PRODUCT

ทั้งนี้ กลุ่มที่ 4 เส้นทางเดลี, มุมไบ, บาหลี, การาจี เป็นต้น ชั้นประหยัดปรับเพิ่มขึ้น 156% หรือ 14 เหรียญสหรัฐ หรือ 458.5 บาท และชั้นธุรกิจปรับเพิ่มขึ้น 162% หรือ 21 เหรียญสหรัฐ หรือ 687.75 บาท กลุ่มที่ 5 เส้นทางบินโอซาก้า, โตเกียว, ฟุกุโอกะ, โซล เป็นต้น ชั้นประหยัดปรับเพิ่มขึ้น 154% หรือ 17 เหรียญสหรัฐ หรือ 556.75 บาท และชั้นธุรกิจ ปรับเพิ่มขึ้น 162% หรือ 26 เหรียญสหรัฐ หรือ 851.50 บาท กลุ่มที่ 6 เส้นทางเพิร์ธ ชั้นประหยัดปรับเพิ่มขึ้น 139% หรือ 18 เหรียญสหรัฐ หรือ 589.50 บาท

และชั้นธุรกิจปรับเพิ่มขึ้น 142% หรือ 27 เหรียญสหรัฐ หรือ 884.25 บาท กลุ่มที่ 7 เส้นทางซิดนีย์ มอสโก เป็นต้น ชั้นประหยัดปรับเพิ่มขึ้น 138% หรือ 22 เหรียญสหรัฐ หรือ 720.50 บาท และชั้นธุรกิจปรับเพิ่มขึ้น 138% หรือ 33 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,080.75 บาท กลุ่มที่ 8 เส้นทางสตอกโฮล์ม, ซูริก, แฟรงก์เฟิร์ต, ลอนดอน, ปารีส, บรัสเซลส์ และออคแลนด์ ชั้นประหยัดปรับเพิ่มขึ้น 137% หรือ 30 เหรียญสหรัฐ หรือ 982.50 บาท และชั้นธุรกิจปรับเพิ่มขึ้น 137% หรือ 45 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,473.75 บาท และกลุ่มที่ 9 เส้นทางเวียนนา ที่เพิ่งเปิดให้บริการนั้น มีการปรับขึ้นเป็นคูปองละ 33 เหรียญสหรัฐ และ 22 เหรียญสหรัฐ

กรอ.คาดปีหน้ามูลค่าลงทุนภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ปัจจัยหลักมาจากโครงการอีอีซี มีข้อแม้กฎหมายจะต้องชัดเจนเพื่อดึงดูดนักลงทุน แย้มจีนและญี่ปุ่นสนตั้งเขตกำจัดกากอุตฯรองรับโรงงานพาเหรดเข้าพื้นที่ในช่วง 5 ปีมูลค่าลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาท เผยยอด ร.ง.4 ช่วง 11 เดือนแตะ 4.74 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.94%

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป คาดว่าการลงทุนของประเทศจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะมูลค่าลงทุนของภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ต่อปี จากปัจจุบันยอดขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) อยู่ประมาณ 5-6 แสนล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10% ต่อปี โดยการเติบโตดังกล่าวมีปัจจัยหลักมาจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความชัดเจนของร่าง พ.ร.บ.อีอีซี ที่นักลงทุนกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ จากการหารือกับนักลงทุนหลายรายแสดงความเห็นว่าหากกฎหมายมีความชัดเจนก็พร้อมลงทุนทันที

นายมงคล กล่าวว่า นอกจากการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะยกระดับอุตสาหกรมประเทศตามแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 แล้ว พบว่ามีนักลงทุนต่างชาติจากจีน และญี่ปุ่น สนใจเข้ามาลงทุนตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรมด้านการกำจัดกากอุตสาหกรรม โดยการลงทุนน่าจะมีนักลงทุนรายใหญ่ของไทยที่เชี่ยวชาญด้านการกำจัดกากร่วมลงทุนด้วย เพื่อเป็นการรองรับกากอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนมาก เพราะในช่วง 5 ปี (2560-2564) รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้มีการลงทุนในพื้นที่อีอีซีไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท

นายมงคล กล่าวว่า การขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) และขยายกิจการในช่วง 11 เดือน (มกราคม-พฤศจิกายน 2560) มีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 4,708 โรงงาน ลดลง 0.50% จากช่วงเดียวกันในปี 2559 ที่มีอยู่ 4,732 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 4.74 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.94% จากช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่อยู่ที่ 4.16 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นการเปิดกิจการใหม่จำนวน 3,864 โรงงาน ลดลง 1.72% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีอยู่ 3,932 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุน 2.95 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.14% เมื่อเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 2.54 แสนล้านบาท ส่วนการขยายกิจการมีจำนวน 844 โรงงาน เพิ่มขึ้น 5.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีอยู่ 800 โรงงาน ขณะที่มูลค่าการลงทุน 1.78 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.55% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 1.61 แสนล้านบาท

“การขอใบอนุญาต ร.ง.4 และขยายกิจการช่วง 11 เดือน พบว่าเป็นการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอสเคิร์ฟ) จำนวน 1,364 โรงงาน เงินลงทุน 1.51 แสนล้านบาท” นายมงคล กล่าว

นายมงคล กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการที่มีมูลค่ามากที่สุด ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2560 ได้แก่ อุตฯอาหาร 4.73 หมื่นล้านบาท ผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์รวมทั้งการซ่อมยานพาหนะและอุปกรณ์ มูลค่าการลงทุน 4.7 หมื่นล้านบาท เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ มูลค่าการลงทุน 3.62 หมื่นล้านบาท อุตฯผลิตโลหะขั้นมูลฐาน 2.42 หมื่นล้านบาท อุตฯแปรรูปไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 2.26 หมื่นล้านบาท

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ลงนามความร่วมมือ “โครงการห้องเรียนรู้และปฏิบัติการวิชาชีพ THAILAND 4.0” ร่วมกับ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ บริษัทในเครือ เพื่อยกระดับความร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ให้สอดคล้องกับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลประเทศไทย 4.0

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะประสบการณ์ในอาชีพ ซึ่งเอ็มเคจะสนับสนุนจัดสร้างห้องเรียนรู้และปฏิบัติการวิชาชีพ THAILAND 4.0 ให้ในสถานศึกษา และให้นักศึกษาของ สอศ.เข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพในร้านสาขาของบริษัท และบริษัทในเครือด้วย

ส่วนห้องเรียนรู้และปฏิบัติการวิชาชีพ THAILAND 4.0 ได้รับการสนับสนุนสถานศึกษาละ 1 ห้อง มีสถานศึกษา จำนวน 35 แห่ง ที่เข้าร่วมในโครงการ และมีความพร้อมตามเกณฑ์ เพื่อใช้เป็นห้องการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมให้กับนักศึกษาและครูผู้สอน

ปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาระบบทวิภาคีที่ฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพกับบริษัท จำนวน 1,381 คน คือ 1. นักเรียน นักศึกษา ระบบทวิภาคี ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 313 คน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 438 คน ปริญญาตรี 67 คน และ 2. นักเรียนฝึกงาน ปวช. 346 คน นักศึกษาฝึกงาน ปวส. 214 คน และปริญญาตรี 3 คน ดังนั้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาสายวิชาชีพให้มีศักยภาพนำไปสู่การผลิตและพัฒนาบุคลากรคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์น้ำในทะเลสาบสงขลาที่หนุนเข้าท่วมพื้นที่ริมฝั่ง ได้ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อการใช้ชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรอย่างหนักเพราะผลผลิตอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ปลายคลองอู่ตะเภา บริเวณปากร่องน้ำทะเลสาบสงขลา จึงถูกทั้งน้ำในคลองอู่ตะเภาและน้ำในทะเลสาบสงขลาหนุนเข้าท่วมแหล่งปลูกข่าที่ใหญ่ที่สุดของ จ.สงขลา อาจจะส่งผลให้ข่าเน่าตายได้ ล่าสุดพบว่าเกษตรกรผู้ปลูกข่าต้องลุยน้ำท่วมเข้าไปถอนข่าก่อนที่จะเน่าเสียด้วย

นายไว และนางจัด ดำรัตนา อายุ 72 ปี ชาวบ้านในพื้นที่หมู่7 ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา กล่าวว่า ต้องลุยน้ำเข้าไปขุดข่าที่ปลูกไว้ 5 ไร่ ซึ่งถูกน้ำท่วมทั้งหมด ที่บางส่วนเริ่มเน่าตาย เพราะแช่น้ำมานานกว่า 1สัปดาห์ อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์น้ำท่วมผลผลิตน้อยส่งผลให้ราคาข่าเริ่มดีขึ้นจากก่อนหน้าเคยขายกิโลกรัมละ 25 บาท ขณะนี้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 นายสมชัย สิบหย่อม อายุ 62 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 16 ตำบลหนองโสน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลจะใช้เงินเข้าไปดูแลราคายางกว่า 1 หมื่นล้าน ตนเองเห็นด้วย แต่อยากถามว่าชาวนาชาวไร่อ้อย รัฐบาลจะดูแลอย่างไร ขณะนี้ข้าวหอมมะลิที่รัฐบาลบอกว่าจะให้ราคาตันละ 15,000บาทนั้น หลุดไปอยู่ในมือโรงสีหมดแล้ว เกษตรกรชาวนาไม่เคยขายข้าวให้กับโรงสีได้ในราคาถึงหมื่นบาทต่อตัน จะขายก็ได้เพียง 7,000-8,000 บาทเท่านั้น

นายสมชัยกล่าวอีกว่า อยากฝากถามไปยังรัฐบาลว่าที่ผ่านมาชาวนาชาวสวนพิจิตรได้รับผลกระทบหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วมเรื่องราคาข้าวตกต่ำ รัฐบาลเคยคิดอยากช่วยเหลือหรือไม่หรือคิดแต่จะช่วยอุ้มเรื่องราคายางอย่างเดียว ตนเองไม่อยากให้รัฐบาลเป็น 2 มาตรฐาน หรือคิดว่าปกครองแบบคนจน ปกครองง่ายกว่าคนรวย จริงๆ แล้วรัฐบาลควรมองภาพรวมของประเทศ ว่ามีกลุ่มไหนบ้างที่เดือดร้อน

นายสมชัยกล่าวอีกว่า อยากวิงวอนรัฐบาลออกมาดูแลชาวนาชาวสวนบ้าง ซึ่งชาวนาก็บ่นราคาข้าวไม่ดี ชาวไร่อ้อยก็บ่นราคาไม่ดี ซึ่งที่ผ่านมาไม่เป็นแบบนี้ หากจะแก้ ก็ขอให้แก้ทั้งหมดไม่ใช่แก้แต่ยางอย่างเดียว ดังนั้น ตนเองไม่อยากให้ใครว่ารัฐบาล 2 มาตรฐาน

แม้ต้นทุนชีวิตจะมีไม่มาก แต่ด้วยความพากเพียร ไม่หยุดมองหาโอกาสใหม่ๆ และพร้อมรับมือกับทุกปัญหาที่ผ่านเข้ามาทดสอบ ก็ทำให้ “ดร.องอาจ กิตติคุณชัย” อดีตเด็กหนุ่มที่เคยทำงานในโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง ได้ก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมาจนวันนี้กลายเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เจ้าของบริษัทผู้ผลิตข้าวโพดหวานรายใหญ่อันดับต้นๆ ของไทยที่กำลังจะเข้าไปเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เร็วๆ นี้

ชีวิตที่ต่อสู้กับความลำบากมาตลอด ทำให้หนุ่มน้อยจากพิจิตรเมื่อหลายสิบปีก่อนเริ่มวาดฝันใหญ่ ตัดสินใจบอกลาอาชีพหนุ่มโรงงานที่เริ่มทำมาตั้งแต่อายุ 15 ปี ย้ายไปตั้งต้นที่เชียงใหม่ พร้อมผันตัวเป็นพ่อค้าคนกลางรับซื้อผลผลิตเกษตร อย่างลำไย ลิ้นจี่ ฯลฯ ขายเข้าโรงงาน

ดร.องอาจบอกว่า การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก เขาทุนน้อย มีความรู้ไม่มาก คอนเน็กชั่นก็ไม่มี จึงต้องพยายามหาช่องทางเอง ทำอะไรที่มากกว่าและดีกว่าคนอื่น เช่นยุคก่อนที่คนมักขายลำไยแบบคละไซซ์คละเกรด เขาก็มานั่งคัดลำไยให้ได้คุณภาพ-มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นไม่ทำนี้ ช่วยสร้างความแตกต่างและทำให้ลูกค้ามั่นใจคุณภาพสินค้าที่ซื้อจากเขา

ค้าขายไปได้ 7-8 ปี ก็เริ่มเห็นแนวโน้มว่าซื้อมาขายไปอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มากขึ้น จึงเริ่มเช่าโรงงาน ก่อนรวบรวมเงินทุนทั้งจากเพื่อนฝูงและธนาคารมาเปิดโรงงานของตัวเองในที่สุด

กระทั่งเหตุการณ์ “ต้มยำกุ้งไครซิส” วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 มาถึงวิกฤตครั้งนั้นทำให้เขากลายเป็นคนที่มีหนี้สินหลายร้อยล้านบาท แต่ก็ไม่คิดทิ้งคนข้างหลังไว้แล้วหนีเอาตัวรอด ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนั้น จึงพยายามดูว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร แล้วไปแก้ด้วยความจริงใจ ตรงไปตรงมา ปรึกษาพูดคุยกับเจ้าหนี้ตรงๆ จนสามารถเคลียร์หนี้สินได้สำเร็จใน 5-7 ปีให้หลัง

วิกฤตครั้งนั้นทำให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เริ่มมองหาผลผลิตที่ยั่งยืนขึ้น จากการแปรรูปลำไย ลิ้นจี่ ที่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล สุดท้ายเปลี่ยนมาเป็น “ข้าวโพดหวาน” ที่ให้ผลผลิตได้ทั้งปี มีตลาด มีความต้องการอยู่ทั่วโลก และสามารถพัฒนา ยกระดับคุณภาพสินค้าได้อีกมาก

ซึ่งหลังได้ทุนสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทย ปรับปรุงโรงงานครั้งใหญ่เพื่อรองรับการแปรรูปข้าวโพดหวาน ยอดขายก็ขยับขึ้นไปแตะพันล้านบาท ทว่า ยอดขายก็นิ่งอยู่ในระดับเดิมเป็น 10 ปี จนรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบ้างแล้ว ซึ่ง “เทคโนโลยี” ก็เข้ามาเป็นคำตอบที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้

“ทุกวันนี้ต้องเอาเทคโนโลยีมาใส่ในการเกษตร เพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากรต่างๆ ลดการสูญเสีย ทำให้การผลิตมีต้นทุนต่ำลง แต่คุณภาพดีขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจได้เรื่องคุณภาพ-ความปลอดภัยที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับอาหาร”

ดังนั้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซันสวีทจึงได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น ทั้งใช้ในโรงงาน รวมทั้งแปลงปลูกในรูปแบบ “สมาร์ทฟาร์ม” ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลพืช รวมทั้งวางแผนการปลูกให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี พร้อมกับพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรกว่า 2 หมื่นรายที่ทำงานร่วมกับซันสวีทในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา ก็ช่วยให้ยอดขายขยายตัวต่อได้จนวันนี้มียอดขายเกือบ 2 พันล้านบาท มีกำไรส่วนต่างมากขึ้นกว่าเดิม

ต่อจากนี้ ซันสวีทอยากขยายตลาดในประเทศให้มากขึ้น สมัคร UFABET จากปัจจุบันที่ยอดขายหลักมาจากต่างประเทศกว่า 80% โดยจะเน้นเรื่องสินค้าใหม่และการขยายช่องทางให้ครอบคลุมมากขึ้น ล่าสุด ส่งข้าวโพดหวานปิ้ง ตรา “เคซี” วางขายในเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขาเมื่อ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาในราคาฝักละ 25 บาท ซึ่ง “ข้าวโพดหวาน” จะยังเป็นสินค้าหลักของซันสวีทในเวลานี้ แต่อนาคตก็มองภาพใหญ่ ต่อยอดพัฒนาสินค้าจากผักผลไม้ต่างๆ ทำอาหารเพื่อสุขภาพ หรืออาจเป็นสินค้าอื่นที่ต่อยอดจากวัตถุดิบที่มีได้

“คิดการใหญ่ได้ แต่ต้องค่อยๆ ทำ มองให้รอบด้าน” นี่คือข้อคิดทิ้งท้ายจากนักสู้ที่ไม่เคยหยุดฝัน และเดินหน้าลงมือทำให้เป็นจริง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2560 – วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2560แก้ปัญหาควายจมน้ำตาย กรมอุทยานแห่งชาติฯ อนุญาตให้เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยขุดเนินดิน 120 เนิน ให้เป็นที่พักชั่วคราว อดีต ส.ส.พัทลุงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลควายขึ้นมาอยู่บนถนนลาดยางนานเจ็บตีนหนักกลัวป่วยตายยกฝูง

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีเกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้นั้น กรมอุทยานฯในฐานะหน่วยงานที่มีกำลังยานพาหนะและกำลังคน ได้ออกให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน เยียวยาประชาชนในพื้นที่ที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ในรูปแบบต่างๆ ได้ เช่น การเข้าไปช่วยเคลื่อนย้ายอพยพผู้คนให้มาอยู่ในที่ปลอดภัย การนำของอุปโภคบริโภคเข้าไปแจกจ่าย เป็นต้น

“ในพื้นที่ภาคใต้มีที่น่าเป็นห่วงที่ประสบปัญหาเกือบทุกปี คือ บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวที่ชาวบ้านเอาสัตว์เลี้ยง อย่างควายน้ำเข้ามาเลี้ยง โดยควายน้ำนั้นเป็นควายที่มีลักษณะพิเศษกว่าควายในพื้นที่อื่นคือสามารถว่ายน้ำอยู่ในน้ำได้ครั้งละนานๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่ผ่านมาปรากฏว่าน้ำมาเร็วและท่วมกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างทำให้ควายน้ำถึงแม้จะสามารถว่ายน้ำได้เป็นระยะทางไกล แต่หากไกลเกินไป ไม่มีเกาะให้พักก็จมน้ำตายได้เช่นเดียวกัน โดยปีที่ผ่านมามีรายงานว่าควายน้ำตายไปถึง 600 ตัว” นายธัญญา กล่าว

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯกล่าวว่า ปีนี้ กรมอุทยานฯได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาชาวบ้านโดยผ่อนผันให้สามารถนำรถแบ๊กโฮเข้าไปก่อเนินดินเล็กๆ เพื่อให้เป็นที่พักของควายน้ำได้ชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ ไม่ใช่การอนุมัติแบบถาวร และคิดว่าในอนาคตคงต้องหาพื้นที่ถาวรให้ควายน้ำเหล่านี้อาศัยอยู่อย่างถาวร

ด้าน นายนริศ ขำนุรักษ์ อดีต สส.พัทลุง พรรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จ.พัทลุง นั้นมีควายน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัตว์สัญลักษณ์ของ จังหวัดพัทลุง อาศัยอยู่ประมาณ 2,000 ตัว โดยในปีนี้แม้ปริมาณน้ำจะมากกว่าปี 2548 แต่ในพื้นที่ก็เตรียมตัวรับสถานการณ์กันดี โดยกรมอุทยานฯแห่งชาติได้อนุญาตให้ใช้รถแบ๊กโฮเข้าไปขุดเนินดินเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเป็นที่พักของควายได้ 120 เนิน แต่ละเนินมีควายสามารถขึ้นไปอาศัยได้ประมาณ 20-30 ตัว โดยเวลานี้ยังไม่มีรายงานควายจมน้ำตาย

“อย่างไรก็ตามมีควายน้ำส่วนหนึ่งขึ้นมาอาศัยอยู่บนถนน และกำลังจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะควายจะยืนอยู่บนถนนลาดยางที่ค่อนข้างแข็งเป็นเวลานานไม่ได้จะทำให้ฝ่าตีนเป็นแผล รวมทั้งปัญหาการจราจร ที่ประชาชนต้องใช้รถปนกับฝูงควายและปัญหาอาหารไม่เพียงพอ เพราะภาคใต้พื้นที่ที่เป็นแหล่งหญ้าของควายถูกน้ำท่วมหญ้าตายหมด แต่เข้าใจว่าเวลานี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมปศุสัตว์กำลังหาหญ้าจากภาคอื่นๆ ลำเลียงมาให้อยู่” นายนริศ กล่าว

ที่โรงเรียนบ้านยะบะ (อุปการวิทยา) ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานพิธีเปิดอาคารหน่วยจัดการศึกษาอำเภอรือเสาะ วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารด้านการศึกษา ผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน จากนั้นนายสุรพรได้มอบวุฒิบัตรหลักสูตรประกาศนียบัตรวิทยาลัยชุมชน การตัดเย็บเสื้อผ้าในโรงงานอุตสาหกรรม แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมระยะ 6 เดือน จำนวน 30 รายด้วย

นายยุทธนา พรหมณี ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนนราธิวาส เผยว่า หน่วยจัดการศึกษาอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส แห่งนี้ เป็นเครือข่ายสนับสนุนการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนนราธิวาส จัดตั้งขึ้นในปี 2545 เดิมตั้งอยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลตำบลรือเสาะ ได้รับความอนุเคราะห์จาก นายธีระ อัครมาศ นายกเทศมนตรีตำบลรือเสาะในสมัยนั้น โดยมีภารกิจหลักในการจัดการศึกษา ให้การบริการทางวิชาการและวิชาชีพแก่ชุมชนในพื้นที่ อำเภอรือเสาะ และอำเภอใกล้เคียง โดยเปิดหลักสูตรการฝึกอบรมที่จำเป็น

และเป็นที่ต้องการของชุมชนในพื้นที่ อาทิ หลักสูตรการตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี การปลูกพืชระยะสั้น การเย็บผ้าคลุมผม การทำขนมพื้นบ้าน การตัดผมชาย ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ภาษามลายูเพื่อการสื่อสาร และการซ่อมคอมพิวเตอร์ โดยมีผู้จบหลักสูตรดังกล่าวไปแล้ว 5,000 คน นอกจากนี้ยังจัดการเรียนการสอนหลักสูตรอนุปริญญา ปัจจุบันมีผู้เรียนในสาขาวิชาต่างๆ ดังนี้ 1. สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย จำนวน 95 คน 2. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จำนวน 77 คน 3. สาขาวิชาพัฒนาชุมชน จำนวน 80 คน

และมีผู้ที่จบการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาไปแล้ว 1,820 คน“ดังนั้นเพื่อเป็นการรองรับจำนวนนักศึกษาและผู้ที่สนใจในการพัฒนาอาชีพที่เพิ่มขึ้นนั้น ทางวิทยาลัยชุมชนนราธิวาสจึงได้ขอใช้พื้นที่อาคารของโรงเรียนบ้านยะบะ (อุปการวิทยา) และได้ของบประมาณในการซ่อมแซมอาคารดังกล่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จำนวน 2,490,000 บาท ใช้เวลาในการซ่อมแซมอาคารจำนวน 8 เดือน โดยแบ่งสัดส่วนเป็นห้องสำนักงานจำนวน 1 ห้อง ห้องประชุม 1 ห้อง ห้องเรียนจำนวน 4 ห้อง ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์

จำนวน 1 ห้อง และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพื่อให้บริการประชาชนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายยุทธนากล่าว นายธีระ อัครมาศ กรรมการสภาวิทยาลัยชุมชนนราธิวาส กล่าวว่า วิทยาลัยชุมชนเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่จะช่วยพัฒนาและแก้ปัญหาให้ชุมชน เพื่อพัฒนาระดับการศึกษาของเด็กและเยาวชนผู้ขาดโอกาสด้านการศึกษา โดยมีหลักสูตรระยะสั้นส่งเสริมความต้องการของชุมชนพัฒนาอาชีพให้กับชุมชน สามารถประกอบอาชีพและสร้างงานได้ ทั้งนี้ ยังมีหลักสูตรที่อยากนำเสนอ คือหลักสูตรการขับรถขุดดิน หรือรถแบ๊กโฮด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เสมือนจริง แทนการฝึกจากรถของจริงที่มีราคาแพงหลายล้านบาท ลดค่าเชื้อเพลิง การค่าสึกหรอของเครื่องจักรกล และยังสามารถสร้างบุคลากรรองรับกับประชาคมอาเซียนที่ต้องการบุคลากรประเภทนี้ด้วย

พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลิตและจำหน่าย โปรโมตข้าว กข 43 ให้ผู้บริโภครับรู้ว่าเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ น้ำตาลน้อยเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและคนรักสุขภาพ

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า เตรียมแผนส่งเสริมการปลูกข้าว กข 43 เพื่อเจาะตลาดเฉพาะสหรับคนรักสุขภาพ เนื่อง กข 43 พันธุ์ข้าวขาวที่มีค่าดัชน้ำตาลต่ำ ล่าสุดโรงพยาบาลราชบุรีได้ทำบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (เอ็มโอยู) ซื้อข้าว กข 43 จากเกษตรกรเพื่อนำไปให้คนไข้เบาหวานกิน ที่ผ่านมามีโรงพยาบาลและคนรักสุขภาพสนใจเป็นจำนวนมาก แต่เกษตรกรผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ดังนั้น กรมการข้าวเตรียมจะทำแผนการผลิตข้าว กข 43 ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อจัดทำระบบควบคุมตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ไปถึงการผลิต เพื่อเพิ่มปริมาณเข้าสู่ตลาด 20,000 ตัน และปี 2561 จะเพิ่มปริมาณขึ้นอีก 600 ตัน

สำหรับข้าว กข 43 ออกมาตั้งแต่ปี 2552 แต่ยังไม่ได้วิเคราะห์เรื่องคุณค่าทางอาหาร ล่าสุดกรมการข้าวได้วิเคราะห์คุณค่าทางด้านอาหาร สรรพคุณทางอาหาร จึงรู้ว่าข้าว กข 43 เป็นข้าวสำหรับคนรักสุขภาพ โดยในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ได้มีการวางแผนให้นำข้าวเข้าสู่ระบบการควบคุมของกรมการข้าว แต่เรื่องเมล็ดพันธุ์ในรอบนี้ยังรับรองให้ไม่ได้ เนื่องจากเกษตรกรเก็บไว้ใช้เอง แต่รอบต่อไปจะให้เข้าสู่ระบบรับรอง

“ต้องสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรว่า ถ้าอยากจะปลูกข้าว กข 43 ควรทำอย่างไร อาจต้องแนะนำในแต่ละขั้นตอนผลิต จะหาเมล็ดพันธุ์แท้ได้ที่ไหน เมื่อปลูกแล้วมีตลาดรองรับอย่างไร”

“ล้งลำไย-ทุเรียน” ก่อปัญหาใหม่ทำลายตลาด แอบขายลำไยลูกร่วงด้อยคุณภาพโกยกำไรอื้อ กดราคาซื้อชาวสวน 3-4 บาท แอบส่งขายตลาดจีนโลละ 100 บาท เกษตรกรจี้ผู้เกี่ยวข้องตรวจเข้มส่งออก หวั่นจีนปิดตลาดหากตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกำหนด ด้านชาวสวนทุเรียนหลังสวน ชุมพรป่วน เจอล้งตัดทุเรียนอ่อนส่งออก ทุบราคาฮวบ ขาดทุนระนาว

ตลาดลำไยและทุเรียนของประเทศไทย ที่พึ่งพาการส่งออกไปยังจีนเป็นหลัก นับเป็นความเสี่ยงทางการค้าและเกษตรกรผู้ปลูก ที่ผ่านมาการส่งออกตกอยู่ในมือพ่อค้าจีนแบบเบ็ดเสร็จ โดยรุกคืบเข้ามาตั้งจุดรวบรวมผลผลิตรับซื้อเองโดยตรงในสวน กระทั่งเกิดปัญหาผิดสัญญา ทิ้งสวน จึงมีการออกมาจัดระเบียบล้งและนอมินี โดยให้ยื่นจดทะเบียนตั้งบริษัท แต่ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ล้งลำไยยังมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่น การผิดสัญญาไม่รับซื้อตามราคาและทิ้งสวน การจ่ายเช็คเด้ง และกรณีล่าสุดก็คือการแอบส่งลำไยลูกร่วงที่ไม่มีคุณภาพไปจำหน่ายในเมืองจีน

ลำไยลูกร่วงทุบตลาดคุณภาพ

แหล่งข่าวจากกลุ่มเครือข่ายลำไยส่งออก 4.0 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ล้งจีนที่มารับซื้อผลไม้ (ทุเรียน มังคุด ลำไย) ในจังหวัดจันทบุรีมีปัญหาเรื่องการผิดสัญญา และกดราคามาตลอด 2-3 ปี และล่าสุดคือลำไยนอกฤดูกาลที่เก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนกันยายนเป็นต้นมา พบปัญหาล้งผิดสัญญาเอาเปรียบเกษตรกรไม่เก็บลำไยเบอร์ 1-4 ตามราคาในข้อตกลงกิโลกรัมละ 40-45 บาท แต่เก็บเฉพาะเบอร์ 1 และเบอร์ 2 และขอต่อรองลดราคาเบอร์ 3 และเบอร์ 4 ลงมาเหลือกิโลกรัมละ 20-25 บาท

ปัจจุบันปัญหารุนแรงที่สุดคือ การทิ้งสวนลำไยเบอร์ 3-4 และให้คนมาช้อนซื้อเป็นราคาลำไยลูกร่วงกิโลกรัมละ 3-4 บาท หรือเหมาซื้อลำไยด้อยคุณภาพราคาถูก หลุดเบอร์ 4-5 หรือลำไยช่อที่ขาดน้ำ (หัวลิง) เป็นโรคราดำลูกลายนำมาอบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ส่งออกไปขายแข่งขันตีตลาดลำไยคุณภาพ โดยพบที่ห้างในเมืองเซี่ยงไฮ้ราคาขายปลีกกิโลกรัมละ 100 บาท สร้างกำไรให้พ่อค้าจีนมหาศาล ในขณะที่เกษตรกรและพ่อค้าลำไยคุณภาพขาดทุนยับ

สำหรับลำไยลูกร่วงที่ด้อยคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน จะต้องนำไปแปรรูปเท่านั้น แต่มีการนำออกไปจำหน่ายได้ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคถ้าอบแห้งสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเข้าในเนื้อลำไยมากเกินกำหนด ถ้าจีนตรวจพบจะไม่ให้นำลำไยจากไทยเข้าจำหน่าย และหันไปซื้อลำไยคุณภาพจากเพื่อนบ้านแทน

“ลำไยส่งออกตามมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มี 2 แบบคือ แบบช่อและลูกเดี่ยวที่ต้องมีขั้วติด แต่ลูกร่วงที่ด้อยคุณภาพไม่มีขั้วเมื่อหลุดออกไปขายราคาจะถูก และตีตลาดลำไยคุณภาพ ทำให้ลำไยช่อคุณภาพดีราคาตก ล้งที่ส่งออกลำไยคุณภาพขาดทุนหนัก จึงใช้เป็นข้ออ้างต่อรองราคาเหมาจากเกษตรกร บางล้งต้องหยุดซื้อไป ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ ลำไยลูกร่วงส่งออกจะทำลายตลาดลำไยของไทยอย่างคาดไม่ถึง เพราะจีนมีข้อกำหนดค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในเนื้อลำไยไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม”