SERVICE

นายปิยะ สมัครพงศ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันจันทบุรีไม่ได้เป็นจังหวัดเดียวที่มีลำไยนอกฤดู รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็ปลูกได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ลำไยล้นตลาด ราคาตกต่ำและล้งผิดสัญญา ส่วนกรณีเช็คเด้งเป็นวิกฤตของลำไยปีแรก ซึ่งทางจังหวัดจันทบุรีได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น ดังนี้ 1. ให้เกษตรกรตรวจสัญญาซื้อขายที่ทำกับล้งที่เห็นว่ามีความเสี่ยง เช่น การต่อรองราคา การทิ้งสวน และคุณภาพลำไย

2. ให้เกษตรกรปรับตัวผลิตลำไยคุณภาพ ที่จะออกในช่วงเดือนมกราคม ให้มีเบอร์ 1-2-3 จำนวน 80% 3. การแปรรูปลำไยในเชิงอุตสาหกรรมอาหาร โดยเริ่มที่ลำไยแปลงใหญ่ และ 4. การเตรียมงบฯ เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านขนส่ง หากมีลำไยล้นตลาด

ส่วนระยะยาว ได้แก่ 1. วางแผนการผลิตลำไยให้มีการกระจายตัวครอบคลุม 4-5 เดือน แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เพียง 3 เดือน และมีการพักแปลงเพื่อทำคุณภาพ และ 2. นำสัญญากลางมาใช้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดวันที่ 4 ธ.ค. 60 กลุ่มลำไยคุณภาพส่งออก 4.0 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสอยดาวไทยแลนด์ 4.0 และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว จำกัด จ.จันทบุรี ได้ประชุมเรื่องปัญหาลำไยตกต่ำ และการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยมีสาระสำคัญคือ 1. ปัญหาลำไยร่วงที่ทำลายตลาดลำไยส่งออก ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาตรฐานการส่งออกลำไยตรวจสอบการส่งออกให้ได้มาตรฐาน ไม่มีลำไยด้อยคุณภาพ (ลูกร่วง) ส่งออกไปทำลายตลาด โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีปริมาณลำไยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ที่ผ่านมามีการนำออกไปแพ็กกิ้งแล้วส่งจำหน่ายในตลาดจีน

2. ปัญหาล้งที่ผิดสัญญา เช่น ล้งซื้อลำไยเบอร์ 3-4 เป็นลำไยลูกร่วงให้หาทางป้องกันในช่วงผลผลิตจะออกมากในเดือนธันวาคม-มีนาคม 3. จัดให้มีตลาดกลางลำไยสอยดาวและโป่งน้ำร้อน เพื่อรับซื้อลำไย คัดลำไยคุณภาพส่งออกและลำไยลูกร่วงส่งโรงอบแห้ง ป้องกันพ่อค้าปลอมปนลูกร่วงที่ส่งออกไปทำลายตลาด

4. ให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่ และให้ความช่วยเหลือสมาชิก เช่น การฟ้องร้องล้งที่ทำผิดสัญญา และ 5. การใช้สัญญากลาง ในการซื้อขายลำไย โดยจะเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาต่อไป

ชุมพรป่วนล้งตัดทุเรียนอ่อน

นายอภินันท์ บุญสนอง กรรมการกลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพบ้านห้วยทรายขาว อ.หลังสวน กล่าวว่า ขณะนี้ทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ จ.ชุมพร ราคาตกต่ำมาก เนื่องจากมีการตัดทุเรียนที่ไม่มีคุณภาพออกจำหน่าย การเข้ามาเหมาสวนตัดทุเรียนของพ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นตัวแทนของล้งที่ส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนระหว่างชาวจีนกับคนไทย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ได้ทุเรียนด้อยคุณภาพ มีทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด ส่งผลต่อราคาทุเรียนที่เคยขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 140 บาท แต่ขณะนี้เหลือแค่ 90 บาท/กก.เท่านั้น

บอสใหม่ปุ๋ยพรีเมี่ยม “ยารา” ฟิต พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรไทยขับเคลื่อนประเทศ ปีหน้าเล็งเพิ่มงบฯ ลงทุนด้านการตลาด-ระบบดิจิทัลสื่อสารกับคู่ค้าและเกษตรกรเพิ่ม เผยยอดขายปุ๋ยเคมียาราในไทยมีอัตราเติบโตสูงมาก

นายเมดิ เซนท์-อังเดร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตนได้เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ของบริษัทต่อจาก นายอเลอฮานโดร วอลเลอร์ต แล้ว หลังดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในเวียดนามเป็นเวลา 4 ปี และก่อนหน้านั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการค้าของบริษัท ยารา (ประเทศกานา) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ยารา อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศนอร์เวย์ โดยแผนการดำเนินงานของบริษัทในปีหน้าจะเพิ่มงบฯ ลงทุนด้านการตลาด การออกพบปะเพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรและการลงทุนด้านระบบดิจิทัลเพื่อติดต่อสื่อสารกับเอเย่นต์หรือตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยเคมีของบริษัท อีกทั้งเกษตรกรมากขึ้น

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพมาก ถ้าเทียบระดับโลก ไทยติด 1 ใน 10 ที่มียอดขายสูงสุด และในระดับเอเชีย ไทยก็เป็นผู้นำในระดับต้นๆ เช่นกัน เพราะไทยเป็นประเทศที่มีการทำเกษตรกรรมเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนประเทศ มีอันดับการเติบโตของยอดขายปุ๋ยยาราที่สูงมาก ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัท ยารา เป็นอย่างมาก ที่สนับสนุนเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

“เราทำงานมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสินค้าปุ๋ยธาตุอาหารคุณภาพสูงของเรา ที่เน้นคุณภาพที่ดีในระดับพรีเมี่ยม ที่ช่วยส่งเสริมผลผลิตได้สูง คุ้มค่ากับการลงทุนของเกษตรกร ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ องค์ความรู้เรื่องดิน ธาตุอาหาร และเทคนิคการปลูกที่เรามีความเชี่ยวชาญ และมีการวิจัยพัฒนามาเป็นอย่างดี มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ซึ่งจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องถ่ายทอดข้อมูลความรู้เหล่านี้ให้กับเกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรไทยได้ใช้ปุ๋ยยาราได้ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่า”

นายอังเดร์กล่าวต่อว่า การแข่งขันในตลาดปุ๋ยเคมีเมืองไทยค่อนข้างสูง จึงไม่ขอเปิดเผยยอดขายปุ๋ยในปีนี้และเป้าหมายยอดขายในปีหน้า รวมทั้งกลยุทธ์ของบริษัทในปีหน้า แต่ภาพยอดขายโดยรวมในปีนี้ดีเท่ากับปี 2015 ที่ผ่านมา จากสภาพอากาศฝนตกดี และจากการที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในช่วงที่ผ่าน ไม่ได้ส่งผลกระทบมากมายต่อบริษัทที่เน้นการขายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกพืช 5 ชนิด คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผักกินใบและไม้ผลอย่างลำไยและทุเรียน เพราะยาราจะมุ่งเน้นที่เกษตรกรและการถ่ายทอดความรู้เป็นสำคัญ โดยเราจะมุ่งพัฒนาและให้ข้อมูลความรู้แก่เกษตรกรให้ตรงตามความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มพืชที่สำคัญที่กล่าวมา

เมื่อเช้าวันที่ 5 ธันวาคม 2560 มีเจ้าของโทรศัพท์หมายเลข 091-8202327 โทรศัพท์ไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ในจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง อ้างว่าตนเองเป็นช่างภาพทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านที่ไปถ่ายทำ พร้อมบอกว่ากับข้าวที่กินวันไปถ่ายทำอร่อยมาก

เจ้าของหมายเลขโทรศัพท์091-8202327 พูดต่ออีกว่า มีข้าวเปลือกจำนวนมากจะให้อยู่แถวตลาดไท จะขนไปให้ แต่ขอค่าน้ำมัน 2,800 บาท ให้โอนก่อนวันที่ 10 ธันวาคม 2560 เขาบอกเลขที่บัญชีพร้อม เป็นธนาคารกสิกรไทย หลักฐานยังมีอยู่

ผู้เลี้ยงไก่ได้โทรศัพท์ เข้ามายังกองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน จึงทราบเรื่องว่าเป็นการโกหก เพราะทีมงานที่ไปวันนั้นมีไม่กี่คน เขาจะหลอกให้คนเลี้ยงไก่โอนเงินให้ โดยที่ความจริงวันที่มีการถ่ายทำ ไม่มีการกินข้าวที่บ้านคนเลี้ยงไก่แต่อย่างใด ข้อมูลอย่างอื่นก็คลาดเคลื่อน

เมื่อทราบความจริง การต้มตุ๋นหลอกลวงครั้งนี้จึงไม่เกิดขึ้น

เรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยในช่วงหลัง ตัวอย่างเช่น

1.มิจฉาชีพโทรศัพท์ไปหาคนเลี้ยงวัวที่ลงเผยแพร่ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน บอกสนิทกับนักข่าว พร้อมกับบอกว่า วัวลุงผอมจัง จะนำหัวอาหารไปให้ นำน้ำเชื้อไปผสมเทียมให้ แต่ขอค่ารถ 2,000 บาท

2.มิจฉาชีพ โทรศัพท์ ไปหาคนปลูกกล้วย บอกมีปุ๋ยขี้วัว จะขนไปให้ แต่ขอค่าน้ำมันรถ 3,000 บาท 3.มิจฉาชีพ โทรศัพท์ไปหาคนเลี้ยงวัวนมที่สระแก้ว บอกว่ามีอาหารข้นที่ชลบุรี จะขนไปให้ แต่ขอค่าน้ำมัน 2,700 บาท

ยังมีมากกว่านี้

ทางกองบรรณาธิการขอเรียนไปยังทุกท่านที่พบในลักษณะอย่างนี้ อย่าได้หลงเชื่อและโอนเงินเป็นอันขาด

หากมีข้อสงสัย โทรศัพท์ เข้ามายังกองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน โทร.02-5800021 ต่อ 2335 อดีต สส.เมืองคอน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ยื่น 8 ข้อ แก้ปัญหายางพารา

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 6 ธันวาคม 2560 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีต สส.ปชป.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความลงในเพซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุว่า ตนได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อม เสนอแนวคิด 8 ข้อ เพื่อให้รัฐบาลนำมาเพื่อพิจารณาพร้อมกับหาข้อมูลเชิงลึกกับแกนนำยางในวันที่ 8 ธ.ค. นี้

ทั้งนี้ในจดหมายฉบับดังกล่าว ระบุ ตามที่ได้ติดตามสื่อมวลชนว่าท่านนายกรัฐมนตรี สั่งถอดสลักปัญหาราคายาง ท่านรองฯสมคิด จะลุยเอง และท่านกฤษฏาจะเดินหน้าแก้ปัญหาราคายางและพบปะแกนนำชาวสวนยางในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ ทำให้กระผมและพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมีความหวังครับ ประกอบกับสถานการณ์ในขณะนี้เป็นบวกต่อการแก้ปัญหา กล่าวคือ ฝนตกหนักในภาคใต้ต่อเนื่องทำให้ปริมาณยางช่วงนี้ลดลง ไฟไหม้คลังสินค้ายางที่เมืองชินเต๋า ประเทศจีน และเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้น

จึงเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลควรเข้ามาแก้ปัญหาราคายางที่ตกต่ำตลอด 3 ปีที่ผ่านมาอย่างเป็นระบบ และจริงจัง หากมีผลเป็นรูปธรรมก็จะเกิดจิตวิทยาการตลาดทางบวกและจะเกิดเสถียรภาพราคายางในอนาคตด้วย กระผมจึงขอเสนอความคิดเห็น ในฐานะชาวสวนยางที่คลุกคลีกับปัญหามาอย่างยาวนานคนหนึ่ง ดังนี้ครับ. 1) ให้ปลดผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย และบอร์ดการยางทันที เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา ทำงานล้มเหลว ผิดพลาด ส่อไปในทางไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการบริหารงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ พรบ.การยางฯ และขายยางในสต๊อค 200,000 ตันในช่วงต้นปีที่ราคากำลังอยู่ในขาขึ้น เกิดความเสียหายแก่รัฐและเกษตรกรนับหมื่นล้านบาท และส่งเรื่องนี้ให้ ปปช. ตรวจสอบด้วย. นับเป็นด่านแรกในการสร้างความเชื่อมั่น

2) ในการจัดประชุมในวันที่ 8 ธ.ค นี้ ควรเปิดกว้างและอดทนต่อการรับฟังความคิดเห็นจากแกนนำชาวสวนยาง ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปในการกำหนดยุทธศาสตร์หลักในการแก้ปัญหา ไม่มองเป็นประเด็นการเมืองและเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองเท่านั้น หรือข้อเสนอง่ายๆเพียงให้ปลูกมะพร้าวแทน แต่ควรเป็นยุทธศาสตร์ที่ครบวงจร รอบด้าน 3) แต่งตั้งผู้ว่าการยางฯและบอร์ดชุดใหม่ จากบุคคลที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องยางพาราอย่างแท้จริง มาขับเคลื่อนการยางแห่งประเทศไทยให้มีเอกภาพและตอบโจทย์ วัตถุประสงค์หลักของ พรบ.การยางฯคือการพัฒนา การวิจัย การปลูกแทน การสร้างเสถียรภาพราคาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง 4) ต้องส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง

นโยบายให้ส่วนราชการข่วยรับซื้อยางล้มเหลวและไม่เป็นจริง รัฐบาลต้องสนับสนุนให้การยางจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมยาง ในพื้นที่ของการยาง (ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช)โดยร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรม ร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยทำอัพเทรนเพื่อเป็นศูนย์โลติสติกส์ทางรางและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนและหรือมาตรการลดหย่อนภาษี รัฐบาลควรนำร่องจัดตั้งโรงงานผสมยางมะตอยกับยางพาราเพื่อให้ท้องถิ่นนำไปลาดถนน ซึ่งการนำร่องจากยางท้องถิ่นแล้ว แต่ไม่จริงจังต่อเนื่อง หรือตั้งโรงงานทำล้อรถยนต์ให้ส่วนราชการนำไปใช้ เป็นต้น เพื่อให้การใช้ยางของส่วนราชการภายในประเทศเป็นจริงและสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวด้วย

5) ยกระดับปัญหาราคายางเป็นปัญหาระดับภูมิภาคหรืออาเซี่ยน สมัคร GClub เพราะมีความจำเป็นต้องร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตหลักและประเทศในภูมิภาค ถึงแม้ประเทศไทย จะลดพื้นที่ไปปลูกมะพร้าว หรือโค่นยางทิ้งหรือวิธีการอื่นก็ไม่เป็นผล ถ้าประเทศอื่นเขาปลูกยางเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมียุทธศาสตร์ร่วมกันและที่สำคัญ ควรเสนอให้ย้ายสำนักงานสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ(ANRPC)จากประเทศมาเลเซีย มาอยู่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติอันดับ 1 ของโลกโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ใช้ยางเกิดความมั่นใจทั้งเรื่องการผลิต การส่งมอบยางจริง การประสานงานเหมาะสม รวดเร็ว และเป็นการแสดงภาวะผู้นำของไทยในฐานะที่เป็นประเทศผผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก

6) ด้านราคาที่ยั่งยืน เรามีตลาดกลางยางพาราครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศ ต้องให้มีการซื้อ-ขาย ส่งมอบจริงทันที และที่สำคัญต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นตลาดกลางยางธรรมชาติของโลก หรืออย่างน้อยของภูมิภาคเพื่อให้ประเทศผู้ผลิต ANRPC เข้ามาขายโดยส่งมอบจากประเทศผู้ผลิตใดก็ได้ และเปิดโอกาสให้ประเทศผู้ซื้อได้มาซื้อได้ในราคาเดียวกันและเป็นราคาบนพื้นฐานของการผลิตเฉลี่ยตามความเป็นจริงที่ยุติธรรม ส่วนความแตกต่างของราคาในแต่ละภูมิภาคให้ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายต่างๆขณะส่งมอบ ก็เท่ากับว่าผู้ผลิตมีส่วนในการกำหนดราคาเองได้ และจะถือเป็นราคาตลาดโลกฝ่ายผู้ผลิต และจะทำให้ตลาดล่วงหน้า(Rubber Exchanges) ในประเทศต่างๆที่ซื้อขายกระดาษและไม่มีการส่งมอบจริง จะได้อ้างอิงข้อมูลจากตลาดกลางนี้. ราคาจะได้ไม่ถูกบิดเบี้ยว ที่มักกล่าวอ้างว่าเป็นราคาตลาดโลก โดยเฉพาะการยางฯไปจับมือบริษัทห้าเสือเข้ามาแทรกแซงตลาดต้องหยุดทันทีเพราะทำให้ตลาดขาดความเชื่อมั่น

7) รัฐบาลควรปรับปรุงการบริหารเงินกองทุนเงินค่า ธรรมเนียมการส่งออก(CESS) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการวิจัย เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ยางพารา และส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพิ่มสัดส่วนการปลูกพืขแทนยางหรือการปลูกพืชแซมในสวนยาง เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรราย่อย ตลอดถึงเป็นกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตย่างยั่งยืนให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย เกษตรกรชาวสวนยางชายขอบ และลูกจ้างกรีดยาง 8)เมื่อประเทศไทยเกษตรกรชาวสวนยางส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 เป็นเกษตรกรรายย่อย ควรนำศาสตร์พระราชามาใช้ส่งเสริมวิถีชีวิตอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้รวมกลุ่มกันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาคุณภาพชีวิตร่วมกัน เช่นรวมกันทำยางแผ่นดิบที่มีคุณภาพเป็นต้นและหากรัฐบาลจะส่งเสริมให้ปลูกพืชอื่นทดแทน เช่นมะพร้าว กล้วยฯลฯ รัฐบาลควรมีมาตรการอย่างครบวงจร เช่นดูแลในข่วงเปลี่ยนผ่านที่เกษตรกรรายย่อยไม่มีรายได้ หรือมาตรการประกันในอนาคตหากเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นตามนโยบายแล้วราคาตกต่ำหรือขายไม่ได้ ลงชื่อ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 6 ธันวาคม น้ำทะเลหนุนสูงสุดโดยสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางกว่า 3 เมตร ประกอบกับการผันน้ำใน 12 ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างที่จ.พระนครศรีอยุธยา ลงแม่น้ำท่าจีนเพื่อให้ไหลอออกสู่ทะเลได้เร็วยิ่งขึ้นนั้น ส่งผลทำให้เกิดภาวะน้ำในแม่น้ำท่าจีนตอนล่างบริเวณพื้นที่ ต.ท่าเสา ต.ท่าไม้ ต.หนองนกไข่ และต.บางยาง ของอ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เกิดการยกตัวสูงขึ้นมากกว่าปกติ อีกทั้งยังเกิดเหตุการณ์คันดินริมแม่น้ำท่าจีนบางช่วงของพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลบางยาง เกิดพังลง ทำให้น้ำในแม่น้ำท่าจีนไหลเข้าท่วมสวนกล้วยไม้ที่อยู่ติดกับแม่น้ำในพื้นที่หมู่ที่ 3 ต.บางยาง และหมู่ที่ 2 ต.หนองนกไข่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ อยู่ติดกัน ได้รับความเสียหายรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ไร่ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทำการเกษตรอื่น อาทิ สวนมะนาว สวนฝรั่ง และสวนมะพร้าว ได้รับผลกระทบจากน้ำทะลักเข้าท่วมเช่นเดียวกัน สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก

นางชูศรี พรหมประทาน อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 2 ต.หนองนกไข่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เจ้าของสวนกล้วยไม้บนเนื้อที่กว่า 8 ไร่ มีต้นกล้วยไม้ประมาณ 150,000 ต้น กล่าวว่า เกิดภาวะน้ำในแม่น้ำท่าจีนยกตัวสูงขึ้นมากแล้วก็ไหลทะลักเข้ามาท่วมสวนกล้วยไม้อย่างรวดเร็วจนไม่สามารถป้องกันอะไรได้ สาเหตุมาจากคันดินริมแม่น้ำท่าจีนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

เกิดการทรุดตัวและพังลง อีกทั้งระดับน้ำยังสูงมากกว่าปกติอีกด้วย ทั้งนี้ตนไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนตั้งแต่เกิดจนอายุ 64 ปี อย่างปี 2554 มีเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่แต่ไม่เคยเข้าท่วมสวนเกษตรในพื้นที่ทั้ง 2 ตำบลแบบนี้เลย ขณะนี้ได้แก้ปัญหา คือ นำกระสอบทรายมาทำเป็นคันกั้นน้ำก่อน จากนั้นนำท่อสูบน้ำมาสูบน้ำออกจากสวนให้ได้เร็วที่สุด หากคืนนี้สามารถสูบน้ำออกจากสวนได้ทัน กล้วยไม้ที่ปลูกไว้ทั้งหมดจะรอดตาย แต่ถ้าสูบออกได้ไม่ทัน รากของกล้วยไม้ต้องแช่อยู่ในน้ำทั้งคืน จะส่งผลทำให้กล้วยไม้เกิดการเฉาและตายลงได้ในที่สุด

ยาง-ปาล์มราคาตกรูดทำตลาดภาคใต้เงียบสนิท หลัง รมว.เกษตรคนใหม่ “กฤษฎา” ลั่นไม่มีแทรกแซงราคายางโดยเด็ดขาดแล้วราคายางจะดีขึ้นภายใน 3 เดือน ด้านสหพันธ์ชาวสวนยางบอกต้องรออีก 1 เดือนจนกว่าจีนจะกลับมาซื้อยาง แนะรัฐบาลช่วงนี้จะต้องซื้อยางเข้าเก็บอีก 100,000 ตันรวมสต๊อกเก่าเป็น 200,000 ตันจึงจะดันราคายางโงหัวขึ้นมาได้

จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งดำเนินการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน และให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เร่งรัดให้มีการใช้ยางพาราในประเทศปีนี้ 200,000 ตันด้วยการใช้น้ำยางข้นในการปูพื้นสระอ่างเก็บน้ำที่รั่วซึม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับเรื่องนี้ไปดำเนินการและให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าไปแก้ปัญหาผู้บุกรุกป่าปลูกยาง 8.5 ล้านไร่โดยเฉพาะในส่วนนายทุนที่บุกรุกปลูกยาง 1.5 ล้านไร่

ไม่โละสต๊อกแสนตัน

ล่าสุด นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้มีนโยบายการแก้ไขยางพาราได้กำหนดไว้ 3 ด้าน 1)ผู้ผลิตหรือเกษตรกรต้องลดผลิต-ลดพื้นที่ปลูก 2)ผู้ซื้อ ต้องหาตลาด เร่งเจรจากับกลุ่มผู้ผลิตยางตลาดต่างประเทศ และ 3)การปรับกลไกการบริหารยางให้มีประสิทธิภาพทั้งระบบ โดยเน้นรับฟังเสียงเรียกร้องจากเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อมาแก้ไข รวมทั้งได้เน้นย้ำว่า “รัฐบาลจะไม่มีการแทรกแซงราคายางอย่างเด็ดขาด”

ส่วนนโยบายเร่งด่วน จะเร่งประสานแต่ละกระทรวงให้นำยางไปใช้ในประเทศให้มากที่สุดและรัฐบาลไม่มีมาตรการขายยางเก่าในสต๊อกจำนวน 100,000 ตันออกสู่ตลาด ทั้งนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตนได้หารือกับ กระทรวงอุตสาหกรรม-กระทรวงการคลัง ในเรื่องของการแก้ไขกฎระเบียบราชพัสดุ เพื่อให้สามารถนำยางพาราไปใช้ในการแปรรูป ทั้งถุงมือยางและอื่น ๆให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจากติดปัญหามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

“ในสัปดาห์หน้าจะได้ข้อสรุปว่าแต่ละกระทรวงต้องนำยางพาราไปใช้ในปริมาณเท่าใด” นายกฤษฎากล่าว

สำหรับมาตรการลดพื้นที่ปลูกยางพารานั้น กระทรวงเกษตรฯจะเน้นให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพไปปลูก มะพร้าวหรือกล้วยหอม แทน “ซึ่งยังมีช่องทางตลาดอีกมาก” แต่ต้องคำนึงถึงตลาดเป็นหลักการสำคัญ รวมทั้งได้หารือร่วมกับ รัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ เรื่องของอุปสงค์-อุปทาน การบริการจัดการตลาดโดยเชื่อว่า 3 เดือนแรกจะต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมและเกษตรกรมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

“ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้กระทรวงเกษตรฯ ดูแลแก้ไขปัญหายางพารา ซึ่งภายในสัปดาห์นี้จะพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้ง ผู้ผลิต ชาวสวนยาง ผู้รับซื้อ ผู้คุมการตลาดให้ชัดเจน ผมยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายแทรกแซงราคายางและผมก็ไม่มีแนวคิดเรื่องการแจกเงิน แต่จะช่วยเหลือเกษตรกรระยะยาว ไม่ได้ช่วยตัวเงิน และในสัปดาห์หน้ากระทรวงเกษตรฯเตรียมเสนอแผนช่วยเหลือเกษตรแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำต่อ ครม.รวมทั้งแผนของ ครม.ในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางในการให้ส่วนราชการนำยางพาราในสต๊อกกว่า 100,000 ตันไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐ” นายกฤษฎากล่าว

“สนธิรัตน์” เร่งหาตลาดส่งออก

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่ามาตรการดูแลสินค้าเกษตรกรโดยเฉพาะปัญหาของยางพารา-ปาล์มน้ำมัน หรือ ข้าวนั้น กระทรวงพาณิชย์จะติดตามดูแลอย่างเต็มที่และพร้อมจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา โดยเบื้องต้นเรื่องราคายางพารา กระทรวงพาณิชย์จะติดตามและผลักดันมาตรการส่งเสริมการส่งออก เพื่อให้สินค้ามีช่องทางในการจำหน่ายมากขึ้น

ส่วนการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีปริมาณสต๊อกล้นกว่า 500,000 ตันจนทำให้ราคาตกต่ำลงนั้น ทางกระทรวงได้มีการหารือกับ กระทรวงพลังงาน เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยเหลือดูดซับ นำไปใช้ผลิตไบโอดีเซล B7 อย่างต่อเนื่อง

“เพื่อให้สต๊อกลดลง” ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์ก็จะเร่งหาตลาดเพื่อผลักดันการส่งออกด้วยพร้อมกับจะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เรื่องผลผลิตต่อไป

มีรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในช่วง 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.ค.) ประเทศไทยสามารถส่งออกยางพาราคิดเป็นมูลค่า 5,034 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 43.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ยางสามารถส่งออกได้ 8,405 ล้านเหรียญหรือเพิ่มขึ้น 54.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ให้ซื้อยางเก็บอีกแสนตัน

นายบุญส่ง นับทอง ที่ปรึกษาสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ถ้าอยากจะรู้ว่ากำลังซื้อในภาคใต้หายไปเท่าใด กรณีราคายางพาราตกต่ำเหลือ กก.ละ 43-45 บาท รวมทั้ง ราคาปาล์มตกต่ำจาก กก.ละ 4-5 บาทเหลือ กก.ละ 2.70 บาทในขณะนี้จากต้นทุนการผลิต กก.ละ 3.80 บาทก็ให้ไปเดินในตลาดทั่วภาคใต้ได้เลยว่า “มันเงียบเหงาเพียงใด”

การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่จะเร่งแก้ปัญหายางภายใน 3 เดือน “นับเป็นสิ่งที่ดี”
แต่ในระยะกลางและยาวรัฐบาลและ กยท.ต้องเร่งชาวสวนยางปลูกพืชแซมในสวนยางและทำอาชีพเสริม ถ้าทำได้จะสร้างความมั่นคงในระยะยาว

ส่วนในระยะสั้นตอนนี้ชาวสวนยางอยู่ในภาวะเข้าห้อง “ICU” ไปแล้ว นอกจากราคายางจะตกต่ำแล้วชาวสวนยางภาคใต้ยังกรีดยางไม่ได้จากภาวะฝนตกชุกต่อเนื่องและท่วมในหลายจังหวัดคาดว่า ผลผลิตยางในภาคใต้ที่หายไปเดือนพฤศจิกายนนี้ตกประมาณ 200,000 ตัน

เมื่อรวมกับการจำกัดการส่งออกของ 3 ประเทศคือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ในเดือนธันวาคม 2560 ถึง กุมภาพันธ์ 2561 อีกประมาณ 300,000 กว่าตัน “ถือว่ามากพอสมควร” ดังนั้นถ้ารัฐบาลตั้งเป้าดึงราคายางขึ้นไปที่ 60 บาท/กก. จะต้องฉวยโอกาสนี้ซื้อยางเก็บไว้ระยะหนึ่งอีกไม่ต่ำกว่า 100,000 ตัน และให้ทูตพาณิชย์หาตลาดรองรับ เช่น ยุโรป รัสเซีย ตะวันออกกลาง ราคายางจึงจะขยับขึ้นไปได้อย่างแน่นอน

“สถานการณ์ช่วงนี้น่าจะเอื้อให้ราคายางสูงขึ้น ทั้งการจำกัดการส่งออกในช่วง 3 เดือนข้างหน้า สต๊อกยางของผู้ส่งออกไทยเองก็จะเหลือน้อยมาก สต๊อกยางที่จีนเมื่อ 2 เดือนก่อนหน้าประมาณ 510,000 ตันตอนนี้ลดลงเหลือประมาณ 300,000 กว่าตันแล้ว และยังเกิดไฟไหม้โกดังยางที่เมืองชิงเต่าของจีนอีก 30,000 กว่าตัน การกรีดยางของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ลดลงจากฝนตกชุกและน้ำท่วมบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในเดือนมกราคม 2561 ที่จีนจะกลับมาซื้อยางครั้งใหญ่ ดังนั้นราคายางจะขยับขึ้นตามหลักดีมานด์-ซัพพลาย” นายบุญส่งกล่าว

“โคมไฟรังไหมเย็บมือ” ผลิตภัณฑ์โอท็อปจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์จังหวัดสระบุรี การันตีคุณภาพด้วยรางวัลมากมายจากหลายเวทีภายใน 1 ปี นับตั้งแต่เริ่มการผลิต ล่าสุดสามารถคว้ารางวัล ไทยเท่ทั่วไทย ประจำปี 2560 มาได้ จนสร้างชื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักในตลาด

“กิตติศักดิ์ ขจรภัย” นักพัฒนาผลิตภัณฑ์จากรังไหม วัย 32 ปี ซึ่งเป็นกรรมการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์และกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี คือผู้เปลี่ยนแนวคิด จากการทำพวงกุญแจจากรังไหมแบบเดิม ๆ ที่ทำขายมาเป็น 10 ปี ให้นำรังไหมมาประดิษฐ์เป็นโคมไฟ

กิตติศักดิ์เรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในด้านบัญชี และปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท แต่มีความชอบด้านสินค้าโอท็อป จึงเข้าร่วมทำงานกับแม่ที่เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์อยู่เป็นประจำ และได้นำความรู้ด้านเอกสารที่ร่ำเรียนมาทำระบบการจัดการ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็นในการทำโคมไฟ ร่วมกับสมาชิกในกลุ่มที่มีทั้งเด็ก และผู้ใหญ่

“กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์เป็นชาวบ้านที่ทำพวงกุญแจจากรังไหมขายมา 10 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2548-ปัจจุบัน แต่เราเริ่มทำโคมไฟรังไหมในเดือนกันยายนปี 2559 ซึ่งก่อนหน้านี้ผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะลาออก แล้วมาช่วยกลุ่มทำผลิตภัณฑ์จากรังไหม เพราะคิดว่าน่าจะสามารถพัฒนาไปเป็นอย่างอื่นได้นอกจากพวงกุญแจ 10 บาท ที่มีมูลค่าน้อย พอมาทำเป็นโคมไฟ สามารถทำรายได้อยู่ในหลักพันขึ้นไป เป็นการยกระดับการพัฒนาตลอดจนสามารถเป็นโคมไฟได้ภายใน 1 ปี”

ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์สามารถคว้ารางวัลระดับประเทศมากมาย โดยในปี 2559 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ ได้รับรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สาขาศิลปหัตถกรรมเด่นแห่งชาติ จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รางวัลชนะเลิศผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับประเทศ จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม รางวัล KBO OTOP และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมดีเด่น จากกรมการพัฒนาชุมชน รวมไปถึงรางวัลผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากรังไหมระดับประเทศ จากกรมหม่อนไหม

และในปี 2560 นอกจากจะได้รางวัลไทยเท่ทั่วไทยแล้ว ยังมีรางวัล Thailand Green Design Awards 2017 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รางวัล OTOP Select 77 Experience และ Best OTOP 77 Experience 2017 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รางวัลออกแบบดีมากจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลในระดับจังหวัดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลภูมิปัญญาดีเด่น หรือกลุ่มวิสาหกิจดีเด่น และยังได้ไปออกบูทในต่างประเทศ

กิตติศักดิ์เล่าว่า รังไหมมีอยู่แล้วในจังหวัดสระบุรี ที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ อยู่ภายใต้กรมหม่อนไหม ทางกลุ่มก็ได้เข้าไปในโครงการของ (DITP) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มโอท็อปกับทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยเริ่มแรกเรานำรังไหมมาทำเป็นหมอน แต่ผลที่ได้ไม่น่าดู จึงพัฒนาคิดทำเป็นโคมไฟทรงก้อนเมฆ สามารถตั้งและแขวนได้ภายในชิ้นเดียว

จุดเด่น คือ รูปทรงที่มีความเป็นอิสระเข้ากับธรรมชาติ สามารถกดเปลี่ยนรูปทรงได้ ด้วยการบีบหรือขยายตัวออก ซึ่งวิธีการทำใช้เพียงเฉพาะรังไหมเท่านั้น ส่วนตัวไหมที่เหลือสามารถนำไปเพาะเลี้ยงต่อได้

“วิธีทำ คือ นำรังไหมมาผ่าครึ่งแล้วพลิกด้านในออกเพื่อให้เกิดความมันวาว ลูกหนึ่งประมาณ 22 กลีบ กลีบหนึ่ง 36 รัง หรือประมาณ 700-800 รังต่อหนึ่งก้อน ส่วนรังไหมที่เสียประมาณ 20-30% นำมาย้อมสี น้ำตาล หรือสีดำ ฉะนั้นสามารถใช้รังไหมได้ทั้งหมด 100%”

สำหรับกลุ่มลูกค้าจะแบ่งไปตามสีของด้ายที่ใช้เย็บรวมกันเป็นก้อน ถ้ารังไหมสีขาวเย็บด้วยด้ายสีดำ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าผู้ชาย หากเป็นรังไหมสีขาว และเย็บด้วยด้ายสีขาว กลุ่มลูกค้าจะเป็นผู้หญิง และหากเป็นโคมไฟขนาดใหญ่เย็บด้วยด้ายสีทอง ส่วนใหญ่จะใช้ประดับโรงแรม หรือรีสอร์ต

ด้านราคาเริ่มต้นประมาณ 1,500-12,000 บาท ตามขนาดของโคมไฟแต่ละก้อน มีกำลังการผลิตประมาณ 60 ลูก/เดือน สมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มเป็นรุ่นสอง มีตั้งแต่อายุ 20-70 ปี

กิตติศักดิ์บอกว่า ปี 2561 ทิศทางของการผลิตโคมไฟของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์จังหวัดสระบุรีมีแนวโน้มที่ดี จะเริ่มทำขนาดใหญ่และผลิตให้ตรงมาตรฐานของสิ่งทอมากขึ้น หลังจากนั้นจะมีการนำมาทำเป็นกระเป๋าทั้งแบบเย็บมือและแบบเย็บจักร

“นอกจากขายในประเทศไทยแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงส่งออกกับญี่ปุ่น และเป้าหมายอยากไปบุกตลาดยุโรปด้วย เพราะเวลาออกบูทลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ขณะที่คนไทยไม่ได้เห็นคุณค่ามากนัก”

นับเป็นกลุ่มตัวอย่างสินค้าโอท็อปที่พยายามพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ มองหาตลาดใหม่ ๆ และต่อยอดให้มีมูลค่าเพิ่มได้อย่างน่าทึ่งครบรอบ 8 ปี กรมหม่อนไหม มุ่งพัฒนาเกษตรกร- บุคลากรมืออาชีพ สืบสานภูมิปัญญา ส่งเสริมผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน พัฒนาไหมไทยสู่สากล