว่าการดื่มมัทฉะที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน

25. เยี่ยมชมปราสาทญี่ปุ่นดั้งเดิม
ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมควรออกไปเยี่ยมชมปราสาทญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างน้อยหนึ่งแห่ง ปราสาทส่วนใหญ่ที่คุณเห็นในภาพถ่าย (เช่น ปราสาทโอซาก้า) เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นใหม่โดยมีรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามแต่ภายในกลับน่าเบื่อ

ญี่ปุ่นมีปราสาทดั้งเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้จำนวนน้อยแต่ยอดเยี่ยม รวมถึงฮิเมจิโจ (ปราสาทฮิเมจิ) มัตสึโมโตะโจ (ในเมืองมัตสึโมโตะบนเทือกเขาแอลป์) ฮิโกเนะโจ มัตสึยามะโจ และอื่น ๆอีกมากมาย ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามและการตกแต่งภายในที่น่าดึงดูดใจซึ่งเต็มไปด้วยความน่าสนใจ สมบัติของชาติเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์

26. หลงทางในตรอกซอกซอยที่มีสไตล์ของโตเกียว
การหลงทางไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับทุกคน แต่ในเมืองที่ปลอดภัยและเต็มไปด้วยอัญมณีอย่างโตเกียว อาจนำไปสู่ประสบการณ์การเดินทางที่น่ายินดี

หากต้องการข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเสริมการท่องเที่ยวของคุณ ให้ใช้เวลาเดินผ่านตรอกไดคันยามะและนากะเมงุโระซึ่งเป็นย่านที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดสองแห่งของโตเกียวพร้อมไกด์ท้องถิ่นที่สนุกสนาน ทิ้งถนนสายหลักไว้ข้างหลังในขณะที่คุณค้นหาแรงบันดาลใจไม่รู้จบในตรอกซอกซอยที่วกวน (และเงียบสงบอย่างน่าประหลาดใจ) ของย่านที่ทันสมัยและสวยงามเหล่านี้

27. จิบวิสกี้ญี่ปุ่นหายาก
ทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ชื่นชอบสุราคือการไปเยี่ยมชม โรงกลั่นวิสกี้ของญี่ปุ่นบางแห่งแต่คุณไม่จำเป็นต้องไปที่แหล่งที่มาเพื่อดื่มด่ำกับวิสกี้ที่ดีที่สุดของประเทศ

มีสถานที่ไม่กี่แห่งที่จะดื่มวิสกี้ญี่ปุ่น ได้ดี กว่าในโตเกียว (และเมืองใหญ่อื่นๆ รวมทั้งเกียวโตและโอซาก้า) ซึ่งเป็นที่ตั้งของบาร์วิสกี้ที่ดีที่สุดในโลก คุณสามารถออกผจญภัยด้วยตัวคุณเอง หรือแนะนำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสกี้ในท้องถิ่นรู้จักกับร้านวิสกี้สุดพิเศษที่ซึ่งคุณสามารถลิ้มลองตัวอย่างที่หายากได้

28. สัมผัสสวรรค์บนเกาะโอกินาว่า
เกาะต่างๆ ของโอกินาว่าเป็นที่ตั้งของชายหาดที่สวยงาม การดำน้ำลึกระดับโลก ตลอดจนวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาะที่ห่างไกลของโอกินาวา เช่น เกาะยาเอยามะ อันบริสุทธิ์ ให้ความรู้สึกเหมือนโลกแตกต่างจากแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น สำหรับนักเดินทางด้านอาหารอาหารของโอกินาวาก็เป็นไฮไลท์เช่นกัน

29. ดูลิงหิมะที่มีชื่อเสียงในนากาโน่
คนรักสัตว์ต่างแห่กันไปที่ Jigokudani Yaen Koen (สวนลิงหิมะ) ซึ่งตั้งอยู่ในภูเขาของจังหวัดนะงะโนะ เพื่อชมลิงหิมะที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะสามารถเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี แต่เวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมลิงหิมะผู้รักออนเซ็น คือช่วงฤดูหนาวที่หนาวจัด ซึ่งเป็นช่วงที่ภูมิประเทศถูกปกคลุมไปด้วยหิมะทั้งหมด

30. หลงใหลในขนมอบระดับโลกของญี่ปุ่น
เป็นเรื่องง่ายที่จะมุ่งเน้นไปที่อาหารญี่ปุ่นเมื่อเดินทางทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบขนมปัง ครัวซองต์ และขนมอบ อย่าพลาดที่จะเพลิดเพลินกับขนมอบในขณะที่อยู่ในญี่ปุ่น! คุณสามารถหาร้านเบเกอรี่และขนมอบคุณภาพเยี่ยมได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่ชนบทห่างไกลของฮอกไกโด ไปจนถึงเมืองต่างๆ เช่น โอซาก้าและโตเกียว ในขณะที่คุณอยู่ที่นี่ อย่าลืมเก็บอาหารสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านพิซซ่าในตำนานของญี่ปุ่นด้วย

ญี่ปุ่นยังมีสถานที่ที่น่าไปสัมผัสอีกมากมาย
ไม่ว่าโดยปกติแล้วคุณจะวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง หรือโดยปกติจะทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านจุดหมายปลายทางก็ตาม การวางแผนเดินทางไปญี่ปุ่นอาจดูเหมือนหนักใจในบางครั้ง

ที่ Boutique Japan ความพิเศษของเราคือการสร้างทริปที่ปรับแต่งได้อย่างสมบูรณ์สำหรับนักเดินทางที่แสวงหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร หากคุณสนใจที่จะเรียน รู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการร่วมงานกับเรา โปรดอย่าลังเลที่จะสำรวจขั้นตอนการวางแผนการเดินทาง ของเรา หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุด สนุก และท้าทายที่สุดคือการตัดสินใจว่าจะไปที่ไหนในญี่ปุ่น

ด้วยสถานที่ที่น่าทึ่งมากมายให้เลือก และ เนื้อหาออนไลน์มากมายให้ค้นหา การค้นหาจุดหมายปลายทางในอุดมคติของคุณอาจดูน่าหวาดหวั่น ไม่ว่าจะเป็นการไปญี่ปุ่นครั้งแรกหรือการกลับมาเยือนอีกครั้ง

ข่าวดีก็คือญี่ปุ่นมีจุดหมายปลายทางในเมืองและชนบทที่น่าทึ่งมากมาย (และประสบการณ์ที่คู่ควรกับประเทศญี่ปุ่น ) ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคุณจะไม่ผิดพลาด ข่าว “ร้าย” คืออาจไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “สถานที่ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น” ที่แท้จริง เนื่องจากความชอบและความสนใจส่วนบุคคลมีมากมาย

เพื่อช่วยคุณขจัดความยุ่งเหยิงและตัดสินใจอย่างชาญฉลาดสำหรับทริปญี่ปุ่น ของคุณ เราได้รวบรวมคำแนะนำเชิงลึกที่รวบรวมไว้สำหรับจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น 30 แห่ง

คำแนะนำของคุณเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น
คำแนะนำของเราเกี่ยวกับสถานที่ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัวของเราโดยตรงในการใช้ชีวิตและท่องเที่ยวทั่วประเทศญี่ปุ่น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวญี่ปุ่นนี่คืองานของเรา!

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับปรัชญาการเดินทางของเราด้านล่าง หรือพุ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทางโดยคลิกที่ลิงก์ใดลิงก์หนึ่งด้านล่าง:

เมืองที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น
สถานที่ที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น
คุณควรใช้เวลาในญี่ปุ่นนานแค่ไหน?
จากมุมมองของเรา เมื่อพูดถึงบางสิ่งที่เป็นส่วนตัวอย่างเช่นการเดินทาง ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ต้องไป” อย่างแท้จริง ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลเหนือสิ่งอื่นใด นี่คือเหตุผลที่เราเชี่ยวชาญในการวางแผนการเดินทางแบบกำหนดเองไปยังประเทศญี่ปุ่นดังนั้นเราจึงสามารถช่วยลูกค้าของเราเยี่ยมชมสถานที่ที่มีความหมายต่อพวกเขาเป็นการส่วนตัว

แต่เราเข้าใจดีว่ารายการ “ดีที่สุด” สามารถให้แรงบันดาลใจที่มีค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการวางแผน จากการเดินทางของเรา — และประสบการณ์ของเราในการจัดทริปญี่ปุ่นแบบกำหนดเองสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก — เราได้รวบรวมรายชื่อ “สั้น ๆ” ของสถานที่ที่คุ้มค่าและคุ้มค่าแก่การเยี่ยมชม ทั้งในและนอกเส้นทางหลัก

สำหรับนักเดินทางส่วนใหญ่ เราขอแนะนำให้ไปที่เมืองและชนบทเพื่อรับประสบการณ์ที่หลากหลายและสมดุล ตัวอย่างเช่น แม้จะมีเวลาเพียง 1 สัปดาห์ในญี่ปุ่น คุณก็สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับโตเกียวที่ทันสมัย ​​(และเงียบสงบอย่างน่าประหลาดใจ) เกียวโตที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ (และฮิปอย่างน่าประหลาดใจ) และยังมีเวลาอย่างน้อย 1 คืนที่เรียวกังแบบดั้งเดิมในชนบทของญี่ปุ่น

หมายเหตุสุดท้าย: เราไม่สามารถรวมทุกสถานที่ที่เราชื่นชอบในญี่ปุ่นได้ และโปรดทราบว่าสถานที่เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในลำดับใดโดยเฉพาะ ตอนนี้เราได้กล่าวถึงเบื้องหลังที่สำคัญบางส่วนแล้ว เข้าสู่ส่วนที่สนุกสนาน…

เมืองที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นที่ตั้งของเมืองที่มีชีวิตชีวาและน่าหลงใหลมากที่สุดในโลก ในขณะที่สำรวจใจกลางเมืองของญี่ปุ่น ตั้งแต่ซัปโปโรไป จนถึงฟุกุโอกะและทุกที่ในระหว่างนั้น คุณจะสามารถเพลิดเพลินกับอาหารญี่ปุ่น ที่ดีที่สุด ช้อปปิ้ง ศิลปะ และการออกแบบ; โรงแรมบูติคและโรงแรมหรูที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นบางแห่ง และอื่น ๆ.

แม้ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวประเภทที่มักจะหลีกเลี่ยงเมืองใหญ่ เราขอแนะนำให้ลองไปเที่ยวเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่นดู นอกเหนือจากความคุ้มค่าด้วยเหตุผลหลายประการแล้ว พวกเขามักทำให้ผู้รักธรรมชาติประหลาดใจด้วยความเงียบสงบ ใช่ มีพื้นที่ที่พลุกพล่านและวุ่นวาย แต่ตรอกซอกซอยที่เงียบสงบของเมืองอย่างโตเกียวและเกียวโตมีเรื่องราวที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมืองต่างๆ ของญี่ปุ่นแตกต่างออกไปก็คือ นอกจากความตื่นเต้นที่พวกเขามอบให้แล้ว ยังมีประสิทธิภาพและปลอดภัยอย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย สิ่งเหล่านี้คือหนึ่งในหลายๆเหตุผลที่ทำให้เรารักประเทศญี่ปุ่นมาก

หากคุณสามารถเยี่ยมชมเมืองของญี่ปุ่นได้เพียงสองสามเมือง คุณก็อาจจะชอบโตเกียวและเกียวโตด้วยเหตุผลที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกของคุณ

1. โตเกียว
โตเกียวจำเป็นต้องได้รับการแนะนำเล็กน้อย walkoffbalk.com และแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วเราจะแนะนำให้ผู้คนมาพักที่ นี่อย่างน้อย 3-4 คืน แต่คุณก็สามารถเข้าใจได้ว่ามีอะไรให้ดูและทำมากแค่ไหนในคู่มือฉบับย่อเกี่ยวกับOne Day in Tokyo

โตเกียวเป็นหนึ่งในเมืองที่น่าตื่นเต้นและมีความหลากหลายมากที่สุดในโลก เต็มไปด้วยร้านอาหารที่น่าตื่นตาตื่นใจ (มีทั้งอาหารระดับสูงและ “ต่ำ”) สวนสวย สถาปัตยกรรมล้ำยุคย่านที่มีเสน่ห์และทิวทัศน์เมืองที่เต็มไปด้วยแสงนีออนระยิบระยับ

นอกจากนี้ยังมีทริปท่องเที่ยวใกล้โตเกียวแบบไปเช้าเย็นกลับมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงคามาคุระและนิกโก้ (ทั้งสองรายการด้านล่าง) และอื่นๆ

2. เกียวโต
เกียวโตอาจไม่ต่างจากโตเกียวมากนัก แต่ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน เกียวโตเป็นหนึ่งในเมืองที่มีวัฒนธรรมมากที่สุดในโลก เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวหลายคนใฝ่ฝันเมื่อนึกถึงประเทศญี่ปุ่น

คุณสามารถใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการสำรวจตรอกซอกซอย ร้านขายงานฝีมือและร้านอาหารเก่าแก่หลายชั่วอายุคนไม่ต้องพูดถึงวัดและศาลเจ้าในเมืองหลวงเก่า หากต้องการทราบว่าเมืองนี้มีข้อเสนออะไรบ้าง โปรดดูคู่มือฉบับย่อของเราเกี่ยวกับ3 วันในเกียวโตแต่สำหรับมุมมองที่ครอบคลุมมากขึ้น อย่าพลาดคำแนะนำเกี่ยวกับเกียวโต ของเรา

ความเป็นไปได้ในการเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับก็มีมากมาย โดยมีตัวเลือกต่างๆ เช่น โอซาก้าและนารา (ทั้ง 2 รายการด้านล่าง) คิบุเนะและคุรามะ ทะเลสาบบิวะและชิงารากิ และอีกมากมาย 3. คานาซาว่า
คานาซาว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางแบบดั้งเดิมที่น่ารักที่สุดของญี่ปุ่น มีชื่อเสียงในด้านเขตประวัติศาสตร์ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสวยงาม งานฝีมือที่หรูหรา และอาหารทะเลและผลผลิตที่ดีที่สุดของประเทศ นอกจากเกียวโตแล้ว คานาซาวะยังรอดพ้นจากการโจมตีทางอากาศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เมืองประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เสียหาย

นอกจากงานฝีมือและอาหารแล้ว ไฮไลท์ของคานาซาวะยังรวมถึงสวนเค็นโรคุเอ็น (หนึ่งในสวนที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น ) ย่านเกอิชาและซามูไรที่น่ารักของเมือง ตลาดโอมิโชอันมีสีสัน พิพิธภัณฑ์พุทธปรัชญาดีทีซูซูกิ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยศตวรรษที่ 21 ที่โดดเด่น และ Myoryu-ji (วัดนินจา) ดูเพิ่มเติมในบทนำสู่คานาซาว่าของ เรา

4. โอซาก้า
แม้จะอยู่ใกล้เกียวโต แต่โอซาก้าก็ไม่ต่างจากเพื่อนบ้านที่เน้นขนบธรรมเนียมประเพณีมากไปกว่านี้ เมืองโอซาก้าที่พลุกพล่านเป็นที่รู้จักกันดีในด้านวัฒนธรรมการทำอาหาร (ดูคำแนะนำเกี่ยวกับอาหารของโอซาก้า ) และผู้คนที่เป็นมิตรอย่างน่าอัศจรรย์

สำหรับลูกค้าของเรา โอซาก้ามักจะไม่เน้นเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวแต่ชอบเรื่องรสชาติมากกว่า แต่เมืองนี้ยังมีสิ่งต่างๆ ให้ดูและทำมากมาย เช่น ปราสาทโอซาก้าที่สร้างขึ้นใหม่ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอซาก้าที่มีชื่อเสียงระดับโลก และยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน หากต้องการทราบข้อมูลเชิงลึก โปรดดูบทนำสู่โอซาก้า ของเรา

5. ฮิโรชิมาและมิยาจิมะ
คนส่วนใหญ่เชื่อมโยงฮิโรชิมะกับอดีตที่น่าเศร้า แต่เมืองนี้รวมทั้งมิยาจิมะที่อยู่ใกล้เคียงมีมากกว่าประวัติศาสตร์

ฮิโรชิมาเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดว่าเป็นที่ตั้งของระเบิดปรมาณู 1 ใน 2 ลูกที่สหรัฐฯ ทิ้งในญี่ปุ่นเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมะตั้งอยู่ในสวนสันติภาพ ติดกับโดมระเบิดปรมาณูอันเป็นสัญลักษณ์ (โปรดดูคู่มือของเราเกี่ยวกับสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำในฮิโรชิมะ )

สวนสันติภาพและพิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม แต่หลังจากหวนนึกถึงความน่าสะพรึงกลัวในปี 1945 คุณจะเห็นว่าปัจจุบันของฮิโรชิมะสดใสขึ้นมาก ผู้คนในฮิโรชิมะเป็นมิตรและเข้ากับคนง่าย และนอกจากอาหารขึ้นชื่อของท้องถิ่นอย่างโอโคโนมิยากิแล้วฮิโรชิมะยังเต็มไปด้วยบาร์และร้านอาหารที่ให้บริการเหล้าสาเกท้องถิ่น (และในฤดูหนาวจะมีหอยนางรมท้องถิ่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ)